Masukเขาเอื้อมมือมาจับไหล่ทั้งสองข้างของม่านฟ้าเอาไว้ ดวงตาคมจ้องมองอีกฝ่ายอย่างล่วงรู้ความคิด เธออาจจะไม่เหมือนแก้วตาผู้หญิงที่เขาเคยรักก็ได้
"พี่สิงห์เป็นอะไรไปคะ" เธอเอามือแตะที่หน้าผากของอีกฝ่าย "พี่ไม่เป็นไรครับ" "แน่ใจนะคะ ถ้าอย่างนั้นพี่ไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนเดี๋ยวหนูทำเสร็จแล้วยกไปให้ค่ะ" "ขอบคุณครับ ดูแลพี่ดีจริงๆนะเรา" เขาลูบหัวเธอเบาๆก่อนจะผละออกห่างเดินไปนั่งรอที่โต๊ะอาหาร ม่านฟ้าทำกับข้าวเสร็จเธอก็รีบยกมาวางที่โตีะ โดยที่สิงห์ก็รีบลุกไปรับถ้วยจากมือเธออย่างเร็ว "มา พี่ช่วยครับ" "ระวังร้อนนะคะ" "น่ากินทั้งนั้นเลย ท่าทางจะทำอาหารเก่งเหมือนกันนะ" "ก็พอได้ค่ะ" "ไหน พี่ขอชิมสิ" พร้อมกับตักอาหารเข้าปาก "อื้มมม แบบนี้ไม่เรียกว่าพอได้แล้วนะ" "เมื่อก่อนเข้าครัวกับแม่บ่อยค่ะ" "แล้วแม่ของม่านฟ้าอยู่ที่ไหนครับ" "เอ่อ...ช่างเถอะค่ะ ไม่อยากพูดถึงท่านแล้ว เรามากินข้าวดีกว่าค่ะ" "ถ้าไม่สบายใจก็ไม่ต้องเล่าก็ได้ครับ" เขายิ้มให้เธอพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ให้คนตัวเล็กนั่งลงข้างๆ "พี่สิงห์คะ ม่านฟ้าอยากจะกลับไปอยู่ที่บ้านพักเเล้วค่ะ" "พี่ขอเหตุผลด้วยครับ" เขามองเธอนิ่งๆ รอฟังอย่างตั้งใจ "เดือนนี้ท่านนายพลจ่ายเงินมาแล้วแต่ม่านฟ้ายังไม่ได้ทำงานสักครั้งเลยค่ะ อย่างน้อยก็ไดด้กลับไปอยู่ที่นั่นก็เท่ากับว่าไม่ทิ้งงานนะคะ" "นี่หนูยังคิดจะไปทำงานแบบนั้นอีกหรอ" "ทำไงได้ละคะ ก็รับปากท่านแล้วนี่" "ม่านฟ้าขอถามอะไรพี่สิงห์สักอย่างได้ไหมคะ" "อะไรครับ" เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพยายามข่มอารมณ์ที่กำลังครุกรุ่นอยู่ภายในหัวใจของเขา "พี่สิงห์รู้จักคนที่ชื่อแก้วตาไหมคะ" "แก้วตา..." เขานิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเบือนหน้าหนี "พี่สิงห์รู้จักใช้ไหมคะ" "หนูถามทำไม" "เคยได้ยินพี่ๆแถวนั้นพูดถึงค่ะ" "แล้วทำไมคิดว่าพี่จะรู้จัก?" เขาจ้องหน้าเธอนิ่ง แต่แฝงด้วยความกดดัน "ปะ เปล่าค่ะ แค่เห็นว่าเธอเคยทำงานแบบเดียวกันก็เลยอยากรู้จักค่ะ" "งั้นเหรอ" "ถ้าไม่สะดวกใจจะเล่าก็ไม่เป็นไรนะคะ กินข้าวกันต่อเถอะค่ะ" "ครับ งั้นเอาเป็นว่าอาทิตย์หน้าพี่จะไปส่งเรากลับนะ" "จริงหรอคะ" เธอตาลุกวาวเป็นประกาย "แต่พี่มีข้อแม้ว่า อย่าให้ใครเข้าห้องเด็ดขาดนะครับพี่หวง" "คะ ค่ะ" เธอรีบตักข้าวเข้าปากโดยไม่พูดอะไรต่อ อาทิตย์ต่อมา... สิงห์พาม่านฟ้ากลับไปส่งที่บ้านพักตามสัญญาโดยที่เขากำชับเธอหนักแน่นว่าห้ามให้ใครเข้าห้องเด็ดขาดถ้าไม่ใช่เขา "ก่อนจะกลับ...