Mag-log in
แสงสลัวสาดส่องเข้ามาภายในห้องหออันหรูหรา ซึ่งถูกประดับตกแต่งด้วยผืนผ้าโทนสีแดงสลับทองอร่ามตา
ยามสายลมพัดโชยมาก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้ที่ลอยล่องเข้ามาในความเงียบงัน
ผ้าม่านมงคลสีแดงปักดิ้นทองปลิวไสวไปตามแรงลม แสงเทียนจากตะเกียงที่จุดไว้ตามมุมห้องสั่นไหวระริก สะท้อนให้เห็นเงาร่างของคนคู่หนึ่งทาบทับลงบนผนังห้อง
เนิ่นนาน จนกระทั่งเทียนมงคลสีแดงที่ตั้งตระหง่านบนตะเกียงน้ำมันค่อยๆ เผาไหม้ตัวเองจนดับมอดลงไปทีละเล่ม
ห้องทั้งห้องจึงตกอยู่ในความมืดสลัว มีเพียงแสงจากจันทราสาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาทว่ากลับมิอาจขับไล่ความมืดมิดและเหน็บหนาวในใจนี้ไปได้เลย
บนเตียงกว้าง หญิงสาววัยปักปิ่นผู้มีผิวกายขาวผ่องราวหิมะแรกแย้ม รูปโฉมอรชรอ้อนแอ้นยั่วยวนตาบุรุษทั่วทั้งเมืองหลวงกำลังนั่งคุดคู้ มือบางสั่นเทากอดกระชับผ้าห่มเข้าหาตัวแน่น ทว่าความงามล่มเมืองที่ใต้หล้าต่างหมายปองนั้นกลับมิอาจดึงสายตาของบุรุษตรงหน้าให้หยุดอยู่ที่นางได้เลยแม้เพียงเสี้ยววินาที
หลิวหรงผิง คุณหนูรองตระกูลหลิว สตรีผู้ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดในแผ่นดิน บัดนี้ใบหน้ารูปไข่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบสองแก้มดูน่าเวทนายิ่งนัก
นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้เป็นสามีที่กำลังสวมใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็วและเย็นชา โดยไม่มีท่าทีว่าจะหันกลับมามองนางเลยแม้แต่น้อย
“หะ เหตุใดท่านอ๋องถึงใจร้ายกับหม่อมฉันนักล่ะเพคะ” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยถามด้วยความตัดพ้อ
“เจ้าได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ทั้งตำแหน่งพระชายาเอกและคืนเข้าหอนี้ ยังมีสิ่งใดที่ข้าใจร้ายกับเจ้าอีกกระนั้นหรือ”
น้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใยตอบกลับมาทันควัน เมื่อจัดการฉลองพระองค์เรียบร้อย จวิ้นอ๋องจึงชายตามองนางด้วยสายตาดูแคลนก่อนจะเอ่ยวาจาร้ายกาจที่ทำให้หญิงสาวถึงกับจุกใน
“จงครอบครองตำแหน่งชายาที่เจ้าอยากได้นี้ไปเถิด แต่จงจำเอาไว้เจ้าไม่อาจมีอำนาจใดๆ ในจวนของข้า จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเจ้าอยู่เพียงในเรือนท้ายจวนแห่งนี้เท่านั้น…พวกเจ้าเข้ามา!”
