LOGINกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งมาตามลมแรงขึ้นทุกขณะเมื่อสิงขรก้าวเท้าเข้าสู่เขต “มณฑลบูรพา” พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดของแผ่นดิน แต่บัดนี้ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นทุ่งนาที่ล่มสลาย ต้นข้าวสีทองที่เคยชูรวงกลับกลายเป็นสีแดงคล้ำคล้ายโลหิตที่แห้งกรัง ลำต้นของมันแข็งทื่อและมีหนามแหลมคมดั่งศัสตรา ราวกับว่าพื้นดินผืนนี้เลิกผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่เริ่มสูบกินวิญญาณของผู้ที่เหยียบย่างลงไปแทน
สิงขรเดินตามทางเกวียนเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยล้อลึก แสงจาก มหาโพธิ์ทอง ที่อยู่ไกลออกไปส่องลอดผ่านม่านหมอกสีเทา ปรากฏเห็นเงาตะคุ่มของหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่เชิงเขาด้านหน้า ที่นั่นคือ “หมู่บ้านรวงข้าวสีเลือด” ทางผ่านด่านสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่เขตปราสาทศิลาลอยอันเป็นที่ประทับของเจ้าพระยาพายัพ เมื่อเข้าใกล้หมู่บ้าน สิงขรกลับไม่ได้ยินเสียงผู้คนหรือเสียงสัตว์เลี้ยง มีเพียงเสียงไม้กระดานที่เสียดสีกันตามแรงลมและเสียงสวดมนต์พึมพัมที่ฟังไม่ได้ศัพท์ บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก ชายหนุ่มกระชับด้ามดาบเหล็กน้ำพี้ในมือแน่นขึ้น แผ่นหลังที่เป็นรอยสักยันต์เริ่มส่งกระแสความร้อนวูบวาบเป็นการเตือนภัย ที่กลางลานหมู่บ้าน เขาพบกับภาพอันน่าสยดสยอง ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในชุดผ้าป่านขาดรุ่งริ่งกำลังนั่งคุกเข่าล้อมรอบกองไฟที่มีควันสีเขียวลอยคลุ้ง ดวงตาของพวกเขาทุกคนเป็นสีเหลืองขุ่นไร้แววตา และในมือของแต่ละคนกลับถือ "เคียว" ที่ทำจากกระดูกมนุษย์ พวกเขามิได้มีสติสัมปชัญญะอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพศพที่ถูกบิดเบือนด้วยอาคมของกึ่งเทพ “พวกผู้ไร้บุญมาถึงแล้ว... แสงของมันช่างหอมหวานเหลือเกิน” เสียงเย็นเยียบดังมาจากหลังเรือนไม้หลังใหญ่ ร่างของชายในชุดนักพรตสีดำทมิฬเดินก้าวออกมา ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากที่ทำจากกะโหลกสัตว์ป่า ในมือถือพัดใบลานที่จารึกด้วยอักขระไสยดำ มันคือ “นักพรตมืด” ผู้ควบคุมวิญญาณที่คอยเก็บเกี่ยวเอาบุญบารมีจากผู้ที่หลงทางมาส่งส่วยให้แก่ปราสาทศิลาลอย “จงทิ้งแสงนั้นไว้ที่นี่ แล้วข้าจะบันดาลให้เจ้าตายอย่างสงบ!” นักพรตมืดสะบัดพัดใบลาน ทันใดนั้นเหล่านักรบชาวบ้านที่เสียสติก็ลุกพรวดขึ้น พวกเขาพุ่งเข้าหาสิงขรด้วยความเร็วที่ผิดมนุษย์ สิงขรเหวี่ยงดาบเหล็กน้ำพี้ฟันออกไปทางด้านหน้า คมดาบตัดผ่านร่างที่เน่าเปื่อยของศพตัวแรกจนขาดครึ่ง แต่มันกลับไม่มีเลือดไหลออกมา มีเพียงละอองธุลีสีดำที่ฟุ้งกระจาย พวกมันไม่เจ็บปวด ไม่หวาดกลัว และจะพุ่งเข้าหาจนกว่าเหยื่อจะสิ้นลม สิงขรต้องใช้สมาธิอย่างหนัก เขาหมุนตัวหลบคมเคียวกระดูกที่ฟันถากหัวไหล่ไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด รอยสักยันต์บนร่างกายของเขาเริ่มเรืองแสงสว่างขึ้น เขาตัดสินใจใช้ "วิชาดาบพระกาฬ" ที่เพิ่งระลึกความจำได้เพียงบางส่วน