LOGINหลังจากการสู้รบอันดุเดือดที่ยอดปราสาทศิลาลอยสิ้นสุดลง สิงขรเดินลงจากบันไดหินที่สลักเสลาด้วยความแค้นและคราบเลือด เสียงฝีเท้าของเขากระทบพื้นหินดังกังวานอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางซากปรักหักพังของมหาปราสาทที่บัดนี้ไร้ซึ่งเงาของเจ้าพระยาพายัพ ทหารศิลาที่เคยยืนตระหง่านอยู่ตามระเบียงบัดนี้ล้มพังทลายกลายเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา เมื่ออำนาจอาคมที่ยึดโยงพวกมันไว้ได้สลายไปพร้อมกับชีวิตของกึ่งเทพผู้โฉดชั่ว
สิงขรหยุดยืนอยู่ที่ลานกว้างหน้าประตูเมือง เขามองดู "เศษธรรมจักรแห่งบูรพา" ที่ฝังอยู่ในอก แสงสีทองของมันอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยน้ำหนักที่หนักอึ้ง ราวกับมันกำลังแบกรับภาระแห่งกรรมของแผ่นดินนี้เอาไว้ เขาตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ทางทิศที่แสงสีทองของมหาโพธิ์ทองเริ่มถูกกลืนกินด้วยรัศมีสีน้ำเงินจางๆ ของดวงจันทร์ที่ดูเหมือนจะลอยค้างอยู่บนท้องฟ้าตลอดกาลเหนือเขต “ทะเลสาบจันทราพิลาส” ขณะที่เขากำลังเดินผ่านชายป่าละเมาะที่เต็มไปด้วยต้นตะเคียนยักษ์กิ่งก้านคดเคี้ยว สิงขรสัมผัสได้ถึงไออาคมลึกลับที่แตกต่างจากไสยดำของพายัพ มันเป็นไอเย็นที่ให้ความรู้สึกสงบแต่แฝงไปด้วยอำนาจการอำพรางตัว เขาหยุดชะงัก มือขวากระชับดาบเหล็กน้ำพี้ที่เหน็บอยู่ที่เอวทันที “ออกมา... ข้ารู้ว่าท่านซ่อนอยู่หลังเงามืดนั่น” สิงขรกล่าวเสียงเรียบ สายตาจ้องเขม็งไปที่กลุ่มหมอกข้างต้นไม้ใหญ่ เงาสีน้ำเงินเข้มค่อยๆ ควบแน่นขึ้นมาจากความว่างเปล่า ปรากฏเป็นร่างของชายหนุ่มในชุดเครื่องทรงคล้ายนักรบโบราณแต่มีความสง่างามผิดจากทหารทั่วไป ร่างของเขากึ่งโปร่งแสงราวกับกายทิพย์ สวมหน้ากากครึ่งใบหน้าสลักลายกนกเครือเถา และที่ไหล่มีคันศรขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้แก่นจันทน์หอมประดับด้วยมุก “สัญชาตญาณของ ‘ผู้ไร้บุญ’ ที่เพิ่งปลิดชีพกึ่งเทพได้นี่... ช่างแหลมคมนัก” ชายผู้นั้นกล่าว น้ำเสียงของเขาทุ่มนุ่มคล้ายเสียงขลุ่ยผิว “ข้ามีนามว่า ‘วายุ’ ข้าเป็นเพียงนักเดินทางที่หลงทิศในกาลเวลา หรือหากจะเรียกตามภาษาของโลกที่ล่มสลายนี้... ข้าคือ ‘วิญญาณผู้พิทักษ์ที่ถูกลืม’” สิงขรลดดาบลงเล็กน้อยแต่ยังไม่คลายความระแวง “วิญญาณผู้พิทักษ์? ท่านพิทักษ์สิ่งใดในแผ่นดินที่ไม่มีอะไรเหลือให้ปกป้องแล้ว?” วายุหัวเราะจางๆ ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขาเดินวนรอบสิงขรคล้ายกำลังตรวจสอบบางอย่าง “ข้าพิทักษ์ ‘ความจริง’ ที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผิวน้ำของทะเลสาบจันทราพิลาสที่เจ้ากำลังจะไปถึงอย่างไรเล่า เจ้าหนุ่ม... เจ้าเพิ่งได้เศษธรรมจักรชิ้นแรกมา แต่นั่นเป็นเพียงเปลือกนอกของการล่มสลาย เจ้าพระยาพายัพเป็นเพียงหุ่นเชิดของความโศกเศร้า แต่กึ่งเทพองค์ต่อไปที่เจ้าจะเจอ... พระนางจันทราพิลาส... นางครอบครองสิ่งที่ร้ายกาจยิ่งกว่าอาวุธ” “นางครอบครองสิ่งใด?” สิงขรถามด้วยความสนใจ “นางครอบครอง ‘ความคิดคำนึงที่ไม่มีวันตาย’” วายุหยุดเดินและหันหน้ามาสบตาสิงขร “ทะเลสาบที่เจ้าจะข้ามไป ไม่ใช่เพียงแอ่งน้ำ แต่มันคือสุสานของมนตราโบราณ ผู้ที่เข้าไปโดยไม่มี ‘เครื่องนำทาง’ มักจะติดอยู่ในวงกตแห่งความทรงจำจนกลายเป็นเพียงรูปปั้นหินที่ไร้วิญญาณ” วายุยื่นมือที่กึ่งโปร่งแสงมาข้างหน้า ทันใดนั้น แสงสีน้ำเงินนวลตาพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา กลายเป็น “ขลุ่ยอาคมไม้พญางิ้วดำ” เล็กๆ ชิ้นหนึ่ง “ข้าไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับเจ้า สิงขร... ข้าเห็นสิ่งที่เจ้าทำในปราสาทนั่น เจ้ามีความกล้าแต่ขาดความรู้ ข้าขอทำสัญญาเป็นเพื่อนร่วมทางกับเจ้า จนกว่าเจ้าจะข้ามผ่านอารามจันทรประภาไปได้” สิงขรมองดูขลุ่ยนั้นอย่างพิจารณา “ทำไมท่านถึงอยากช่วยข้า? ท่านต้องการสิ่งใดเป็นการแลกเปลี่ยน?” “เมื่อถึงเวลา... ข้าจะขอให้เจ้าใช้ดาบเหล็กน้ำพี้นั่น ตัดโซ่ตรวนแห่งกรรมที่ผูกมัดวิญญาณของข้าไว้กับแผ่นดินนี้ให้ที” วายุกล่าวด้วยแววตาที่เศร้าหมอง “แต่ตอนนี้... ขลุ่ยนี้จะช่วยให้เจ้าเรียก ‘พาหนะ’ ที่จะพาเจ้าข้ามผ่านผิวน้ำที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์ได้” สิงขรรับขลุ่ยมาสัมผัส เมื่อเขาลองเป่าดูสั้นๆ เสียงที่ออกมาไม่ใช่เสียงดนตรีทั่วไป แต่เป็นเสียงหวีดหวิวที่สั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณ ทันใดนั้น จากเงามืดของพงป่า สัตว์อสูรในตำนานตัวหนึ่งก็ก้าวออกมา มันมีรูปร่างเป็นม้าสีขาวนวล ทว่ามีเกล็ดคล้ายพญานาคตามลำตัว และที่เท้ามีพังผืดเล็กๆ ที่ช่วยให้มันสามารถวิ่งบนผิวน้ำได้ “นี่คือ ‘วารินพยศ’ พาหนะของข้า...” วายุกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าลูกครึ่งนาคาตัวนั้นอย่างแผ่วเบา “มันจะพาเจ้าผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำสีชาดไปได้เร็วกว่าการเดินเท้าหลายเท่า” สิงขรรู้สึกได้ว่าวายุไม่ได้โกหก แม้ที่มาของวิญญาณผู้นี้จะดูลึกลับ แต่ในโลกที่มืดบอดนี้ การมีมิตรที่รู้ทางดีกว่าการคลำหาทางเพียงลำพัง เขาเก็บดาบเข้าฝักและกระโดดขึ้นซ้อนท้ายวายุ “ตกลง... วายุ ข้าจะรับสัญญาของท่าน” สิงขรกล่าว “นำทางไปสู่ทะเลสาบจันทราพิลาสเถิด ข้าอยากจะเห็นนักว่ามนตราที่ท่านว่าร้ายกาจนักหนา จะต้านทานความตั้งใจของข้าได้หรือไม่” วายุกระตุกสายบังเหียน ม้าศึกวารินพยศพุ่งทะยานออกไปดุจลูกศรที่หลุดจากคันศร มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกที่ซึ่งดวงจันทร์สีเงินดวงยักษ์กำลังฉายแสงปกคลุมทุ่งหญ้าและสายน้ำที่เปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีชาดตามอำนาจของมนตราลี้ลับ ระหว่างการเดินทาง วายุได้เล่าถึงประวัติของอารามจันทรประภา ว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ศึกษาไตรเพทและโหราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เมื่อมหาธรรมจักรแตกสลาย พระนางจันทราพิลาสผู้ถูกคนรักทอดทิ้งได้ใช้เศษธรรมจักรสร้างโลกเสมือนจริงขึ้นมาเพื่อขังตัวเองไว้กับภาพความสุขในอดีต