LOGINจ้าวเฟยหลงลอบด่าทอหลี่เหม่ยหลินอย่างไม่พอใจเท่าใดนัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้คิดจะปลุกนางขึ้นมาแต่อย่างใด ชายหนุ่มถอดชุดแต่งงานที่แสนจะน่ารำคาญนี้ออกและโยนมันไปบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะร้องเรียกให้เหล่านางกำนัลสาวใช้เข้ามาเตรียมน้ำร้อนให้เขาอาบ เหล่าสาวใช้ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากสอบถามสิ่งใด เมื่อทำงานของตนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบล่าถอยจากไปทันที
เมื่อได้แช่ตัวในน้ำอุ่นแล้ว ก็ทำให้จ้าวเฟยหลงรู้สึกอารมณ์ดีและผ่อนคลายขึ้นมาไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อได้อยู่ในความเงียบเพียงลำพัง เขาก็ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ตนเองต้องพบเจอมาตลอดเวลาหลายเดือนนี้ขึ้นมา
เดิมทีเขาคิดว่าการที่ดวงชะตาของเขาไม่ค่อยดีเช่นนี้ เป็นเพราะเรื่องบังเอิญ แต่นานวันเข้า เขากลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น บางคราวเขารู้สึกเหมือนมีเสียงคนกระซิบข้างหู บ้างหัวเราะ บ้างร้องไห้ ชวนให้ขนลุกยิ่งนัก ทุกคราที่อยู่เพียงลำพังเขาก็มักจะรู้สึกได้ว่ามีพลังงานบางอย่างวิ่งวนอยู่รอบกายของเขา และตัวเขาเองก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่ามันคือพลังงานอันใดกันแน่ เพราะแม้แต่ไต้ซือยังบอกว่ามองไม่เห็นต้นตอของพลังงานนั้น ไม่แน่ใจว่ามันคือไอวิญญาณชั่วร้ายที่ตามติดเขามาจากชาติก่อน หรือว่าเป็นเพราะคุณไสยมนต์ดำกันแน่
จ้าวเฟยหลงถอนหายใจออกมาเบาๆ หนหนึ่ง เดิมทีเขาไม่เคยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้เลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อได้มาสัมผัสกับตนเองมันทำให้เขาเชื่ออย่างสนิทใจ ดูเหมือนว่าคนบงการต้องการให้เขาตายอย่างทรมานเพราะความกลัวที่กดทับจิตใจของตนเอง
ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก เป็นฝีมือของใครกันนะ หรือว่าจะเป็นองค์ชายใหญ่!
แคว้นต้าโจวแห่งนี้ มีราชวงศ์จ้าวปกครองมาหลายชั่วอายุคน เสด็จพ่อของเขาและเสด็จลุงเป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ทำให้เสด็จลุงเอ็นดูเขาเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นเสด็จลุงยังมีบุตรชายสองคน ผู้หนึ่งเกิดจากเซียวฮองเฮา นามว่าจ้าวมู่ฉี จ้าวมู่ฉีนั้นไม่ค่อยจะลงรอยกับเขาสักเท่าใดนัก อาจเพราะว่าเสด็จลุงโปรดปรานเขามาก อีกทั้งเสด็จลุงยังไม่ยอมแต่งตั้งจ้าวมู่ฉีเป็นองค์รัชทายาทเสียที จ้าวมู่ฉีคงนึกหวาดระแวงเขาอยู่ไม่น้อย ยามพบเจอหน้ากันหนใดหากไม่เอ่ยวาจาเหน็บแนม ก็ต้องปรายตามองเขาอย่างไม่เป็นมิตรอยู่ร่ำไป
ส่วนองค์ชายรองเกิดจากกุ้ยเฟย นามว่าจ้าวหลาน จ้าวหลานนั้นสนิทสนมกับเขามาก อีกทั้งยังนับถือรักใคร่เขาเป็นอย่างยิ่ง เขาเองก็ชอบจ้าวหลานมากเช่นเดียวกัน
เดิมทีเขาไม่ได้หวังตำแหน่งนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาอยากเที่ยวท่องไปในโลกกว้าง ปกป้องแว่นแคว้นและราษฎรให้พ้นจากภัยสงคราม หากเสด็จพ่อยังไม่ตกตายในสนามรบไปเสียก่อน ป่านนี้เสด็จพ่อของเขาก็ยังคงเป็นชินอ๋องผู้สง่างามเป็นแบบอย่างของชายชาติทหารทุกคน น่าเสียดายที่บิดาของเขาอายุสั้นยิ่งนัก
เมื่อคิดถึงบิดา จ้าวเฟยหลงก็อดรู้สึกหดหู่ใจขึ้นมาไม่ได้ เสด็จแม่ของเขานั้นหลังจากท่านพ่อจากไปก็ยังคงร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง เขาเองก็สงสารมารดาไม่น้อย
แต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป เขายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ และจะต้องหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายเขาให้จงได้
ชายหนุ่มอาบน้ำเสร็จแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์และเดินมาหยุดอยู่ที่เตียงนอน ก่อนจะพบว่าตอนนี้หลี่เหม่ยหลินกำลังนอนกางแขนกางขาเต็มเตียงนอนไปหมด เขาส่งเสียงเหอะออกมา ก่อนจะเดินออกไปจากห้องหอและมุ่งหน้าไปที่ห้องตำราทันที อย่างไรเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะเข้าหอกับนางในตอนนี้ เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางนอนหลับให้สบายใจไปเถอะ
เมื่อมาถึงห้องตำราเขาก็ให้บ่าวไพร่นำหมอนและผ้าห่มเข้ามาให้ แต่ทว่าเขากลับไม่อาจนอนหลับสนิทได้เลย ยามจะหลับตาลงกลับได้ยินเสียงหัวเราะแหลมเล็กชวนขนลุกรบกวนปั่นป่วนจนนอนหลับไม่ได้ จวบจนรุ่งสางเขาจึงหลับไปได้เพียงประเดี๋ยว เมื่อตื่นขึ้นมาขอบตาจึงค่อนข้างดำคล้ำยิ่งนัก
ด้านหลี่เหม่ยหลินนั้น เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้านางก็รู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก หญิงสาวบิดกายเล็กน้อยก่อนจะหันมามองข้างกายของตน ก็พบว่ามันว่างเปล่า ไม่ปรากฏคนนอนร่วมเตียง แต่นางสนใจเสียที่ไหน เขาไม่นอนกับนางก็ดีสิ ไม่นอนก็ไม่ต้องนอน นางจะต้องสนใจด้วยหรือ แม้ว่าอนาคตข้างหน้าอาจจะกลับไปโลกปัจจุบันไม่ได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาหรือกะเกณฑ์ได้นี่นา เช่นนั้นก็ปล่อยเลยตามเลยไปเถอะ
เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว อารมณ์ของนางก็พลันดีขึ้นมาก ฉีซวงที่เห็นอย่างนั้นก็รีบเอ่ยทักว่าท่านอ๋องหนีไปนอนห้องตำราเช่นนี้มันไม่ใช่นิมิตหมายที่ดีเลย แต่งงานวันแรกเจ้าบ่าวก็ไม่ยอมเข้าหอกับภรรยาเสียด้วย แต่หลี่เหม่ยหลินกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย นางรีบลุกขึ้นแต่งตัวเปลี่ยนอาภรณ์ล้างหน้าล้างตาและมากินมื้อเช้า ไม่แม้แต่จะถามไถ่ว่าจ้าวเฟยหลงจะมากินมื้อเช้าด้วยกันหรือไม่ จากนั้นนางก็ถามสาวใช้ว่าต้องทำสิ่งใดต่อ สาวใช้จึงบอกว่าต้องไปถวายพระพรมารดาของจ้าวเฟยหลง หลี่เหม่ยหลินพยักหน้าเล็กน้อย และรีบเตรียมของขวัญไปมอบให้กับแม่สามีของตนในทันที
เพราะยามนี้พระชายาของอดีตชินอ๋องผู้ล่วงลับยังมีชีวิตอยู่ สาวใช้ในจวนจึงเรียกนางว่าพระชายาน้อย เพื่อให้เกียรติแม่สามีของนาง ซึ่งหลี่เหม่ยหลินก็ไม่ได้ติดใจอันใด
เมื่อนางเดินมาถึงหน้าเรือนก็พบเข้ากับจ้าวเฟยหลงที่กำลังเดินออกมาจากห้องตำราพอดี เมื่อได้เห็นสภาพของชายหนุ่มตรงหน้า หลี่เหม่ยหลินก็ถึงกับร้องว่า ฉิบหายแล้ว ในใจเบาๆ
ตอนนี้ขอบตาของเขาดำคล้ำราวกับไม่ได้นอนมาหลายวัน หากนางไม่รู้มาก่อนว่าดวงชะตาของเขาไม่ปกติ นางคงคิดว่าเขาเล่นอบายมุขเสียจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนไปนานแล้ว
จ้าวเฟยหลงเมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาของหญิงสาวตรงหน้าก็รู้สึกไม่พอใจ จึงเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“มองอันใดนักหนา ไม่เคยเห็นหรืออย่างไร แล้วนั่นเจ้าจะไปที่ใด?”
