ログイン“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?”
“ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว
ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ
“วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที”
เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง”
“เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย
“ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก
หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“นี่แกไปเอาเงินมาจากไหนนังวินนี่” ศราที่ได้ยินรีบหันขวับไปถาม แม้กระทั่งเกวลินที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยก็หันมามอง
“เรียกวินสิยะ วินนงวินนี่อะไรกัน เงินนั่นก็เงินผัวเก่านังไจ๋ไง”
เมธาวินตวัดตาค้อนมาใส่เพื่อนทั้งสองที่กำลังทำหน้าไม่เข้าใจ
“ค่าทำขวัญ ดูสิ ปากฉันบวมเลย” คนเจ็บยกนิ้วขึ้นจับมุมปาก ไม่นึกเลยว่าการกลับมาหาเพื่อนในรอบเกือบสิบปีจะได้รับลาภลอยเป็นหมัดหนักๆ ราคาแสนแพงแบบนี้
“แล้วจู่ๆ แกจะจูบนังไจ๋มันทำไมนังวินนี่” ศราตวัดตาใส่เพื่อนสาวที่จู่ๆ ก็แอ๊บแมน ทั้งที่เมื่อก่อนต้องมีคำต่อท้ายตลอด ไม่อย่างนั้นไม่มีแรงทาลิปสติกสีแดง
“ก็ฉันอยากกวนประสาทผัวเก่ามันน่ะสิ อยากให้มันรู้ซึ้งว่านังไจ๋มีผู้ชายดีๆ รออยู่อีกเพียบ” เมธาวินจีบปากจีบคออธิบาย แต่ในใจก็แอบเข็ดขยาด ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะถึงขั้นวิ่งโร่มาสอยปากตนจนร่วงไปกองกับโซฟา
“แล้วเป็นไงล่ะ ได้กินหมัดแทนข้าว อิ่มไหมล่ะ” ศราส่ายหน้าอย่างระอา
เมธาวินยิ้มแห้ง แม้จะเจ็บตัวแต่ก็สะใจไม่น้อย ทว่าความเงียบที่ผิดปกติของจนิตาทำให้ต้องร้องถาม “แล้วนี่แกไหวไหมเนี่ยนังไจ๋ นิ่งไปเลย”
เพื่อนทั้งสามต่างหันไปโฟกัสจนิตาที่มีอาการเหม่อลอย คล้ายครุ่นคิดอะไรอยู่ในหัว
“นังไจ๋อย่าเงียบ” เมธาวินร้องเสียงแหลมขึ้นอีก เห็นอาการของเพื่อนแล้วอยากจะวิ่งกลับไปใช้ฝ่ามือฟาดหน้าฝ่ายนั้นอีกสามสี่ครั้ง
“พวกแกช่วยอะไรฉันที” จนิตาเลิกจมอยู่กับความเงียบ แล้วดึงสายตาไปมองเพื่อนๆ
“ว่ามาได้เลยนังไจ๋” ทุกคนตอบขึ้นพร้อมกันอย่างไร้ข้อแม้
“ทำป้ายประกาศขายบ้านให้ฉันหน่อย” น้ำเสียงนั้นหนักแน่น มั่นคง
“ฮะ? แกจะขายบ้าน” เกวลินเบิกตาโตด้วยความตกใจ เพราะจนิตารักและผูกพันกับบ้านหลังนั้น
“เออ ฉันจะขาย...” จนิตาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกความกล้า “แต่ฉันไม่ได้แค่จะขายบ้านนะ”
“แกจะทำอะไรอีก” หนนี้ศราถามบ้าง แววตาเต็มไปด้วยความใคร่รู้“ฉันจะไปจากที่นี่” หญิงสาวมีแววตาวูบไหว แม้จะเป็นการตัดสินใจที่กะทันหัน แต่มันคือทางออกเดียวที่ผุดเข้ามาในหัวตลอดสามสี่วันที่ผ่านมา
“แกจะไปเมื่อไหร่” ทั้งสามคนมองหน้าจนิตาอย่างเข้าใจและไม่คิดห้าม
จนิตาสบตามองเพื่อนแล้วบอกไปอย่างหนักแน่น
“คืนนี้เลย”บทที่ 10