ใครก็ตามที่ย่างกรายเข้าไปจะถูกมนตราสะกดให้หลับใหลและกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพลวงตานั้นตลอดกาล สิงขรกระชับขลุ่ยในมือแน่นขึ้น เขารู้ดีว่าศึกต่อไปไม่ใช่เพียงการปะทะด้วยกำลังเหมือนกับพายัพ แต่มันคือการต่อสู้กับจิตใจและความลวงที่สวยงามที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ ภายใต้ร่มเงาของมหาโพธิ์ทองที่เริ่มจางหายไปในหมอกสีน้ำเงิน นักรบผู้ฟื้นจากความตายและวิญญาณผู้พิทักษ์ที่ถูกลืมเริ่มก้าวย่างเข้าสู่เขตแดนที่ความจริงและความฝันพร่าเลือนเข้าหากัน...กำแพงศิลาสีซีดเผือดของ "ชุมชนหอคอย" ตั้งตระหง่านทะลุม่านหมอกสีเทาหมองของแดนทมิฬใต้เงา มันไม่ใช่เพียงปราสาทหรือเมืองธรรมดา ทว่ามันคืออนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าและความเคียดแค้นที่ถูกสลักเสลาขึ้นจากเศษซากของอารยธรรมที่ถูกทอดทิ้ง สถาปัตยกรรมของมันเต็มไปด้วยลวดลายก้นหอยและประติมากรรมรูป "เขี้ยวเขา" อันเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่าการงอกของเขี้ยวบนร่างกายคือพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าในสายตาของมหาโพธิ์ทอง สิ่งเหล่านั้นคือความวิปริตที่ต้องถูกชำระล้างด้วยเปลวเพลิงสิงขรและมาลินหมอบซ่อนตัวอยู่หลังซากรูปปั้นสิงโตหินที่ถูกทุบทำลายจนเหลือเพียงครึ่งซีก สายตาของสิงขรทอดมองผ่านช่องแคบๆ ไปยังลานกว้างหน้าประตูใหญ่ของเมือง ที่นั่นเนืองแน่นไปด้วย "นักรบเผ่าเขี้ยวเขา" พวกมันสวมหน้ากากไม้ที่สลักลวดลายบิดเบี้ยว ร่างกายสูงใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังชั่วกัปชั่วกัลป์ ในมือของพวกมันถือดาบโค้งคู่และง้าวศิลาที่อาบเวทมนตร์สีทองหม่น เสียงสวดมนต์ที่ฟังดูคล้ายเสียงครวญครางและสาปแช่งดังประสานกันเป็นจังหวะที่ชวนให้ขนลุก"ทางเข้าหลักถูกปิดตายด้วยกองกำลังที่พร้อมจะสับเราเป็นชิ้นๆ" สิ
ความร้อนระอุจากคลื่นเพลิงของ "โกเลมเตาหลอมวิญญาณ" เพิ่งจะจางหายไปจากผืนหญ้าสีเทาหมอง ทว่าความหวาดหวั่นยังคงเกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ สิงขรและมาลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากหลังป้ายสุสานศิลาขนาดยักษ์ที่ใช้เป็นที่กำบัง ชายหนุ่มปัดเศษเถ้าถ่านที่ปลิวมาเกาะตามเสื้อคลุมหนังที่ขาดวิ่นของตน สายตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวทอดมองผ่านม่านหมอกสีหม่นไปยังทิศตะวันออก ที่ซึ่งมีแสงสีทองอันคุ้นเคยสว่างไสวทะลุความมืดมิดของ "แดนทมิฬใต้เงา"ทัศนียภาพรอบกายของพวกเขาในยามนี้ ช่างแตกต่างจากมัชฌิมโลกที่พวกเขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เปิดกว้างรับแสงตะวันหรือแสงจันทร์ ทว่ามันถูกบดบังด้วย "เงามืดขนาดยักษ์" ที่บิดเบี้ยวและหนักอึ้ง มันคือเงาสะท้อนของมหาโพธิ์ทอง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ ยางไม้สีคล้ำประดุจเลือดเสียหยดทะลักลงมาจากรอยแตกของกิ่งก้านที่ไร้ใบเบื้องบน ร่วงหล่นลงมาสู่ผืนดินแห่งนี้ราวกับหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันเหือดแห้งพื้นดินที่พวกเขาย่ำเดินนั้นอ่อนนุ่มและชื้นแฉะ ไม่ใช่เพราะหยาดฝน แต่เป็นเพราะมันซึมซับเอาความโศกเศร้าและเศษซากของดวงวิญญาณน