พี่ขอเข้าไปด้านในหน่อยได้ไหมครับ" "ดะ ได้ค่ะ" แอดดด... ปัง ไม่นานประตูก็ถูกปิดลง มีเพียงสองหนุ่มสาวกำลังยืนมองอีกฝ่ายนิ่งๆ "มีอะไรหรือเปล่าคะ" เธอที่มองอีกฝ่ายมาสักพักแต่เขาก็ไม่ยอมจะพูดอะไรกับเธอเลยสักคำ หมับ มือใหญ่กุมมือทั้งสองข้างของเธอเอาไว้พร้อมกับใช้มือเกลี่ยเส้นผมที่ปิดบังใบหน้าที่นวลละเอียดของเธอ "พี่สิงห์" "อย่าผิดสัญญากับพี่..." เขากระซิบข้างหูของเธอด้วยลมหายใจที่ตะกุกตะกัก ฝ่ายม่านฟ้านั้นก็รู้สึกได้เช่นกันว่าเขากำลังประหม่าเธอไม่น้อย ริมฝีปากหนาฝังลงบนปากนุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างใช้มือเล็กทั้งสองข้างดันหน้าอกอีกฝ่ายเอาไว้ มือใหญ่ซุกซนโอบรัดเอวบางรั้งเข้าหาอย่างแนบแน่น ปลายลิ้นสัมผัสริมฝีปากบางอย่างทะนุถนอมแต่แฝงด้วยความเร่าร้อน เขาสอดมันเข้าไปในโพรงปากควานหาน้ำหวานอันล้ำค่า จ้วบ จ้วบ "อื้อออ พอก่อนค่ะ" "พี่ขอโทษครับ ลืมตัวไปหน่อย..." "ไม่เป็นไรค่ะ...พี่สิงห์กลับไปได้แล้วค่ะหนูอยากพัก" "ถ้างั้น..." เขายื่นโทรศัพท์มือถือให้เธอ "อะไรคะ" "พี่ขอเบอร์เราไว้หน่อย" "ค่ะ" เธอรับมันมาจากมือของเขาก่อนจะกดเบอร์ของตัวเองให้ไป "คืนนี้พี่จะโทรหานะ" เขาทิ้งท้ายประโยคก่อนจะออกไปจากห้องทิ้งให้ท่านฟ้าอยู่เพียงลำพัง ม่านฟ้ามองนาฬิกาเป็นเวลาเกือบสี่โมง หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เธอรู้สึกสบายใจที่ได้ออกมาจากบ้านของสิงห์และเธอก็จะทำทีเป็นว่าไม่รับสายเขา ให้เขาเป็นฝ่ายเงียบหายไปเอง 22:00 น. อืดดดดดด อืดดดดดด เสียงโทรศัพท์สั่นขึ้นเพราะเธอปิดเสียงเอาไว้ตอนนอน เธอลืมตาตื่นขึ้นเมื่อรู้สึกตัวว่ามีอะไรสั่นไหว เบอร์แปลกที่ไม่เคยสนทนาโชว์ขึ้นหน้าจอหลา 084××××××× เธอกดรับก่อนที่ปลายสายจะเอ่ยขึ้น "ทำไมรับช้าจัง" เธอเบิกตาโพรง เสียงที่คุ้นเคยก่อนหน้าแทรกเข้ามาในหูเธอ เป็นเขาจริงๆ เธอกะว่าจะตีเนียนไม่รับสายแต่ดันเผลอลืมไปเลยเพราะงัวเงียตื่นมา "ฮะโหล ได้ยินพี่ไหมครับ" "เอ่อ ได้ยินค่ะ" "แล้วนั่น...นอนแล้วหรอทำไมเสียงดูเอื่อยๆ" "นอนแล้วค่ะ" "อ๋อครับ ตอนเย็นกินอะไรไปบ้างยัง" "กินไปแล้วค่ะ" "แต่ว่าพี่...ยังไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้หิวมาก" "จริงหรอคะ ทำไมไม่กินคะเนี่ย" "เปิดประตูสิครับ พี่ซื้อกับข้าวมา ที่บ้านหนูมีไมโครเวฟใช่ไหมงั้นดีเลย..." "เดี๋ยวก่อนนะคะ พี่อยู่หน้าบ้านพักหนูหรอ" "ครับ ยืนรอนานแล้วด้วย" "แล้วทำไมไม่บอกคะ" "ขอโทษทีครับ" หญิงสาวลุกขึ้นไปเปิดประตูให้เขาที่อยู่ในชุดเดรสกระโปรงยาวสีขาว ผ้าลูกไม้เบาบางสบาย ใส่แล้วขับผิวยิ่งนัก เขายืนจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง "จะมองอีกนานไหมคะ เข้ามาก่อนค่ะ" "ครับๆ" "ยื่นมาค่ะหนูจะเอาไปอุ่นให้ พี่ไปนั่งรอตรงนั้นก่อนคะ" ม่านฟ้าชี้ไปที่โต๊ะเล็กๆที่มีเก้าอี้อยู่สองตัว ม่านฟ้าจัดเตรียมอาหารที่เพิ่งอุ่นร้อนๆมาวางบนโต๊ะ "กินสิคะ" "ขอบคุณครับ" "คิดยังไงถึงมาที่นี่คะเนี่ย" "ก็พี่คิดถึง...