สามีมักจะใช้การหย่ามาขู่เพื่อให้ฉันเสียสละให้น้องสาว พ่อแม่ก็เอามรดกมาขู่เพื่อให้ฉันยกของดีๆ ให้น้องสาว เมื่อก่อนฉันคงจะร้องไห้ฟูมฟายอาละวาดไปแล้ว แต่พอสามีขู่ฉันเป็นครั้งที่หนึ่งร้อย ให้ฉันไปทดลองยาให้น้องสาว ฉันกลับตอบตกลง
แถมต่อมายังทำดีกับน้องสาวสารพัด ทุกคนต่างชมว่าในที่สุดฉันก็รู้ความสักที แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่า ฉันแค่กำลังจะตาย เรื่องพวกนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
ในวันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง กู้เย่ดันใบหย่ามาตรงหน้าฉันเป็นครั้งที่หนึ่งร้อย
“เสิ่นชิง ร่างกายของน้องสาวคุณแย่ลงเรื่อยๆ แล้ว เธอไม่สามารถทดลองยาต่อไปได้แล้ว ถ้าภายในหนึ่งเดือนนี้ยังวิจัยยาไม่ออก เธออาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้”
“คุณกับเสิ่นหยวนหยวนเป็นฝาแฝดกัน มียีนที่คล้ายคลึงกัน หมอบอกว่าคุณสามารถไปทดลองยาแทนเธอได้ ถ้าคุณไม่ยอม งั้นพวกเราก็หย่ากันเถอะ ยังไงเสิ่นหยวนหยวนก็อยู่ได้อีกไม่นาน เธออยากให้ผมช่วยทำให้ความปรารถนาสุดท้ายของเธอเป็นจริง”
ฉันนั่งฟังเงียบๆ มองดูเขาพูดเรื่องไร้สาระพวกนั้นออกมาด้วยท่าทีจริงจัง
ความจริงตั้งแต่แรกที่พวกเขาเห็นสภาพเหงื่อท่วมตัวตอนน้องสาวเข้ารับการรักษา พวกเขาก็อยากจะให้ฉันไปทดลองยาแทนเธออยู่แล้ว
พ่อแม่ของฉัน สามีของฉัน คนสามคนผลัดกันเข้ามาเกลี้ยกล่อมฉัน
จะเรียกว่าเกลี้ยกล่อมก็ไม่ถูก เรียกว่าข่มขู่จะดีกว่า
พ่อแม่ขู่ฉันว่า ถ้าไม่ยอมไปทดลองยาแทนเธอ ก็จะตัดสิทธิ์ในการรับมรดกของทางบ้าน
ส่วนสามี ก็เสนอขอหย่ามาเกือบร้อยครั้งแล้ว
ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แต่ร่างกายก็อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นฉันจึงปฏิเสธไป
วินาทีที่ฉันพูดว่า “ไม่” ทุกคนผิดหวังในตัวฉันมาก ด่าว่าฉันไม่มีหัวใจ ไม่รู้ความ
“น้องสาวแกจะตายอยู่แล้ว แค่แกยอมทดลองยา น้องก็รอดชีวิตได้แล้ว แกยังจะไม่เห็นด้วยอีกเหรอ!”
“นั่นสิ น้องสาวแกทดลองยามาเกือบครึ่งปีแล้ว แกแค่ทำต่อในช่วงไม่กี่เดือนสุดท้าย แต่ขนาดนี้แกยังไม่เต็มใจ! ฉันผิดหวังในตัวแกจริงๆ ในเมื่อแกไม่ยอมช่วยหยวนหยวน งั้นพวกเราจะถือว่าไม่มีลูกอย่างแกก็แล้วกัน!”
