LOGINเสียงคลื่นลมยามเย็นและวิวทิวทัศน์ของผืนน้ำทะเลสีฟ้าครามไม่ได้ช่วยให้จิตใจม่านไหมสงบลงได้ง่ายๆ ยังคงตื่นเต้นกับการตัดสินใจครั้งนี้ของตัวเอง
เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระแต่ตอนนี้เธอกำลังจะทำเรื่องไร้สาระนั้น ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนที่ม่านไหมนอนไม่หลับเพราะเอาแต่คิดเรื่องปู่และการเงินขั้นวิกฤต คำพูดที่แม่เคยพยายามกรอกหูก็ลอยเข้ามาให้เธอคล้อยตามอยู่เสมอ ซึ่งมันก็ได้ผล รุ่งเช้าเธอตัดสินใจบอกแม่ที่จะทำเรื่องนั้น แม่ดีใจแทบเก็บอาการไว้ไม่ไหว หน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน รีบอาสาจัดกระเป๋าเสื้อผ้าให้เธอด้วยตัวเองในขณะที่ตัวเธอนั้นคล้ายกับร่างไร้วิญญาณเข้าไปทุกที การเดินทางมาที่นี่ในครั้งนี้ยิ่งกว่าการมาเสี่ยงโชคเสียอีก ซึ่งในใจของม่านไหมนั้นมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวมาก หากคิดจะทำ คิดจะแลก เธอต้องได้อะไรกลับไปบ้าง จะต้องไม่กลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องปู่ แม่เป็นคนรับปากจะช่วยดูแลให้ อีกทั้งยังบอกให้เธออย่าได้กังวล จงทำหน้าที่ตรงนั้นให้เต็มที่ซะ ม่านไหมได้แต่หัวเราะเยาะความน่าสมเพชนี้ การจับผู้ชายที่ไม่รู้จักหน้าตากันมาก่อน มันกลายเป็นหน้าที่ของเธอไปแล้วอย่างนั้นหรือ จะว่าไปม่านไหมก็ไม่เคยสืบค้นประวัติข้อมูลของเขามาก่อน แม่บอกแค่ว่า เขาเป็นเจ้าของเกาะชื่อทะเล เป็นคนที่รวยมาก แต่นอกเหนือจากนั้นแม่ไม่ได้บรรยายรูปร่างลักษณะหน้าตาของเขาให้ฟังเลย “จะเป็นคนแบบไหนกันนะ” ม่านไหมหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องเล็กที่สภาพผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานเพื่อจะเสิร์ชหาชื่อเขาคนนั้น เพราะถ้าเขาเป็นถึงเจ้าของเกาะล่ะก็ แน่นอนว่าย่อมต้องมีประวัติให้สืบค้นในอินเทอร์เน็ตได้อยู่แล้ว “อ่า..อะไรกัน แบตจะหมดแล้วเหรอเนี่ย” แบตเตอรี่จะหมดไม่เท่าไร แต่สัญญาณดันไม่มีด้วยนี่สิ คงเพราะเรือกำลังลอยลำอยู่กลางทะเล ม่านไหมถอนหายใจเบื่อหน่ายเมื่อไม่ได้ดั่งใจ เก็บสมาร์ตโฟน กลับเข้ากระเป๋าตามเดิม ในหัวของเธอกำลังจินตนาการถึงหน้าผู้ชายคนนั้น เขาจะเป็นคนแบบไหนกันนะ ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัย จะใจดีหรือใจร้าย แล้วเขาจะสนใจเธอจริงๆ เหมือนอย่างที่แม่บอกไหม แค่คิดม่านไหมก็เครียดลงกระเพาะแล้ว การเดินทางมาถึงเกาะสมุทรมันตราเป็นไปอย่างราบรื่นและใช้เวลาไม่นานเหมือนที่คิด