คนแถวนี้นะสิ" เขาเน้นคำว่าคนแถวนี้ในขณะที่จ้องมองเธอโดยไม่ละสายตา เขาจ้องมองดวงตาคู่สวย เธอนั่งมองเขากินข้าวนิ่งๆ จนเขาเองเป็นคนเปิดประเด็นมาเอง "ปกติพี่กินข้าวเวลานี้หรอคะ" "ไม่หรอก เพราะตอนที่หนูอยู่ด้วยพี่กินข้าวได้เยอะขึ้น พอหนูกลับมาแล้วก็เลยไม่ชินหนะ ทีแรกก็ว่าจะอดข้าวรอกินอีกทีตอนเช้าแล้วครับ" "ทำแบบนั้นไม่ดีต่อสุขภาพนะคะ หิวก็ต้องกินนะรู้ไหม""ม่านฟ้า!" ขุนพลกัดฟันแน่น พยายามยันกายลุกขึ้น แม้บาดแผลจะฉีดขาดและตึงเปรียบ มือหนาพยายามเอื้อมไปไขว่คว้าหญิงสาวสุดกำลัง "ปล่อย... เมีย... กู!"สิงห์แสยะยิ้มสมเพช ยกเท้าถีบเข้าที่อกของขุนพลจนลอยกระเด็นไปชนผนังบ้าน "แกแพ้แล้วไอ้ขุนพล... ม่านฟ้าต้องกลับไปอยู่กับฉัน!"สิงห์ช้อนอุ้มร่างไร้สติของม่านฟ้าขึ้นรถจี๊ปเร่งเครื่องบิดหนีออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงยิงปะทะด้านหน้าที่ค่อยๆสงบลงเมื่อพวกมันถอยกันไป กันและทศวิ่งกุมปืนตามออกมาทางหลังบ้าน เห็นขุนพลนอนกุมบาดแผลจมกองเลือดอยู่บนพื้น"ไอ้ขุนพล!" กันและทศรีบเข้าไปประคองเพื่อนรักทันที"มัน... มันเอาม่านฟ้าไปแล้ว..." ขุนพลเค้นเสียงพูดออกมาอย่างยากลำบาก นัยน์ตาแดงชานด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้นสุดขีด "กู... กูต้องไปเอาม่านฟ้าคืนมา!"เปลือกตาบางของม่านฟ้าค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกปวดศีรษะและกลิ่นยาสลบยังคงจู่โจมประสาทสัมผัส ภาพตรงหน้าคือห้องโถงกว้างในค่ายเก่าร้างกลางหุบเขา แสงไฟจากโคมไฟสลัวกระทบผนังปูนที่กัดกร่อนเธอพยายามเคลื่อนไหว แต่ข้อมือเรียวเล็กทั้งสองข้างกลับถูกพันธนาการด้วยเชือกป่านเส้นหนาผูกติดไว้กับเก้าอี้ไม้"ฟื้นแล
"พวกฉันลาออกจากราชการตามมึงมาแล้วเว้ยไอ้ขุนพล!" กันตะโกนบอกพลางยิงสู้ "จะปล่อยให้เพื่อนรักไปสร้างครอบครัวกลางทะเลทรายคนเดียวได้ยังไง!""