INICIAR SESIÓNกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งมาตามลมแรงขึ้นทุกขณะเมื่อสิงขรก้าวเท้าเข้าสู่เขต “มณฑลบูรพา” พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดของแผ่นดิน แต่บัดนี้ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นทุ่งนาที่ล่มสลาย ต้นข้าวสีทองที่เคยชูรวงกลับกลายเป็นสีแดงคล้ำคล้ายโลหิตที่แห้งกรัง ลำต้นของมันแข็งทื่อและมีหนามแหลมคมดั่งศัสตรา ราวกับว่าพื้นดินผืนนี้เลิกผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่เริ่มสูบกินวิญญาณของผู้ที่เหยียบย่างลงไปแทน
สิงขรเดินตามทางเกวียนเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยล้อลึก แสงจาก มหาโพธิ์ทอง ที่อยู่ไกลออกไปส่องลอดผ่านม่านหมอกสีเทา ปรากฏเห็นเงาตะคุ่มของหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่เชิงเขาด้านหน้า ที่นั่นคือ “หมู่บ้านรวงข้าวสีเลือด” ทางผ่านด่านสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่เขตปราสาทศิลาลอยอันเป็นที่ประทับของเจ้าพระยาพายัพ เมื่อเข้าใกล้หมู่บ้าน สิงขรกลับไม่ได้ยินเสียงผู้คนหรือเสียงสัตว์เลี้ยง มีเพียงเสียงไม้กระดานที่เสียดสีกันตามแรงลมและเสียงสวดมนต์พึมพัมที่ฟังไม่ได้ศัพท์ บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก ชายหนุ่มกระชับด้ามดาบเหล็กน้ำพี้ในมือแน่นขึ้น แผ่นหลังที่เป็นรอยสักยันต์เริ่มส่งกระแสความร้อนวูบวาบเป็นการเตือนภัย ที่กลางลานหมู่บ้าน เขาพบกับภาพอันน่าสยดสยอง ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในชุดผ้าป่านขาดรุ่งริ่งกำลังนั่งคุกเข่าล้อมรอบกองไฟที่มีควันสีเขียวลอยคลุ้ง ดวงตาของพวกเขาทุกคนเป็นสีเหลืองขุ่นไร้แววตา และในมือของแต่ละคนกลับถือ "เคียว" ที่ทำจากกระดูกมนุษย์ พวกเขามิได้มีสติสัมปชัญญะอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพศพที่ถูกบิดเบือนด้วยอาคมของกึ่งเทพ “พวกผู้ไร้บุญมาถึงแล้ว... แสงของมันช่างหอมหวานเหลือเกิน” เสียงเย็นเยียบดังมาจากหลังเรือนไม้หลังใหญ่ ร่างของชายในชุดนักพรตสีดำทมิฬเดินก้าวออกมา ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากที่ทำจากกะโหลกสัตว์ป่า ในมือถือพัดใบลานที่จารึกด้วยอักขระไสยดำ มันคือ “นักพรตมืด” ผู้ควบคุมวิญญาณที่คอยเก็บเกี่ยวเอาบุญบารมีจากผู้ที่หลงทางมาส่งส่วยให้แก่ปราสาทศิลาลอย “จงทิ้งแสงนั้นไว้ที่นี่ แล้วข้าจะบันดาลให้เจ้าตายอย่างสงบ!” นักพรตมืดสะบัดพัดใบลาน ทันใดนั้นเหล่านักรบชาวบ้านที่เสียสติก็ลุกพรวดขึ้น พวกเขาพุ่งเข้าหาสิงขรด้วยความเร็วที่ผิดมนุษย์ สิงขรเหวี่ยงดาบเหล็กน้ำพี้ฟันออกไปทางด้านหน้า คมดาบตัดผ่านร่างที่เน่าเปื่อยของศพตัวแรกจนขาดครึ่ง แต่มันกลับไม่มีเลือดไหลออกมา มีเพียงละอองธุลีสีดำที่ฟุ้งกระจาย พวกมันไม่เจ็บปวด ไม่หวาดกลัว และจะพุ่งเข้าหาจนกว่าเหยื่อจะสิ้นลม สิงขรต้องใช้สมาธิอย่างหนัก เขาหมุนตัวหลบคมเคียวกระดูกที่ฟันถากหัวไหล่ไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด รอยสักยันต์บนร่างกายของเขาเริ่มเรืองแสงสว่างขึ้น เขาตัดสินใจใช้ "วิชาดาบพระกาฬ" ที่เพิ่งระลึกความจำได้เพียงบางส่วน ทันทีที่เขาบริกรรมคาถาในใจ ตัวดาบก็เกิดเปลวเพลิงสีนวลคลุมคมดาบไว้ เขาเหวี่ยงดาบเป็นวงกลม สร้างคลื่นพลังความร้อนที่ผลักเหล่านักรบศพให้กระเด็นออกไป “เจ้ามีวิชาอาคมติดตัวมาด้วยหรือ... แต่มันไม่เพียงพอจะสู้กับอำนาจแห่งพฤกษาทองหรอก!” นักพรตมืดคำรามพลางร่ายคาถาเรียกหมอกพิษสีม่วงเข้าคลุมพื้นที่ สิงขรรู้สึกว่าลมหายใจเริ่มติดขัด หมอกพิษนี้กำลังกัดกินพลังชีวิตของเขา ในจังหวะที่เขากำลังจะเพลี่ยงพล้ำ เสียงค้อนเหล็กกระทบทั่งหนักๆ ก็ดังขึ้นมาจากใต้ถุนเรือนไม้ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ตึง! ตึง! ตึง! เสียงนั้นมิใช่เสียงธรรมดา แต่มันกังวานจนสลายหมอกพิษและทำให้เหล่านักรบศพชะงักงัน นักพรตมืดหันไปมองทิศทางนั้นด้วยความตระหนก "เจ้าเฒ่าบอด! ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามตีเหล็กยามนี้!" จากเงาสลัวใต้ถุนเรือน ชายชราร่างกำยำคนหนึ่งเดินออกมา ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่แข็งแกร่งเกินกว่าอายุ ดวงตาทั้งสองข้างบอดสนิทและมีผ้าคาดสีขาวปิดทับไว้ ในมือข้างหนึ่งถือค้อนเหล็กยักษ์ที่มีความร้อนระอุ อีกข้างถือโล่เหล็กที่ประดับด้วยลวดลายธรรมจักรที่สึกกร่อน “ข้าไม่สนกฎของนักพรตสอพลออย่างเจ้า...” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “ข้าเห็นนักรบที่แท้จริงเดินเข้ามาในหมู่บ้านนี้ และข้าจะไม่ยอมให้ศรัทธาของเขาถูกดับลงด้วยอาคมชั้นต่ำของเจ้า” ชายชราคนนี้คือ “เฒ่าคำ” อดีตช่างตีดาบหลวงแห่งนครทวารวดีที่ถูกเนรเทศมาพร้อมกับความลับในการหล่อหลอมอาวุธระดับเทวะ เฒ่าคำเหวี่ยงค้อนลงบนพื้นดินอย่างแรงจนเกิดคลื่นกระแทกสีทองผลักอสุรกายทุกตัวให้ถอยห่างไปจากสิงขร “เจ้าหนุ่ม! ส่งดาบของเจ้ามา!” เฒ่าคำตะโกน สิงขรที่กำลังอ่อนแรงรีบพุ่งไปหาเฒ่าคำและส่งดาบเหล็กน้ำพี้ให้ ชายชรารับดาบไปเพียงครู่เดียว เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานที่ซ่อนอยู่ภายใน “เหล็กน้ำพี้ชั้นดี... แต่มันยังขาดจิตวิญญาณแห่งธรรมจักร” เฒ่าคำหยิบ “เศษเสี้ยวบารมี” ที่สิงขรได้มาจากการปราบทวารบาลก่อนหน้านี้ออกมาจากถุงย่ามของสิงขร เขาตอกเศษพลังนั้นเข้าสู่ดาบด้วยความแม่นยำ ทันใดนั้น ดาบเหล็กน้ำพี้ก็ส่งเสียงร้องสะเทือนเลื่อนลั่น มันเปล่งแสงสีทองสว่างจ้าจนเหล่านักรบศพต้องเอามือปิดตาที่ขุ่นมัวของพวกมัน ตัวดาบบัดนี้มีความยาวเพิ่มขึ้นและมีอักขระยันต์ "นะ มะ พะ ทะ" เรืองแสงอยู่ตลอดเวลา “ไปเสีย! จงใช้ดาบนี้ชำระล้างความวิปริตที่ครองหมู่บ้านนี้!” สิงขรรับดาบที่อัปเกรดแล้วกลับมา เขารู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลที่สูบฉีดเข้าสู่ร่างกาย ชายหนุ่มพุ่งเข้าหานักพรตมืดราวกับลูกศรที่หลุดจากคันศร นักพรตมืดพยายามกางข่ายอาคมป้องกัน แต่ดาบที่ได้รับพลังจากเฒ่าคำกลับฉีกทึ้งอาคมนั้นขาดวิ่นราวกับเศษกระดาษ ฉัวะ! คมดาบอาคมฟันเข้าที่อกของนักพรตมืดอย่างจัง พลังแสงทองระเบิดออกมาจากบาดแผลเผาไหม้ร่างของมันจนกลายเป็นจลาจลแห่งแสง เมื่อหัวหน้าล่มสลาย เหล่านักรบศพในหมู่บ้านก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงและสลายกลายเป็นธุลีไปตามลม