หลี่เหม่ยหลินกรอกตาไปมารอบหนึ่ง พลางเอ่ยตอบเขา
“หม่อมฉันจะไปถวายพระพรเสด็จแม่ อย่างไรก็แต่งเข้ามาถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ท่านอ๋องจะทรงไปร่วมด้วยหรือไม่เพคะ หรือว่าจะทรงไปเปลี่ยนชุดก่อน”
เขาไม่เอ่ยตอบนาง แต่กลับเดินนำทางนางไปยังเรือนใหญ่ของมารดาทันที หลี่เหม่ยหลินเบ้ปากคราหนึ่ง คนผู้นี้ประหลาดพิลึก นางไม่เข้าใจเขาเลย แต่เอาเถอะ รีบทำพิธีที่แสนจะจุกจิกเหล่านี้ให้เสร็จเรียบร้อย จะได้กลับไปนอนพักผ่อนเสียที
แรกเริ่มหลี่เหม่ยหลินคิดว่าแม่สามีผู้นี้จะต้องเรื่องมากเป็นแน่ แต่กลับผิดคาด แม่สามีใจดีมาก อีกทั้งยังมอบสุราดีให้นางลองชิมอีกด้วย หลี่เหม่ยหลินยิ่งกินยิ่งหยุดไม่ได้ บอกว่ารสชาติดีมาก ส่วนแม่สามีก็กระซิบข้างหูนางเบาๆ ว่า
“ดีใจจัง ในที่สุดก็แต่งสะใภ้ที่ถูกใจมาได้คนหนึ่ง ต่อไปนี้ข้าจะมีสหายร่ำสุราแล้ว”
หลี่เหม่ยหลินเองก็ดีใจมากที่ได้แม่สามีเป็นสตรีขี้เมาเหมือนกัน นางชอบดื่มสุราอยู่แล้ว หากดื่มแทนน้ำได้นางคงทำไปนานแล้ว
จ้าวเฟยหลงปรายตามองหลี่เหม่ยหลินอย่างไม่พอใจเท่าใดนัก เริ่มแรกเขาคิดว่านางจะทำตัวเรียบร้อยสักหน่อย ที่ไหนได้กลับดื่มสุราจนเมามายและกลายมาเป็นสหายร่ำสุราของเสด็จแม่ไปเสียได้!
เสด็จแม่เมาคนเดียวก็แย่พอแล้ว นี่สะใภ้ยังมาร่วมเมาด้วยอีก เวรกรรมของเขาจริงๆ!
เมื่อเรื่องราวเลวร้ายผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความปกติเสียที นับเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาร่วมสามเดือนเห็นจะได้แล้ว เติ้งฉีและหลี่เหม่ยหลินตรวจดูดวงชะตาของจ้าวเฟยหลงอีกคราหนึ่ง ก่อนจะพบว่ายามนี้ดวงชะตาของเขาพ้นเคราะห์ร้ายอันตรายแล้ว ดวงชะตาอายุสั้นของเขานั้นไม่มีอีกต่อไป นับแต่นี้เขาจะมีอายุยืนยาวไปจนแก่เฒ่าไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีกเพราะเกิดเรื่องจ้าวหลานเล่นคุณไสยมนต์ดำในครานั้น จ้าวฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้คนที่เล่นคุณไสยโดยมิชอบต้องถูกจัดการโดยทันที แต่ถ้าใครใช้วิชาในทางที่ดีและไม่ได้ทำร้ายคนก็จะถูกยกเว้นเป็นกรณีพิเศษหลี่เหม่ยหลินนั้นเมื่อเห็นว่าจ้าวเฟยหลงหลุดพ้นคราเคราะห์ในครานี้ไปได้แล้ว นางจึงคิดว่าหมดเวลาของตนเสียที ต่อไปนางและเขาจะไม่มีพันธะใดต่อกันอีกต่อไป แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าตนเองค่อนข้างเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูกนางไม่เคยลืมข้อตกลงที่เคยมีร่วมกัน นางไม่เคยลืมเลยสักวันเดียว แต่ทว่านางไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงไม่อาจหักห้ามจิตใจของตนเองไม่ให้รักเขาได้เลย ด้านจ้าวเฟยหลงเองก็ไม่ต่างกัน เขาเองเมื่อได้ยินว่าตนเองพ้นคราวเคราะห์แล้วแรกเริ่มเขาดีใจมาก แต่
นางสั่งให้คนไปตามท่านหมอมาตราดูอาการของจ้าวเฟยหลงและจ้าวมู่ฉีอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่เป็นไรแล้ว นางก็พอจะเบาใจลงไปได้มาก หากนับเวลาที่มาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็ร่วมครึ่งเดือนเห็นจะได้ และตอนนี้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีแล้ว แน่นอนว่าถึงเวลาที่พวกนางจะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงกันเสียทีจ้าวเฟยหลงเดิมทีคิดจะเดินทางต่อ แต่เมื่อเห็นว่าจ้าวมู่ฉียังมีอาการบาดเจ็บที่ข้อเข้าอยู่ เขาจึงพักต่อที่หมู่บ้านอีกหนึ่งวัน เพื่อให้อาการบาดเจ็บที่เท้าของจ้าวมู่ฉีดีขึ้นเสียก่อน เช้าวันต่อมาพวกเขาจึงออกเดินทางทันที หลี่เหม่ยหลินรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่แปลกไปของสองพี่น้องคู่นี้ พวกเขาไม่ต่อยตีกันอีก บางครั้งยังแอบไปสนทนากันคล้ายกับกำลังวางแผนบางอย่างร่วมกันอีกด้วยนางลอบตรวจสอบดูแล้วพบว่าจ้าวมู่ฉีไม่ได้มีพิษภัยใดๆ และเขายังไม่มีไออัปมงคลรอบกายเลยแม้แต่น้อย เช่นนี้นับว่าปลอดภัยต่อจ้าวเฟยหลงอยู่มากแล้ว เช่นนี้นี่ล่ะคนเราถึงเรียกว่ารู้หน้าไม่รู้ใจจ้าวมู่ฉีที่ดูเหมือนจะเป็นคนร้ายสุดท้ายกลับเป็นคนดี ส่วนคนอย่างจ้าวหลานกลับกล้าทำร้ายพี่ชายของตนเองได้อย่างเลือดเย็นแต่ทว่าคนทั้งหมดเพิ่งจะเดินทางออกจ
