Masukเยว่เทียนเสียงอุ้มหลี่อี้หรงกลับมาท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคนสวีเทียนเป่าและหลี่เซียนเซียนบังเอิญพบลูกนกบาดเจ็บจึงช่วยกันรักษา กลับมาไม่ทันร่วมวงฟังหลี่ลู่เหวิน ได้แต่แปลกใจเพราะบรรยากาศตรงหน้าทันทีที่กลับมาร่วมโต๊ะ ศิษย์พี่ใหญ่เทียนเป่าก็ช่วยประคองเซียนเซียนตัวน้อยขึ้นนั่งเก้าอี้ เขาส่งยิ้มให้ทุกคน กล่าวขออภัย และบอกเล่าเหตุผลที่ไม่เพียงไม่ได้ตามไปสมทบกับคนอื่นๆ ยังพาเซียนเซียนกลับมาร่วมโต๊ะล่าช้า จากนั้นก็ช่วยรินน้ำชาให้เสี่ยวเซียนเซียนตามปกติวิสัยคงเพราะหลี่เซียนเซียนวางตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ และสวีเทียนเป่าเองก็มีพื้นนิสัยซื่อสัตย์กตัญญู เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์และน้าบุญธรรมเสียจนดูไม่น่าเป็นห่วงจนเกินไป ทุกคนจึงลืมเลือนข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งนับวันศิษย์เอกของหุบเขากับเสี่ยวเซียนเซียนที่สักวันต้องเติบโตเป็นสาวและออกเรือน ก็ยิ่งคล้ายจะขลุกอยู่ด้วยกันเนิ่นนานขึ้นเรื่อยๆหากมองข้ามเรื่องที่ว่า ในแต่ละวัน หากไม่ออกเก็บสมุนไพรปรุงยาช่วย เหลือบรรดาสิงสาราสัตว์และผู้คน ศิษย์พี่ใหญ่อย่างสวีเทียนเป่าก็นั่งหลับตาฝึกฝน...ยามนี้พวกเขาทั้งคู่แทบจะใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้วด้วย
-7-“บัดซบ! ” หลี่ลู่เหวินที่ลอบมองจากที่ไกลกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “ศิษย์พี่สามบังอาจนัก เขาถึงขั้นหลอกกินเต้าหู้เสี่ยวอี้หรงของพวกเรา! หลอกกินเต้าหู้ไม่พอ ยังคิดอ่านลึกล้ำ โน้มน้าวนาง! หึ...รู้มานานแล้วว่าคนผู้นี้หาใช่พยัคฆ์แต่เป็นหมาป่า ไม่นึกว่ากระทั่งหรงเอ๋อร์ที่เพิ่งจะอายุเพียงหกขวบก็ยังไม่ละเว้น! คุณชายเช่นข้าสังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียว ว่าเหตุใดคุณชายตัวโตเช่นเขา จึงจ้องแต่จะคอยหยอกเย้ารังแกเด็กน้อยเช่นนางนัก!”แม้หลี่ลู่เหวินจะดำรงสถานะศิษย์ลำดับที่สี่ของหุบเขา มีสถานนะเป็นศิษย์ผู้น้องของเยว่เทียนเสียง แต่ผู้แซ่หลี่เช่นเขาไม่อาจทำใจยอมรับบุรุษที่ทั้งๆ ที่อายุอานามและความสามารถล้วนเท่าเทียมกัน กลับตัดหน้าแย่งเอาสถานะศิษย์พี่สามของเขาไป ทำให้ “พี่สาม” ตระกูลหลี่ผิงอ๋องเช่นเขาต้องกลายเป็น “ศิษย์พี่สี่” ยามผู้อื่นเรียกขาน เดี๋ยวก็เจ้าสาม เดี๋ยวก็เจ้าสี่ เขาสับสนยิ่งหากตั้งแต่แรกเยว่เทียนเสียงไม่ชิงตัดหน้าแย่งตำแหน่งศิษย์พี่สามไปจากเขา ชีวิตของคุณชายเช่นเขาก็คงไม่สับสนยุ่งยากถึงเพียงนี้กล่าวได้ว่าหลี่ลู่เหวินไม่ถูกชะตาคนผู้นี้ตั้งแต่แรกพบ ยิ่งนับวันก็ยิ่งไม่ชมชอบนิสัย หากจะถามว่าทำไ
