LOGINเสียงคลื่นลมยามเย็นและวิวทิวทัศน์ของผืนน้ำทะเลสีฟ้าครามไม่ได้ช่วยให้จิตใจม่านไหมสงบลงได้ง่ายๆ ยังคงตื่นเต้นกับการตัดสินใจครั้งนี้ของตัวเอง
เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระแต่ตอนนี้เธอกำลังจะทำเรื่องไร้สาระนั้น ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนที่ม่านไหมนอนไม่หลับเพราะเอาแต่คิดเรื่องปู่และการเงินขั้นวิกฤต คำพูดที่แม่เคยพยายามกรอกหูก็ลอยเข้ามาให้เธอคล้อยตามอยู่เสมอ ซึ่งมันก็ได้ผล รุ่งเช้าเธอตัดสินใจบอกแม่ที่จะทำเรื่องนั้น แม่ดีใจแทบเก็บอาการไว้ไม่ไหว หน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน รีบอาสาจัดกระเป๋าเสื้อผ้าให้เธอด้วยตัวเองในขณะที่ตัวเธอนั้นคล้ายกับร่างไร้วิญญาณเข้าไปทุกที การเดินทางมาที่นี่ในครั้งนี้ยิ่งกว่าการมาเสี่ยงโชคเสียอีก ซึ่งในใจของม่านไหมนั้นมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวมาก หากคิดจะทำ คิดจะแลก เธอต้องได้อะไรกลับไปบ้าง จะต้องไม่กลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องปู่ แม่เป็นคนรับปากจะช่วยดูแลให้ อีกทั้งยังบอกให้เธออย่าได้กังวล จงทำหน้าที่ตรงนั้นให้เต็มที่ซะ ม่านไหมได้แต่หัวเราะเยาะความน่าสมเพชนี้ การจับผู้ชายที่ไม่รู้จักหน้าตากันมาก่อน มันกลายเป็นหน้าที่ของเธอไปแล้วอย่างนั้นหรือ จะว่าไปม่านไหมก็ไม่เคยสืบค้นประวัติข้อมูลของเขามาก่อน แม่บอกแค่ว่า เขาเป็นเจ้าของเกาะชื่อทะเล เป็นคนที่รวยมาก แต่นอกเหนือจากนั้นแม่ไม่ได้บรรยายรูปร่างลักษณะหน้าตาของเขาให้ฟังเลย “จะเป็นคนแบบไหนกันนะ” ม่านไหมหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องเล็กที่สภาพผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานเพื่อจะเสิร์ชหาชื่อเขาคนนั้น เพราะถ้าเขาเป็นถึงเจ้าของเกาะล่ะก็ แน่นอนว่าย่อมต้องมีประวัติให้สืบค้นในอินเทอร์เน็ตได้อยู่แล้ว “อ่า..อะไรกัน แบตจะหมดแล้วเหรอเนี่ย” แบตเตอรี่จะหมดไม่เท่าไร แต่สัญญาณดันไม่มีด้วยนี่สิ คงเพราะเรือกำลังลอยลำอยู่กลางทะเล ม่านไหมถอนหายใจเบื่อหน่ายเมื่อไม่ได้ดั่งใจ เก็บสมาร์ตโฟน กลับเข้ากระเป๋าตามเดิม ในหัวของเธอกำลังจินตนาการถึงหน้าผู้ชายคนนั้น เขาจะเป็นคนแบบไหนกันนะ ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัย จะใจดีหรือใจร้าย แล้วเขาจะสนใจเธอจริงๆ เหมือนอย่างที่แม่บอกไหม แค่คิดม่านไหมก็เครียดลงกระเพาะแล้ว การเดินทางมาถึงเกาะสมุทรมันตราเป็นไปอย่างราบรื่นและใช้เวลาไม่นานเหมือนที่คิด ม่านไหมแบกกระเป๋าสัมภาระของตัวเองลงมาจากเรืออย่างทุลักทุเล มันหนักเอาการซึ่งม่านไหมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ผู้จัดกระเป๋าให้เธอใส่อะไรลงไปบ้าง แต่ของข้างในคงจะอัดแน่นไม่ใช่น้อย “สวยจัง~” หยุดมองวิวทิวทัศน์หน้าเกาะที่สวยงามไม่ต่างอะไรจากเกาะสวรรค์ในจินตนาการ เธอยิ้มออกมาเล็กน้อย ขอให้ธรรมชาติและความสดชื่นของที่นี่ช่วยให้จิตใจเธอสงบและทำสิ่งที่อยากจะทำสำเร็จด้วยเถอะ ม่านไหมจดจำเส้นทางที่แม่ท่องจำให้ฟังจนขึ้นใจ ในที่สุดก็สามารถพาตัวเองมาหยุดยืนหน้าห้องเช่าขนาดเล็กบนเกาะได้สำเร็จ ดูจากภายนอก มันเป็นห้องเช่าที่เก่าแต่ไม่ได้ทรุดโทรมมากนัก พอจะพักอาศัยอยู่ได้ แม่และพ่อเลี้ยงเคยพักอยู่ที่นี่มาก่อนและสองคนนั้นบอกให้ม่านไหมใช้ห้องนี้ต่อได้เลย ระหว่างที่ม่านไหมกำลังไขกุญแจอยู่นั้น เธอไม่ได้รู้สึกไปเองว่ากำลังโดนหลายสายตาจับจ้องมองมา เพราะเมื่อลองชำเลืองมองกลับไป เธอพบว่ารอบๆ ตัวมีผู้คนจากบริเวณบ้านใกล้เรือนเคียง กำลังมองเธอด้วยความสงสัย คงไม่ได้กำลังคิดว่าเธอเป็นโจรหรอกนะ กระเป๋าสัมภาระโดนลากเข้ามาในห้องพัก ข้างในดูดีกว่าที่คิด ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นครบครัน แต่อาจจะต้องเก็บกวาดนิดหน่อย ม่านไหมกำลังจะเริ่มต้นลงมือทำความสะอาด แต่เสียงเคาะประตูก็ดึงความสนใจจากเธอไปจนหมดสิ้น ไม่รู้ว่าคนที่กำลังรัวมือเคาะประตูในตอนนี้เป็นใครกันแน่ หรือว่าแม่จะลืมจ่ายค่าเช่า ม่านไหมรีบลุกออกไปดูด้วยมีหน้าเจือความกังวล หวังว่าจะไม่ใช่อย่างที่คิดนะ แค่ค่าเดินทางมาถึงที่นี่ก็ทำเงินหร่อยหรอลงไปเยอะแล้ว “หวัดดีค่ะ” “จ้า หวัดดีจ้ะลูก” คนที่เคาะประตูห้องเช่าเป็นผู้หญิงดูมีอายุคนหนึ่ง สำเนียงทักทายตอบกลับม่านไหมนั้นติดภาษาใต้อยู่บ้าง แต่ม่านไหมก็ฟังเข้าใจทุกคำ “มีอะไรหรือเปล่าคะ” ถามคนอายุคราวแม่ที่ยืนยิ้มหวานจนเห็นฟันที่แดงคล้ำจากการเคี้ยวหมาก “ลูกเป็นอะไรกับเจ้าของห้องนี้เหรอ” อีกฝ่ายเรียกแทนม่านไหมว่าลูก น้ำเสียงฟังดูไม่ได้บังคับจะเอาคำตอบแต่สายตาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย “เป็นลูกสาวค่ะ” “ลูกของไอ้เดชกับนังมาลัยรึ?” “ค่ะ แต่ลุงเดชเป็นแค่พ่อเลี้ยง” “อ้อ ลูกสาวนังมาลัยนี่เอง สวยนะ แล้วมาคนเดียวรึ” ยังคงไม่หมดความสงสัยง่ายๆ “มาคนเดียวค่ะ” ม่านไหมยิ้มแย้มตอบออกไป อย่างน้อยเธออาจจะได้เพื่อนบ้านไว้ผูกมิตร ป้าคนนั้นแนะนำตัวกับม่านไหมบ้าง จึงได้รู้ว่าแกชื่อละออ เป็นเพื่อนบ้านคนสนิทกับแม่มาก่อน แต่ไม่ได้คุยอะไรมากไปกว่านั้น สามีของป้าแกก็เดินมาตามให้กลับบ้านและยังมองม่านไหมด้วยสายตาถมึงทึงเหมือนโกรธอะไรเธอ “คนที่นี่แปลกจัง” กลับเข้าบ้านล็อกกลอนประตูให้สนิท เก็บกวาดทำความสะอาดจนพื้นเป็นเงาวับ กินเวลาเกือบใกล้ค่ำ กว่าม่านไหมจะได้อาบน้ำอาบท่าทำเอาแทบหมดแรง “เฮ้ย! เดี๋ยวนะ เสื้อผ้าพวกนี้มาจากไหนเนี่ย” ม่านไหมหายใจแรงจนอกกระเพื่อม หัวคิ้วขมวดแน่นทำให้ใบหน้าดูยุ่งเหยิงไปหมด สายตาเพ่งมองเสื้อผ้าแต่ล่ะชิ้นที่สองมือกำลังรื้อออกจากกระเป๋า “โห แม่!” เธอเริ่มเข้าใจเหตุผลที่แม่กระตือรือร้นอยากจัดกระเป๋าให้แล้ว ม่านไหมแค่อยากจะหาชุดนอนสักตัวแต่เสื้อผ้าที่เธอค้นเจอกลับมีแต่ชุดหวาบหวิว โชว์เนื้อหนังมังสาแบบที่ชีวิตนี้เธอใส่นับครั้งได้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่กล้าใส่หรือไม่เคยใส่ มันก็มีบ้างตามประสาผู้หญิง แค่นานๆ ครั้งเมื่อนานมาแล้วตอนที่ยังมีอิสระได้ไปเที่ยวอย่างที่ใจต้องการ ไม่ใช่เป็นอีเพิ้งใส่เสื้อยืดคอย้วย กางเกงเอวหลวมและทำงานงกๆ หาเงินหัวหมุนอย่างทุกวันนี้ แต่แม่ก็ไม่จำเป็นต้องจัดชุดพวกนี้ให้เธอยกกระเป๋าไหมล่ะ จะหาเสื้อผ้าปกติใส่สักตัวไม่มีเลย “เฮ้อ~ จุดประสงค์ที่เรามาที่นี่ก็ชัดเจนอยู่แล้ว แม่คงกลัวเราทำไม่สำเร็จสินะถึงได้มีตัวช่วยเนี่ย เอาวะเป็นไงเป็นกัน” ม่านไหมเรียกกำลังใจกลับคืนมาและยอมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โคมไฟในห้องถูกดับลงเหลือแค่ความมืดมิดแผ่ปกคลุม ร่างอรชรล้มตัวนอนพักผ่อนบนเตียง ชุดนอนผ้าเนื้อลื่นที่สวมใส่อยู่แม้ไม่ค่อยคุ้นชินกับมันแต่ก็ต้องยอมรับว่าใส่แล้วสบายตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ อาจด้วยความเหนื่อยล้าทั้งการเดินทางและทำความสะอาดบ้าน เพียงเปลือกตาสีไข่ปิดลง ม่านไหมก็จมสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว ปัง! ปัง! แต่ความอุ่นสบายจากการนอนหลับพักผ่อนพลันมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อเสียงดังอึกทึกด้านนอกเหมือนมีข้าศึกบุกบ้านก่อนจะตามมาด้วยเสียงพังประตูและฝีเท้าคนเดินย่ำเข้ามา หัวใจดวงน้อยเต้นเร็วบ้าคลั่ง ม่านไหมลุกขึ้นนั่งตัวตรง เพ่งสายตาฝ่าความมืดโดยไม่กล้าแม้แต่จะเปิดไฟ “จะ..โจรเหรอ” พูดเสียงแผ่วเบากับตัวเอง มาวันแรกเธอก็เจอดีเข้าแล้วหรือนี่ ทำไมเรื่องบ้าๆ มันชอบเกิดขึ้นแค่กับเธอด้วยนะ ม่านไหมเบี่ยงสองเท้าลงจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุด เมื่อสายตาพอจะปรับความคุ้นชินกับความมืด ทำให้พอมองเห็นได้ลางๆ จากแสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาตามรูหน้าต่าง เธอเล็งหาของป้องกันตัวที่พอจะช่วยตัวเองได้ เห็นจะมีแค่ขวดน้ำพกพาเหมาะๆ มือ จึงรีบคว้าไว้อย่างไม่ลังเล ถ้าเป็นโจรจริงๆ รับรองได้เลย ม่านไหมจะฟาดใส่แบบไม่ออมแรง“ม่านไหมก็รู้ใช่ไหมบ้านพี่เป็นคนจีน เวลาพี่นั่งดูละครพร้อมพวกเขา ถ้ามีฉากไหนที่มีตัวละครเป็นเก้งเป็นกะเทย ไม่เตี่ยก็ม๊าจะทำหน้าอี๋ๆ เหมือนรังเกียจ ต่อให้ไม่พูดแต่พี่รู้สึกได้ว่าเขาแอนตี้คนที่เป็นแบบนี้ แล้วถ้าวันนึงเขารู้ว่าลูกชายเป็นคนแบบที่พวกเขาเกลียดล่ะ เขาจะรู้สึกยังไง จะรังเกียจพี่ไหม พี่ถึงไม่อยากให้ใครรู้เลยต้องแอ๊บ แมนอยู่อย่างนี้ไง” คล้ายว่าในดวงตาดำสนิทคู่นั้นแวววาวไปด้วยหยาดน้ำ “พี่ไม่อยากทำให้พวกท่านผิดหวัง ไม่อยากให้พวกท่านรู้แล้วเกิดความคิดที่ว่า คลอดพี่ออกมาเป็นผู้ชายดีๆ แต่ทำไมโตมาดันกลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ฮึก…พี่ พี่ไม่กล้าบอกใครหรอกครับ” ก้อนความเสียใจถาโถมกลางอกปกรณ์เหมือนคลื่นลูกใหญ่จนเขาร้องไห้ออกมา ม่านไหมแทบจะร้องไห้ตาม เธอรับรู้ถึงความอึดอัดท่วมท้นของปกรณ์ ต่อให้คนทั้งโลกยอมรับแต่คนในครอบครัวส่ายหน้ารังเกียจมันก็ไม่มีประโยชน์ “ไม่ร้องนะพี่ ไม่ต้องร้อง พี่เก่งที่สุดแล้ว แค่นี้ก็เก่งมากๆ แล้ว” ม่านไหมขยับตัวนั่งชิดปกรณ์ที่ยังคงร้องไห้ออกมา เธอวาดวงแขนกอดคอเขาไว้หลวมๆ พลางตบบ่าเบาๆ อย่างปลอบโยนและให้กำลังใจ กว่าปกรณ์จะหยุดร้องไห้ หมึกย่างก็เย็นชืดแถมยำว
ผับ TA สถานบันเทิงขนาดใหญ่ที่สุดของเกาะสมุทรมันตรา แหล่งรวมเหล่าชาวต่างชาติไว้มากมาย แต่ล่ะคืนทำกำไรให้เกาะอย่างงาม แสงสีเสียงด้านในนั้นจัดเต็ม มีหลายโซนให้ลูกค้าเลือกบริการ อยากได้ระดับไหนขอแค่ควักเงินในกระเป๋าออกมา พนักงานของที่นี่จะบริการอย่างเต็มที่ “น้องม่านไหมโอเคกับโซนนี้ไหมครับ” “โอเคค่ะ คนเยอะดี แบบนี้แหละสนุก” ทั้งสองคนอยู่ในโซน ดริงค์แอนด์แดนซ์ เป็นโซนที่มีชาวต่างชาติและคนไทยปะปนกันไป มีแต่ผู้ชายงานดี โดยเฉพาะฝรั่งผมบลอนด์ตาฟ้าที่หุ่นของแต่ละคนนั้นยั่วสายตาเป็นอย่างมาก ปกรณ์สั่งเครื่องดื่มอุ่นเครื่องก่อนเล็กน้อย ทั้งที่ม่านไหมเป็นคนชวนเที่ยวแต่เขาคิดไว้ในใจแล้วว่าเช็กบิลเมื่อไรเขาจะเป็นคนเลี้ยงเธอเอง ทั้งสองดื่มกันเรื่อยๆ มีโยกตัวตามจังหวะเพลงบ้าง ม่านไหมนั้นคอแข็งพอสมควร ส่วนปกรณ์เริ่มมึนเล็กน้อย “น้องม่านไหมกลับได้ไม่เกินกี่ทุ่มครับ” “กลับตอนไหนก็ได้ค่ะ จริงๆ ก็แอบหนีออกมา” ม่านไหมจุ๊ปากเบาๆ ราวกับกลัวใครได้ยิน “หนีออกมาแบบนี้ถ้านายหัวรู้เข้าไม่แย่เหรอครับ” “ก็อย่าให้เขารู้สิคะ พี่ปกรณ์รู้ไหมเขาน่ะทั้งเจ้าอารมณ์ ขี้บ่น ขี้โมโห ปากร้าย โอ๊ย! ข้อเสียเยอะไป
