共有

บทที่ 10

last update 公開日: 2026-09-15 02:13:09

“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?”

          “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว

          ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ              

          “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที”         

          เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง”

          “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย

          “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก

          หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”

          “นี่แกไปเอาเงินมาจากไหนนังวินนี่” ศราที่ได้ยินรีบหันขวับไปถาม แม้กระทั่งเกวลินที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยก็หันมามอง

          “เรียกวินสิยะ วินนงวินนี่อะไรกัน เงินนั่นก็เงินผัวเก่านังไจ๋ไง”

          เมธาวินตวัดตาค้อนมาใส่เพื่อนทั้งสองที่กำลังทำหน้าไม่เข้าใจ

          “ค่าทำขวัญ ดูสิ ปากฉันบวมเลย” คนเจ็บยกนิ้วขึ้นจับมุมปาก ไม่นึกเลยว่าการกลับมาหาเพื่อนในรอบเกือบสิบปีจะได้รับลาภลอยเป็นหมัดหนักๆ ราคาแสนแพงแบบนี้

          “แล้วจู่ๆ แกจะจูบนังไจ๋มันทำไมนังวินนี่” ศราตวัดตาใส่เพื่อนสาวที่จู่ๆ ก็แอ๊บแมน ทั้งที่เมื่อก่อนต้องมีคำต่อท้ายตลอด ไม่อย่างนั้นไม่มีแรงทาลิปสติกสีแดง

          “ก็ฉันอยากกวนประสาทผัวเก่ามันน่ะสิ อยากให้มันรู้ซึ้งว่านังไจ๋มีผู้ชายดีๆ รออยู่อีกเพียบ” เมธาวินจีบปากจีบคออธิบาย แต่ในใจก็แอบเข็ดขยาด ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะถึงขั้นวิ่งโร่มาสอยปากตนจนร่วงไปกองกับโซฟา

          “แล้วเป็นไงล่ะ ได้กินหมัดแทนข้าว อิ่มไหมล่ะ” ศราส่ายหน้าอย่างระอา    

          เมธาวินยิ้มแห้ง แม้จะเจ็บตัวแต่ก็สะใจไม่น้อย ทว่าความเงียบที่ผิดปกติของจนิตาทำให้ต้องร้องถาม “แล้วนี่แกไหวไหมเนี่ยนังไจ๋ นิ่งไปเลย”

          เพื่อนทั้งสามต่างหันไปโฟกัสจนิตาที่มีอาการเหม่อลอย คล้ายครุ่นคิดอะไรอยู่ในหัว

          “นังไจ๋อย่าเงียบ” เมธาวินร้องเสียงแหลมขึ้นอีก เห็นอาการของเพื่อนแล้วอยากจะวิ่งกลับไปใช้ฝ่ามือฟาดหน้าฝ่ายนั้นอีกสามสี่ครั้ง

          “พวกแกช่วยอะไรฉันที” จนิตาเลิกจมอยู่กับความเงียบ แล้วดึงสายตาไปมองเพื่อนๆ

          “ว่ามาได้เลยนังไจ๋” ทุกคนตอบขึ้นพร้อมกันอย่างไร้ข้อแม้

          “ทำป้ายประกาศขายบ้านให้ฉันหน่อย” น้ำเสียงนั้นหนักแน่น มั่นคง

          “ฮะ? แกจะขายบ้าน” เกวลินเบิกตาโตด้วยความตกใจ เพราะจนิตารักและผูกพันกับบ้านหลังนั้น

          “เออ ฉันจะขาย...” จนิตาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกความกล้า “แต่ฉันไม่ได้แค่จะขายบ้านนะ”                        

          “แกจะทำอะไรอีก” หนนี้ศราถามบ้าง แววตาเต็มไปด้วยความใคร่รู้

          “ฉันจะไปจากที่นี่” หญิงสาวมีแววตาวูบไหว แม้จะเป็นการตัดสินใจที่กะทันหัน แต่มันคือทางออกเดียวที่ผุดเข้ามาในหัวตลอดสามสี่วันที่ผ่านมา

          “แกจะไปเมื่อไหร่” ทั้งสามคนมองหน้าจนิตาอย่างเข้าใจและไม่คิดห้าม

          จนิตาสบตามองเพื่อนแล้วบอกไปอย่างหนักแน่น

           “คืนนี้เลย”

