INICIAR SESIÓN“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่
จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิ การกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง” ท่านแม่ทัพเขย่าตัวนางเล็กน้อยเพื่อหวังจะเรียกสตินางกลับคืนมา "เจิ่งฟู่รีบไปตามท่านอาหมอเร็วเข้า!” เขาหันไปพูดกับบ่าวรับใช้คนสนิท “ไยท่านพี่ต้องเป็นห่วงสตรีแพศยา หน้าไหว้หลังหลอกผู้นี้ด้วยเล่าเจ้าคะ ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือว่านางทำอันใดกับท่านบ้าง” ลู่ฟางเหนียนมิมีวันยอมเปิดโอกาสให้สามีและสตรีผู้นี้ได้ใกล้ชิดกันลำพังสองต่อสองเป็นอันขาด มิเช่นนั้นไฟรักในกายสามีที่มิเคยมอดไหม้อาจปะทุลุกโชนขึ้นมาอีกรอบเป็นแน่ นางเจ็บใจชะมัด! เตียงนี่นางพยายามยั่วยวนหมายจะหลับนอนทับที่เป่ยลี่อยู่หลายต่อหลายครั้ง แม้กระทั่งท่านแม่มารดาสามีออกปากพูดด้วยตนเองแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เขาปิดตายมิเคยให้ผู้ใดย่างกรายเข้าไปแตะต้องคล้ายกับเป็นของสงวนที่ตีมูลค่าได้มากมายมหาศาล ทว่าเพียงสตรีแพศยานั่นเสแสร้งล้มป่วยเรียกร้องความสนใจหน่อยเดียว เขาก็กล้าหักหน้านางแล้วพามันเข้ามานอนบนเตียงเสียหรือนี่! เหตุใดมันไม่ไปแล้วไปลับเล่า ไยต้องกลับมาเป็นมารหัวใจนางอีกด้วยเล่า!!! “หาใช่ว่านี่เป็นแผนการของนางหรือเจ้าคะ แสร้งล้มป่วยเพื่อเรียกร้องความสงสารจากท่านพี่เพราะนางรู้ว่าอย่างไรท่านพี่ก็ยังรักนางอยู่เต็มหัวใจ” ลู่ฟางเหนียนกัดฟันพูด “ข้อนี้เจ้าเองก็รู้ดีมิใช่หรือ…” ท่านแม่ทัพแหงนขึ้นไปมองหน้านาง “ท่านพี่!!” ลู่ฟางเหนียนเหวใส่เขาอย่างอารมณ์เสียใช่ว่านางจะไม่รู้…ภายในหัวใจเขามิเคยไร้เยื่อใยต่อเป่ยลี่ได้อย่างเด็ดขาดเลยสักครั้ง แม้ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเจ้าตัวจะไม่อยู่ในจวนตระกูลเฉินแล้ว แต่นางก็ยังคงพ่ายแพ้แก่เป่ยลี่โดยที่ไม่รู้เลยว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสชนะหรือไม่! “ข้าเป็นเมียท่านพี่นะเจ้าคะ ข้าหาได้สนใจเรื่องพรรค์นั้นไม่ ต่อให้วันนี้ท่านพี่ยังมีใจรักมันมากเพียงใด แต่ท่านแม่ก็รับปากกับข้าแล้วเช่นเดียวกันว่าจะให้ท่านพี่แต่งตั้งข้าขึ้นเป็นฮูหยินเอกแห่งจวนตระกูลเฉิน” เรื่องความรักนางขอพ่ายแพ้เพราะรู้ดีว่าต่อให้จะสู้ยิบตาสักเพียงใด นางก็ไม่มีวันชนะสตรีผู้นั้นได้! แต่หากเป็นเรื่องอำนาจวาสนาภรรยาเอกของแม่ทัพใหญ่สกุลเฉิน เก้าอี้ตำแหน่งนี้จะต้องเป็นของนางเพียงผู้เดียวเท่านั้น! “เจ้าจะให้ข้าพูดเรื่องคืนนั้นต่อหน้าสาวรับใช้หรือไม่เล่าว่าแท้จริงแล้วข้ากับเจ้ายังมิเคยร่วมหอฉันสามีภรรยากันเลยสักครั้ง” คำพูดของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกสะอึกไปชั่วขณะ ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางหาได้เคยคิดจะพูดจาหักหน้านางเลยสักครั้งไม่ แต่ครั้งนี้เขาเหลือจะทนกับลู่ฟางเหนียนแล้วจริง ๆ “ท่านพี่…” “เจ้าก็รู้ว่าข้ามีเป่ยลี่อยู่เต็มหัวใจและต่อให้เจ้าจะดีสักเพียงใด ข้าก็ไม่สามารถมองเจ้าเป็นอื่นได้นอกจากบุตรสาวของผู้มีพระคุณเท่านั้น ที่ข้ายังไม่ส่งหนังสือหย่าขาดจากเจ้าก็เพราะเห็นแก่คำร้องขอของท่านเสนาบดีกรมโยธาและเห็นแก่หน้าของเจ้าเท่านั้น” เรื่องราวเมื่อคืนนั้นถึงแม้ท่านแม่ทัพอาจสติเลอะเลือน