หมู่บ้านรวงข้าวสีเลือดกลับสู่ความสงบอีกครั้ง แม้จะยังเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แต่หมอกร้ายได้จางลงไปบ้างแล้ว สิงขรเดินกลับไปหาเฒ่าคำเพื่อขอบคุณ ชายชราพยักหน้าช้าๆ พลางเช็ดค้อนของเขา “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เจ้าหนุ่ม... ดาบของเจ้าตอนนี้แข็งแกร่งพอจะฟันผิวหนังอสุรกายได้แล้ว แต่มันยังไม่เพียงพอจะโค่น เจ้าพระยาพายัพ บนปราสาทศิลาลอยนั่นหรอก ท่านผู้นั้นต่อเติมร่างกายตัวเองด้วยอวัยวะของยักษ์และนักรบนับพัน เจ้าต้องเดินทางต่อไป... สะสมเศษบารมีมาให้ข้า แล้วข้าจะทำให้ดาบของเจ้ากลายเป็นศาสตราที่แม้แต่เทพเจ้ายังต้องหวั่นเกรง” เฒ่าคำตกลงที่จะติดตามสิงขรไปในฐานะช่างตีดาบประจำตัว โดยเขาจะสถิตอยู่ใน "หอธรรม" พื้นที่ลึกลับที่เข้าถึงได้เฉพาะผู้ไร้บุญผ่านประทีปแห่งบุญเท่านั้น สิงขรมองขึ้นไปยังปราสาทที่ลอยเด่นอยู่เหนือเมฆบนยอดเขาพายัพ เสียงคำรามของมังกรดินและเสียงกลองศึกดังแว่วมาตามลม เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับกึ่งเทพองค์แรก เพื่อช่วงชิงเศษธรรมจักรชิ้นแรกมาครอบครอง การเดินทางที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มขึ้นภายใต้แผ่นฟ้าที่มืดมิดดุจผืนกำมะหยี่สีดำสนิทซึ่งถูกฉาบด้วยสีเลือดนก ดวงจันทร์สีแดงก่ำค่อยๆ ขยับเลื่อนมาสถิตอยู่เหนือยอดหอคอยแหลมคมของปราสาทชายแดนประหนึ่งดวงตาสีเลือดของอสุรกายยักษ์ที่กำลังจับจ้องลงมายังพื้นพิภพด้วยความกระหายบรรยากาศภายในลานประลองชายป่าพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าใจหาย จนได้ยินเพียงเสียงฟืนในกองไฟพุ่งปะทุเป็นประกายไฟและเสียงหวีดหวิวของลมกรดที่หอบเอาเกสรสีชาดมาโปรยปรายประดุจฝนแห่งคำสาป เหล่านักรบเดนตายจากทั่วสารทิศกว่าร้อยชีวิตที่มีทั้งแผลเป็นท่วมกายและชุดเกราะที่ผ่านการกรำศึกหนัก ต่างพากันลุกขึ้นยืนและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกดึงดูดด้วยอำนาจลึกลับ แววตาของพวกเขาสะท้อนแสงไฟ มีทั้งความตื่นกลัวในอำนาจเทพเจ้าและความบ้าบิ่นที่พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อชื่อเสียงในตอนจบสิงขรก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นไปยืนบนแท่นศิลาสูงตระหง่านใจกลางลานประลอง ในมือของเขากุม จอกเหล้าสังหาร ที่บรรจุน้ำอมฤตสีแดงเข้มข้นไว้จนปริ่มขอบ ของเหลวภายในนั้นสั่นไหวและส่งไอสังหารมหาศาลออกมาจนทำให้นักรบที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกคลื่นเหียน ทว่าสิงขรกลับยืนนิ่งมั่นคงประดุจเสาหลักศิลา แสงสี
พายุทรายสีแดงขุ่นม้วนตัวเป็นเกลียวพัดกรรโชกผ่านทุ่งหญ้าที่แห้งกรังและบิดเบี้ยวจนดูคล้ายเส้นผมของซากศพที่โผล่พ้นดิน ลมหายใจของแผ่นดินทิศใต้เต็มไปด้วยกลิ่นไอระเหยของสนิมเหล็กและเกสรของดอกไม้ปีศาจ สิงขรควบม้าศึกวารินพยศฝ่าม่านหมอกสีชาดที่หนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึง “ลานประลองชายป่า” พื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชันซึ่งมองเห็นปราสาทชายแดนอันเป็นที่สถิตของพญามารราหูตั้งเด่นอยู่ไกลลิบๆ ประหนึ่งมงกุฎหนามบนยอดเขาที่อาบไปด้วยสีสันของวันสิ้นโลกที่นี่คือจุดนัดพบที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารสงครามว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวในทุ่งกัลปพฤกษ์เลือดที่ความแค้นส่วนตัวจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเกียรติยศชั่วคราว เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการยุติลมหายใจที่วิปริตของเทพเจ้าผู้คุ้มคลั่งก่อนที่โลกนี้จะเน่าเฟะไปจนเสียสิ้นบรรยากาศภายในลานประลองเต็มไปด้วยความกดดันที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ กลิ่นอายของน้ำมันลับดาบและคราบเขม่าจากเตาหลอมเหล็กโชยอบอวล ขุนศึกจากทั่วสารทิศ—ไม่ว่าจะเป็นนักรบเดนตายจากหัวเมืองเหนือ หรือขุนพลไร้สังกัดจากชายแดน
หลังจากกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่ด่านพระกาฬจางหายไปภายใต้แสงอัสดงสีเลือด ขุนอัคคีได้มอบ “จอกเหล้าสังหาร” ให้แก่สิงขร มันเป็นเครื่องทองเหลืองเก่าแก่หนักอึ้ง สลักลายราหูอมจันทร์ที่ดูดุดันและทรงอำนาจ ทว่าจอกนั้นกลับแห้งขอดและไร้ซึ่งชีวิต นายกองหน้าบากกำชับด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า หากสิงขรปรารถนาจะเข้าร่วม "เทศกาลสงคราม" เพื่อท้าทายพญามารราหู เขาต้องนำจอกนี้ไปบรรจุน้ำอมฤตสีแดงจากใจกลางหมู่บ้านที่ล่มสลายเสียก่อน เพราะนั่นคือเครื่องดื่มชนิดเดียวที่คนคลั่งจะยอมเปิดประตูต้อนรับสิงขรและวายุมุ่งหน้าเข้าสู่เขต “หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด” ซึ่งในอดีตเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดของดินแดนทิศใต้ แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าในยามนี้กลับกลายเป็นทุ่งนาที่รวงข้าวไม่ได้เป็นสีทองอร่ามอีกต่อไป แต่มันบิดเบี้ยว กลายเป็นสีแดงคล้ำเข้มดุจเลือดนก และมีหนามแหลมคมงอกออกมาคล้ายเข็มพิษที่รอจังหวะทิ่มแทงผู้ที่ย่างกรายเข้าไป บ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลายหลังพังทลายลงมาครึ่งซีก ถูกปกคลุมด้วยเยื่อใยสีชมพูหนาเตอะที่ขยับไหวตามจังหวะลมคล้ายปอดของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจรวยรินกลิ่นอายความตายที่นี่รุนแรงและฉุนกึกจนวาริน
ท่ามกลางเสียงคำรามแหลมสูงดุจเสียงกรีดร้องของมนุษย์ที่ปนเปไปกับเสียงเห่าหอนกระโชกโฮกฮากของฝูงสุนัขยักษ์หัวคนซึ่งกำลังตะเกียกตะกายพยายามจะปีนข้ามแนวกั้นเพลิงหน้าด่านพระกาฬ สิงขรรู้สึกได้ถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ลมกรรโชกพัดเอาละอองสีชาดปลิวว่อนไปทั่วสมรภูมิ เปลวไฟจากคบเพลิงของทหารเพลิงสะท้อนกับคมดาบเหล็กน้ำพี้จนเกิดเงาเต้นระบำบนพื้นดินสีแดงเดือด ดูราวกับวิญญาณร่ายรำอยู่บนกองฟอน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้น บรรยากาศรอบกายของสิงขรกลับพลันหยุดนิ่งลงอย่างประหลาดจนน่าขนลุกเสียงการปะทะและเสียงโห่ร้องของเหล่านักรบเพลิงค่อยๆ เบาบางลงคล้ายถูกกลืนหายไปในหมอกควันหนาทึบ แสงไฟสีส้มที่เคยร้อนระอุกลับกลายเป็นสีฟ้าสลัวที่เยือกเย็นประดุจแสงจันทร์วันดับ และที่ข้างกองไฟที่เพิ่งจะมอดดับลงเบื้องหลังสิงขร ร่างของสตรีในชุดสไบสีนิลผู้คุ้นตาปรากฏกายขึ้นอีกครั้งอย่างไร้ที่มามาลี นั่งอยู่ในท่าพับเพียบอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพังของสงคราม ใบหน้าซีกที่งดงามของนางอาบด้วยแสงไฟสีนวล ขณะที่ซีกที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมนั้นดูลึกลับจนยากจะหยั่งถึง ดวงตาข้างที่เปิดอยู่ของนางจ้องมองมาที