ม่านไหมแบกกระเป๋าสัมภาระของตัวเองลงมาจากเรืออย่างทุลักทุเล มันหนักเอาการซึ่งม่านไหมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ผู้จัดกระเป๋าให้เธอใส่อะไรลงไปบ้าง แต่ของข้างในคงจะอัดแน่นไม่ใช่น้อย “สวยจัง~” หยุดมองวิวทิวทัศน์หน้าเกาะที่สวยงามไม่ต่างอะไรจากเกาะสวรรค์ในจินตนาการ เธอยิ้มออกมาเล็กน้อย ขอให้ธรรมชาติและความสดชื่นของที่นี่ช่วยให้จิตใจเธอสงบและทำสิ่งที่อยากจะทำสำเร็จด้วยเถอะ ม่านไหมจดจำเส้นทางที่แม่ท่องจำให้ฟังจนขึ้นใจ ในที่สุดก็สามารถพาตัวเองมาหยุดยืนหน้าห้องเช่าขนาดเล็กบนเกาะได้สำเร็จ ดูจากภายนอก มันเป็นห้องเช่าที่เก่าแต่ไม่ได้ทรุดโทรมมากนัก พอจะพักอาศัยอยู่ได้ แม่และพ่อเลี้ยงเคยพักอยู่ที่นี่มาก่อนและสองคนนั้นบอกให้ม่านไหมใช้ห้องนี้ต่อได้เลย ระหว่างที่ม่านไหมกำลังไขกุญแจอยู่นั้น เธอไม่ได้รู้สึกไปเองว่ากำลังโดนหลายสายตาจับจ้องมองมา เพราะเมื่อลองชำเลืองมองกลับไป เธอพบว่ารอบๆ ตัวมีผู้คนจากบริเวณบ้านใกล้เรือนเคียง กำลังมองเธอด้วยความสงสัย คงไม่ได้กำลังคิดว่าเธอเป็นโจรหรอกนะ กระเป๋าสัมภาระโดนลากเข้ามาในห้องพัก ข้างในดูดีกว่าที่คิด ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นครบครัน แต่อาจจะต้องเก็บกวาดนิดหน่อย ม่านไหมกำลังจะเริ่มต้นลงมือทำความสะอาด แต่เสียงเคาะประตูก็ดึงความสนใจจากเธอไปจนหมดสิ้น ไม่รู้ว่าคนที่กำลังรัวมือเคาะประตูในตอนนี้เป็นใครกันแน่ หรือว่าแม่จะลืมจ่ายค่าเช่า ม่านไหมรีบลุกออกไปดูด้วยมีหน้าเจือความกังวล หวังว่าจะไม่ใช่อย่างที่คิดนะ แค่ค่าเดินทางมาถึงที่นี่ก็ทำเงินหร่อยหรอลงไปเยอะแล้ว “หวัดดีค่ะ” “จ้า หวัดดีจ้ะลูก” คนที่เคาะประตูห้องเช่าเป็นผู้หญิงดูมีอายุคนหนึ่ง สำเนียงทักทายตอบกลับม่านไหมนั้นติดภาษาใต้อยู่บ้าง แต่ม่านไหมก็ฟังเข้าใจทุกคำ “มีอะไรหรือเปล่าคะ” ถามคนอายุคราวแม่ที่ยืนยิ้มหวานจนเห็นฟันที่แดงคล้ำจากการเคี้ยวหมาก “ลูกเป็นอะไรกับเจ้าของห้องนี้เหรอ” อีกฝ่ายเรียกแทนม่านไหมว่าลูก น้ำเสียงฟังดูไม่ได้บังคับจะเอาคำตอบแต่สายตาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย “เป็นลูกสาวค่ะ” “ลูกของไอ้เดชกับนังมาลัยรึ?” “ค่ะ แต่ลุงเดชเป็นแค่พ่อเลี้ยง” “อ้อ ลูกสาวนังมาลัยนี่เอง สวยนะ แล้วมาคนเดียวรึ” ยังคงไม่หมดความสงสัยง่ายๆ “มาคนเดียวค่ะ” ม่านไหมยิ้มแย้มตอบออกไป อย่างน้อยเธออาจจะได้เพื่อนบ้านไว้ผูกมิตร ป้าคนนั้นแนะนำตัวกับม่านไหมบ้าง จึงได้รู้ว่าแกชื่อละออ เป็นเพื่อนบ้านคนสนิทกับแม่มาก่อน แต่ไม่ได้คุยอะไรมากไปกว่านั้น