Masukกิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่
“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย “ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่ “เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้! หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระกูลเฉินได้เป็นแน่! “เหตุใดฮูหยินถึงได้กล่าววาจาอัปมงคลเช่นนั้นด้วยเจ้าคะ!” หลิ่งจินสาวรับใช้คนสนิทของเป่ยลี่ถามนางด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่พอใจ ที่จู่ ๆ สตรีผู้นี้ก็มาแช่งให้คุณหนูของนางตายเสียอย่างนั้น พอนางรู้ข่าวจากเจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางว่าฮูหยินเป่ยลี่กลับมาอย่างปลอดภัย ทว่าเป็นลมล้มหมดสติโดยมิทราบสาเหตุ นางก็ทิ้งทุกอย่างที่อยู่ในมือแล้วรีบวิ่งมาหาเป่ยลี่โดยเร็ว! “มันเป็นการอวยพรเพื่อแก้เคล็ดให้อายุมั่นขวัญยืนของคนสกุลลู่เท่านั้น ข้าหาได้มีเจตนาจะแช่งให้นายเจ้าตายวันตายพรุ่งไม่ วอนเจ้าอย่ามองข้าในแง่ร้ายนักเลยหลิ่งจิน” นางเยาะยิ้มเย้ยหยัน “เป็นเช่นไรบ้างขอรับท่านอาหมอ” เป็นเขาเองที่ร้อนรนจนทนไม่ไหว “จากที่ข้าจับดูชีพจรเต้นอ่อนนักอาจเป็นเพราะร่างกายของนางอ่อนแอ ขาดสารอาหาร และคงทำงานอย่างหนักจนพักผ่อนไม่เพียงพอ หลังจากนี้ข้าอยากให้ท่านแม่ทัพดูแลนางอย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้นางทำงานหนักอีกเป็นอันขาดเพราะอาจส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ได้ ข้าจะจัดยาบำรุงครรภ์ไว้สักสองขนานกินเช้าเย็นหลังอาหารจะช่วยให้สุขภาพของแม่และเด็กแข็งแรงยิ่งขึ้นขอรับ” คำพูดที่ถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของท่านอาหมอทำให้แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางชะงัก หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะดีใจ โลดเต้น โอบกอดร่างของภรรยาเอาไว้อย่างแนบแน่นเพราะในที่สุดเขาก็กำลังจะได้เป็นพ่อคนสมใจปรารถนาเสียที ทว่ากลับกันในตอนนี้เขาไม่รู้ว่าควรรู้สึกเช่นใด จะดีใจหรือเสียใจกันแน่… สตรีที่เขารักเขียนจดหมายมาบอกเขาว่าตนเองแอบลักลอบได้เสียกับชายชู้จนเกิดความรักจึงตัดสินใจหนีตามกันไป แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรกันเล่าว่าเด็กในครรภ์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาหรือไอ้บุรุษเลวผู้นั้นกันแน่! “ขอบคุณมากขอรับท่านอาหมอข้า ข้าทำให้ท่านลำบากเสียแล้ว” ท่านแม่ทัพยกมือไหว้หมอหลวงประจำราชสำนัก “หาใช่เรื่องลำบากอันใดไม่ หากข้าเดาไม่ผิดสตรีผู้นี้ก็คงจะเป็นภรรยาของท่าน ข้าขอแสดงความยินดีสำหรับทายาทคนแรกของสกุลเฉินด้วยนะขอรับ ขอให้ทั้งภรรยาและเด็กในครรภ์สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไว้อีกห้าวันข้าจะมาตรวจดูอาการของนางอีกครั้ง” “ขอบคุณมากขอรับท่านอาหมอ แต่ข้าคงจะต้องเสียมารยาทที่ไม่ได้ไปส่งท่านอาหมอถึงจวนด้วยตนเอง” เขาไม่สามารถละทิ้งเป่ยลี่ไว้ตามลำพังได้ เพราะเกรงว่าลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงอาจคบคิดสร้างเรื่องสร้างราวอันใดอีก “ข้าเต็มใจขอรับ” หมอหลวงประจำราชสำนักก็เดินออกไป “ข้าว่าแล้วเชียว เหตุใดเป่ยลี่ถึงได้หน้าหนากล้ากลับมาเหยียบจวนตระกูลเฉินทั้ง