เมื่อปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของสิงขรและมาลินแตะลงบนท่อนแขนที่เหี่ยวแห้งของ มิคศิรา ประสาทสัมผัสทั้งมวลก็พลันดับวูบลง ไม่ใช่การเดินทางผ่านมิติด้วยแสงสว่าง หรือสายลมที่พัดพา ทว่ามันคือการถูกดูดกลืนให้จมดิ่งลงสู่ "ห้วงลึก" ที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนถึงแก่นวิญญาณ ราวกับถูกกระชากลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งแสงตะวันความรู้สึกแรกที่ปลุกสิงขรให้ฟื้นคืนสติ คือกลิ่นของดินปืน ขี้เถ้า และความโศกเศร้าที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหนาทึบ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความมืดสนิท ทว่ากลับเป็นทัศนียภาพที่งดงามทว่าน่าขนลุกจนแทบหยุดหายใจสิงขรและมาลินไม่ได้ยืนอยู่ใต้ดินอีกต่อไป พวกเขากำลังยืนอยู่บนเนินเขาหญ้าแห้งแล้งที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา แต่สิ่งที่ปกคลุมทุ่งกว้างแห่งนี้ไม่ใช่ต้นไม้หรือดอกไม้ ทว่ามันคือ "ป้ายหลุมศพศิลา" นับแสนตั้งเรียงรายระเกะระกะไปทั่วทุกสารทิศ ป้ายวิญญาณเหล่านั้นโปร่งแสงและเรืองแสงสีฟ้าอมเขียวอ่อนๆ ประดุจแสงหิ่งห้อยที่กำลังไว้อาลัยแด่คนตาย"ทุ่งสุสานศิลา"เหนือทุ่งสุสานแห่งนี้ ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีเทาหรือสีเลือดเหมือนในมัชฌิมโลก แต่มันถูกปกคลุมด้วย "ม่านเงาขนาดยักษ์" ที่
กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในวังบาดาลเริ่มเจือจางลงเมื่อร่างของ มฆวาน ราชันย์โลหิต แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษน้ำแข็งสีชาด ทว่าแรงดึงดูดอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจาก "แขนที่เหี่ยวเฉา" ของมิคศิราซึ่งห้อยอยู่บนแท่นบูชานั้น กลับรุนแรงยิ่งกว่ามนตราใดๆ ที่สิงขรเคยพานพบ มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือเสียงกระซิบไร้สัพสำเนียงที่ดึงรั้งจิตวิญญาณ ราวกับกำลังเพรียกหาให้เขาก้าวข้ามขอบเหวแห่งความว่างเปล่าสิงขรยื่นมือซ้ายที่สั่นสะท้านออกไป ปลายนิ้วห่างจากแขนของครึ่งเทพเพียงคืบ ไอเย็นจากเวทมนตร์ดวงดาวในกายของเขาปะทะกับม่านพลังงานสีดำสนิทที่ห่อหุ้มแขนนั้น บังเกิดเสียงซ่าเบาๆ ประดุจน้ำหยดลงบนเหล็กวิูดร้อนจัด"สิงขร..."เสียงเรียกอันแผ่วเบาของมาลินดึงสติของเขากลับมา หญิงสาวเดินกะเผลกเข้ามาจับไหล่เขาไว้แน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อมองลึกเข้าไปในความมืดที่แผ่ออกมาจากรังไหม "อย่าแตะมันนะ... ข้าสัมผัสได้ถึงความตายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าพิษมรณะชาด มันเป็นดินแดนที่ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจอมปลอมของทวยเทพ หากเจ้ายื่นมือเข้าไปในสภาพที่ร่างกายแหลกเหลวเช่นนี้... วิญญาณของเจ้าจะถูกฉีกกระชากจนไม่ได้กลับมาเกิดอ