-6-เสี่ยวอี้หรงซอยเท้าเล็กๆ วิ่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เร็วเกินกว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขา โดยเฉพาะคนที่มีวิชาตัวเบาเลิศล้ำกว่าใครเพื่อนอยู่ก่อนแล้วอย่างเยว่-เทียนเสียงจะไล่ตามไม่ทันเยว่เทียนเสียงเห็นเสี่ยวอี้หรงของเขานั่งซุกตัวในทุ่งดอกจวี๋ฮวา เอาหน้าซบเข่าร้องไห้ ก็ตกใจ พลันสำนึกได้ว่าคราวนี้อาจกลั่นแกล้งรังแกนางรุนแรงจนเกินไปถึงแม้อาหารจานนั้นจะรสชาติย่ำแย่มากจริงๆ ก็เถอะ...เยว่เทียนเสียงทอดถอนใจ ทรุดตัวลงนั่งชันเข่าเบื้องหน้าเด็กหญิงตัวน้อยปีนี้เยว่เทียนเสียงเพิ่งจะสิบห้าสิบหกปี ทว่าด้วยวัยเพียงสิบห้าสิบหกปีกลับดูสูงใหญ่แกร่งกร้าวราวกับพยัคฆ์หนุ่มตัวหนึ่งก็ไม่ปาน ท่าทีกึ่งคุกเข่าอย่างจนใจต่อหน้าเด็กน้อยวัยห้าหกขวบผู้หนึ่งจึงดูจะว่าอ่อนโยนขัดรูปลักษณ์รึก็ขัด ทั้งยังดูน่าตลกอยู่มากเมื่อตัวก่อเรื่องเข้าถึงตัวน้องเล็กและกำลังออกปากกล่าวคำขอโทษ ผู้ที่เป็นทั้งพี่รองของบ้านตระกูลหลี่แห่งเทียนจินและดำรงสถานะศิษย์พี่รองของหุบเขาเดียวดายจึงรั้งตัวน้องชายสามของตนไว้ รอดูตัวก่อเหตุจัดการแก้ไข ขอขมาต่อน้องสาวตัวน้อยเสี่ยวอี้หรงของพวกเขานั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่ดี เพียงแต่น้องสาวต
-5-หากจะกล่าวว่าหลี่เซียนเซียนให้กลิ่นอายคล้ายเทพเซียนไม่ต่างอะไรไปจากบิดา...หลี่อี้หรงก็ให้ความรู้สึกคล้ายนางมารน้อย พื้นความคิดผิดประหลาด ช่างออดอ้อน ที่มีเนื้อแท้ซุกซน เอาแต่ใจ ไม่ยอมคน ไม่ต่างอะไรไปจากมารดาเลยสักนิดเสี่ยวอี้หรงแม้ยังเยาว์แต่ช่างจับสังเกตและช่างคิดเป็นอย่างยิ่งเป็นต้นว่าระยะนี้นางจับสังเกตได้ว่าท่านแม่มักจะทำอาหารไปออดอ้อนป้อนให้ท่านพ่อที่กรุ่นโกรธ และท่านแม่ที่ใบหน้างอเง้ากำลังแง่งอนสุดกำลังเองก็ออกอาการปลาบปลื้มใจอ่อนเพียงเพราะได้ชิมอาหารรสมือท่านพ่อ นางในวัยหกขวบก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการเอาอกเอาใจผู้อื่นด้วยอาหารนั้นนับว่าใช้การได้เป็นอย่างยิ่ง จึงมุ่งมั่นติดตามท่านแม่เข้าโรงครัว ขอเรียนรู้กลวิธีทำของอร่อย หลังจากคอยช่วยเป็นลูกมือมาเดือนกว่า ท่านแม่ก็วางใจ ยอมอนุญาตให้นางเริ่มลงมือทำอาหารด้วยตนเองลำพังเสียทีเสี่ยวอี้หรงเริ่มลงมือทำอาหารเป็นครั้งแรกด้วยน้ำตา นางกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าจับไก่ กว่าจะจับได้ก็ไม่กล้ามัด หลังจากมัดได้อย่างทุลักทุเลแล้วก็ยังไม่กล้าฆ่า สุดท้ายพี่ชายช่างตามใจอย่างพี่ชายสามสกุลหลี่ หลี่ลู่เหวิน จึงต้องเป็นผู้ลงมือมัดและฆ่าไก่ให้น้องเล็ก
-2-อาจารย์แม่ของพวกเขาคลอดบุตรสาวฝาแฝด ลูกศิษย์อีกห้าคนในหุบเขา โดยเฉพาะลูกศิษย์ลำดับที่สองและสี่ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพี่ชายพ่อและแม่เดียวกับทารกแฝดสองคนนี้ หรือก็คือเป็น “บุตรที่แท้จริงอย่างลับๆ” ของจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันและฮูหยิน ย่อมต้องอยากเข้ามาแสดงความยินดี และชมโฉมหน้าทารกน้อยทั้งสอง เรือนหลังใหญ่ใจกลางคฤหาสน์ยามนี้ นับว่าครึกครื้นยิ่งฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาชิงตั้งชื่อบุตรสาวไปแล้วหนึ่งคน เกรงอกเกรงใจสามีไม่น้อย จึงเหลือบุตรสาวไว้ให้สามีตั้งชื่อด้วยตนเองหนึ่งคน พวกเขาทุกคนจึงเรียกเด็กน้อยผู้นี้ว่าเป่าเปาเสี่ยวเป่าไม่เหมือนพี่สาว นางชอบร้องไห้โยเยบ่อยๆ ฮูหยินประมุขเยว่อยากให้สตรีที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยืนกรานจะเลี้ยงดูบุตรีด้วยตนเองได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงพยายามคว้าข้าวของต่างๆ มาหลอกล่อเสี่ยวเป่า ใครจะนึกว่าเป่าเปาเพียงจับๆ มามองดูก็โยนทิ้งไปเสียหมด โยนทิ้งแล้วก็ร้องไห้เสียงดังจนน่ากลัวว่าภูเขาจะถล่ม ฟ้าจะสะเทือนตอนนั้นเอง ฮูหยินเยว่ก็สังเกตเห็นป้ายหยกที่ฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาห้อยเอาไว้ ป้ายหยกชิ้นนี้แวววาวงดงามเป็นอย่างยิ่ง นางฉุกคิดได้ว่าเด็กๆ ชอบของแวววาว จึงขอทดลองเอาป้ายหยกม
จะด้วยบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจระหว่างออกท่องยุทธภพเป็นใจหรืออย่างไรก็สุดรู้ ท้ายที่สุด ฮูหยินจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันก็ตั้งครรภ์บุตรสาวขึ้นมาจนได้...