หน้าหลัก / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 7: กายทิพย์กลางพงไพร และสัญญาของผู้หลบเร้น

แชร์

ตอนที่ 7: กายทิพย์กลางพงไพร และสัญญาของผู้หลบเร้น

ผู้เขียน: Wanderer
last update วันที่เผยแพร่: 2026-01-21 10:23:54

หลังจากการสู้รบอันดุเดือดที่ยอดปราสาทศิลาลอยสิ้นสุดลง สิงขรเดินลงจากบันไดหินที่สลักเสลาด้วยความแค้นและคราบเลือด เสียงฝีเท้าของเขากระทบพื้นหินดังกังวานอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางซากปรักหักพังของมหาปราสาทที่บัดนี้ไร้ซึ่งเงาของเจ้าพระยาพายัพ ทหารศิลาที่เคยยืนตระหง่านอยู่ตามระเบียงบัดนี้ล้มพังทลายกลายเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา เมื่ออำนาจอาคมที่ยึดโยงพวกมันไว้ได้สลายไปพร้อมกับชีวิตของกึ่งเทพผู้โฉดชั่ว

สิงขรหยุดยืนอยู่ที่ลานกว้างหน้าประตูเมือง เขามองดู "เศษธรรมจักรแห่งบูรพา" ที่ฝังอยู่ในอก แสงสีทองของมันอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยน้ำหนักที่หนักอึ้ง ราวกับมันกำลังแบกรับภาระแห่งกรรมของแผ่นดินนี้เอาไว้ เขาตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ทางทิศที่แสงสีทองของมหาโพธิ์ทองเริ่มถูกกลืนกินด้วยรัศมีสีน้ำเงินจางๆ ของดวงจันทร์ที่ดูเหมือนจะลอยค้างอยู่บนท้องฟ้าตลอดกาลเหนือเขต “ทะเลสาบจันทราพิลาส”

ขณะที่เขากำลังเดินผ่านชายป่าละเมาะที่เต็มไปด้วยต้นตะเคียนยักษ์กิ่งก้านคดเคี้ยว สิงขรสัมผัสได้ถึงไออาคมลึกลับที่แตกต่างจากไสยดำของพายัพ มันเป็นไอเย็นที่ให้ความรู้สึกสงบแต่แฝงไปด้วยอำนาจการอำพรางตัว เขาหยุดชะงัก มือขวากระชับดาบเหล็กน้ำพี้ที่เหน็บอยู่ที่เอวทันที

“ออกมา... ข้ารู้ว่าท่านซ่อนอยู่หลังเงามืดนั่น” สิงขรกล่าวเสียงเรียบ สายตาจ้องเขม็งไปที่กลุ่มหมอกข้างต้นไม้ใหญ่

เงาสีน้ำเงินเข้มค่อยๆ ควบแน่นขึ้นมาจากความว่างเปล่า ปรากฏเป็นร่างของชายหนุ่มในชุดเครื่องทรงคล้ายนักรบโบราณแต่มีความสง่างามผิดจากทหารทั่วไป ร่างของเขากึ่งโปร่งแสงราวกับกายทิพย์ สวมหน้ากากครึ่งใบหน้าสลักลายกนกเครือเถา และที่ไหล่มีคันศรขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้แก่นจันทน์หอมประดับด้วยมุก

“สัญชาตญาณของ ‘ผู้ไร้บุญ’ ที่เพิ่งปลิดชีพกึ่งเทพได้นี่... ช่างแหลมคมนัก” ชายผู้นั้นกล่าว น้ำเสียงของเขาทุ่มนุ่มคล้ายเสียงขลุ่ยผิว “ข้ามีนามว่า ‘วายุ’ ข้าเป็นเพียงนักเดินทางที่หลงทิศในกาลเวลา หรือหากจะเรียกตามภาษาของโลกที่ล่มสลายนี้... ข้าคือ ‘วิญญาณผู้พิทักษ์ที่ถูกลืม’”

สิงขรลดดาบลงเล็กน้อยแต่ยังไม่คลายความระแวง

“วิญญาณผู้พิทักษ์? ท่านพิทักษ์สิ่งใดในแผ่นดินที่ไม่มีอะไรเหลือให้ปกป้องแล้ว?”