สิ้นประโยคเฉียบขาด เสียงฝีเท้าของคนสามคนก็ก้าวเข้ามาในห้องอย่างนอบน้อม
คนผู้หนึ่งคุกเข่าลงตรงหน้าจวิ้นอ๋อง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าขึ้นมองพระชายาบนเตียงเลยแม้แต่คนเดียว
“เจ้าเอายานั่นให้นางดื่ม หากนางตั้งครรภ์ขึ้นมา หัวของพวกเจ้าทั้งหมดได้หลุดจากบ่าอย่างแน่นอน”
วาจาเฉียบขาดเยือกเย็นนั้นทำเอาหลิวหรงผิงตัวสั่นสะท้านด้วยความเสียใจระคนอับอายจับใจ จวิ้นอ๋อง หรือองค์ชายสี่แห่งแคว้นต้าหยวน บุรุษที่นางเพิ่งแต่งงานเข้าจวนมายังไม่ทันข้ามคืน เมื่อได้เข้าหอสมปรารถนาของนางแล้ว เขากลับสั่งให้นางดื่มยาระงับครรภ์ทันทีโดยไม่สนน้ำใจ
หมอหลวงที่ได้ยินคำสั่งเฉียบขาดนั้นก็รีบยกถ้วยกระเบื้องเคลือบที่มีน้ำยาสีน้ำตาลเข้มส่งกลิ่นขมปร่าขึ้นมา
มืออวบอ้วนนั้นสั่นเทาไม่หยุดด้วยความหวาดกลัว เขาคลานเข่าเข้าไปหมายจะส่งถ้วยยาให้นาง ทว่าความเกรงกลัวในอำนาจของตระกูลหลิวที่หนุนหลังพระชายา ทั้งยังรู้สึกผิดบาปที่เป็นคนปรุงโอสถชามนี้ด้วยมือของตนเอง มือที่ยกขึ้นจึงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เข่าที่กำลังจะขยับไปขยับมากลับแข็งทื่อจนเกือบทำถ้วยยาหลุดมือ
โชคดีที่ หานเฟิง องครักษ์คนสนิทของจวิ้นอ๋องปราดเข้ามาช่วยประคองไว้ได้ทันเวลา ก่อนจะเป็นผู้รับถ้วยยานั้นแล้วยื่นส่งให้แก่พระชายาแทน
“พระชายาเชิญดื่มพ่ะย่ะค่ะ”
หานเฟิงส่งถ้วยยาให้นางด้วยความรู้สึกจนใจ ตัวเขาเองก็เวทนาในชะตากรรมของสตรีตรงหน้าไม่ต่างจากคนอื่นๆ ทว่าก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้ เพราะผู้เป็นนายอย่างจวิ้นอ๋องเกลียดชังสตรีผู้นี้เข้ากระดูกดำ
หลิวหรงผิงนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียง หยาดน้ำตาที่อาบแก้มเนียนมิได้ช่วยเรียกความสงสารจากจวิ้นอ๋องเลยแม้เพียงนิด ในทางกลับกันมันยิ่งจุดไฟโทสะและเพิ่มพูนความรังเกียจในใจของเขาให้มากขึ้น
‘หากไม่ใช่เพราะมารยาหญิงของนางที่หลอกล่อให้ฮองเฮาทูลขอพระราชทานสมรสสมใจอยาก มีหรือที่เขาจะต้องมาติดกับดักวิวาห์เช่นนี้’
‘ทำเป็นบอบบางอ่อนแอ แท้จริงแล้วก็คือปีศาจจิ้งจอกในคราบมนุษย์ดีๆ นี่เอง’
หลิวหรงผิงทอดสายตาหม่นหมองมองมือหนาของอครักษ์หนุ่มที่ยื่นถ้วยยามาตรงหน้า ก่อนจะเบนสายตาเลยไปยังร่างสูงตระหง่านที่ยืนหันข้างให้
แม้ใบหน้าครึ่งซีกของเขาจะถูกปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากทองคำอันน่าเกรงขาม ทว่าสิ่งนั้นกลับมิอาจลดทอนความหล่อเหลาคมคายของเขาลงได้เลยสักนิด
สายตาของจวิ้นอ๋องทอดตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย โดยไม่คิดจะมองมาที่นางแม้เพียงหางตาหยาดน้ำตาเม็ดโตยังคงร่วงโรยเผาะๆ จากดวงตาคู่งามดูน่าเวทนาจับใจ