ไม่ใช่แค่เป็นครรภ์บุตรสาวธรรมดาๆ แต่ยังเป็นครรภ์บุตรสาวฝาแฝดที่รูปโฉมบริสุทธิ์งดงาม น่ารักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างยิ่งหากนับจากสถานะข้างตระกูลหลี่แห่งเทียนจิน เด็กสองคนนี้ย่อมต้องกลายเป็นคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของหลี่ผิงอ๋องผู้วางมือจากราชสำนักอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าเมื่อมองจากสถานะข้างหุบเขาเดียวดายที่คนส่วนใหญ่รับรู้ เด็กสาวสองคนนี้ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากองค์หญิงตัวน้อยๆ แห่งอาณาจักรเร้นลับในขุนเขาอวี้หลงจะอย่างไรเลือดก็ข้นกว่าน้ำ...แม้หุบเขาแห่งนี้จะเลือกผู้สืบทอดจากศิษย์มาทุกรุ่น ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าท่านจ้าวหุบเขาผู้ยิ่งนับวันก็ยิ่งรักใคร่หวงแหนภรรยาและบุตรีจะไม่เลือกส่งมอบทุกสิ่งต่อให้บุตรสาวฝาแฝดที่ถือกำเนิดจากฮูหยินคนสำคัญแม้สกุลหลี่มีธรรมเนียมตั้งชื่อบุตรหลานตามลำดับทำเนียบรุ่น ทว่าชื่อเรียกของพวกนางหาได้ตั้งขึ้นตามทำเนียบรุ่น ศาสตร์แห่งดวงชะตา หรือธรรมเนียมปฏิบัติอื่นใดพวกนางสองคน คนหนึ่งถูกเรียกว่า “เซียนเซียน” ส่วนอีกคน ได้ชื่อเรีย
แม้ผู้บรรเลงจะไม่มีใจอยากบรรเลงอย่างไร แต่ระดับฝีมือก็ไม่ใช่สิ่งที่จะลดทอนกันได้ง่ายๆ ด้วยระดับความสามารถของร่างนี้ หลังจากฟังเธอบรรเลงลำนำเฉียนฉินจนจบ ทั่วทั้งโถงก็เงียบกริบจนถึงขั้นหากมีใครทำเข็มตก ทุกคน ณ ที่นี้ก็คงได้ยินชัดถนัดหู เนิ่นนานนัก องค์หญิงผิงหยางก็เป็นผู้เอ่ยออกมาเป็นคนแรก“ยังคงไพเร
หากเขาไม่อาจหยุดคิดเรื่องพวกนี้ก็มีแต่จะต้องรีบกินยานั่นของผู้อาวุโสกัว ทำให้ตนเองหมดสติไปก่อนจะเสียสติ คลุ้มคลั่ง พ่ายแพ้ให้ปราณมารดื้อรั้นเหล่านี้!“ท่านอ๋อง!” เสียงเรียกที่มาพร้อมๆ กับเสียงเปิดประตูดังขึ้นในชั่วอึดใจ ไช่-เฉวียนที่ระยะนี้รับหน้าที่ให้ยาแทนนายหญิงน้อย รีบปราดเข้าประคองท่านอ๋องซึ่ง
ท่านอ๋องจอมมารเห็นท่าทางนั้นก็ลดริมฝีปากลง จุมพิตแนบแน่น เนิบนาบ เลื่อนมือขึ้นปลดถอดเสื้อผ้าตนเองและคนด้านล่างอย่างเชื่องช้าอาจูถูกโจมตีด้วยความคิดมากมายจนสับสน ทั้งอย่างนั้นจนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าขยับตัว กว่าจะรู้ตัวก็เผลอคล้อยตามความนุ่มนวลวาบหวาม ยอมคล้องแขนกอดคอเขาไว้ตามที่อีกฝ่ายจัดวาง“ข้าสา
อาจูเห็นท่าทีนี้แล้วอดเอ็นดูไม่ได้สาวใช้ที่มารดาท่านอ๋องจ้าวหุบเขามอบให้เธอมีไม่น้อยก็จริง แต่คนที่เปิดใจกับเธอมากที่สุด สุดท้ายกลับเป็นแม่นมของท่านอ๋องจ้าวหุบเขาที่มารดาของท่านอ๋องไม่ได้ตั้งใจจัดหามาให้ กับสาวใช้ที่อ่อนเดียงสาที่สุดในกลุ่มสาวใช้ที่ถูกส่งตัวมา...ถ้านี่ไม่ใช่ความต้องการที่จะหาเพื่อ







