เข้าสู่ระบบ“เส้นทางที่หม่อมฉันกับผู้ติดตาม กำลังจะเดินเท้าเข้าไปในป่า เป็นเส้นทางที่ยากลำบากยิ่งนัก ท่านอ๋องทรงแน่ใจแล้วหรือเพคะที่จะตามไปส่ง”
ลี่เซียนที่ไม่ได้รู้สึกยินดี กับการที่อ๋องหนานจะตามไปส่งนางถึงที่พักของท่านอาจารย์ จึงได้บอกความจริงออกไปตามตรงว่า ตนเองกับผู้ติดตามจะเดินเท้าเข้าไปในป่าลึก ที่มีเส้นทางยากลำบากรออยู่ ทั้งยังคาดหวังให้อ๋องหนานกงชิง เปลี่ยนใจ และเดินทางกลับเมืองหลวงไปเสียตอนนี้
“สตรีตัวเล็ก ๆ ยังไม่หวั่นเกรงต่อความยากลำบากในป่าใหญ่ เหตุใดข้าที่เป็นบุรุษอกสามศอก ซึ่งได้ผ่านความลำบากมาก็มาก จึงต้องเกรงกลัวความยากลำบากในครั้งนี้ด้วยเล่า”
อ๋องหนานหยุดยืนต่อหน้าลี่เซียน แล้วก้มใบหน้าลงพูดคุยใกล้ ๆ ใบหูขาวผ่อง ที่ไรผมถูกเก็บรวบเปิดเปลือยออกให้เห็นเต็ม ๆ ตา ลมหายใจอุ่น ๆ ของเขา เป่ารดข้างหูของนางอย่างตั้งใจ
ลี่เซียนรู้สึกขนลุกแปลก ๆ จึงโน้มตัวถอยหลังออกห่าง ๆ มุมปากของบุรุษหน้าหนาอมยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ที่ได้กลั่นแกล้งสตรีตัวน้อย ที่กำลังทำท่าทางรังเกียจเขาเสียเต็มประดา
“หม่อมฉันขอบพระทัยที่ท่านอ๋องทรงมีเมตตา และเห็นแก่ความทุกข์ใจของท่านพ่อท่านแม่ แต่หม่อมฉันไปกับผู้ติดตามเพียงลำพังได้จริง ๆ เพคะ ไม่อยากรบกวนท่านอ๋องให้ท่านเสื่อมเสียเกียรติไปมากกว่านี้ เพราะเรื่องที่ผ่านมาหม่อมฉันก็ละอายแก่ใจยิ่งนัก”
โจวลี่เซียนเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมา นางไม่อยากรบกวนอ๋องหนาน ให้ผู้คนเก็บเอาไปพูดนินทาว่าร้ายพระองค์ดังเช่นกาลก่อนอีก ในเมื่อยามนี้นางสำนึกในความผิดแล้ว จึงขอหลีกเลี่ยงคำนินทาทั้งปวง ที่จะเกิดขึ้นกับท่านอ๋องและตัวนางเอง
“เจ้าไม่ต้องคิดอันใดให้มาก ข้าบอกว่าจะไปส่งก็คือไปส่ง ไม่ต้องคัดค้านอะไรอีกแล้ว แล้วจงรีบเอาผ้าปิดบังใบหน้าของเจ้าไว้เช่นเดิมเสียเถิด ถ้ากินอาหารเช้าอิ่มแล้ว”
อ๋องหนานกงชิง ไม่รับฟังคำอธิบายยาวเหยียด ที่โจวลี่เซียนใช้พูดคัดค้านปฏิเสธ ไม่ให้เขาตามไปส่งถึงที่พักของหมอเทวดา ทั้งยังกล่าวเตือนให้นางรีบสวมผ้าปิดบังใบหน้าเอาไว้ ก่อนที่จะเกิดปัญหาตามมาอีกครั้ง
ท่านอ๋องรู้จักกับหมอเทวดา ไท่จงเสียน เป็นอย่างดี เพราะหมอเทวดาเป็นสหายสนิทของฮ่องเต้หนานเจ๋อติง เช่นเดียวกับราชครูโจว ที่เป็นสหายสนิทของฮ่องเต้มาตั้งแต่เยาว์วัย
บุรุษทั้งสามคน เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เดียวกัน ที่ศึกษาร่ำเรียนวิชาต่าง ๆ มาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเติบใหญ่จึงได้แยกกันไปศึกษาเล่าเรียน ตามความชอบและความถนัดของแต่ละคน
“ตามแต่พระทัยเถิดเพคะ แล้วอย่ามาโวยวายบ่นหม่อมฉันทีหลังก็พอ”
ในเมื่อยืนยันขนาดนั้น ลี่เซียนก็ขี้เกียจจะพูดคัดค้านอันใดอีกแล้ว แต่ก็ยังมิวายเอ่ยเหน็บแนมค่อนขอด ออกไปสักเล็กน้อย เพราะนึกหมั่นไส้ใบหน้าคมสัน แต่มีแววตาหยิ่งผยองนั้นเสียเต็มประดา และบางครั้งก็แลดูกรุ้มกริ่มแปลก ๆ จนไม่น่าไว้วางใจ