เออ! พวกฉันมันพวกไม่ทิ้งเพื่อน!" ทศเสริมขึ้นพร้อมยิงขู่จนสิงห์และลูกน้องที่เหลือต้องทิ้งรถหลบหนีไปในความมืดของหุบเขาอย่างสะบักสะบอมสถานการณ์อันตรายคลี่คลายลงในพริบตา ขุนพลประคองม่านฟ้าลุกขึ้นยืน กอดร่างบางไว้แน่นด้วยความโล่งอก เพื่อนรักทั้งสองเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มจริงใจ"ขอบใจพวกมึงมาก..." ขุนพลเอ่ยเสียงทุ้มลึกจากใจ"เปลี่ยนจากคำขอบคุณ เป็นพาพวกฉันไปหาที่ตั้งหลักดีๆสักที่ก็แล้วกัน" ทศยิ้มรับพลางตบไหล่ขุนพลเบาๆขุนพลหันมากอบกุมมือเรียวเล็กของม่านฟ้า นัยน์ตาประสานกันด้วยความลึกซึ้งและมั่นคง เส้นทางข้างหน้าอาจยังไม่ง่ายดาย ทว่าด้วยความรักอันเด็ดเดี่ยวและมิตรภาพที่ไม่เคยทิ้งกัน พวกเขากระโดดขึ้นรถ มุ่งหน้าสู่อนาคตและชีวิตใหม่ที่เลือกด้วยตัวเองอย่างแท้จริงหลายเดือนผ่านพ้นไปหลังจากฝุ่นควันแห่งความวุ่นวายปัดผ่าน...ณ เมืองชายแดนอันสงบเงียบ แสงแดดอุ่นยามเช้าสาดส่องผ่านทิวเขา กระทบตัวบ้านไม้สองชั้นหลังเล็กริมแม่น้ำ ลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าเจือจา
"หึ... แกกำลังจะขัดคำสั่งฉันเหรอ ขุนพล?" ท่านนายพลเค้นหัวเราะในคอ แววตาฉายความดุดัน "ฉันว่าจ้างเธอมาด้วยเงินมหาศาล สัญญาของเธอยังไม่หมด และฉันมีสิทธิ์ในตัวเธอทุกประการ""ท่านนายพลคะ..." ม่านฟ้าตัดสินใจก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้หัวใจจะเต้นระทึก "หนูยินดีจะทำงานรับใช้หรือทำตามเงื่อนไขอื่นเพื่อชดใช้เงินสัญญา... แต่ขออย่าทำร้ายพี่ขุนพลกับคนในค่ายเลยนะคะ""หยุดพูดเลยม่านฟ้า!" ขุนพลหันมาดุเสียงเข้ม ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้าท่านนายพล "เงินสัญญาเท่าไหร่... ผมจะชดใช้ให้ท่านเองทั้งหมด ด้วยเงินเก็บและเงินเบี้ยเลี้ยงสงครามของผม"ท่านนายพลอัดควันซิการ์เข้าปอดลึกๆ ก่อนจะพ่นออกมาเป่ารดอากาศ เขามองขุนพล กัน และทศ ที่บัดนี้ก้าวเข้ามาขนาบข้างเพื่อนรักอย่างพร้อมเพรียง"พวกแกคิดว่าเงินมันซื้อทุกอย่างได้รึไง?" ท่านนายพลยิ้มเย็น ก่อนจะยื่นคำขาด "ก็ได้... ในเมื่อแกอยากเป็นอัศวินปกป้องแม่สาวน้อยคนนี้นัก ฉันจะยื่นคำขาดให้แกสองทางเลือก"บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงลมทะเลทราย"ข้อแรก... มารับเงินสัญญาคืน แล้วปล่อยม่านฟ้ากลับไปกับฉันวันนี้ เรื่องทุกอย่างถือว่าจบ แกยังคงเป็นทหารยศสูงที่มีอ
"หนู... หนูแค่ไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องของหนู" น้ำตาคลอเบ้า ม่านฟ้าก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด "หนูยินดีให้สิงห์จับตัวไป ถ้ามันจะยอมปล่อยชาวบ้าน...""หนูนี่มันโง่จริงๆ!" ขุนพลตัดบทเสียงดุดัน ก่อนจะดึงร่างบางเข้ามาปะทะอกแกร่งแน่นจนไร้ช่องว่าง "ข่าวลือนั่นมันแผนล่อหนูออกมาทั้งนั้น! ไม่มีตัวประกัน ไม่มีชาวบ้าน มีแต่กับดักของไอ้สิงห์!"ม่านฟ้าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "กะ...กับดักเหรอคะ?""