สามีของป้าแกก็เดินมาตามให้กลับบ้านและยังมองม่านไหมด้วยสายตาถมึงทึงเหมือนโกรธอะไรเธอ “คนที่นี่แปลกจัง” กลับเข้าบ้านล็อกกลอนประตูให้สนิท เก็บกวาดทำความสะอาดจนพื้นเป็นเงาวับ กินเวลาเกือบใกล้ค่ำ กว่าม่านไหมจะได้อาบน้ำอาบท่าทำเอาแทบหมดแรง “เฮ้ย! เดี๋ยวนะ เสื้อผ้าพวกนี้มาจากไหนเนี่ย” ม่านไหมหายใจแรงจนอกกระเพื่อม หัวคิ้วขมวดแน่นทำให้ใบหน้าดูยุ่งเหยิงไปหมด สายตาเพ่งมองเสื้อผ้าแต่ล่ะชิ้นที่สองมือกำลังรื้อออกจากกระเป๋า “โห แม่!” เธอเริ่มเข้าใจเหตุผลที่แม่กระตือรือร้นอยากจัดกระเป๋าให้แล้ว ม่านไหมแค่อยากจะหาชุดนอนสักตัวแต่เสื้อผ้าที่เธอค้นเจอกลับมีแต่ชุดหวาบหวิว โชว์เนื้อหนังมังสาแบบที่ชีวิตนี้เธอใส่นับครั้งได้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่กล้าใส่หรือไม่เคยใส่ มันก็มีบ้างตามประสาผู้หญิง แค่นานๆ ครั้งเมื่อนานมาแล้วตอนที่ยังมีอิสระได้ไปเที่ยวอย่างที่ใจต้องการ ไม่ใช่เป็นอีเพิ้งใส่เสื้อยืดคอย้วย กางเกงเอวหลวมและทำงานงกๆ หาเงินหัวหมุนอย่างทุกวันนี้ แต่แม่ก็ไม่จำเป็นต้องจัดชุดพวกนี้ให้เธอยกกระเป๋าไหมล่ะ จะหาเสื้อผ้าปกติใส่สักตัวไม่มีเลย “เฮ้อ~ จุดประสงค์ที่เรามาที่นี่ก็ชัดเจนอยู่แล้ว แม่คงกลัวเราทำไม่สำเร็จสินะถึงได้มีตัวช่วยเนี่ย เอาวะเป็นไงเป็นกัน” ม่านไหมเรียกกำลังใจกลับคืนมาและยอมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โคมไฟในห้องถูกดับลงเหลือแค่ความมืดมิดแผ่ปกคลุม ร่างอรชรล้มตัวนอนพักผ่อนบนเตียง ชุดนอนผ้าเนื้อลื่นที่สวมใส่อยู่แม้ไม่ค่อยคุ้นชินกับมันแต่ก็ต้องยอมรับว่าใส่แล้วสบายตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ อาจด้วยความเหนื่อยล้าทั้งการเดินทางและทำความสะอาดบ้าน เพียงเปลือกตาสีไข่ปิดลง ม่านไหมก็จมสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว ปัง! ปัง! แต่ความอุ่นสบายจากการนอนหลับพักผ่อนพลันมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อเสียงดังอึกทึกด้านนอกเหมือนมีข้าศึกบุกบ้านก่อนจะตามมาด้วยเสียงพังประตูและฝีเท้าคนเดินย่ำเข้ามา หัวใจดวงน้อยเต้นเร็วบ้าคลั่ง ม่านไหมลุกขึ้นนั่งตัวตรง เพ่งสายตาฝ่าความมืดโดยไม่กล้าแม้แต่จะเปิดไฟ “จะ..