บทที่ 10

          รองเท้าหนังที่ไม่ได้ผ่านการขัดจนเงาวับเหมือนทุกทีก้าวลงจากรถที่จอดสนิทอยู่หน้าบ้านชั้นเดียวหลังเดิม บ้านหลังที่ตนเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไป แต่วันนี้เขาไม่ได้มาในยามวิกาล และไม่ได้คิดจะบุกรุกเข้าไปเหมือนคืนก่อน พลันนึกถึงถ้อยคำเตือนสติของเพื่อนสนิทเมื่อคืน

          “กูจะไปหาไจ๋”

            “ตอนนี้เหรอ เดี๋ยวก็ได้โดนอีกข้อหา และหากมึงไม่มีสติแบบนี้ก็ไม่ควรไปหาคุณไจ๋”

            “กูจะไป แต่จะไปพรุ่งนี้เช้าแทน และกูจะไม่โวยวาย กูจะขอคุยกับไจ๋ดีๆ”

          พริษฐ์ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านเหมือนหลายวันที่ผ่านมา คอชะเง้อมองเข้าไปด้านในบ้าน พลางส่งเสียงเรียกหาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าทุกครั้ง

          “ไจ๋ครับ...ไจ๋ออกมาหาผมหน่อยนะ ผมมาดี ผมอยากคุยด้วยจริงๆ” พริษฐ์มีเรื่องที่ต้องอธิบายให้หญิงสาวเข้าใจ แล้วนึกอยากจะยกมือขึ้นตบปากตัวเองนักที่เคยพูดจาพล่อยๆ โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีจนเรื่องบานปลาย

          “นะครับไจ๋ ออกมาหาผมหน่อยนะ ผมอยากอธิบายเรื่องงานแต่ง”

          แม้จะพยายามอ้อนวอนเพียงใด สิ่งที่ตอบกลับมาก็ยังคงเป็นความเงียบงันที่น่าใจหาย พริษฐ์กวาดสายตามองไปรอบบ้านที่ดูเงียบเชียบผิดปกติ หน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิทราวกับจนิตาไม่ได้อยู่ด้านใน

          “หรือว่าไจ๋จะออกไปข้างนอกแล้ว” พริษฐ์ขมวดคิ้วด้วยความกังวลใจ เขาอยากอธิบายทุกอย่างให้จบสิ้นในตอนนี้ แล้วตัดสินใจหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาลองโทร.ออก ทว่าไม่ว่าจะกดโทร.ไปกี่ครั้งก็ติดต่อไม่ได้

          “เราถูกไจ๋บล็อกไปแล้วนี่หว่า โอ๊ยไอ้พาย” ชายหนุ่มหน้าจ๋อยลงอย่างเห็นได้ชัด มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิดใจ ไม่ใช่แค่เบอร์โทรศัพท์ แม้แต่ข้อความทางแอปพลิเคชันก็ส่งไปไม่ได้ ทำได้เพียงยืนคอตกอยู่หน้าประตูรั้วอย่างคนไร้ทางออก

          แม้แดดจะเริ่มแผดเผาจนเหงื่อซึม พริษฐ์ก็ยังปักหลักยืนรออย่างมีความหวัง กระทั่งมีเสียงร้องทักดังมาจากด้านหลัง  

          “มาติดต่อซื้อบ้านหรือเปล่าคุณ”

          “ครับ?” พริษฐ์เลิกคิ้วมองชายคนหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากบ้านหลังข้างๆ ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า     

          “เอ่อ...เปล่าครับ ผมมาหาไจ๋ ไม่ได้มาซื้อบ้าน”    

          “อ้อ ผมก็หลงคิดว่าจะมาดูบ้านน้องไจ๋ เห็นยืนมองอยู่นาน พอดีน้องเขาฝากให้ผมกับป้าช่วยบอกขายบ้านให้น่ะครับ”     

          “ขายบ้านเหรอครับ” คนฟังอุทานออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าคมซีดเผือดลง    

          “ใช่ครับ น้องไจ๋บอกป้าผมไว้เมื่อช่วงเช้าตรู่ตอนป้าผมออกมาตักบาตร...บอกเสร็จน้องไจ๋ก็ไปเลยครับ”

          “ไจ๋ได้บอกไหมครับว่าไปทำธุระที่ไหน แล้วจะกลับมาเมื่อไร”

          “น้องไจ๋น่าจะไม่กลับมาที่นี่แล้วนะครับ เพราะเธอบอกว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่”

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 10

    “ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 9 (02)

    “เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 9

    บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 8 (02)

    “เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 8

    บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”

  • นางร้ายขอหย่าขาดจากคุณหมอเฮงซวย   บทที่ 7 (04)

    “งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status