“หึหึ ใครกันแน่ที่จะบ่นเรื่องเส้นทางยากลำบาก”
มุมปากหยักอมยิ้มออกมาเล็กน้อย เหมือนคนที่ไม่คุ้นเคยต่อการแสดงอารมณ์ดีใจออกมา แววตาที่เคยเฉยชาอยู่เป็นนิจ บัดนี้ทอประกายอบอุ่นออกมาเล็กน้อย แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นเขาก็รีบเก็บอาการ แล้วกลับไปเฉยชาเฉกเช่นเดิม
องครักษ์คนสนิทได้แต่ส่ายหัวไปมา อย่างอิดหนาระอาใจที่เจ้านายของตนช่างถือทิฐิยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่ก่อนที่จะเดินทางตามมานั้น อ๋องหนานใช้งานเขาสืบหาข่าวของสตรีตรงหน้าอย่างกับม้าศึก แทบไม่ได้กินไม่ได้นอน จนกว่าจะหาข่าวได้ว่าคุณหนูโจวเดินทางไปที่ใด
องครักษ์ฟานจง ต้องเข้าไปอ้อนวอนถามไถ่เอาจากโจวสืออี้ พี่ชายของโจวลี่เซียน ที่เป็นสหายสนิทของเขาคนหนึ่ง ในครั้งแรกเจ้าเพื่อนสนิทคนนั้น ก็ไม่ยอมพูดหรือให้ข้อมูลใด ๆ จนเขาต้องเอาใบหน้าทรุดโทรมใกล้ตายไปให้เห็น โจวสืออี้จึงยอมให้ข้อมูลมา
เมื่อทุกคนพร้อมแล้วคณะเดินทางที่แต่เดิมมีเพียง 3 คน เวลานี้ก็เพิ่มเข้ามาเป็น 5 คน ลี่เซียนมีสัมภาระไม่เยอะ มีเพียงห่อผ้าห่อเดียว ที่สะพายหลังเอาไว้ และอาวุธดาบ กับธนูที่นางนำติดตัวมาด้วย นอกเหนือจากมีดสั้นที่พกติดกายอยู่เป็นประจำ
“เอาห่อผ้าของเจ้ามาสิข้าจะช่วยถือ เพราะมือของข้าว่างมากเกินไป”
ท่านอ๋องที่ชำเลืองมองสตรีตัวเล็ก ๆ สะพายห่อผ้าไว้บนหลัง ทั้งยังมีอาวุธครบครัน ที่สะพายพาดบ่าบอบบางของนางอยู่ จึงนึกเป็นห่วงกลัวจะสะดุดล้มเป็นอันตรายได้
“ดีเหมือนกัน ขอบพระทัยนะเพคะ ทรงมีน้ำใจไม่น้อย”
ตอนแรกลี่เซียนตั้งใจจะปฏิเสธความช่วยเหลือ เพราะไม่อยากพูดคุยกับบุรุษที่ทำนางเสียใจมานานหลายปี แต่พอเห็นใบหน้าเฉยชาหยิ่งผยองนั้น ก็นึกหมั่นไส้ขึ้นมาทันที
จึงได้ถือโอกาสนี้ใช้งานผู้สูงศักดิ์สักหน่อย คงจะรู้สึกดีไม่น้อย มุมปากสวยแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย อย่างสาแก่ใจในความคิดของตนเอง
‘มีเชื้อพระวงศ์มาถือของให้ก็ดีเช่นกัน ข้าเลยดูงดงามขึ้นมาอีกเท่าตัว’
ยามเหม่า (05:00-07:00) คณะเดินทางได้เดินเท้าเข้าไปในป่า ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ลี่เซียนกวาดสายตามองบรรยากาศรอบ ๆ ป่าไม้ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น และสดชื่น เพราะในชีวิตนี้นางเพิ่งเคยมีโอกาสได้เดินป่าสักครั้ง
กลุ่มของลี่เซียนเดินเข้าไปในป่าลึก มาร่วม ๆ 1 ชั่วยามแล้ว เมื่อถึงจุดที่อยู่ใกล้ ๆ กับเหวลึกที่อันตราย ทุกคนในกลุ่มเดินทางต่างได้ยินเสียงของอาวุธ ดังกระทบกันอยู่ไม่ไกล จึงได้หยุดเดินแล้วหาที่หลบซ่อนตัว ตามสัญญาณมือที่อ๋องหนานกงชิงส่งสัญญาณมาให้
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!!