โจรเหรอ” พูดเสียงแผ่วเบากับตัวเอง มาวันแรกเธอก็เจอดีเข้าแล้วหรือนี่ ทำไมเรื่องบ้าๆ มันชอบเกิดขึ้นแค่กับเธอด้วยนะ ม่านไหมเบี่ยงสองเท้าลงจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุด เมื่อสายตาพอจะปรับความคุ้นชินกับความมืด ทำให้พอมองเห็นได้ลางๆ จากแสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาตามรูหน้าต่าง เธอเล็งหาของป้องกันตัวที่พอจะช่วยตัวเองได้ เห็นจะมีแค่ขวดน้ำพกพาเหมาะๆ มือ จึงรีบคว้าไว้อย่างไม่ลังเล ถ้าเป็นโจรจริงๆ รับรองได้เลย ม่านไหมจะฟาดใส่แบบไม่ออมแรงทะเลยังพูดคุยกับภูผาถึงเรื่องที่เขาอยากใช้สถานที่บางส่วนของไร่ภูพนาไพรเป็นโลเคชั่นถ่ายพรีเวดดิ้ง ซึ่งภูผาก็เต็มใจเป็นอย่างมาก และจะขอดูแลจัดการเรื่องเตรียมสถานที่ให้เขาด้วยตัวเอง“เพื่อมึงกูจะทำให้ออกมาดีที่สุดเลยไอ้ทะเล”“ขอบใจมึงมากนะ” ทะเลเอ่ยด้วยความซึ้งในน้ำใจ เขารักพวกมันก็ตรงนี้ ตรงที่พร้อมซัปพอร์ตกันทุกอย่าง จะกี่ปีๆ พวกมันทุกคนก็เป็นเพื่อนที่ดีกับเขาเสมอ มื้ออาหารดำเนินไปท่ามกลางเสียงพูดคุยและสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุขของทุกคน จากนั้นพวกผู้ชายก็แยกย้ายกันออกไปตั้งวงดื่มเหล้าตามประสา ส่วนพวกผู้หญิงย้ายมาอยู่อีกห้องที่กว้างขวางและสงบเงียบมากกว่า พื้นที่ในโรงแรมสุดหรูของคิเรย์ไม่ว่าจะมุมไหนก็น่าพักผ่อนหย่อนใจไปหมด ม่านไหมนั้นเปรียบเสมือนเด็กใหม่ท่ามกลางกลุ่มสาวสวยที่ไม่โสด เธอจึงค่อนข้างเกร็งอยู่บ้างเพราะไม่ได้สนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ แต่อาจจะมีมุกดาที่เคยพูดคุยกันมาก่อนเมื่อตอนทะเลเคยพาไปพักที่บ้านของอีกฝ่าย แต่เห็นทีคราวนี้คงได้ทำความรู้จักกับทุกคนมากยิ่งขึ้น ม่านไหมไล่มองทีละคน ในกลุ่มนี้มีแต่คนสวยๆ ทั้งนั้นเลย เริ่มต้นที่ต้นหยงภรรยาของพายัพ เป็นคนสวยที่มีใบหน้าหวานปนเซ็
คุณธนินท์กลับมาจากญี่ปุ่นแล้ว กลับมาคราวนี้ก็ได้ข่าวดีของเจ้าลูกชาย ทะเลขอหนูม่านไหมแต่งงานเรียบร้อย รวดเร็วสายฟ้าแลบตัดหน้าเขาไปเลย “งั้นเรื่องฤกษ์ยามพ่อขอเป็นคนจัดการให้เองนะ”“ดีเลยครับ” ทะเลพยักหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี มื้ออาหารเย็นของวันนี้เขาพาม่านไหมมาร่วมโต๊ะกับบิดาและพูดคุยกันถึงเรื่องงานแต่งที่จะมีขึ้นในปีนี้ สำหรับเขาและม่านไหมคิดเห็นตรงกันว่าไม่จำเป็นต้องจัดใหญ่โตอะไรมากมาย เขาชอบความเรียบง่าย ม่านไหมเองก็เหมือนกัน สถานที่ก็เลือกสวนหน้าบ้านของบิดาที่กว้างขวางราวสนามฟุตบอล เพราะม่านไหมชอบวิวของที่นี่ เธอบอกเขาว่าหากถ่ายรูปออกมาจะต้องสวยมากแน่ๆ “เดือนหน้าพ่อต้องมาดูแลงานให้ผมด้วยนะ ผมกับน้องคงยุ่งๆ กับเรื่องถ่ายพรีเวดดิ้ง”“จะไปถ่ายกันที่ไหน ถ่ายหลายที่เหรอ” ถึงขั้นยุ่งทั้งเดือนจนให้เขาดูแลงานแทน ธนินท์คิดว่าลูกชายอาจจะพาเมียมันบินไปถ่าย พรีเวดดิ้งต่างประเทศก็เป็นได้ “จะบินไปถ่ายที่ไร่ไอ้ผาครับ ให้ม่านไหมดูรูปแล้วชอบ ผมเองก็ปักใจอยากถ่ายที่ไร่มันเหมือนกัน” ทะเลพูดถึงไร่ภูพนาไพร มันคือไร่ส้มและไร่ชาที่ตั้งอยู่บนดอยหยาดฟ้า เป็นไร่ที่ใหญ่ที่สุดเกือบครอบคลุมดอยทั้งลูกเลย