วายุหัวเราะจางๆ ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขาเดินวนรอบสิงขรคล้ายกำลังตรวจสอบบางอย่าง “ข้าพิทักษ์ ‘ความจริง’ ที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผิวน้ำของทะเลสาบจันทราพิลาสที่เจ้ากำลังจะไปถึงอย่างไรเล่า เจ้าหนุ่ม... เจ้าเพิ่งได้เศษธรรมจักรชิ้นแรกมา แต่นั่นเป็นเพียงเปลือกนอกของการล่มสลาย เจ้าพระยาพายัพเป็นเพียงหุ่นเชิดของความโศกเศร้า แต่กึ่งเทพองค์ต่อไปที่เจ้าจะเจอ... พระนางจันทราพิลาส... นางครอบครองสิ่งที่ร้ายกาจยิ่งกว่าอาวุธ”

“นางครอบครองสิ่งใด?” สิงขรถามด้วยความสนใจ

“นางครอบครอง ‘ความคิดคำนึงที่ไม่มีวันตาย’” วายุหยุดเดินและหันหน้ามาสบตาสิงขร “ทะเลสาบที่เจ้าจะข้ามไป ไม่ใช่เพียงแอ่งน้ำ แต่มันคือสุสานของมนตราโบราณ ผู้ที่เข้าไปโดยไม่มี ‘เครื่องนำทาง’ มักจะติดอยู่ในวงกตแห่งความทรงจำจนกลายเป็นเพียงรูปปั้นหินที่ไร้วิญญาณ”

วายุยื่นมือที่กึ่งโปร่งแสงมาข้างหน้า ทันใดนั้น แสงสีน้ำเงินนวลตาพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา กลายเป็น “ขลุ่ยอาคมไม้พญางิ้วดำ” เล็กๆ ชิ้นหนึ่ง “ข้าไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับเจ้า สิงขร... ข้าเห็นสิ่งที่เจ้าทำในปราสาทนั่น เจ้ามีความกล้าแต่ขาดความรู้ ข้าขอทำสัญญาเป็นเพื่อนร่วมทางกับเจ้า จนกว่าเจ้าจะข้ามผ่านอารามจันทรประภาไปได้”

สิงขรมองดูขลุ่ยนั้นอย่างพิจารณา “ทำไมท่านถึงอยากช่วยข้า? ท่านต้องการสิ่งใดเป็นการแลกเปลี่ยน?”

“เมื่อถึงเวลา... ข้าจะขอให้เจ้าใช้ดาบเหล็กน้ำพี้นั่น ตัดโซ่ตรวนแห่งกรรมที่ผูกมัดวิญญาณของข้าไว้กับแผ่นดินนี้ให้ที” วายุกล่าวด้วยแววตาที่เศร้าหมอง “แต่ตอนนี้... ขลุ่ยนี้จะช่วยให้เจ้าเรียก ‘พาหนะ’ ที่จะพาเจ้าข้ามผ่านผิวน้ำที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์ได้”

สิงขรรับขลุ่ยมาสัมผัส เมื่อเขาลองเป่าดูสั้นๆ เสียงที่ออกมาไม่ใช่เสียงดนตรีทั่วไป แต่เป็นเสียงหวีดหวิวที่สั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณ ทันใดนั้น จากเงามืดของพงป่า สัตว์อสูรในตำนานตัวหนึ่งก็ก้าวออกมา มันมีรูปร่างเป็นม้าสีขาวนวล ทว่ามีเกล็ดคล้ายพญานาคตามลำตัว และที่เท้ามีพังผืดเล็กๆ ที่ช่วยให้มันสามารถวิ่งบนผิวน้ำได้

“นี่คือ ‘วารินพยศ’ พาหนะของข้า...” วายุกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าลูกครึ่งนาคาตัวนั้นอย่างแผ่วเบา “มันจะพาเจ้าผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำสีชาดไปได้เร็วกว่าการเดินเท้าหลายเท่า”

สิงขรรู้สึกได้ว่าวายุไม่ได้โกหก แม้ที่มาของวิญญาณผู้นี้จะดูลึกลับ แต่ในโลกที่มืดบอดนี้ การมีมิตรที่รู้ทางดีกว่าการคลำหาทางเพียงลำพัง เขาเก็บดาบเข้าฝักและกระโดดขึ้นซ้อนท้ายวายุ

“ตกลง... วายุ ข้าจะรับสัญญาของท่าน” สิงขรกล่าว “นำทางไปสู่ทะเลสาบจันทราพิลาสเถิด ข้าอยากจะเห็นนักว่ามนตราที่ท่านว่าร้ายกาจนักหนา จะต้านทานความตั้งใจของข้าได้หรือไม่”