ๆ ที่ได้ทำเรื่องบัดซบด้วยการหนีไปกับไอ้ชายชู้ผู้นั้น คงหวังจะให้ท่านพี่เป็นพ่อของเด็กในครรภ์น่ะสิเจ้าคะ ให้เลือดเนื้อเชื้อไขไอ้ชายชู้กลายเป็นบุตรคนแรกของท่านแม่ทัพใหญ่สกุลเฉิน ช่างเป็นความคิดที่ดีเสียจริง” ลู่ฟางเหนียนหัวเราะร่วน “ข้าหวังว่าท่านพี่จะไม่โง่เขลาหลงเชื่อคำนางนะเจ้าคะ” “นั่นน่ะสิเจ้าคะฮูหยิน จะให้เชื่อได้อย่างไรเล่าว่าเด็กในครรภ์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านแม่ทัพจริง ในจดหมายนั่นก็บอกอยู่นะเจ้าคะว่านางแอบลักลอบได้เสียกับชายผู้นั้นตั้งแต่ที่ท่านแม่ทัพออกไปทำศึกร่วมสามเดือน บ่าวคิดว่าเด็กในครรภ์จะต้องเป็นสายเลือดสกปรกมิใช่ทายาทของสกุลเฉินแน่นอนเจ้าค่ะ” รุ่นถิงพูดเสริมความคิดของเจ้านายให้ดูเป็นเหตุเป็นผลและน่าเชื่อถือในสายตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางมากยิ่งขึ้น ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็จำเป็นจะต้องสนับสนุนและหนุนหลังมิให้ตำแหน่งภรรยาเอกของลู่ฟางเหนียนสั่นคลอนหรือพังทลายลงเพราะสตรีผู้นี้เป็นแน่ “หาใช่เรื่องที่เจ้าต้องสอดไม่รุ่นถิง นายว่าขี้ข้าพลอยเช่นนั้นหรือ หากนายของเจ้ากินขี้ เจ้าก็คงจะกินขี้ตามด้วยใช่หรือไม่” หลิ่งจินแหงนหน้าถามอย่างไม่เกรงกลัว “อีหลิ่งจิน!!!” ลู่ฟางเหนียนแผดเสียง “พวกเจ้าออกไปก่อน” “แต่ท่านพี่เจ้าคะ ข้าจะตบปากอีบ่าวรับใช้สามหาวผู้นี้ให้เลือดกลบ! นับวันมันยิ่งกำเริบเสิบสานมิรู้จักนายมิรู้จักบ่าวเต็มทีแล้ว” “ข้าบอกว่าให้ออกไปอย่างไรเล่า!!! ออกไปทั้งหมด” “เจ้าค่ะ!” ภายในห้องเหลือเพียงท่านแม่ทัพและเป่ยลี่ตามลำพังสองต่อสอง เขามองหน้านางอยู่ครู่ใหญ่ ๆ ไม่รู้ว่าบัดนี้เขาควรจะกระทำเช่นใดกับสตรีที่กำลังนอนอยู่บนเตียงดี…หากเขาขับไล่ไสส่งนางให้กลับไปหาไอ้ชาติชั่วที่นางตัดสินใจทรยศหักหลังความรักของเขาแล้วหนีตามกันไป มันจะดูใจไม้ไส้ระกำเกินไปสำหรับสตรีมีครรภ์อ่อน ๆ หรือไม่ แต่หากจะต้องทำใจเมตตา ยินยอมให้นางอยู่ในจวนตระกูลเฉินต่อไป ก็คงทำร้ายความรู้สึกของตนเองอย่าง แสนสาหัสเช่นเดียวกันมิใช่หรือหากต้องทนมองภาพของสตรีกำลังมีอาการแพ้ท้อง โฮกฮาก ส่วนพุงอ้วนกลมขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอุ้มชูเลือดเนื้อเชื้อไขของไอ้ชาติชั่วนั่นอยู่ “ข้าควรจะทำเช่นไรกับเจ้าดีเป่ยลี่ หากเป็นเมื่อก่อนข้าคงดีใจที่เจ้าตั้งครรภ์ให้ข้าสมใจปรารถนาเสียที และภายในจวนตระกูลเฉินของเราก็คงจะมีงานเลี้ยงรับขวัญทายาทคนแรกอย่างใหญ่โตสามวันสามคืนเป็นแน่” สมองของเขามืดแปดด้าน ยากจะหาหนทางออกได้ในตอนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ใจไม้ไส้ระกำขับไล่ไสส่งนางทั้งในสภาพเช่นนี้และใจเขาก็คงจะไม่แข็งแรงพอเช่นเดียวกันหากต้องเมตตาให้นางอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเฉินเป็นเสี้ยมหนามตำใจเขาต่อไปเรื่อย ๆ ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “ข้าขออนุญาตเข้าไปได้หรือไม่ขอรับท่านแม่ทัพ” “อืม เจ้ามีอันใด” “ท่านแม่ทัพรับน้ำชาอุ่น ๆ สักจอกก่อนเถิดขอรับ” เจิ่งฟู่เห็นสีหน้านายของตนไม่สู้ดีตั้งแต่หมอหลวงบอกว่าฮูหยินเป่ยลี่กำลังตั้งครรภ์แล้วหากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