ใช่! แล้วพี่ก็ไม่มีวันยอมแลกตัวหนูกับอะไรทั้งนั้น" ขุนพลใช้นิ้วเชิดคางมนขึ้น สบตากับเธอด้วยความลึกซึ้งและจริงจังจนหัวใจของม่านฟ้ากระตุกวูบ "ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต พี่ก็ไม่ปล่อยให้ใครเอาตัวหนูไปจากพี่เด็ดขาด จำไว้!"ยังไม่ทันที่ม่านฟ้าจะได้เอ่ยปากตอบ เสียงเงาร่างของกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธปืนก็ก้าวออกมาจากเงามืดรอบซากอาคาร เสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียมของสิงห์ดังก้องขึ้นตามมาติดๆ"มากันครบเลยนะ... ทั้งคนทรยศ ทั้งศัตรูหัวหัวใจ" สิงห์แสยะยิ้มเล็งปืนตรงมาที่ทั้งคู่ "ขุนพล... แกเดินเข้ามาหาความตายเองนะ!"ขุนพลดันร่างของม่านฟ้าไปไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าปืนขึ้นคุมเชิงด้วยแววตาเยียบเย็
สิงห์แค่นหัวเราะในคออย่างเหี้ยมเกรียม มุมปากแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ "ใครบอกว่าฉันจะบุกไปตรงๆให้เสียกำลังพลอีก? ในเมื่อไอ้ขุนพลมันอยากเป็นอัศวินปกป้องม่านฟ้านัก... ฉันก็จะใช้จุดอ่อนตรงนี้นี่แหละเล่นงานมัน"สิงห์เดินไปที่โต๊ะไม้ เขี่ยแผนที่ทหารของดินแดนต่างแดนขึ้นมาดูอย่างละเอียด นิ้วยาวชี้ลงไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงและน้ำดื่มของค่ายทหาร"ม่านฟ้ามันใจอ่อน... และไอ้ขุนพลมันก็คิดว่าตัวเองควบคุมทุกอย่างได้" สิงห์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแฝงความแค้น "ส่งคนของเราไปกระจายข่าวลือในหมู่ชาวบ้านแถบชายแดน บอกว่าเราจับชาวบ้านไว้เป็นตัวประกัน... ม่านฟ้าไม่มีทางนั่งดูอยู่เฉยๆ แน่ และเมื่อไหร่ที่มันก้าวขาออกจากค่ายอันปลอดภัยนั่น..."สิงห์เว้นจังหวะ มือหนาตบลงบนแผนที่ดัง ปัง!"วันนั้นจะเป็นวันที่ฉันได้ม่านฟ้ากลับคืนมา... ส่วนไอ้ขุนพลกับพวกเพื่อนๆของมัน ฉันจะฝังพวกมันไว้กลางทะเลทรายแห่งนี้ให้หมด!"แววตาของสิงห์ฉายความคลั่งไคล้ในความรักและเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด แผนการร้ายระลอกใหม่เพื่อแย่งชิงดวงใจกลับคืนมาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วท่ามกลางความเงียบสงบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำอีกครั้งต