ละอองเลือดที่สาดกระเซ็นจากการปะทะ ถูกความร้อนของเพลิงโลหิตแผดเผาจนกลายเป็นหมอกควันสีแดงคลุ้งไปทั่ววิหารบาดาล มฆวาน ราชันย์โลหิต ผู้สยายปีกสีดำขลับที่หยาดเยิ้มไปด้วยเลือดลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นศิลา ท่าทีหยิ่งผยองของมันทวีความบ้าคลั่งขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อรับรู้ว่าพิธีกรรม ถูกขัดขวาง"เมื่อเจ้าปฏิเสธที่จะมอบเลือดให้แก่ข้าแต่โดยดี... ข้าก็จะบดขยี้เจ้าและคั้นมันออกมาจากซากศพของเจ้าเอง!"มฆวานคำรามลั่น มันตวัด ตรีศูลศิลาโลหิต กลางอากาศ สร้างรอยแยกมิติสีแดงฉานก่อนจะสาดคลื่นเพลิงโลหิตลงมาประดุจห่าฝนอุกกาบาต!ซูม! ซูม! ซูม!สิงขรกัดฟันกลิ้งหลบอย่างทุลักทุเล เปลวเพลิงที่ตกลงกระทบพื้นวิหารไม่ได้ดับมอดลง แต่มันลุกลามและแผดเผาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ในการยืนหยัดของสิงขรลดน้อยลงทุกขณะ ร่างกายที่บอบช้ำและพละกำลังที่เหือดหายทำให้ความเร็วของเขาตกลงอย่างเห็นได้ชัด ดาบจันทราทมิฬในมือหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูก"ถ้าปล่อยให้มันบินอยู่แบบนี้ ข้าโดนย่างสดแน่!" สิงขรหอบหายใจอย่างหนักมาลินที่แอบอยู่หลังซากเสาหินพยายามจะใช้หน้าไม้เพลิงยิงสกัด แต่มฆวานเพียงแค่สะบัดปีก คลื่นลมผสมเลือดก็กระแทกลูกศรของนางจนหักสะบ
ลานกว้างหน้าแท่นบูชาแห่ง "วิหารโลหิต" สั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอันใหญ่โตมโหฬารของ "มฆวาน ราชันย์โลหิต" กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนหยดลงมา ท้องฟ้าใต้บาดาลถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจบาดแผลที่เปิดกว้างของจักรวาลสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าอสุรกายร้าย ร่างกายของเขาโอนเอนประดุจต้นไม้ที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ บาดแผลจากการสู้รบกับเทพธิดามาลินียังคงส่งเสียงกรีดร้องผ่านความเจ็บปวด ทว่ามือที่กำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" กลับมั่นคงและเยือกเย็น ไอสังหารสีน้ำเงินสว่างวาบตัดกับความมืดมิดและสีเลือดของวิหาร"เลือดของเจ้า... ช่างมีกลิ่นหอมหวนของความตาย" มฆวานแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคม มันกระแทก "ตรีศูลศิลาโลหิต" ลงบนพื้นศิลา!ตึง!!!เปลวไฟสีแดงเลือด—เพลิงโลหิต—ลุกพรึบขึ้นล้อมรอบตัวมัน ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าหาสิงขรด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวที่เทอะทะ ตรีศูลขนาดยักษ์ถูกง้างขึ้นและฟาดกวาดเป็นแนวนอน หมายจะตัดร่างของ ผู้ไร้บุญให้ขาดเป็นสองท่อนสิงขรเบิกตากว้าง เขายกดาบจันทราทมิฬขึ้นต้านรับอย่างทุลักทุเลเคร้ง!แรงปะทะนั้นมหาศาลเกินบรรยาย! สิงขรถูกกระแ






![I'll follow Apollo [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