วายุกระตุกสายบังเหียน ม้าศึกวารินพยศพุ่งทะยานออกไปดุจลูกศรที่หลุดจากคันศร มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกที่ซึ่งดวงจันทร์สีเงินดวงยักษ์กำลังฉายแสงปกคลุมทุ่งหญ้าและสายน้ำที่เปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีชาดตามอำนาจของมนตราลี้ลับ

ระหว่างการเดินทาง วายุได้เล่าถึงประวัติของอารามจันทรประภา ว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ศึกษาไตรเพทและโหราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เมื่อมหาธรรมจักรแตกสลาย พระนางจันทราพิลาสผู้ถูกคนรักทอดทิ้งได้ใช้เศษธรรมจักรสร้างโลกเสมือนจริงขึ้นมาเพื่อขังตัวเองไว้กับภาพความสุขในอดีต ใครก็ตามที่ย่างกรายเข้าไปจะถูกมนตราสะกดให้หลับใหลและกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพลวงตานั้นตลอดกาล

สิงขรกระชับขลุ่ยในมือแน่นขึ้น เขารู้ดีว่าศึกต่อไปไม่ใช่เพียงการปะทะด้วยกำลังเหมือนกับพายัพ แต่มันคือการต่อสู้กับจิตใจและความลวงที่สวยงามที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้

ภายใต้ร่มเงาของมหาโพธิ์ทองที่เริ่มจางหายไปในหมอกสีน้ำเงิน นักรบผู้ฟื้นจากความตายและวิญญาณผู้พิทักษ์ที่ถูกลืมเริ่มก้าวย่างเข้าสู่เขตแดนที่ความจริงและความฝันพร่าเลือนเข้าหากัน...

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 108: รุ่งอรุณแห่งราตรีกาล และพันธสัญญาแห่งดวงดาว

    ความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านเข้ามากระทบผิวเนื้อ ไม่ใช่ความเย็นเยือกที่บาดลึกถึงกระดูกประดุจเวทมนตร์เหมันต์ หรือความเยือกเย็นอันชวนขนลุกของแดนทมิฬใต้เงา ทว่ามันเป็นความเย็นที่สงบเงียบ บริสุทธิ์ และปราศจากพันธนาการใดๆ เหมือนอากาศบริสุทธิ์ในคืนเดือนแรมที่ไร้เมฆหมอกสิงขรค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ความเจ็บปวดจากการฝืนใช้พลังระดับกอสมิกในศึกตัดสินกับ อสูรแห่งเอลเดน ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นรอยระบมฝังลึกในกล้ามเนื้อ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกลับสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลเป็นสีจางๆเขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือผืนดินใต้ร่าง มันไม่ใช่เถ้าถ่านที่ร้อนระอุของนครหลวงเถ้าถ่าน และไม่ใช่ผิวน้ำสีดำของมิติกระจกเงา แต่มันเป็นพื้นศิลาที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ และเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ..."ที่นี่มัน..."สิงขรเบิกตากว้าง ทัศนียภาพรอบตัวเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยู่บนโลกมัชฌิมอีกต่อไป ทว่าเขากำลังนั่งอยู่บนแท่นบูชาหินอ่อนที่ตั้งอยู่ท่ามกลาง "ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล" ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ใช่สีทองของมหาโพธิ์ทอง และไม่ใช่สีเทาหมอ

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 107: ดาบผ่าสัจธรรม และจุดจบแห่งมหันตภัยจักรวาล

    มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตบัดนี้ถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสีทองที่เข้มข้นจนกลายเป็นความมืดบอด วงแหวนสีทองขนาดยักษ์ทั้งสี่วงที่ซ้อนทับกันเป็นสัญลักษณ์แห่ง "มหาธรรมจักร“ กำลังหดตัวบีบรัดเข้าสู่จุดศูนย์กลางอย่างเชื่องช้าทว่าไม่อาจหยุดยั้งได้ มันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่มันคือการ "บีบอัดกฎเกณฑ์" ของมิติให้กลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีของวงแหวนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสสาร เวทมนตร์ หรือแม้แต่วิญญาณ จะถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์!แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนผิวน้ำสีดำที่เคยราบเรียบเกิดการยุบตัวลงประดุจหลุมอุกกาบาต"สิงขร... ข้าหายใจไม่ออก..." มาลินทรุดตัวลงนอนราบกับผิวน้ำ โดมเวทมนตร์ของนางแตกสลายไปแล้ว เลือดไหลซึมออกจากจมูกและดวงตา ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจทนรับแรงโน้มถ่วงระดับกอสมิกนี้ได้อีกต่อไปสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้านาง สองขากางออกกว้างเพื่อรักษาสมดุล กล้ามเนื้อทุกมัดกำลังประท้วงถึงขีดจำกัดสูงสุด ทว่าสองมือของเขายังคงกำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้แน่น นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเขาจ้องมองวงแหวนสีทองที่กำลังบีบตัวเข้ามาใกล้ทุกขณะ"กฎเกณฑ์ที่บังคับให้ทุกคนต้องศิโรราบ... ระเบีย