สัมปชัญญะขาดหายเพราะฤทธิ์ของสุราที่เขายกซดหลายขวด ทว่าสมองเขาก็ยังประมวลผลผิดชอบชั่วดีได้อยู่ เหตุการณ์เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ “เป่ยลี่! เจ้าทำกับข้าเช่นนี้หรือ” สายตาของเขาพร่ามัวไม่ได้สติ หัวเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่ดื่มสุราหมดไปแล้วถึงห้าขวด “ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะท่านพี่” ลู่ฟางเหนียนในสภาพที่สวมใส่เพียงอาภรณ์ตัวบาง ทอดเห็นทรวดทรงองค์เอวชัดเจนถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางด้วยเพื่อฉวยโอกาสในขณะที่อีกฝ่ายกำลังเมามายไม่ได้สติยวนยั่วและรวบหัวรวบหางเสีย “เป่ยลี่ เป่ยลี่ของพี่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางตวัดแลสตรีอีกนางหนึ่งซึ่งคิดว่าเป็นภรรยายอดรักของตนด้วยสายตาหวานเยิ้มทอดขณะที่นางกำลังยกขาขึ้นคร่อมนั่งบนหน้าตักแกร่ง แล้ววางฝ่ามือลูบไล้ใบหน้าคมคาย จนเขาอดกลั้นอดทนไม่ไหวเหยียดแขนอีกข้างหนึ่งประคองเอวคอดกิ่วเอาไว้แล้วบีบนวดเบา ๆ “ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ ข้าต้องการท่านพี่เหลือเกินเจ้าค่ะ” นางปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนเขวี้ยงทิ้งลงไปด้านล่าง ก่อนจะแอ่นหน้าอกชูก้อนนุ่มนิ่มขนาดพอดีมือปรากฏเปลือยเปล่าอยู่ต่อหน้าเขา ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางโน้มตัวนางนอนราบลงบนเตียงแล้วเริ่มบรรจงประกบริมฝีปากอย่างละเมียดละไม… ทว่าขณะที่บุรุษกำลังโน้มหน้าลงเพื่อไซร้ซอกคอของคนใต้ร่าง เขากลับหยุดชะงักเพราะกลิ่นกายของนางมิใช่กลิ่นเดียวกับเป่ยลี่ภรรยาเขา! ต่อให้ท่านแม่ทัพจะมีสติสัมปชัญญะไม่ครบถ้วน เมามายหัวราน้ำด้วยฤทธิ์ของสุรา แต่เขาจดจำกลิ่นกายของเป่ยลี่ได้เป็นอย่างดี เพราะมันเป็นกลิ่นที่ทำให้เขารู้สึกสดชื่นและอยากอยู่ใกล้ชิดปานจะกลืนกินนางตลอดเวลา กลิ่นประจำตัวของเป่ยลี่จะเป็นกลิ่นดอกไม้หอม อ่อน ๆ ให้ความรู้สึกชวนสัมผัสน่าดึงดูดและเมื่อผสมผสานกับกลิ่นตัวของนางก็จะออกมาเป็นลักษณะเฉพาะที่ต่อให้ผู้ใดจะใช้ถุงหอมหรืออบร่ำฉบับตำราเดียวกับนาง ก็ยากที่จะเลียนแบบได้! ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผละร่างกายออกจากนางโดยเร็ว “ฟางเหนียน เป็นเจ้าเช่นนั้นหรือ” “ท่านพี่มิทำต่อหรือเจ้าคะ” นางพยายามยั่วยวนเขาเต็มที่ ทั้งลูบ ทั้งจูบ ทั้งซอกไซร้เพื่อหวังปลุกกำหนัดเขา “ออกไป!!!!” ท่านแม่ทัพออกคำสั่งไล่นางเสียงเกรี้ยวกราดจนลู่ฟางเหนียนสะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ แต่ก็ยังทำใจกล้าสู้เสือ มิยอมขยับเขยื้อนคลอเคลียอยู่กับร่างกายของเขาไม่เลิก จนกระทั่งท่านแม่ทัพทนไม่ไหวฉุดกระชากลากถูตัวนางแล้วโยนทิ้งออกไปด้านนอกพร้อมปิดประตูใส่หน้าอย่างจัง กลับมายังปัจจุบัน หลังเกิดเหตุการณ์ในคืนนั้นขึ้น ลู่ฟางเหนียน สตรีอ่อนช้อย อ่อนหวาน ที่เขาเคยคิดว่าไม่มีพิษ ไม่มีภัยกับผู้ใด หากจะเจรจาข้อตกลงเรื่องการส่งหนังสือหย่าขาดคงมิใช่เรื่องยากนัก กลับเปลี่ยนเป็นคนละคนคล้ายกับว่าเปิดเผยธาตุแท้ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ติดจิตใจออกมา…หากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