“ลี่เซียนเจ้ามาหลบอยู่ข้าง ๆ ข้า จะได้มองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน”
น้ำเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้น จากบุรุษที่ตั้งใจเอาปากไปใกล้ ๆ กับใบหู ของสตรีที่มีกลิ่นกายหอมกรุ่น จนเขาต้องละทิ้งอาการเมินเฉย ที่พยายามปั้นแต่งมาตั้งแต่เช้ามืด
“ตรงนี้ก็มองเห็นเพคะ ท่านอ๋องอย่าพึ่งพูดคุยรอดูเหตุการณ์ก่อนสักครู่ แล้วขยับออกห่าง ๆ หม่อมฉันด้วย”
น้ำเสียงดุดันส่งไปให้บุรุษหน้านิ่ง ที่ขยับตัวบดเบียดเข้ามาใกล้ ๆร่างอรชรอวบอิ่ม ทั้งยังมากระซิบข้าง ๆ ใบหูนางอย่างผิดแผกแปลกไป
ทันใดนั้นกลุ่มบุคคลที่มีจำนวน 6 คน ที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดสาด ก็ได้เคลื่อนกายเข้ามาอยู่ในระยะสายตา ของคนทั้ง 5 ที่หลบซ่อนตัวอยู่ ตั้งแต่ได้ยินเสียงกระทบกันของอาวุธแล้ว
ภาพที่ทุกคนเห็นคือกลุ่มคนชุดดำ 4 คน ที่แต่งกายคล้ายนักฆ่าเช่นเดียวกัน กำลังไล่ฟาดฟัน บุรุษหนุ่มที่แต่งกายคล้ายผู้สูงศักดิ์ และบุรุษอีกคนที่แต่งกายคล้ายองครักษ์ในวังหลวง
“องค์ชายใหญ่!!!”
ฟานจงหลุดปากส่งเสียงออกมา ดีที่เขาไม่ได้ตะโกนเสียงดังออกไป จนกลุ่มคนร้ายได้ยิน ทุกคนต่างตกใจกับภาพตรงหน้าที่พบเห็น เมื่อได้รู้ว่าใครกำลังถูกผู้ร้ายรุมทำร้าย จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
โจวลี่เซียนส่งสายตาให้อ๋องหนานกงชิง เข้าไปช่วยเหลือหลานชายของเขา ส่วนนางของหลบดูเหตุการณ์ต่ออีกสักครู่ หากมีเหตุการณ์คับขัน จึงจะออกไปช่วยเหลืออีกแรง
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!!
อ๋องหนาน กับองครักษ์ฟานจง พุ่งตัวออกจากที่หลบซ่อนทันที เพื่อเข้าไปช่วยเหลือหลานชายคนโตของเขา
กาลเวลาผันผ่านไป 5 ปีแล้ว ยามนี้ในตำหนักของอ๋องหนานกงชิง มีอ๋องน้อยฝาแฝดชายวัย 4 หนาว ที่มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบบิดามามิมีผิดเพี้ยน ผิวกายของเด็กชายขาวเนียนละเอียดเยี่ยงมารดาของพวกเขา ทั้งยังตัวอวบอ้วนน่ารักน่าชังจนเสด็จลุงฮ่องเต้ และเสด็จป้าฮองเฮาเรียกหาให้เข้าวังอยู่เสมอ เจ้าหัวผักกาดทั้งสองคน กำลังเดินตามติดมารดาอยู่ไม่ห่าง เหตุเกิดจากบิดาของทั้งสองคนแย่งมารดาที่รักยิ่งของพวกเขาไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็ไม่พบมารดาแล้ว จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดเป็นคนขโมยมารดาไปจากพวกเขา เพราะบิดามักจะทำเช่นนี้อยู่เสมอ หนานเฟยเทียน กับหนานเฟยฮุ่ย ทั้งสองคนกำลังเฝ้าตามติดมารดาไม่ให้คลาดสายตา เพราะเกรงว่าบิดาจะมาแย่งมารดาไปจากพวกเขาในยามกลางวันเฉกเช่นยามค่ำคืน เพราะแอบถามองครักษ์ฟานจงมาแล้วว่า วันนี้บิดาไม่ได้เข้าวัง และกำลังทรงงานอยู่ในห้องหนังสือของตำหนัก “เฟยเทียน เฟยฮุ่ย พวกเจ้าไม่ไปวิ่งเล่นกันหรอกหรือ เหตุใดจึงเดินตามแม่ทุกฝีก้าวเยี่ยงนี้” ลี่เซียนเอ่ยถามบุตรชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ขณะที่กำลังเดินเก็บสมุนไพรที่ท่านอ๋องให้
โจวลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีของนางอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เขาช่างสง่างามจนใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แก้มนวลก็เห่อร้อนขึ้นมาเมื่อนึกจินตนาการไปถึงบทรักอันร้อนแรง ที่นางจะมอบให้สวามีในค่ำคืนเข้าหออย่างเป็นทางการนี้ “เมาหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นมาทันที เห็นสวามีเดินเข้ามาในห้องหอ โดยที่มีกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วร่างกาย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ทั้งยังมีแววตากรุ้มกริ่มอย่างเห็นได้ชัด “นิดหน่อย เจ้าพวกนั้นมิปล่อยให้พี่มาหาเจ้า โดยเฉพาะเจ้าประมุขหน้าขาวผู้นั้น” “ท่านอ๋องจะดื่มน้ำแกงสร่างเมาสักหน่อยไหมเจ้าคะ ข้าจะให้สาวใช้ไปจัดเตรียมมาให้” “ลี่เอ๋อร์จากนี้ให้เรียกสามีว่าท่านพี่ได้หรือไม่ ส่วนน้ำแกงพี่ไม่ต้องการพี่ต้องการเพียงน้ำหวานเท่านั้น” เรือนกายสูงใหญ่เดินเข้ามากอดรัดเอวบางด้วยความคิดถึง “เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วดื่มสุรามงคลกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าหนักเครื่องประดับที่หัวมากแล้ว” หลังจากอ๋องหนานกงชิงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว และคล้องแขนดื่มสุรามงคลกันจนหมดจอก ลี่เซียนก็รู
จวนตระกูลจ้าว รองเจ้ากรมอาญาได้รับคำสั่งจากเจ้ากรมอาญา ให้ติดตามเสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมายังจวนตระกูลจ้าว เพื่อดำเนินการเนรเทศจ้าวอิงเถาให้ไปอยู่เมืองตงกง เมืองชายแดนทางทิศใต้ของแคว้นหนาน ตามพระบัญชาของฮ่องเต้ เสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมีสีหน้าราบเรียบ และอยู่ในอารมณ์นิ่งสงบ เพราะวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับทุกคนในตระกูลจ้าว หากยังพยายามแก้ต่างให้บุตรสาวที่ดื้อรั้นทั้งยังเอาแต่ใจตนเอง มีแต่จะนำพาให้ทุกคนในตระกูลเดือดร้อนกันไปทั้งหมด และตระกูลจ้าวคงได้จบสิ้นในชั่วอายุของเขาเป็นแน่ “ท่านพี่ คนจากกรมอาญามาทำอันใดที่จวนของเราเจ้าคะ” จ้าวฮูหยินสอบถามสามีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นบุรุษหลายคนซึ่งอยู่ในอาภรณ์ที่บ่งบอกตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างชัดเจน เดินเข้ามาในจวนพร้อมกับสามี ข้างกายของจ้าวฮูหยินมีบุตรสาวคนรอง ซึ่งยามนี้จ้าวอิงเถากำลังมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “สอบถามบุตรสาวของเจ้าเถิดฮูหยิน ว่านางไปทำอันใดไว้บ้าง หากข้าไม่พาคนจากกรมอาญามาที่จวนด้วยตนเอง เห็นทีว่าคนในตระกูลจ้าว คงต้องหัวหลุดจากบ่ากันทุกคน” เสนาบดีจ้าวเอ
การสอบสวนหาตัวผู้ร้าย ที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กับฮองเฮา ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเชียบ บรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ กับสนมหรือสตรีในวังหลังทุกคน จะยังไม่รับรู้เรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ในครั้งนี้ จะรับรู้เพียงแค่ทั้งสองพระองค์กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากยังต้องสืบหาตัวผู้ลงมือปองร้ายองค์รัชทายาท ที่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดผู้ใด หากผู้ร้ายเป็นพวกเดียวกันจะได้ไม่ไหวตัวหลบหนีไปได้ทันเวลาตำหนักหวงกุ้ยเฟย ยามนี้ฮ่องเต้หนานเจ๋อติง กำลังสอบถามเอาความกับหวงกุ้ยเฟยเป็นการส่วนพระองค์ ในตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ซึ่งมีฮองเฮานั่งรับฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ กัน ฮองเฮาทรงนั่งรับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เพราะเรื่องราวในครั้งนี้พระนางยกให้พระสวามีเป็นผู้จัดการด้วยพระองค์เองทั้งหมด “ฝ่าบาททรงเชื่อนางกำนัลพวกนี้หรือเพคะ หม่อมฉันย่อมรักใคร่ในตัวของพระองค์ จะลอบวางยาพิษพระองค์ไปเพื่อการใด” สตรีที่หมอบคลานอยู่กับพื้นกล่าวแก้ต่างให้กับตนเอง ใบหน้างดงามตามวัยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ตั้งแต่รับรู้ข้อกล่าวหาที่พระสวามี ได้บอกกล่าวความผิดของพระนางให้แจ้งประจักษ์
หนึ่งชั่วยามต่อมา ฮ่องเต้หนานเจ๋อติงก็รู้สึกตัวฟื้นตื่นขึ้นมา ก่อนที่จะหมดสติพระองค์จดจำได้ทุกอย่าง ว่ากำลังนั่งเสวยอาหารร่วมกันกับฮองเฮาในตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้เฉกเช่นทุกเช้า เพียงแต่เช้านี้หลังจากเสวยอาหารไปเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแน่นหน้าอก ฮองเฮาหมดสติก่อนพระองค์ เพราะพระนางดื่มน้ำชาไปหมดจอกก่อนจะเริ่มเสวยอาหาร “อาหนาน ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงกล่าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน แต่สายพระเนตรก็มองเห็นน้องชายนั่งเฝ้าพระองค์อยู่ไม่ห่าง “พี่ใหญ่ ท่านกับพี่สะใภ้เกือบได้ข้ามแม่น้ำเหลืองแล้ว หากโจวลี่เซียนไม่ได้อยู่เมืองหลวง เพราะท่านถูกพิษเหมันต์พิษร้ายแรงที่ไม่สามารถตรวจสอบหาพิษด้วยวิธีการทั่ว ๆ ไป” “พี่สะใภ้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง นางหมดสติไปก่อนข้าเสียอีก” “ปลอดภัยแล้วขอรับ อีกสักครู่ก็คงฟื้นเช่นกัน ลี่เอ๋อร์กำลังดูแลอยู่” “เสด็จพ่อ เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทเมื่อเห็นว่าพระบิดารู้สึกตัวแล้ว จึงรีบเดินลงจากเตียงมาสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง “อาหยุนเหตุใดเจ้าจึงหน้าตาซีดเซ
บริเวณตำหนักหลวงยามนี้มีแต่ความเงียบสงบ เพราะองครักษ์เสื้อแพรได้เชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องในการรักษาให้ออกไปทั้งหมดแล้ว “เสด็จอา เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทหนานหลิงหยุน รีบเสด็จมาดูอาการของพระบิดากับพระมารดา เมื่อทราบข่าวจากองครักษ์ส่วนพระองค์ ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไร เขาเริ่มมีอาการอ่อนเพลียมาหลายวันแล้ว ทว่าเมื่อหมอหลวงมาตรวจร่างกาย ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ และตัวเขาก็ระมัดระวังตนเองเป็นอย่างดี ในทุก ๆ ครั้งก่อนจะกินอาหารก็ให้กงกงคนสนิท ใช้เข็มตรวจสอบพิษในอาหารและน้ำดื่มอยู่เสมอ และไม่เคยพบเจอพิษใด ๆ เลยสักครั้ง เขาจึงคิดว่าตนเองคงแค่อ่อนเพลียเพราะทำงานหนักเป็นแน่ “ท่านอ๋อง องค์รัชทายาทถูกพิษนะเพคะ เหตุใดจึงยังไม่ได้รับการรักษาเช่นนี้” ลี่เซียนเห็นใบหน้าซีดเซียวขององค์รัชทายาท นางก็วินิจฉัยโรคได้ทันที เพราะริมฝีปากของเขาเริ่มมีสีม่วงคล้ำ บ่งบอกแน่ชัดว่าร่างกายของเขา ถูกพิษมาสักระยะหนึ่งแล้ว “หมอโจว ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเหมือนคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงคิดว่าเกิดจากการทำงานหนัก เพราะก่อ