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 106: มหันตภัยระดับจักรวาล และระบำดาบแห่งความว่างเปล่า

    เสียงร้องกังวานที่ไม่ได้เปล่งออกจากลำคอ ทว่าสะท้อนก้องมาจากความถี่ของห้วงอวกาศ ดังกึกก้องจนผิวน้ำสีดำที่ราบเรียบประดุจกระจกเงาเกิดระลอกคลื่นบ้าคลั่ง สิ่งมีชีวิตที่แท้จริงเบื้องหลังมหาธรรมจักร ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ ร่างกายอันโปร่งแสงของมันใหญ่โตมโหฬารจนสิงขรดูเป็นเพียงฝุ่นผงเมื่อเทียบเคียง ภายในร่างนั้นคือภาพจำลองของกาแล็กซี กลุ่มดาว และเนบิวลาที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า บ่งบอกถึงตัวตนที่อยู่เหนือขอบเขตของกาลเวลาและสถานที่ในมือที่คล้ายคลึงกับกิ่งไม้สีทองของมัน กำด้าม "ดาบศิลา" ขนาดยักษ์ ดาบเล่มนั้นถูกหลอมขึ้นจากเศษซากเจตจำนงของ รณกร ที่เพิ่งแตกสลาย มันเป็นดาบที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยรอยร้าว ทว่ากลับแผ่รังสีแห่งการทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว แสงสีทองที่สาดส่องออกมาจากตัวอสูร ไม่ใช่แสงแห่งความอบอุ่น แต่เป็นแสงแห่ง "ความเป็นระเบียบ" ที่เย็นชาและพร้อมจะลบทุกสิ่งที่ผิดแผกไปจากสมการของมันมาลินทรุดตัวลงกับพื้น ผิวหนังของนางรู้สึกแสบร้อนเพียงแค่อยู่ในรัศมีแสงของมัน "นี่หรือคือพระเจ้า... มันไม่ได้ดูเหมือนผู้สร้างเลย แต่มันเหมือน... สัตว์ประหลาดจากต่างดาวที่ตกลงมากลืนกินโลกใบนี้""เพราะมันคือปรสิตอย

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 105: การตื่นรู้แห่งดวงดาว และเหมันต์นิรันดร์กลืนธรรมจักร

    มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งประดุจแก้วบางๆ ที่ถูกบีบอัดด้วยแรงดันมหาศาล ท้องฟ้าเบื้องบนมิใช่สีทองสลัวอีกต่อไป ทว่ามันสว่างจ้าแสบตาจนแทบหลอมละลาย รอยแหวนเวทมนตร์แห่ง "มหาธรรมจักร" รัศมีกว้างใหญ่ไพศาลซ้อนทับกันเป็นวงกลมนับสิบวง ก่อตัวขึ้นเบื้องหลังร่างของ รณกร ราชันย์แห่งมหาธรรมจักรชายผมแดงร่างยักษ์ผู้ไร้ซึ่งเจตจำนง ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ ค้อนศิลาในมือขวาของเขาดูดกลืนแสงสว่างจากแหวนเวทมนตร์เหล่านั้นจนแปรสภาพเป็นอาวุธทำลายล้างมิติที่สมบูรณ์แบบ แสงสีทองที่อัดแน่นอยู่ที่หัวค้อนนั้นหนักอึ้งเสียจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ร้อนระอุประดุจใจกลางของดาวฤกษ์ที่กำลังจะระเบิด"สิงขร... พลังนั่นมันบ้าไปแล้ว! มันกำลังจะลบทุกสิ่งทุกอย่างในมิตินี้ทิ้ง!" มาลินตะโกนก้องผ่านม่านพายุลมที่พัดกระหน่ำ นางพยายามฝังนิ้วมือลงกับผิวน้ำตื้นๆ เพื่อไม่ให้ร่างถูกพัดปลิวไปตามแรงลมของเทพเจ้าสิงขรยืนตระหง่านอยู่เบื้องล่าง เงยหน้ามองหายนะที่กำลังก่อตัวด้วยสายตาที่สงบนิ่งอย่างประหลาดคาตานะโลหิตในมือซ้ายของเขาเริ่มสั่นระริกและปรากฏรอยร้าว เวทมนตร์เลือดของอัสมันต์ที่ฝังอยู่ในใบดาบก