ทันทีที่เขาบริกรรมคาถาในใจ ตัวดาบก็เกิดเปลวเพลิงสีนวลคลุมคมดาบไว้ เขาเหวี่ยงดาบเป็นวงกลม สร้างคลื่นพลังความร้อนที่ผลักเหล่านักรบศพให้กระเด็นออกไป “เจ้ามีวิชาอาคมติดตัวมาด้วยหรือ... แต่มันไม่เพียงพอจะสู้กับอำนาจแห่งพฤกษาทองหรอก!” นักพรตมืดคำรามพลางร่ายคาถาเรียกหมอกพิษสีม่วงเข้าคลุมพื้นที่ สิงขรรู้สึกว่าลมหายใจเริ่มติดขัด หมอกพิษนี้กำลังกัดกินพลังชีวิตของเขา ในจังหวะที่เขากำลังจะเพลี่ยงพล้ำ เสียงค้อนเหล็กกระทบทั่งหนักๆ ก็ดังขึ้นมาจากใต้ถุนเรือนไม้ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ตึง! ตึง! ตึง! เสียงนั้นมิใช่เสียงธรรมดา แต่มันกังวานจนสลายหมอกพิษและทำให้เหล่านักรบศพชะงักงัน นักพรตมืดหันไปมองทิศทางนั้นด้วยความตระหนก "เจ้าเฒ่าบอด! ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามตีเหล็กยามนี้!" จากเงาสลัวใต้ถุนเรือน ชายชราร่างกำยำคนหนึ่งเดินออกมา ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่แข็งแกร่งเกินกว่าอายุ ดวงตาทั้งสองข้างบอดสนิทและมีผ้าคาดสีขาวปิดทับไว้ ในมือข้างหนึ่งถือค้อนเหล็กยักษ์ที่มีความร้อนระอุ อีกข้างถือโล่เหล็กที่ประดับด้วยลวดลายธรรมจักรที่สึกกร่อน “ข้าไม่สนกฎของนักพรตสอพลออย่างเจ้า...” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “ข้าเห็นนักรบที่แท้จริงเดินเข้ามาในหมู่บ้านนี้ และข้าจะไม่ยอมให้ศรัทธาของเขาถูกดับลงด้วยอาคมชั้นต่ำของเจ้า” ชายชราคนนี้คือ “เฒ่าคำ” อดีตช่างตีดาบหลวงแห่งนครทวารวดีที่ถูกเนรเทศมาพร้อมกับความลับในการหล่อหลอมอาวุธระดับเทวะ เฒ่าคำเหวี่ยงค้อนลงบนพื้นดินอย่างแรงจนเกิดคลื่นกระแทกสีทองผลักอสุรกายทุกตัวให้ถอยห่างไปจากสิงขร “เจ้าหนุ่ม! ส่งดาบของเจ้ามา!” เฒ่าคำตะโกน สิงขรที่กำลังอ่อนแรงรีบพุ่งไปหาเฒ่าคำและส่งดาบเหล็กน้ำพี้ให้ ชายชรารับดาบไปเพียงครู่เดียว เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานที่ซ่อนอยู่ภายใน “เหล็กน้ำพี้ชั้นดี... แต่มันยังขาดจิตวิญญาณแห่งธรรมจักร” เฒ่าคำหยิบ “เศษเสี้ยวบารมี” ที่สิงขรได้มาจากการปราบทวารบาลก่อนหน้านี้ออกมาจากถุงย่ามของสิงขร เขาตอกเศษพลังนั้นเข้าสู่ดาบด้วยความแม่นยำ ทันใดนั้น ดาบเหล็กน้ำพี้ก็ส่งเสียงร้องสะเทือนเลื่อนลั่น มันเปล่งแสงสีทองสว่างจ้าจนเหล่านักรบศพต้องเอามือปิดตาที่ขุ่นมัวของพวกมัน ตัวดาบบัดนี้มีความยาวเพิ่มขึ้นและมีอักขระยันต์ "นะ มะ พะ ทะ" เรืองแสงอยู่ตลอดเวลา “ไปเสีย! จงใช้ดาบนี้ชำระล้างความวิปริตที่ครองหมู่บ้านนี้!” สิงขรรับดาบที่อัปเกรดแล้วกลับมา เขารู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลที่สูบฉีดเข้าสู่ร่างกาย ชายหนุ่มพุ่งเข้าหานักพรตมืดราวกับลูกศรที่หลุดจากคันศร นักพรตมืดพยายามกางข่ายอาคมป้องกัน แต่ดาบที่ได้รับพลังจากเฒ่าคำกลับฉีกทึ้งอาคมนั้นขาดวิ่นราวกับเศษกระดาษ ฉัวะ! คมดาบอาคมฟันเข้าที่อกของนักพรตมืดอย่างจัง พลังแสงทองระเบิดออกมาจากบาดแผลเผาไหม้ร่างของมันจนกลายเป็นจลาจลแห่งแสง เมื่อหัวหน้าล่มสลาย เหล่านักรบศพในหมู่บ้านก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงและสลายกลายเป็นธุลีไปตามลม หมู่บ้านรวงข้าวสีเลือดกลับสู่ความสงบอีกครั้ง