หลังจากการอำลามาลินที่หุบเขาไร้ชื่อ สิงขรและวายุก็ออกเดินทางลงสู่ทิศใต้อย่างต่อเนื่อง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ทัศนียภาพรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ดินที่เคยเป็นสีน้ำตาลอ่อนเริ่มกลายเป็นสีแดงเข้มดุจโลหิตที่แห้งกรัง ต้นไม้ที่มีสีเขียวขจีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงซากไม้ยืนต้นที่กิ่งก้านบิดเบี้ยวดูคล้ายมือของคนบาปที่กำลังชูขึ้นฟ้าเพื่อขอความเมตตา ลมที่พัดผ่านกายสิงขรเริ่มหอบเอาละอองเกสรแดงฉานที่แฝงไปด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและความร้อนระอุที่กัดกินผิวหนัง"ข้างหน้านั่นคือ 'ด่านพระกาฬ'..." วายุชี้ไปยังป้อมปราการหินทรายสีแสดขนาดมหึมาที่ตั้งขวางหุบเขาลึกดุจกำแพงยักษ์ที่แยกโลกคนเป็นออกจากนรกคนตาย ประตูไม้มะค่าขนาดยักษ์ถูกปิดตายและเสริมด้วยแผ่นเหล็กหนาเตอะที่จารึกอาคมกันไฟไว้จนทั่ว "มันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่กั้นระหว่างความปกติของมณฑลจันทรา และความวิปลาสของทุ่งกัลปพฤกษ์เลือด"เมื่อสิงขรควบม้าวารินพยศเข้าไปใกล้ด่าน เขาไม่ได้พบกับความเงียบเหงาที่ควรจะเป็นในดินแดนล่มสลาย แต่เขากลับได้ยินเสียงกึกก้องของกลองรบที่ตีจังหวะหนักแน่น ผสานไปกับการสวดชัยมงคลคาถาในสำเนียงที่ดุดันและกระแทกกระทั้น บนกำแพง
สิงขรก้าวย่างเข้าสู่ปากถ้ำที่ดูราวกับปากของอสุรกายขนาดยักษ์ที่อ้าค้างไว้ ความมืดมิดภายในมิได้ให้ความรู้สึกสงบเหมือนถ้ำทั่วไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยไอความร้อนที่ระอุออกมาพร้อมกับกลิ่นฉุนกึกของสปอร์กัลปพฤกษ์เลือดที่ลอยฟุ้งดุจละอองหิมะสีแดงผนังถ้ำที่ควรจะเป็นหินศิลาแลงกลับถูกปกคลุมด้วยชั้นเนื้อเยื่อเหนียวหนืดสีชมพูเข้มที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพ“ระวังฝีเท้าด้วย สิงขร...” วายุกระซิบผ่านจิตจางๆ ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขามัวหมองลงเมื่อต้องสัมผัสกับไอพิษเข้มข้น “พื้นถ้ำนี้ไม่ใช่ดินธรรมดา แต่มันคือ ‘ซากบุญ’ ที่ถูกย่อยสลายจนกลายเป็นอาหารของโรคร้าย อย่าให้ผิวหนังของเจ้าสัมผัสกับน้ำหนองสีม่วงที่ไหลอยู่ตามร่องหินเด็ดขาด”สิงขรนำผ้าขึ้นมามัดปิดจมูกและปากไว้แน่น เขาหยดน้ำค้างแสงจันทร์ลงบนใบดาบเหล็กน้ำพี้ แสงสีเขียวมรกตที่แผ่ออกมาช่วยขับไล่หมอกสีแดงรอบตัวให้จางลงพอที่จะมองเห็นทางเดินสลัวๆ ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไป เสียงหัวใจของเขาดูเหมือนจะเต้นสอดประสานไปกับเสียงชีพจรของถ้ำอย่างน่าประหลาดทันใดนั้น เพดานถ้ำเบื้องบนก็ขยับไหว!“เถาวัลย์กินคน” เส้นสายสีแดงสดขนาดเท