"ข้าลืมอะไรหรือ" หลิวหรงผิงขมวดคิ้วถาม"อาเฟยอย่างไรล่ะ เจ้าจะทำอย่างไรกับเขา… เจ้าจะทิ้งเขาไว้ที่นี่เพียงลำพังอย่างนั้นหรือ"คำว่าอาเฟยราวกับเข็มเล่มเล็กนับพันที่แทงทะลุขั้วหัวใจของหลิวหรงผิง อยู่ๆ มือของนางก็สั่นสะท้านขึ้นมาในทันที"เจ้าจะทิ้งเขาไปได้จริงๆ หรือ" มู่อิงเถากุมไหล่เพื่อนรักบังคับให้สบตา"ข้ารู้ว่าเจ้ารักอิสระ และข้ารู้ว่าเจ้ายอมรับเรื่องระบบสามีมากภรรยาไม่ได้... ข้าเองก็เห็นด้วยที่เจ้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงทางการเมืองของรัชทายาท" มู่อิงเถากระชับมือสหายแน่นขึ้น"แต่เจ้าอย่าลืมนะว่าเวลานี้เจ้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อาเฟยคือลูกชายของเจ้ากับเขา เด็กคนนั้นเพิ่งจะกี่ขวบกันเชียว แล้วเจ้าจะทิ้งเขาจากไปตอนนี้เลยอย่างนั้นหรือ""อิงเถา... ข้า" น้ำเสียงของหลิวหรงผิงเริ่มสั่นเครือ ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด"ที่นี่คือวังหลวงที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์นะหรงผิง! หากเจ้าหนีกลับยุคปัจจุบันไปตอนนี้ องค์รัชทายาทอาจจะเสียใจแต่เขาคือมังกร คือเจ้าเหนือหัวของแผ่นดินนี้คนต่อไป อย่างไรเขาก็ต้องก้าวเดินหน้าต่อเพื่อบัล
แสงแดดยามบ่ายทอดเงาไม้ลงบนผิวน้ำที่นิ่งสงบหลิวหรงผิงนั่งทอดสายตามองใบบัวเขียวขจีผ่านหน้าต่างของห้องบรรทม ดวงตาคู่สวยหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดในมือของนางยังคงถือเทียบรายชื่อหญิงสูงศักดิ์ที่ฮองเฮาประทานมาให้"เจ้าจะยอมทำตามคำบัญชาของพระนางจริงๆ น่ะหรือหรงผิง จะเดินไปบอกให้รัชทายาทรับสตรีอื่นเข้ามานอนร่วมเตียงเดียวกันได้จริงๆ น่ะหรือ"คำพูดแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความกังวลดังมาจากมู่อิงเถาสหายคนสนิท หลิวหรงผิงคลี่ยิ้มออกมาแต่ใบหน้านั้นกลับขมขื่นที่สุดในสายตาของนางแล้วมู่อิงเถามองใบหน้าเศร้าหมองนั้นพลางคิดในใจ ในยุคที่พวกนางจากมานั้น… เรื่องที่ทำร้ายจิตใจของสหายผู้นี้มากที่สุดก็แค่ถูกสั่งงดวันลางานเท่านั้น แต่พอมาอยู่ในยุคนี้กลับต้องมาลำบากใจเพราะบุรุษผู้เป็นสวามี ยิ่งตอนนี้นางกลายเป็นแม่คนแล้วก็ยิ่งยากเกินกว่าจะถอยกลับไปตั้งหลักใหม่หลิวหรงผิงถอนหายใจออกมาเบาๆ นางละสายตาจากสระบัวตรงหน้า ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะไม้จันทร์กลางห้องบรรทมแล้ววางเทียบรายชื่อลงก่อนจะตอบสหายรักว่า"แล้วข้าเลือกอะไรได้ล่ะอิงเถา ที่นี่คือยุคโบราณ… บัลลังก์มังกรของเข
บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรเงียบสงบมีเพียงเสียงพู่กันตวัดลงบนฎีกาและกลิ่นอายอุ่นจางๆ ของชาอู่หลงลอยอบอวลทั่วห้องฮ่องเต้ในฉลองพระองค์มังกรสีเข้มประทับนั่งบนบัลลังก์ตั่งทองอย่างน่าเกรงขาม แววตาคมปลาบกวาดมองข้อความตรงหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่งเบื้องพระพักตร์คือฎีกาฉบับสำคัญที่เหล่าเสนาบดีต่างถกเถียงกันจนท้องพระโรงแทบแตกเมื่อยามเช้า ทว่าในยามนี้กลับมีเพียงความเงียบสงัดภายในห้องทรงพระอักษรและเสียงพลิกกระดาษแผ่วเบาเท่านั้นพระหัตถ์เรียวยาวหยิบพู่กันขึ้นมากำลังจะตวัดหมึกสีชาดลงไปทว่ากลับทรงชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อหวางกงกงขันทีคนสนิทก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงานข่าวอย่างนอบน้อม"ทูลฝ่าบาท... คนของตำหนักบูรพารายงานมาว่าเมื่อครู่องค์รัชทายาททรงมีปากเสียงกับฮองเฮาที่ตำหนักเหยียนเหอ ทรงปฏิเสธการรับชายารองอย่างเด็ดขาดจนฮองเฮาทรงกริ้วมากพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้..."หวางกงกงเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกราบทูลต่อ"ยามนี้ฮองเฮาทรงเรียกตัวพระชายารัชทายาทเข้าไปพบ และมอบเทียบรายชื่อสตรีสูงศักดิ์ให้นางนำกลับไปโน้มน้าวองค์รัชทายาทด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ"มือที่กำลังตวัดพู่กันชะงักไปเพียงเ
ยามนั้นเอง องค์หญิงเพ่ยเพ่ยที่นั่งเงียบอยู่นานก็ค่อยๆ วางจอกชาในมือลงบนโต๊ะเบาๆ พลางทอดถอนหายใจออกมาด้วยรอยยิ้มกวนๆ"เสด็จแม่ทรงอย่าได้ทรมานตนเองไปเลยเพคะ... ลูกว่าเรื่องนี้จบลงเช่นนี้ก็นับว่าเสด็จพี่ทรงถนอมน้ำพระทัยเสด็จแม่มากแล้วนะเพคะ หากเสด็จพี่คิดจะรับชายารองหรือยัดเยียดใครเข้าตำหนักบูรพาได้จริงๆ คงยอมรับสตรีอื่นไปนานแล้ว ตั้งแต่ยามที่พี่สะใภ้หนีหายไปในตอนนั้นแล้ว"องค์หญิงเพ่ยเพ่ยเอ่ยพลางยักไหล่น้อยๆ ยิ่งเพิ่มความขุ่นเคืองให้ฮองเฮาเข้าไปอีก"เพ่ยเพ่ย! เจ้าเป็นลูกข้า หรือเป็นพวกของรัชทายาทกันแน่""ลูกย่อมเป็นลูกของเสด็จแม่สิเพคะ เพียงแต่... ลูกแค่รู้จักเสด็จพี่ดีเกินกว่าจะหาเรื่องใส่ตัวก็เท่านั้นเอง" องค์หญิงใหญ่ระบายยิ้มบางๆ พลางยกจอกชาขึ้นจิบต่ออย่างไม่แยแสฮองเฮาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ แววตาขุ่นเคืองแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำยากคาดเดา"ในเมื่อข้ากดดันเจ้าไม่ได้... ย่อมต้องมีวิธีอื่น"พระนางหันไปสั่งการขันทีคนสนิทด้วยสุรเสียงเรียบนิ่ง ทว่าเย็นเยียบ"ไปตามตัวพระชายารัชทายาทมาพบข้าที่นี่... เดี๋ยวนี้!"&ld