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 104: แกนกลางมหาโพธิ์ทอง และเทวรูปที่แตกสลาย

    รอยแยกสีทองเรืองรองที่ทอดตัวอยู่กลางลำต้นของ "ต้นมหาโพธิ์ทอง" บัดนี้เปิดกว้างออกประดุจประตูสู่สรวงสวรรค์ที่ถูกแผดเผา เปลวเพลิงยักษ์ที่เต้นเร่าอยู่รอบนอกไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์เบื้องหลังแสงนั้นได้ สิงขรและมาลินหยุดยืนอยู่หน้าปากทางเข้า ความเงียบสงัดที่แผ่ออกมาจากภายในนั้น หนักอึ้งเสียจนทำให้เสียงของสายลมและกองไฟเบื้องหลังดูคล้ายกับความว่างเปล่าสิงขรกระชับด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายกำ "คาตานะโลหิต" ของอัสมันต์ไว้หลวมๆ ร่องรอยของบาดแผลจากการต่อสู้กับราหูและกัมปนาทถูกเยียวยาด้วยเวทมนตร์และสมุนไพรจนทุเลาลง แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ในจิตวิญญาณนั้นมีเพียงปณิธานอันแรงกล้าเท่านั้นที่คอยค้ำจุนไว้"มาลิน..." สิงขรเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง "หลังประตูบานนี้... คือมิติที่กฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์ไม่อาจเอื้อมถึง มันคือลานประหารของทวยเทพ ข้าไม่อาจรับประกันความปลอดภัยใดๆ ได้อีกต่อไป หากเจ้าก้าวตามข้าเข้ามา"มาลินกำหน้าไม้เพลิงในมือแน่น นางเม้มริมฝีปาก แววตาของจอมปรุงยาสาวเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่แพ้กัน "ข้าตามเจ้ามาตั้งแต่ทุ่งสุสานที่เต็มไปด้วยพิษมรณะชาด ฝ่าวงล

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 103: นครหลวงเถ้าถ่าน และปฐมราชันย์ผู้หวนคืน

    มิติสีทองที่เคยบิดเบี้ยวอยู่เบื้องหน้าประตูแห่งความเป็นเทพ บัดนี้สงบนิ่งและแปรสภาพเป็นเพียงม่านหมอกแห่งความว่างเปล่า สิงขรและมาลินก้าวผ่านรอยแยกมิตินั้น ทิ้งแดนทมิฬใต้เงาและความวิปลาสของเทพเจ้าจอมปลอมไว้เบื้องหลัง พริบตาที่เท้าของพวกเขาสัมผัสกับผืนดินอีกครั้ง อากาศที่บริสุทธิ์และหนาวเหน็บก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุและกลิ่นเหม็นไหม้ที่คุ้นเคยพวกเขาไม่ได้กลับมายังวังบาดาล หรือทุ่งหิมะอันเหน็บหนาว ทว่าพวกเขาถูกส่งกลับมายังใจกลางของมัชฌิมโลก... "นครหลวงเถ้าถ่าน"ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือจุดจบของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองที่สุด ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจเลือดที่ถูกต้มจนเดือด ละอองเถ้าถ่านสีเทาหม่นโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายราวกับหิมะแห่งความตาย ต้นมหาโพธิ์ทอง ขนาดยักษ์ที่เคยส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้ถูกโอบล้อมด้วย "เพลิงยักษ์บรรลัยกัลป์" ที่แผดเผาเปลือกไม้และกิ่งก้านจนกลายเป็นถ่านสีดำแดง หนามแห่งการปฏิเสธที่เคยปิดกั้นทางเข้าสู่ภายในต้นไม้ บัดนี้ถูกเผาจนมอดไหม้ เปิดทางให้เห็นแสงสว่างจางๆ ที่ลอดออกมาจากแกนกลาง"ในที่สุด... ทางเข้าสู่บัลลังก์เอลเดนก็เปิดออกแล้ว" มาลินกระซิบ นางใช้ผ้าเช็ด

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status