ด้านจ้าวเฟยหลงและจ้าวมู่ฉีนั้นก็พลัดตกลงมาจากหน้าผาพร้อมกัน ก่อนจะร่วงลงไปที่แม่น้ำสายใหญ่สายหนึ่ง ทว่าโชคดีที่ทั้งสองคนไม่เป็นอะไรมาก พวกเขาขึ้นมานอนทิ้งตัวอยู่ริมแม่น้ำ ก่อนจะหันมาสบตากันครู่หนึ่ง ในหัวของคนทั้งสองมีเรื่องราวมากมายที่คิดอยู่ไม่ต่างกันจ้าวเฟยหลงคิดอยู่เสมอว่าจ้าวมู่ฉีไม่ชอบหน้าเขามาโดยตลอด และอาจจะหาเรื่องทำร้ายเขาได้ตลอดเวลา แต่เขาไม่ได้มีความคิดอยากจะทำร้ายจ้าวมู่ฉีเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อเรื่องราวพลิกผัน คนที่ทำร้ายเขาคือจ้าวหลานไม่ใช่จ้าวมู่ฉี มันทำให้เขาค่อนข้างตกใจไม่น้อยเลย แม้จ้าวมู่ฉีจะกวนประสาทเขาอยู่บ่อยครั้ง ซ้ำยังชอบพูดสิ่งที่ไม่เข้าหูเขาไปบ้าง แต่กลับไม่เคยทำร้ายเขาเลยสักครั้งนอกจากเอ่ยวาจาเหน็บแนมเขาเพียงเท่านั้นส่วนจ้าวมู่ฉีก็ครุ่นคิดว่าตัวเขาตกเขาลงมาคราวนี้ อาจจะถึงคราวจบชีวิตลงแล้วเป็นแน่ เพราะจ้าวเฟยหลงนั้นเป็นพวกเดียวกับจ้าวมู่หลาน ย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอนแต่รออยู่นานกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มีเพียงจ้าวเฟยหลงที่ยื่นมือของตนออกมาตรงหน้าเขา บอกให้เขารีบลุกขึ้นมา จ้าวมู่ฉีค่อนข้างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอันใด“ไม่รู้ว่ายามนี้พวกเราอยู่ที่ใด
ด้านจ้าวหลานนั้นยามนี้เขาร้อนใจเป็นอย่างมาก เพราะอาการป่วยของมารดาไม่ใคร่จะสู้ดีเท่าใดนัก เขาถึงกับลักลอบหาหมอผีคนใหม่เข้ามาเพื่อดูอาการของมารดา โดยให้หมอผีสตรีนางหนึ่งปลอมตัวเป็นนางกำนัลเข้ามาในตำหนัก แต่ทว่าเมื่อมาถึงนางกลับส่ายหน้าไปมาและบอกว่าไม่อาจรักษาได้อีกแล้ว เขาเองไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้หรือนำความลับนี้ออกไปเปิดเผยด้านนอก จึงสั่งให้คนสังหารนางและโยนศพทิ้งเอาไว้ในบ่อน้ำด้านหลังวังหลวงเสียเพราะเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง เสด็จแม่ดื่มยาบำรุงไปหลายขนานแต่อาการกลับไม่สู้ดีเท่าใดนัก ซ้ำร้ายยังมีอาการประสาทหลอนเห็นแต่ผีอยู่ทุกวี่ทุกวัน ตัวเขาเองก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข หากเสด็จแม่เป็นอะไรไปเขาจะทำเช่นไรเล่า ที่ผ่านมาเขาพยายามอย่างหนักมาโดยตลอด อีกทั้งญาติทางฝั่งของเสด็จแม่นั้นนอกจากไม่ช่วยเหลือแล้วยังคิดจะฉกฉวยแต่ผลประโยชน์จากพวกเขาสองแม่ลูกไม่หยุดเพราะต้องดูแลมารดาทำให้เขาไม่มีเวลาไปที่ค่ายทหารลับของตนเองเท่าใดนัก ทำได้เพียงรอฟังข่าวสารจากองค์รักษ์ลับเท่านั้นก่อนหน้านี้คนของเขาถูกจ้าวเฟยหลงจับตัวได้ นั่นก็คือนายอำเภอเซวียนและเถ้าแก่หลี่ เพราะเกรงว่าสองคนนี้จะเปิดเผยค
เพราะจ้าวมู่ฉีเป็นถึงเชื้อพระวงศ์อีกทั้งยังไม่อาจพาเขาไปให้ท่านหมอที่ด้านนอกรักษาได้อย่างส่งเดช ครั้นจะพากลับจวนอ๋องนางก็กลัวว่าจ้าวเฟยหลงจะอาละวาด หญิงสาวจึงตัดสินใจพาเขาไปหาเติ้งฉีทันที โชคดีที่เติ้งฉีกลับมาถึงบ้านพอดี เมื่อได้ทราบว่าจ้าวมู่ฉีเป็นใคร เติ้งฉีก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยวาจากระซิบกระซาบกับหลี่เหม่ยหลิน“นังหนูหลี่ เจ้าก็รู้นี่ว่าพวกเขาสองคนไม่ค่อยจะลงรอยกัน แล้วยังไปสนทนากับเขาอีกทำไมกัน?”หลี่เหม่ยหลินหันมามองเติ้งฉีก่อนจะเอ่ย“ลุงเติ้ง คนกำลังจะตาย ข้าจะใจดำทิ้งเขาไม่ไยดีได้อย่างไร ท่านทำได้แต่ข้าทำไม่ได้หรอกนะ ไหน ๆ ก็ช่วยมาขนาดนี้แล้ว มิสู้ช่วยให้มันจบ ๆ ไปเสีย อีกอย่างอาการของเขาใช้หมอธรรมดารักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด ต้องใช้สมุนไพรชำระล้างไออัปมงคลของท่านช่วยอีกขนานหนึ่ง ขืนปล่อยเขากลับไปตอนนี้ มีหวังได้ตายกันพอดี”เติ้งฉีได้ฟังก็จนปัญญา ที่หลี่เหม่ยหลินเอ่ยมานั้นล้วนเป็นความจริง เขาจึงไม่รอช้ารีบไปต้มยาสมุนไพรและนำมาให้จ้าวมู่ฉีดื่มทันที ทหารที่ยืนอยู่คิดจะเข้ามาขวางแต่จ้าวมู่ฉีกลับยกมือขึ้นมาปรามเอาไว้จากนั้นเขาก็รับถ้วยยาสมุนไพรขึ้นมาดื่ม เพิ่งจะดื่มเข้าไปได้
หลี่เหม่ยหลินถูกจ้าวเฟยหลงเคี่ยวกรำเสียจนแทบหมดแรง แต่น่าแปลกที่นางไม่ได้รู้สึกโมโหเขาเลยแม้แต่น้อย กลับกันยังรู้สึกชอบมากอีกด้วย นี่นางเสพติดเขาแล้วใช่หรือไม่ หญิงสาวมีท่าทีครุ่นคิด นางไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นกับตนเอง แต่นางรู้สึกเพียงว่าในเมื่อเรื่องราวเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว เช่นนั้นก็สะเดาะเคราะห์ล้างสิ่งอัปมงคลมันเสียทุกวันไปเลย ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใดมิใช่หรือหญิงสาวลุกขึ้นมาจากเตียงนอนหลังจากกินมื้อเช้าและไปคารวะแม่สามีแล้ว นางก็กลับมาที่เรือนของตนเอง วันนี้ได้เจอแม่สามี แม่สามีมองนางด้วยสายตาเอ็นดู อีกทั้งยังบอกว่าให้นางกินข้าวกินปลาเสียบ้าง เดี๋ยวจะหมดแรงเอาได้ หลี่เหม่ยหลินรู้สึกหน้าแดงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางตอบรับคำเสียงอ่อนก่อนจะรีบขอตัวกลับมาที่เรือนของตนทันทียามนี้จ้าวเฟยหลงออกไปประชุมยามเช้าที่วังหลวงตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว เจ้าหมอนั่นมีเรี่ยวแรงมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยบ้างเลยหรืออย่างไรกันตั้งแต่หาต้นตอของคุณไสยนั้นพบ และนางได้จัดการทำลายคุณไสยนั้นไปบางส่วนแล้ว หบลี่เหม่ยหลินก็รู้สึกว่ายามร่วมหลับนอนกับจ้าวเหยหลง นางไม่ได้รับรู้ถึงอัปมงคลนั้น