แม้จะยังเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แต่หมอกร้ายได้จางลงไปบ้างแล้ว สิงขรเดินกลับไปหาเฒ่าคำเพื่อขอบคุณ ชายชราพยักหน้าช้าๆ พลางเช็ดค้อนของเขา “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เจ้าหนุ่ม... ดาบของเจ้าตอนนี้แข็งแกร่งพอจะฟันผิวหนังอสุรกายได้แล้ว แต่มันยังไม่เพียงพอจะโค่น เจ้าพระยาพายัพ บนปราสาทศิลาลอยนั่นหรอก ท่านผู้นั้นต่อเติมร่างกายตัวเองด้วยอวัยวะของยักษ์และนักรบนับพัน เจ้าต้องเดินทางต่อไป... สะสมเศษบารมีมาให้ข้า แล้วข้าจะทำให้ดาบของเจ้ากลายเป็นศาสตราที่แม้แต่เทพเจ้ายังต้องหวั่นเกรง” เฒ่าคำตกลงที่จะติดตามสิงขรไปในฐานะช่างตีดาบประจำตัว โดยเขาจะสถิตอยู่ใน "หอธรรม" พื้นที่ลึกลับที่เข้าถึงได้เฉพาะผู้ไร้บุญผ่านประทีปแห่งบุญเท่านั้น สิงขรมองขึ้นไปยังปราสาทที่ลอยเด่นอยู่เหนือเมฆบนยอดเขาพายัพ เสียงคำรามของมังกรดินและเสียงกลองศึกดังแว่วมาตามลม เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับกึ่งเทพองค์แรก เพื่อช่วงชิงเศษธรรมจักรชิ้นแรกมาครอบครอง การเดินทางที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มขึ้นกำแพงศิลาสีซีดเผือดของ "ชุมชนหอคอย" ตั้งตระหง่านทะลุม่านหมอกสีเทาหมองของแดนทมิฬใต้เงา มันไม่ใช่เพียงปราสาทหรือเมืองธรรมดา ทว่ามันคืออนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าและความเคียดแค้นที่ถูกสลักเสลาขึ้นจากเศษซากของอารยธรรมที่ถูกทอดทิ้ง สถาปัตยกรรมของมันเต็มไปด้วยลวดลายก้นหอยและประติมากรรมรูป "เขี้ยวเขา" อันเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่าการงอกของเขี้ยวบนร่างกายคือพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าในสายตาของมหาโพธิ์ทอง สิ่งเหล่านั้นคือความวิปริตที่ต้องถูกชำระล้างด้วยเปลวเพลิงสิงขรและมาลินหมอบซ่อนตัวอยู่หลังซากรูปปั้นสิงโตหินที่ถูกทุบทำลายจนเหลือเพียงครึ่งซีก สายตาของสิงขรทอดมองผ่านช่องแคบๆ ไปยังลานกว้างหน้าประตูใหญ่ของเมือง ที่นั่นเนืองแน่นไปด้วย "นักรบเผ่าเขี้ยวเขา" พวกมันสวมหน้ากากไม้ที่สลักลวดลายบิดเบี้ยว ร่างกายสูงใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังชั่วกัปชั่วกัลป์ ในมือของพวกมันถือดาบโค้งคู่และง้าวศิลาที่อาบเวทมนตร์สีทองหม่น เสียงสวดมนต์ที่ฟังดูคล้ายเสียงครวญครางและสาปแช่งดังประสานกันเป็นจังหวะที่ชวนให้ขนลุก"ทางเข้าหลักถูกปิดตายด้วยกองกำลังที่พร้อมจะสับเราเป็นชิ้นๆ" สิ
ความร้อนระอุจากคลื่นเพลิงของ "โกเลมเตาหลอมวิญญาณ" เพิ่งจะจางหายไปจากผืนหญ้าสีเทาหมอง ทว่าความหวาดหวั่นยังคงเกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ สิงขรและมาลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากหลังป้ายสุสานศิลาขนาดยักษ์ที่ใช้เป็นที่กำบัง ชายหนุ่มปัดเศษเถ้าถ่านที่ปลิวมาเกาะตามเสื้อคลุมหนังที่ขาดวิ่นของตน สายตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวทอดมองผ่านม่านหมอกสีหม่นไปยังทิศตะวันออก ที่ซึ่งมีแสงสีทองอันคุ้นเคยสว่างไสวทะลุความมืดมิดของ "แดนทมิฬใต้เงา"ทัศนียภาพรอบกายของพวกเขาในยามนี้ ช่างแตกต่างจากมัชฌิมโลกที่พวกเขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เปิดกว้างรับแสงตะวันหรือแสงจันทร์ ทว่ามันถูกบดบังด้วย "เงามืดขนาดยักษ์" ที่บิดเบี้ยวและหนักอึ้ง มันคือเงาสะท้อนของมหาโพธิ์ทอง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ ยางไม้สีคล้ำประดุจเลือดเสียหยดทะลักลงมาจากรอยแตกของกิ่งก้านที่ไร้ใบเบื้องบน ร่วงหล่นลงมาสู่ผืนดินแห่งนี้ราวกับหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันเหือดแห้งพื้นดินที่พวกเขาย่ำเดินนั้นอ่อนนุ่มและชื้นแฉะ ไม่ใช่เพราะหยาดฝน แต่เป็นเพราะมันซึมซับเอาความโศกเศร้าและเศษซากของดวงวิญญาณน
เมื่อปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของสิงขรและมาลินแตะลงบนท่อนแขนที่เหี่ยวแห้งของ มิคศิรา ประสาทสัมผัสทั้งมวลก็พลันดับวูบลง ไม่ใช่การเดินทางผ่านมิติด้วยแสงสว่าง หรือสายลมที่พัดพา ทว่ามันคือการถูกดูดกลืนให้จมดิ่งลงสู่ "ห้วงลึก" ที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนถึงแก่นวิญญาณ ราวกับถูกกระชากลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งแสงตะวันความรู้สึกแรกที่ปลุกสิงขรให้ฟื้นคืนสติ คือกลิ่นของดินปืน ขี้เถ้า และความโศกเศร้าที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหนาทึบ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความมืดสนิท ทว่ากลับเป็นทัศนียภาพที่งดงามทว่าน่าขนลุกจนแทบหยุดหายใจสิงขรและมาลินไม่ได้ยืนอยู่ใต้ดินอีกต่อไป พวกเขากำลังยืนอยู่บนเนินเขาหญ้าแห้งแล้งที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา แต่สิ่งที่ปกคลุมทุ่งกว้างแห่งนี้ไม่ใช่ต้นไม้หรือดอกไม้ ทว่ามันคือ "ป้ายหลุมศพศิลา" นับแสนตั้งเรียงรายระเกะระกะไปทั่วทุกสารทิศ ป้ายวิญญาณเหล่านั้นโปร่งแสงและเรืองแสงสีฟ้าอมเขียวอ่อนๆ ประดุจแสงหิ่งห้อยที่กำลังไว้อาลัยแด่คนตาย"ทุ่งสุสานศิลา"เหนือทุ่งสุสานแห่งนี้ ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีเทาหรือสีเลือดเหมือนในมัชฌิมโลก แต่มันถูกปกคลุมด้วย "ม่านเงาขนาดยักษ์" ที่
กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในวังบาดาลเริ่มเจือจางลงเมื่อร่างของ มฆวาน ราชันย์โลหิต แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษน้ำแข็งสีชาด ทว่าแรงดึงดูดอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจาก "แขนที่เหี่ยวเฉา" ของมิคศิราซึ่งห้อยอยู่บนแท่นบูชานั้น กลับรุนแรงยิ่งกว่ามนตราใดๆ ที่สิงขรเคยพานพบ มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือเสียงกระซิบไร้สัพสำเนียงที่ดึงรั้งจิตวิญญาณ ราวกับกำลังเพรียกหาให้เขาก้าวข้ามขอบเหวแห่งความว่างเปล่าสิงขรยื่นมือซ้ายที่สั่นสะท้านออกไป ปลายนิ้วห่างจากแขนของครึ่งเทพเพียงคืบ ไอเย็นจากเวทมนตร์ดวงดาวในกายของเขาปะทะกับม่านพลังงานสีดำสนิทที่ห่อหุ้มแขนนั้น บังเกิดเสียงซ่าเบาๆ ประดุจน้ำหยดลงบนเหล็กวิูดร้อนจัด"สิงขร..."เสียงเรียกอันแผ่วเบาของมาลินดึงสติของเขากลับมา หญิงสาวเดินกะเผลกเข้ามาจับไหล่เขาไว้แน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อมองลึกเข้าไปในความมืดที่แผ่ออกมาจากรังไหม "อย่าแตะมันนะ... ข้าสัมผัสได้ถึงความตายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าพิษมรณะชาด มันเป็นดินแดนที่ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจอมปลอมของทวยเทพ หากเจ้ายื่นมือเข้าไปในสภาพที่ร่างกายแหลกเหลวเช่นนี้... วิญญาณของเจ้าจะถูกฉีกกระชากจนไม่ได้กลับมาเกิดอ