คำพูดบาดหูพวกนี้ พอนึกย้อนกลับไปในตอนนี้ ในใจก็ยังเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ดี
แต่ว่ามันก็เป็นแค่อดีตไปแล้ว ตอนนี้ฉันใกล้จะตายแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ได้สำคัญอีกต่อไป
ยังไงก็ต้องตาย จะตายที่บ้าน หรือตายบนเตียงทดลองยา ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน และคงไม่มีใครสนใจด้วย
คิ้วของกู้เย่ขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าทางเหมือนอยากจะขู่ฉันต่อ
แต่ฉันกลับยิ้มแล้วมองไปที่เขา พูดว่า “ตกลง”
“ฉันยอมไปทดลองยาให้น้องสาวแล้ว”
กู้เย่อึ้งไป เงยหน้ามองฉันด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ
“จริงเหรอ? ดีจังเลย! ในที่สุดหยวนหยวนก็รอดแล้ว!”
เขารีบวิ่งพุ่งไปที่ระเบียง โทรศัพท์หาพ่อแม่เพื่อแบ่งปันข่าวดีนี้
ฉันมองแผ่นหลังที่ลิงโลดจนเนื้อเต้นของเขา แล้วยิ้มเยาะให้กับตัวเอง
สายตาตกลงบนใบหย่าที่วางอยู่บนโต๊ะ ฉันเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา
จากนั้นก็หยิบปากกาออกจากกระเป๋า เซ็นชื่อของตัวเองลงไปอย่างไม่ลังเล
ตอนที่กู้เย่กลับเข้ามา ก็เห็นจังหวะที่ฉันวางใบหย่ากลับไปที่เดิมพอดี
เขาชะงัก “คุณทำอะไรน่ะ?”
ฉันยิ้มแล้วตอบว่า “เปล่านี่คะ?”
พอเห็นฉันอารมณ์ดิ่งลง แววตาของกู้เย่ก็ฉายความรู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่ง เขารีบเก็บใบหย่าใส่กลับเข้าไปในกระเป๋า
“ผมแค่ล้อเล่นกับคุณเฉยๆ ผมไม่หย่ากับคุณหรอก”
ฉันส่งเสียงอืมในลำคอเบาๆ บนใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
กู้เย่มองฉันอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
เพียงแต่ระหว่างทางกลับบ้าน เขาเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องความเป็นอยู่ของฉัน แล้วก็แวะซื้อของบำรุงให้ฉันตั้งเยอะแยะ
แต่ความห่วงใยทั้งหมดนี้ ก็คงเพื่อขุนให้ฉันมีร่างกายที่แข็งแรง เตรียมพร้อมสำหรับการทดลองยาให้น้องสาวก็เท่านั้น
ฉันโยนของบำรุงพวกนั้นไว้ที่เบาะหลังอย่างไม่ใส่ใจ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงแดดช่างเจิดจ้าเหลือเกิน น่าเสียดายที่อีกไม่นานก็จะมองไม่เห็นแล้ว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นดีใจของพ่อกับแม่ แม่กำลังกอดน้องสาวร้องไห้อยู่
“หยวนหยวน ลูกรอดแล้วนะ ไม่ต้องจากแม่ไปไหนแล้ว….”
พ่อกลัวฉันจะเปลี่ยนใจ พอฉันเข้าบ้านมาก็รีบยื่นหนังสือยินยอมเข้ารับการทดลองยามาให้ทันที
หลังจากเห็นฉันเซ็นชื่อลงในหนังสือยินยอม พวกเขาถึงได้ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
“เสิ่นชิง ในที่สุดแกก็โตสักที ในที่สุดก็รู้จักคิดเผื่อน้อง เผื่อครอบครัวเราบ้างแล้ว”
“แกก็อย่าโทษพ่อกับแม่เลยนะ เพราะตอนคลอดแกใช้เวลานานเกินไป ทำให้น้องสาวแกคลอดออกมาสุขภาพไม่ดี เทียบกับแกที่แข็งแรงแล้ว น้องต้องการพ่อกับแม่มากกว่า”
“แต่พวกเราก็จะไม่ให้แกเสียเปรียบหรอกนะ ทรัพย์สินในบ้านแบ่งให้แกกับน้องคนละครึ่ง ไม่ให้น้อยหน้าไปกว่ากันแม้แต่นิดเดียว”
ฉันส่ายหน้า ข่มความขมขื่นในใจเอาไว้
“ให้น้องไปทั้งหมดเถอะค่ะ ต่อไปฉันไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว”
reviews