“อ่า~ อย่างนั้นคนสวย ดีมาก” เมื่อเริ่มจับจุดได้มันก็เหมือนสวรรค์ดีๆ เลย ความคับแน่นของม่านไหมจู่โจมรัดรึงท่อนเนื้อของเขาทุกจังหวะการเคลื่อนไหว เธอส่ายร่อนสะโพกไปมาอย่างเนิบช้าจนได้ยินเสียงน้ำในกายที่ดังผสมกันลามก และยิ่งดังมากขึ้นตามแรงขย่มสะโพกของเธอ“ซี้ดดด เสียวมากเธอจ๋า เอาพี่แรงๆ” เขาร้องบอกตามความต้องการอันมากล้นของตัวเอง ฝ่ามือหยาบบีบขยำสะโพกนุ่มระบายความกระสันรัญจวนที่จู่โจมกันไม่พักจนก้นขาวๆ ขึ้นรอยแดงไปหมด อาหมวยคนสวยเซ็กซี่มาก แม้จะมีชุดกี่เพ้าก็ไม่อาจปกปิดความร้อนแรงของเธอได้เลย ร่องเนื้อที่เปียกเยิ้มกลืนกินเขาอย่างหนักหน่วงตามแรงขย่มที่เร็วขึ้น เสียงสะโพกของเธอกระทบต้นขาของเขาดังมาก และบางจังหวะที่เขากระแทกสวนกลับไปนั้นก็ทำใบหน้าสวยลอยคว้างร้องเสียงหลงอย่างไม่อาจทนไหว“พี่ทะเล~ มันจุก” ตัวเธอในตอนนี้แทบไม่ต้องออกแรงขย่มเองแล้ว ทะเลเอื้อมมือมาจับแขนเรียวตรึงแน่นกับที่ก่อนจะยกสะโพกแกร่งของตนสวนกระแทกกระทั้นใส่ร่องแคบไม่ยั้ง ตัวเธอสั่นคลอนราวกับโดนรัวปืนกลอยู่บนตัวเขา แหกปากร้องครางไม่เป็นภาษากับความเสียวปนจุกที่เขามอบให้กัน “อืม~ พี่ไม่ไหวครับ เธอรัดพี่แน่นขนาดนี้
ทะสูดลมหายใจลึกทุกครั้งที่อาหมวยคนสวยเคลื่อนริมฝีปากนุ่มไปตามลำตัวเปลือยเปล่าของเขา ท่าทางสุดเซ็กซี่ขี้ยั่วของเธอแทบทำเขาใจวายตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงตอนนี้ อารมณ์รุ่มร้อนที่โดนเธอปลุกขึ้นมายากจะดับให้มอดลง ไม่มีใครเป็นน้ำ เขาว่าร้อนแล้ว เธอยิ่งร้อนแรงกว่า เหมือนไฟที่พร้อมจะลุกโชนใส่กันตลอดเวลาหน้าท้องแกร่งขมวดเกร็ง ลมหายใจสะดุดเป็นจังหวะเมื่อศีรษะของคนตัวเล็กมุดไปอยู่กลางหว่างขา ฝ่ามืออุ่นนุ่มประคองความใหญ่โตแข็งกร้าวที่เกือบกำไม่รอบ ปลายนิ้วชี้อีกข้างหมุนวนส่วนหัวที่มีน้ำปริ่มซึมเบาๆ อย่างขี้แกล้ง“อ่า~ ม่านไหมครับ” เสียงที่เอ่ยออกไปมันสั่นเครือและเต็มไปด้วยความกระสันซ่านในอารมณ์แบบที่ทำม่านไหมขนลุกชันไปด้วย เพราะเสียงครางเบาๆ ของเขามันเซ็กซี่มาก “เสียวเหรอคะ” ถามเขาขณะปลายนิ้วยังหมุนวนเบาๆ มือที่กอบกุมเกือบไม่รอบรูดกำความแข็งแกร่งขึ้นลงจนรู้สึกว่ามันกระตุกสู้มือ “เธอจ๋า~ อย่าแกล้งพี่” เขาคงทนไม่ไหวแล้วถึงได้เอื้อมมือกดหัวเธอเบาๆ เพื่อให้รีบจัดการกับมันสักที หากจับมันใส่ปากเธอได้เขาคงทำไปแล้ว แต่ถือว่ายังดีที่เขายังปรานี ม่านไหมอมยิ้มเล็กน้อย เปลี่ยนเป็นใช้สองมือกอบกุมท่อนเน