ความสนิทของม่านไหมและปกรณ์เพิ่มขึ้นทุกวัน เธอและอีกฝ่ายชอบอะไรที่คล้ายคลึงกัน คุยด้วยแล้วไม่เบื่อ ปกรณ์เป็นให้ได้ทั้งเพื่อนและพี่ชาย เขาแสนดีมากจนม่านไหมยกให้เป็นอีกคนที่ไว้ใจ “หน้าบึ้งแบบนี้โดนนายหัวดุมาอีกแล้วใช่ไหมครับ” ปกรณ์ทักทายม่านไหมซึ่งหน้าม่อยหลังเดินกลับจากส่งปิ่นโตให้นายหัวทะเล ม่านไหมพยักหน้าช้าๆ ด้วยสีหน้าเซ็งสุดกำลัง “คราวนี้โดนดุเรื่องอะไรอีกล่ะ” “ก็เรื่องเดิมๆ ค่ะ พูดแล้วหงุดหงิด” เขาหาเรื่องดุเธอได้ตลอดนั่นแหละ ตั้งแต่วันที่มาส่งปิ่นโตครั้งนั้นก็ดูราวกับว่าทะเลทำตัวห่างเหินกับเธอไปเลย เขาทั้งเย็นชา ใจร้าย และชอบดุเธอแรงๆ จนหลายครั้งม่านไหมน้ำตาจุกอก เพราะสาเหตุนี้ทำให้เธอไม่สามารถเข้าถึงตัวเขาได้ง่ายๆ เหมือนครั้งก่อน แค่จะมองหน้ากันเขายังไม่มอง อีกอย่างตอนนี้ก็ใกล้ปีใหม่เข้ามาทุกที เธอขอเวลาช่วงเทศกาลตรงนี้เพื่อจะลาหยุดกลับบ้าน อยากไปตามหาปู่ที่จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ว่าท่านย้ายตัวไปรักษาโรงพยาบาลแห่งไหน แต่เขาใจร้ายมาก…ใจร้ายจริงๆ เขาไม่ยอมให้เธอได้ออกไปจากเกาะ คอยให้สองลูกน้องอย่างพี่เต๋าพี่ใหญ่จับตาดูไว้ตลอด ‘ไม่ได้! ฉันไม่อนุญาต ไม่ต้องหาข้ออ้างอะไรทั้งนั
“อีกแล้วเหรอ…” ใบหน้าคมเข้มแสดงความเหนื่อยล้าออกมาเมื่อสายเรียกเข้าจากสมาร์ตโฟนหรูของเขาดังขึ้นอีกแล้ว หากแต่คราวนี้ไม่ใช่ใครอื่นใดแต่เป็นเพื่อนสนิทของเขานั่นเอง ไอ้หมอหมา ‘มาร์คัส อนันตวรากุล’ สัตว์แพทย์หนุ่มชื่อดัง “มึงโดนตัวไหนมาเนี่ยถึงโทร.มาหากูได้” เพื่อนเขาคนนี้เป็นพวกโลกส่วนตัวสูง และหากไม่มีเรื่องสำคัญจริงๆ ก็ฝันไปเถอะว่ามันจะโทรหาเพื่อนฝูง (กูแค่จะโทร.ถามมึงว่าเคาท์ดาวน์ปีนี้ตกลงยังไง พวกไอ้พายัพบอกมึงไว้แล้วใช่ไหมว่าเราจะไปเคาท์ดาวน์กันที่นั่น) “อืม มันโทร.บอกกูแล้วว่าอยากได้แบบไหน มึงโทร.มาหากูเองแบบนี้จะพาน้องจริงใจมาเคาท์ดาวน์ที่นี่ด้วยเหรอวะ” น้องจริงใจคือแฟนสาวตัวเล็กน่ารักของมาร์คัส เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ทะลายกำแพงน้ำแข็งในใจมันได้ จากคนที่แทบจะไม่สนใจผู้หญิงคนไหนก็มีแค่น้องจริงใจนี่แหละที่ทำให้มันเกิดอาการว้าวุ่นตลอด (อือ กูจะพาจริงใจไปเคาท์ดาวน์ที่นั่นด้วย มึงจัดให้อลังการหน่อย กูอยากให้แฟนกูประทับใจ) “แหมมม~ หมั่นไส้พวกคนคลั่งรักว่ะ เออๆ กูจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบให้มึงเลย” ทะเลและมาร์คัสคุยต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะวางสายไป ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้ได้เวลาข้าวเที่ยงของเข