การใช้พิษไร้รูป ไร้กลิ่นลอบปองร้ายองค์รัชทายาท พระชายารวมไปถึงหลานรักของพระองค์ในครานี้จึงเป็นสิ่งทำลายความอดทนสุดท้าย และทำให้ฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยลงทัณฑ์อย่างเด็ดขาดโดยไร้ซึ่งความปรานีแม้ว่าพิษร้ายนี้จะย้อนกลับเข้าตัวของผู้คิดร้ายด้วยฝีมือขององค์รัชทายาท ทว่ากับฮ่องเต้แล้วสิ่งนี้กลับเป็นจุดจบที่เขาสมควรได้รับโทษฐานที่คิดทรยศแผ่นดินโดยแท้จริงที่สำคัญ ‘เว่ยอวิ๋นเซียน’ พระชายาข้างกายของเขาก็สิ้นใจลงด้วยโรคประหลาด ซึ่งพวกเขามาทราบในภายหลังว่าอาการของนางช่างคล้ายคลึงกับรุ่ยอ๋องในเวลานี้ไม่มีผิดเพี้ยนเว่ยอวิ๋นเซียนผู้ไร้วรยุทธ์ย่อมจบชีวิตลงอย่างง่ายดาย ทว่าในครั้งนี้ผู้ที่เคยประทานยาพิษร้ายให้นาง กลับต้องมาทุรนทุรายใกล้ตายด้วยพิษของตนเองเสียอย่างนั้น"ฝ่าบาท… รุ่ยอ๋องสวรรคตอย่างปริศนา อาการป่วยสอดคล้องกับข่าวลือเรื่องพิษในตำหนักบูรพา เช่นนี้มิใช่ความอำมหิตขององค์รัชทายาทหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ! โปรดทรงลงอาญาเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่รุ่ยอ๋องด้วยพ่ะย่ะค่ะ"เสนาบดีฝ่ายซ้ายก้าวออกมาคุกเข่ากราบบังคมทูลด้วยน้ำเสียงดุดันสั่นเครือ คว
ความเจ็บปวดลึกในช่องท้องที่เคยทนได้ เวลานี้แปรเปลี่ยนเป็นความแสบแผดเผาราวกับถูกน้ำกรดสาดซัด อวัยวะภายในทั้งห้าบิดม้วนจนแทบกระอัก โลหิตสีคล้ำข้นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเริ่มหลุดรอดออกมาตามไรฟันและมุมปากร่างกายที่เคยสง่างามซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว ผิวพรรณเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำและเน่าเปื่อยจากภายใน ทำเอาเหล่าข้ารับใช้และสายลับต่างตื่นตระหนกตกใจกับภาพตรงหน้ารุ่ยอ๋องเงยหน้าจ้องมองข้ารับใช้ที่เขาคิดว่าซื่อสัตย์ ทว่าเวลานี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้หรือคิดจะประคองเขาแม้แต่เพียงคนเดียวสายตาของเขาพร่ามัว เรี่ยวแรงทั้งหมดหดหายไปจนแทบประคองกายไว้ไม่อยู่ ยามนี้เองที่ความหวาดกลัวอันแท้จริงคืบคลานเข้ามาเกาะกุมจิตใจอย่างถึงที่สุดในชั่วขณะหนึ่งที่สติเริ่มหลุดลอย เขามองเห็นเงาร่างของใครบางคนก้าวเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สายตาที่พร่ามัวมิอาจมองภาพตรงหน้าได้ชัดเจน ทว่าเมื่อร่างนั้นมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า... เขาถึงได้รู้ว่าคนผู้นี้คือใคร"เว่ยอวิ๋นเซียน..."เขาพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวตรงหน้าคลี่ยิ้มบาง พลางยื่นมือเรียวเย็นชืดขึ้นมาแตะใบ