“ไปเลือกเสื้อผ้าดีกว่า อ๊ะ นั่นไง ร้านนั้นมีเสื้อผ้ารับตรุษจีนด้วย” ม่านไหมจูงมือทั้งคู่มายังร้านเสื้อผ้าแผงลอยที่มีเสื้อผ้าแฟชั่นแดงแจ๋รับตรุษจีนเกือบทั้งร้าน “เธออยากเป็นดาวติ๊กต๊อกไม่ใช่เหรอนารี ตอนนี้เทรนด์อาหมวยกำลังมาแรง ไม่ลองดูหน่อยล่ะ”“จริงเหรอ งั้นช่วยฉันเลือกหน่อยสิ” ม่านไหมและปกรณ์จึงช่วยนารีเลือกชุดกี่เพ้า ตอนนี้นารีเริ่มกลับมาอารมณ์ดีดี๊ด๊าเหมือนเดิมแล้ว“ฉันว่าฉันเอาชุดนี้แหละ แซ่บ จึ้งงง!” นารีหยิบชุดกี่เพ้าสีแดงแจ๋แบบยาวรัดรูปมาตัวหนึ่ง มีปลอกแขนแถมมาให้ด้วย เธอคิดว่าตัวเองจะต้องทำยอดไลค์ได้ดีหากใส่ชุดนี้เต้นเพลงที่กำลังฮิตรับเทศกาลตรุษจีน จะได้เป็นดาวติ๊กต๊อกก็คราวนี้แหละวะ“แล้วม่านไหมไม่เอาด้วยเหรอ”“ไม่อะ ฉันไม่ชอบเต้น ไม่ได้เต้นเก่งแบบแกสักหน่อย” ร่างกายของเธอมันไม่ค่อยสามัคคีกันเท่าไรด้วยนี่สิ “ฉันไม่ได้จะให้แกซื้อมาใส่เต้นกับฉันสักหน่อย” นารีว่าแล้วก็หันไปขยิบตากับปกรณ์ รายนั้นรับเรื่องในทันที “แล้วจะให้ใส่ไปไหน” เธอไม่ได้มีเชื้อจีนสักหน่อย “ยังไม่รู้อีกเหรอ ก็ใส่เอาใจพี่ทะเลไง” นารีจิ๊ปากราวกับความไม่รู้หน้าซื่อตาใสของม่านไหมมันขัดใจเธอมาก ต้องให้
“น่าจะอยู่ที่บ้านครับ”“…”“ใช่ครับ ช่วงนี้นายหัวติดเมีย เดี๋ยวผมไปบอกให้ครับ” เต๋ากดวางสายจากคุณมาร์ตินเพื่อนสนิทของนายหัวที่โทร.มาถามเขาว่านายหัวไปไหน ทำไมถึงไม่อ่านแชตกลุ่มของเพื่อนเลย เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็แทบไม่เห็นนายหัวจับโทรศัพท์ วันๆ เอาแต่จับอย่างอื่น…“ใครโทร.มา”“คุณมาร์ติน โทร.มาถามเรื่องนายหัวนี่แหละ” เต๋าตะโกนตอบใหญ่ที่กำลังเล่นเซปักตะกร้อกับวัยรุ่นชาวประมงหลายคน เขารีบหยิบเสื้อมาสวมพอดีกับที่ใหญ่เลิกเล่นและวิ่งมาหา“มึงอีไปไหน” (มึงจะไปไหน)“ไปบ้านนายหัว กูอีไปแลว่านายหัวทำไหร” (ไปบ้านนายหัว กูจะไปดูว่านายหัวทำอะไร)“กูไปกัน” (กูไปด้วย)สองหนุ่มโบกมือลาเพื่อนร่วมทีมพอเป็นพิธีก่อนจะรีบแยกย้ายออกมา เดี๋ยวนี้นายหัวไม่เรียกใช้พวกเขาแบบที่ตัวติดตามเงาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ละวันถ้าเสร็จจากเรื่องงานก็เอาแต่ขลุกอยู่กับเมียนั่นแหละ ช่วงข้าวใหม่ปลามันพวกเขาก็พอเข้าใจได้ ดีใจซะอีกที่ในที่สุดนายหัวไม่ต้องมูฟออนเป็นวงกลมอีกแล้ว เต๋าและใหญ่มาถึงบ้านหลังโตแต่มันเงียบเชียบมากเหมือนไม่มีใครอยู่ทั้งที่รถนายหัวก็จอดครบทุกคันและประตูบ้านก็เปิดอ้าซ่าด้วยซ้ำ “นายหัว”