ละอองเลือดที่สาดกระเซ็นจากการปะทะ ถูกความร้อนของเพลิงโลหิตแผดเผาจนกลายเป็นหมอกควันสีแดงคลุ้งไปทั่ววิหารบาดาล มฆวาน ราชันย์โลหิต ผู้สยายปีกสีดำขลับที่หยาดเยิ้มไปด้วยเลือดลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นศิลา ท่าทีหยิ่งผยองของมันทวีความบ้าคลั่งขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อรับรู้ว่าพิธีกรรม ถูกขัดขวาง"เมื่อเจ้าปฏิเสธที่จะมอบเลือดให้แก่ข้าแต่โดยดี... ข้าก็จะบดขยี้เจ้าและคั้นมันออกมาจากซากศพของเจ้าเอง!"มฆวานคำรามลั่น มันตวัด ตรีศูลศิลาโลหิต กลางอากาศ สร้างรอยแยกมิติสีแดงฉานก่อนจะสาดคลื่นเพลิงโลหิตลงมาประดุจห่าฝนอุกกาบาต!ซูม! ซูม! ซูม!สิงขรกัดฟันกลิ้งหลบอย่างทุลักทุเล เปลวเพลิงที่ตกลงกระทบพื้นวิหารไม่ได้ดับมอดลง แต่มันลุกลามและแผดเผาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ในการยืนหยัดของสิงขรลดน้อยลงทุกขณะ ร่างกายที่บอบช้ำและพละกำลังที่เหือดหายทำให้ความเร็วของเขาตกลงอย่างเห็นได้ชัด ดาบจันทราทมิฬในมือหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูก"ถ้าปล่อยให้มันบินอยู่แบบนี้ ข้าโดนย่างสดแน่!" สิงขรหอบหายใจอย่างหนักมาลินที่แอบอยู่หลังซากเสาหินพยายามจะใช้หน้าไม้เพลิงยิงสกัด แต่มฆวานเพียงแค่สะบัดปีก คลื่นลมผสมเลือดก็กระแทกลูกศรของนางจนหักสะบ
ลานกว้างหน้าแท่นบูชาแห่ง "วิหารโลหิต" สั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอันใหญ่โตมโหฬารของ "มฆวาน ราชันย์โลหิต" กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนหยดลงมา ท้องฟ้าใต้บาดาลถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจบาดแผลที่เปิดกว้างของจักรวาลสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าอสุรกายร้าย ร่างกายของเขาโอนเอนประดุจต้นไม้ที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ บาดแผลจากการสู้รบกับเทพธิดามาลินียังคงส่งเสียงกรีดร้องผ่านความเจ็บปวด ทว่ามือที่กำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" กลับมั่นคงและเยือกเย็น ไอสังหารสีน้ำเงินสว่างวาบตัดกับความมืดมิดและสีเลือดของวิหาร"เลือดของเจ้า... ช่างมีกลิ่นหอมหวนของความตาย" มฆวานแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคม มันกระแทก "ตรีศูลศิลาโลหิต" ลงบนพื้นศิลา!ตึง!!!เปลวไฟสีแดงเลือด—เพลิงโลหิต—ลุกพรึบขึ้นล้อมรอบตัวมัน ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าหาสิงขรด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวที่เทอะทะ ตรีศูลขนาดยักษ์ถูกง้างขึ้นและฟาดกวาดเป็นแนวนอน หมายจะตัดร่างของ ผู้ไร้บุญให้ขาดเป็นสองท่อนสิงขรเบิกตากว้าง เขายกดาบจันทราทมิฬขึ้นต้านรับอย่างทุลักทุเลเคร้ง!แรงปะทะนั้นมหาศาลเกินบรรยาย! สิงขรถูกกระแ