แสงไฟจากโคมไฟสำรองในห้องใต้ดินส่องกระทบใบหน้าคมเข้มของขุนพล ลมหายใจของทั้งคู่ยังคงหอบถี่จากเหตุการณ์วิกฤตภายนอก ความเงียบสงบภายในบังเกอร์ทำให้เสียงหัวใจที่เต้นระทึกดังก้องชัดเจนขุนพลใช้นิ้วแกร่งเกลี่ยไรผมที่เปียกชื้นข้างแก้มเนียนของม่านฟ้าด้วยความอ่อนโยน แววตาดุดันที่เคยใช้ข่มขวัญศัตรูแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและปกป้อง"ขวัญเสียมากไหม... ม่านฟ้า" ขุนพลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมม่านฟ้าสบสายตากับเขา หัวใจดวงน้อยสั่นระรัว ร่างกายที่เคยเกร็งตระหนกค่อยๆ ผ่อนคลายลงเมื่ออยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นและมั่นคงของชายหนุ่ม"หนู... หนูตกใจค่ะ" ม่านฟ้าตอบเสียงแผ่ว สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้อกแกร่งของขุนพลกระตุกวูบ "หนูกลัวว่าสิงห์จะพาหนูกลับไป... หนูไม่อยากกลับไปอยู่ในกรงขังนั่นอีกแล้ว""ไม่มีใครเอาตัวหนูไปจากพี่ได้ทั้งนั้น" ขุนพลกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น พลางก้มลงประจูบจุมพิตเบาๆ ที่หน้าผากมนอย่างทะนุถนอม "อยู่ที่นี่ พี่จะปกป้องหนูเอง ไม่ว่าจะสิงห์ หรือใครก็ตาม""แต่ท่านนายพลจะยอมหรือคะ...""ช่างหัวท่านนายพลสิ" ขุนพลขัดขึ้นทันควัน แววตาฉายความเด็ดเดี่ยว "พี่ไม่สนว่าหนูจะเคยมาด้
"ไอ้หมาย" "ครับ!" สมหมายวิ่งออกมารับเจ้านายของเขาและพาไปดูผลงานที่เขาพึ่งพาตัวมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน "นี่นะหรอ" "ครับนายน้อย แสบใช้ได้เลย" ผู้เป็นเจ้านายเกลี่ยผมที่ปิดหน้าหญิงสาวออก "ทำไมมีรอยมือว่ะไอ้หมาย" "เอ่อ ขอโทษครับนายน้อย นังนี่มันพ่นน้ำลายใส่ผม ผมก็เลยเผลอตบมันไปครับ" "โถ่ไอ้โง่
เธอไม่ได้โกรธเขาแต่เธออายที่เธอมาอยู่จุดนี้ต่างหากล่ะ ม่านฟ้านอนฟุบลงบนเตียงนุ่มก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอึกสะอื้นใดๆ เธอเสียใจที่อนาคตของเธอมาถึงจุดที่ผู้คนเหยียบย่ำ ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี เธอมั่นใจแน่วแน่แล้วว่าชีวิตนี้จะไม่มีความรักเด็ดขาด เธอกลัวที่จะตกหลุมรักขุนพล แน่นอนว่าตอนนี
ก๊อกๆ ม่านฟ้างัวเงียขึ้นมาในกลางดึกคืนหนึ่งหลังจากที่เธอได้เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ประมาณ1สัปดาห์เท่านั้น ระหว่างนี้เธอก็ทำความรู้จักกับแม่บ้านและคนในพื้นที่ ทุกคนต่างให้ความสนใจและเป็นมิตรกับเธอมาก จนม่านฟ้ารู้สึกว่าอยู่ที่นี่ก็ไม่เลวมากนัก พอลุกขึ้นได้เธอจึงรีบเดินไปที่ประตู "ใครคะ" " " เงียบ "มาห
"นังลูกไม่รักดี! แกรีบเก็บกระเป๋าแล้วออกไปจากบ้านฉัน!" ผู้เป็นแม่พูดไปพร้อมกับปาดน้ำตา "แต่แม่ ลุงเด่นชัยมันปล้ำฉันนะแม่ไล่ลูกตัวเองออกไปแล้วมันล่ะ?" ม่านฟ้ามองผู้เป็นแม่ด้วยน้ำเสียงที่ตัดพ้อ "แค่แกออกไปจากที่นี่ ทุกอย่างมันจะดีขึ้น" ดาวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ โดยไม่ได้สนใจลูกสาวที่กำลังร้องไห้สะอ