เช้าของวันรุ่งขึ้น ม่านไหมชงกาแฟเตรียมไว้ให้ทะเลกินเป็นมือเช้าคู่กับข้าวเหนียวหน้ากุ้งและข้าวเหนียวหน้าสังขยาที่ดาหลาซื้อมาฝากตั้งแต่ไก่โห่ แต่เจ้าตัวกินไปแค่นิดเดียวก่อนจะหันมาออกคำสั่งกับเธอ “เดี๋ยวออกไปข้างนอกกับฉันหน่อย” “ไปไม่ได้” “ทำไมจะไปไม่ได้” เสียงเขาเข้มขึ้นอย่างคนโดนขัดใจ “ฉันมีนัดแล้ว” “นัดกับใคร” เขาเล่นซักถามละเอียด ดาหลานั่งทานโจ๊กเงียบๆ แต่สองหูคอยฟังและสองตาก็คอยมองตลอดเช่นกัน “พี่ปกรณ์ เราจะไปกินติ่มซำร้านเปิดใหม่กัน” คำตอบของอีกฝ่ายทำเขาหงุดหงิด ก็นี่แหละที่เขาจะชวนเธอไปด้วย อุตส่าห์ไม่กินข้าวเหนียวหน้ากุ้งของชอบที่ดาหลาซื้อมาฝากเพราะตั้งใจจะชวนเธอไปกินติ่มซำด้วยกัน แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะโดนปกรณ์ปาดหน้าเสียก่อน “งั้นฉันไปด้วย” “ห๊ะ?” “งงอะไร ก็บอกจะไปด้วย ฉันยังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลยนะ” แต่ปกติเขาก็ไม่ทานอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ วันนี้คึกบ้าอะไรขึ้นมาถึงอยากไปด้วยกัน “แล้วที่ชวนฉันไปด้วยกันเมื่อกี้ คุณไม่ไปแล้วเหรอ” “ไว้วันหลัง” จะให้เขาบอกได้ไงว่าจริงๆ แล้วก็ชวนไปที่เดียวกันกับที่ปกรณ์ชวนเธอนั่นแหละ เขาไม่มีวันพูดหรอก “ดาหลาจะไปด้วยกันมั้ย” “อื้ม
ทะเลไม่ได้ชอบแมวก็จริง แต่เมื่อเท้าเหยียบย่างถึงเกาะ สิ่งแรกที่เขาทำคือพาเจ้าเหมียวส้มที่ม่านไหมตั้งชื่อให้ว่า ‘แซลมอน’ ไปพบคุณหมอยังคลินิกรักษาดูแลสัตว์ หมอได้ทำการตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนเข็มแรก ถ่ายพยาธิ เจ้าแซลมอนได้สมุดนัดเป็นของตัวเอง ในสมุดระบุวันเวลาที่ต้องมาฉีดวัคซีนรอบสอง จากนั้นทะเลก็ยังซื้ออาหารแมวชั้นดีเกรดนำเข้าที่แพงที่สุดในร้านโดยให้เหตุผลกับม่านไหมที่มองอย่างอึ้งๆ ว่า… ‘ไหนๆ จะเลี้ยงมันแล้วก็ให้มันกินอาหารยี่ห้อดีๆ ไปเลย จะได้ไม่มีปัญหาสุขภาพตามมาทีหลัง หมอเขาก็แนะนำอยู่ เธอจะทำหน้าอึ้งทำไม’ ก็อึ้งตรงที่เขาใส่ใจขนาดนี้นี่แหละ เขาไม่ชอบแมวจริงๆ หรือชอบแต่ไม่รู้ตัวเองกันแน่ ซึ่งไม่ใช่แค่ซื้ออาหารดีๆ ให้เท่านั้น เขายังซื้อของใช้อื่นๆ อย่างเบาะนอน ที่ลับเล็บแมว ชามข้าว ชามน้ำ กระบะทราย ของใช้ที่จำเป็นอีกหลายอย่าง ‘ยังขาดอะไรอีกบ้างนะ ซื้อแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ขาดเหลืออะไรก็ค่อยสั่งมา’ เป๊ะยิ่งกว่าคนที่อยากเลี้ยงแบบเธอเสียอีก ทะเลให้เจ้าแซลมอนครองห้องว่างๆ ห้องหนึ่งที่เคยใช้เก็บของซึ่งก่อนกลับมาถึงเกาะเขาให้คนเข้ามาทำความสะอาดและย้ายของที่ไม่จำเป็นเอาไปทิ้งหมดแล้ว