รองเท้าหนังที่ไม่ได้ผ่านการขัดจนเงาวับเหมือนทุกทีก้าวลงจากรถที่จอดสนิทอยู่หน้าบ้านชั้นเดียวหลังเดิม บ้านหลังที่ตนเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไป แต่วันนี้เขาไม่ได้มาในยามวิกาล และไม่ได้คิดจะบุกรุกเข้าไปเหมือนคืนก่อน พลันนึกถึงถ้อยคำเตือนสติของเพื่อนสนิทเมื่อคืน
“กูจะไปหาไจ๋”
“ตอนนี้เหรอ เดี๋ยวก็ได้โดนอีกข้อหา และหากมึงไม่มีสติแบบนี้ก็ไม่ควรไปหาคุณไจ๋”
“กูจะไป แต่จะไปพรุ่งนี้เช้าแทน และกูจะไม่โวยวาย กูจะขอคุยกับไจ๋ดีๆ”
พริษฐ์ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านเหมือนหลายวันที่ผ่านมา คอชะเง้อมองเข้าไปด้านในบ้าน พลางส่งเสียงเรียกหาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าทุกครั้ง
“ไจ๋ครับ...ไจ๋ออกมาหาผมหน่อยนะ ผมมาดี ผมอยากคุยด้วยจริงๆ” พริษฐ์มีเรื่องที่ต้องอธิบายให้หญิงสาวเข้าใจ แล้วนึกอยากจะยกมือขึ้นตบปากตัวเองนักที่เคยพูดจาพล่อยๆ โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีจนเรื่องบานปลาย
“นะครับไจ๋ ออกมาหาผมหน่อยนะ ผมอยากอธิบายเรื่องงานแต่ง”
แม้จะพยายามอ้อนวอนเพียงใด สิ่งที่ตอบกลับมาก็ยังคงเป็นความเงียบงันที่น่าใจหาย พริษฐ์กวาดสายตามองไปรอบบ้านที่ดูเงียบเชียบผิดปกติ หน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิทราวกับจนิตาไม่ได้อยู่ด้านใน
“หรือว่าไจ๋จะออกไปข้างนอกแล้ว” พริษฐ์ขมวดคิ้วด้วยความกังวลใจ เขาอยากอธิบายทุกอย่างให้จบสิ้นในตอนนี้ แล้วตัดสินใจหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาลองโทร.ออก ทว่าไม่ว่าจะกดโทร.ไปกี่ครั้งก็ติดต่อไม่ได้
“เราถูกไจ๋บล็อกไปแล้วนี่หว่า โอ๊ยไอ้พาย” ชายหนุ่มหน้าจ๋อยลงอย่างเห็นได้ชัด มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิดใจ ไม่ใช่แค่เบอร์โทรศัพท์ แม้แต่ข้อความทางแอปพลิเคชันก็ส่งไปไม่ได้ ทำได้เพียงยืนคอตกอยู่หน้าประตูรั้วอย่างคนไร้ทางออก
แม้แดดจะเริ่มแผดเผาจนเหงื่อซึม พริษฐ์ก็ยังปักหลักยืนรออย่างมีความหวัง กระทั่งมีเสียงร้องทักดังมาจากด้านหลัง
“มาติดต่อซื้อบ้านหรือเปล่าคุณ”
“ครับ?” พริษฐ์เลิกคิ้วมองชายคนหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากบ้านหลังข้างๆ ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
“เอ่อ...เปล่าครับ ผมมาหาไจ๋ ไม่ได้มาซื้อบ้าน”
“อ้อ ผมก็หลงคิดว่าจะมาดูบ้านน้องไจ๋ เห็นยืนมองอยู่นาน พอดีน้องเขาฝากให้ผมกับป้าช่วยบอกขายบ้านให้น่ะครับ”
“ขายบ้านเหรอครับ” คนฟังอุทานออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าคมซีดเผือดลง
“ใช่ครับ น้องไจ๋บอกป้าผมไว้เมื่อช่วงเช้าตรู่ตอนป้าผมออกมาตักบาตร...บอกเสร็จน้องไจ๋ก็ไปเลยครับ”
“ไจ๋ได้บอกไหมครับว่าไปทำธุระที่ไหน แล้วจะกลับมาเมื่อไร”
“น้องไจ๋น่าจะไม่กลับมาที่นี่แล้วนะครับ เพราะเธอบอกว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่”
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด