LOGIN“อะไรล่ะ” เกวลินถามกลับ จะได้โทร.กลับไปบอกเพื่อนทั้งสองถูก
“อยากกินเนื้อผู้ชายหนุ่มๆ” ไม่พูดเปล่า ยังทำท่าใช้ลิ้นเลียกลีบปากอีกด้วย นั่นทำให้ต้นแขนถูกฟาดดังเพียะ
“นังไจ๋ อย่าเพิ่งมาหาพ่อให้หลานฉันตอนนี้” เกวลินเท้าเอววีน ตนก็คิดว่าเพื่อนจะอยากกินขนมนมเนย ที่ไหนได้กลับนึกหิวผู้ชายขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ใครว่า หาผัวใหม่ให้ตัวเองต่างหาก” จนิตาว่าแล้วหัวเราะเสียงดัง เธอเป็นทั้งพ่อและแม่ของลูกได้ แต่เป็นผัวให้ตัวเองไม่ได้
เกวลินเห็นเพื่อนหัวเราะได้ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้ลึกๆ จะไม่แน่ใจว่าจนิตากำลังแกล้งทำเพื่อให้เธอสบายใจหรือเปล่า หลังจากนั้นทั้งคู่ก็นั่งคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
ฝีเท้าที่ตั้งใจจะก้าวตรงไปยังเตียงคนไข้ต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน สิบทิศรีบพุ่งตัวไปยังห้องน้ำแทนเมื่อได้ยินเสียงอาเจียนดังแว่วออกมาไม่หยุด
“ไอ้พายไหวไหมเนี่ย” สิบทิศรีบเข้าไปช่วยประคองเพื่อนที่นั่งกองอยู่กับพื้น หลังพยายามขยับตัวลุกจากการนั่งกอดชักโครก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เขาถึงกับต้องย่นหน้า “ทำไมมึงอ้วกหนักขนาดนี้วะ”
พริษฐ์ทำได้แค่ยกมือโบกไปมาเป็นสัญญาณ ตอนนี้ไม่สามารถเปล่งเสียงอะไรออกมาได้เลย เพราะแค่อ้าปาก ความรู้สึกพะอืดพะอมก็ตีขึ้นมาจนจุกอยู่ที่ลำคอ
“เออๆ งั้นกลับเตียงไปนอนก่อน” สิบทิศค่อยๆ พาคนเจ็บกลับขึ้นเตียง สภาพของพริษฐ์แย่ลงทุกวัน บาดแผลจากการถูกยิงก็ยังไม่ดีขึ้น แล้วยังมาป่วยซ้ำอีก
พริษฐ์รีบคว้ายาดมสมุนไพรบนโต๊ะหัวเตียงขึ้นมายัดใส่จมูก พลางเอนหลังพิงหัวเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด
“เดี๋ยวกูเรียกไอ้โยมาตรวจดูอาการมึงหน่อยดีกว่า”
“ไม่เป็นไร...” พริษฐ์ส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแหบพร่า
“ไม่เป็นไรได้ไง มึงอ้วกไปกี่รอบแล้วเนี่ย”
“ห้า” พริษฐ์บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า เขานั่งกอดชักโครกอาเจียนมาตั้งแต่เช้ามืด
“มึงจะเป็นโรคอะไรร้ายแรงไหมวะ” สิบทิศอดกังวลไม่ได้ แม้จะเป็นหมอเหมือนกัน แต่เชี่ยวชาญด้านจักษุ ไม่ได้ชำนาญเรื่องโรคทั่วไปเท่ากับวาโย ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้คาดเดาไปไกลกว่านั้น เสียงตอบราบเรียบก็ลอยมาจากหน้าประตูห้อง
“ไม่หรอก” วาโยเดินไปหยุดเท้าอยู่ข้างเตียง “มันรู้ดีว่ามันเป็นอะไร”
“แล้วมันเป็นอะไร” สิบทิศขมวดคิ้วไม่เข้าใจ
“มันกำลังแพ้ท้องแทนคุณไจ๋” พริษฐ์เชี่ยวชาญด้านนี้ จึงรู้ตัวดีตั้งแต่ที่ตนเองนึกอยากกินมะม่วงเปรี้ยวๆ แล้ว ประกอบกับอาการเหม็นกลิ่นอาหารและพะอืดพะอมตลอดเวลา วาโยมองมะม่วงในมือที่ตนต้องเดินไปซื้อที่ร้านรถเข็นด้านหน้าโรงพยาบาลมาให้
“กูออกจากโรงพยาบาลได้ยัง” คนบนเตียงมองคุณหมอเจ้าของไข้ด้วยความหวัง
“อีกนาน” วาโยดับฝันนั้นลงทันควัน
“แต่กูดีขึ้นแล้ว” พริษฐ์พยายามฝืนซ่อนความเจ็บร้าวที่แผลยามขยับตัว เขาอยากจะออกไปตามหาจนิตาใจจะขาดแล้ว
“ตอนนี้มึงเป็นคนไข้ อย่าทำเป็นรู้ดี” วาโยปรามเสียงเข้มใส่คนที่ขยันถามคำถามนี้เช้า กลางวัน เย็น
ใบหน้าของคนป่วยเศร้าลง แต่ก็ยังแอบมีหวังเล็กๆ “ว่าแต่ไอ้ธามเจอเบาะแสของไจ๋บ้างไหม”“ไม่เลยว่ะ”
ตอนนี้ทางธนกฤตมืดแปดด้านทั้งเรื่องการตามหาจนิตาและเรื่องคนร้าย แม้จะมีกล้องวงจรปิดด้านหน้าโรงพยาบาล แต่ความมืดก็เป็นอุปสรรค ถึงจะได้ป้ายทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ที่คนร้ายขับหนีไป แต่มันก็เป็นรถที่ถูกขโมยมาอีกทอดหนึ่ง
คนที่ไม่ได้รับข่าวดีเลยเฉาลงยิ่งกว่าเดิม ปากหนาขบเข้าหากันเมื่อรู้สึกทรมานใจแทบจะขาด ทว่ายังไม่ทันที่เพื่อนรักทั้งสามจะได้เอ่ยอะไรกันต่อ ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงด้วยฝ่ามือของหญิงสาวคนหนึ่ง
คนที่ทำให้ชายหนุ่มทั้งสามคนในห้องถึงกับทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปตามๆ กัน
บทที่ 12
“พายเป็นยังไงบ้างคะ”
เสียงใสๆ ดังออกมาจากปากอิ่มสวยที่ทาลิปสติกสีชมพูระเรื่อ มาพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ และแววตาที่สื่อได้ถึงความห่วงใย สองเท้าก้าวลึกเข้าไปด้านในจนเกือบชิดกับเตียง แล้วมองสบกับคนที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ
“พอดีฉายไม่สบายนิดหน่อย เลยเพิ่งได้มาเยี่ยม” ตะวันฉายหวังว่าพริษฐ์จะไม่นึกเคืองโกรธกัน ตาคู่สวยมองต่ำไปยังหม้อซุปในมือที่นำติดมาด้วย “ฉายทำซุปไก่มาให้พายด้วยนะ ฉายเคี่ยวหลายชั่วโมงเลย”
บรรยากาศภายในห้องเงียบสนิท พริษฐ์มองหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักใจ
“สวัสดีค่ะโย สิบ” ตะวันฉายไม่ลืมที่จะหันไปทักทายคุณหมอทั้งสอง
“ครับ”
วาโยและสิบทิศทำเพียงคลี่ยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไป พวกเขาต่างรับรู้ได้ถึงมวลความอึดอัดที่เริ่มก่อตัวขึ้นจนทำตัวไม่ถูก
“พายกินเลยนะคะ” ตะวันฉายหันกลับมาหาคนบนเตียง มือเรียวจัดแจงจะตักซุปป้อนให้ถึงปาก ทว่ากลับถูกขัดขึ้นเสียก่อน
“ผมกินข้าวแล้วครับ” พริษฐ์บอกเสียงเรียบ สีหน้านิ่งเฉย
“แต่ว่าฉายตั้งใจทำมาให้เลยนะคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือเล็กน้อย คล้ายคนจะร้องไห้เมื่อถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
“ผมอิ่มแล้วครับ และทีหลังคุณฉายก็ไม่ต้องลำบากหรอกนะครับ” พริษฐ์ย้ำชัดถ้อยชัดคำ เลือกที่จะตัดไฟเสียแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เป็นการให้ความหวัง และก่อนหน้านี้เขาก็พูดชัดเจนไปแล้ว
“พาย”
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ ยืนนิ่งรับแรงดันน้ำที่ปะทะร่างกายจนเปียกโชกไปทั้งตัว เขายอมให้ศราสาดซัดความโกรธแค้นใส่ได้ตามสบาย ขอแค่เจ้าตัวใจอ่อนยอมบอกที่ซ่อนของจนิตา ศราเร่งระดับน้ำให้แรงขึ้นไปอีก จะดูว่าคนหน้าด้านจะทนได้สักแค่ไหน ทว่าเวลาผ่านไป คนตรงหน้ากลับยังยืนนิ่งเฉย ไม่ยอมหนีเลยแม้แต่น้อย จนหญิงสาวเริ่มขบเม้มปาก ใจกลัวขึ้นมาว่าตนเองจะเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายแผลติดเชื้อ ถ้าถึงขั้นตายขึ้นมาตนจะซวยเอาได้ จึงฮึดฮัดขัดใจพร้อมทิ้งสายยางลงพื้น แล้วเปลี่ยนมาเท้าเอวด้วยความเหนื่อยหน่าย “โอ๊ย…มันอยู่ระยองมั้ง” “จริงเหรอครับ” พริษฐ์ตาโตอย่างมีความหวัง ระยองเป็นสถานที่ที่จนิตาชอบและเขาเคยพาเธอไปเที่ยวบ่อยๆ ไม่ต่างจากเขาใหญ่ “ไปหาเอาเอง” ศราสะบัดมือไล่ส่งๆ ไม่คิดจะขยายความต่อ “ขอบคุณครับ” พริษฐ์กล่าวขอบคุณจากใจ แม้จะรับรู้ว่าถ้อยคำนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง แต่มันก็เป็นความหวังได้อยู่ไม่น้อย ที่ผ่านมาธนกฤตส่งคนช่วยตามหาตามสถานที่ต่างๆ ที่เขาบอกแล้ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา ว่าแล้วร่างสูงก็พลิกตัวกลับขึ้นรถพร้อมมุ่งหน้าไปยังจังหวัดร
ประนอมผ่อนลมหายใจช้าๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ป้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณไจ๋ที่รักคุณพายขนาดนั้น จู่ๆ ถึงขอหย่าได้ แล้วคุณพายเองก็รักคุณไจ๋ไม่แพ้กัน” ประนอมนึกถึงความหลัง “ที่คุณพายให้ป้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะอยากให้ป้าช่วยมาดูแลคุณไจ๋ เพราะเธอชอบหัดทำอาหารแล้วมือโดนน้ำมันกระเด็นใส่บ่อยๆ รวมถึงไม่อยากทิ้งให้คุณไจ๋ต้องอยู่บ้านคนเดียว เวลาที่คุณพายต้องไปทำงาน” หากไม่รักก็คงไม่เอาใจใส่และห่วงใยเท่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าตนแก่เกินไปจึงไม่เข้าใจอารมณ์ของหนุ่มสาวหรือเปล่า “ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากนิสัยมันแหละครับป้า ทำอะไรห่วงอะไรก็ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยบอกเมีย” วาโยอธิบายเสริม ประนอมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเจ้านายเป็นคนปากหนักมาแต่ไหนแต่ไร ความรักความห่วงใยส่วนใหญ่มักจะแสดงออกผ่านการกระทำหรือฝากฝังผ่านเธอเสียมากกว่า “ยังไงผมก็ฝากมันด้วยนะครับ” “ค่ะ” ประนอมยิ้มรับคำฝากฝัง แล้วรีบหันไปตระเตรียมปรุงอาหารรสอ่อนๆ ที่พริษฐ์พอจะกินได้ ซึ่งก็ไม่พ้นเมนูโปรดของจนิตาอย่างข้าวต้มกุ้ง เผื่อว่ากลิ่นหอมคุ้นเคยจะช่วยให้เจ้านายเจริญอาหา
“ญาติคนไข้คนนั้นตัดทิ้งได้เลย เขาไม่มีปัญญาจ้างมือปืนมายิงไอ้พายได้หรอก” ธนกฤตตอบ สีหน้ายิ่งเครียดหนักเมื่อคดีดูเหมือนจะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น “ทำไม” ทุกคนทำสีหน้าใคร่รู้ “เพราะเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อสามสัปดาห์ก่อน” คำเฉลยของธนกฤตทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สิบทิศจะโพล่งถามถึงอีกคน “แล้วคนที่ไอ้พายไปมีเรื่องด้วยที่ผับล่ะ” “เพื่อนคุณไจ๋...เพื่อนสาว” “อะไรนะ” แม้แต่พริษฐ์ก็ทำหน้าตกใจ คาดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นเพื่อนของจนิตา “เมื่อก่อนชื่อนน ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นเมธาวิน หรือวินนี่” ธนกฤตบอกถึงข้อมูลที่สืบทราบมาได้ “แล้วมึงจำไม่ได้เลยหรือไงวะพาย” วาโยหันไปถามคนบนเตียง “หรือว่าวันนั้นมึงเมาจนเบลอ” “จำไม่ได้ก็ไม่แปลก เพราะเขาศัลยกรรมมาเยอะ และได้ย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศมานานแล้ว วันนั้นเขาแค่คงอยากยั่วโมโหมัน” ธนกฤตอธิบายจนทุกคนกระจ่างใจ “ไว้มีโอกาสกูจะไปขอโทษเขา” พริษฐ์เริ่มจำได้ถึงเพื่อนคนดังกล่าว อีกฝ่ายเป็นเพื่อนที่จนิตาเคยพูดถึงอยู่บ้างว่าอยู่ต่างประเทศ
“พาย” ตะวันฉายถึงกับหน้าเสีย ไม่นึกว่าพริษฐ์จะใจร้ายใส่เธอได้ถึงเพียงนี้ แล้วน้ำตาก็ขังคลอหน่วยตาในทันที พริษฐ์ไม่คิดใจอ่อน ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้คงไม่จบ ที่สำคัญเขาฝืนใจแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้จริงๆ ทว่าไม่ทันได้พูดใดๆ ต่อไปอีกก็มีเสียงตวาดลั่นดังขึ้น “ตาพาย ทำไมพูดแบบนี้กับหนูฉายฮะ” พรรุจาที่เปิดประตูมาได้ยินประโยคใจร้ายเข้าถึงกับขึ้นเสียงใส่หลานชาย สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอรีบก้าวไปหยุดเท้าอยู่เคียงข้างตะวันฉาย “คุณป้า” ตะวันฉายเบะปากคล้ายจะปล่อยโฮออกมา “หนูฉายตั้งใจทำมาให้ แกก็ควรกิน” คนเป็นป้าดุหลานชายอีกครั้ง ไม่นึกว่าพริษฐ์จะทำนิสัยเช่นนี้ คงติดมาจากแม่นางร้ายนั่น “ผมรับไว้แต่น้ำใจนะครับ อย่างอื่นผมขอปฏิเสธ” ชายหนุ่มรู้ดีว่าซุปไก่นั้นไม่ได้มีแต่น้ำใจ จึงยืนกรานปฏิเสธ ดวงตาจ้องมองคนเป็นป้าอย่างจริงจัง “ตาพาย” พรรุจาตวาดเสียงปรามดุ แล้วไม่วายเตือนให้หลานชายได้พึงระลึกไว้ “อย่าทำตัวแบบนี้ อย่าลืมสิว่า ครอบครัวหนูฉายมีบุญคุณต่อพวกเรา” “ผมไม่เคยลืมครับ” พริษฐ์ตอบสั้นๆ เพราะคำว่าบุญคุณนี่แหละที
“อะไรล่ะ” เกวลินถามกลับ จะได้โทร.กลับไปบอกเพื่อนทั้งสองถูก “อยากกินเนื้อผู้ชายหนุ่มๆ” ไม่พูดเปล่า ยังทำท่าใช้ลิ้นเลียกลีบปากอีกด้วย นั่นทำให้ต้นแขนถูกฟาดดังเพียะ “นังไจ๋ อย่าเพิ่งมาหาพ่อให้หลานฉันตอนนี้” เกวลินเท้าเอววีน ตนก็คิดว่าเพื่อนจะอยากกินขนมนมเนย ที่ไหนได้กลับนึกหิวผู้ชายขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ใครว่า หาผัวใหม่ให้ตัวเองต่างหาก” จนิตาว่าแล้วหัวเราะเสียงดัง เธอเป็นทั้งพ่อและแม่ของลูกได้ แต่เป็นผัวให้ตัวเองไม่ได้ เกวลินเห็นเพื่อนหัวเราะได้ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้ลึกๆ จะไม่แน่ใจว่าจนิตากำลังแกล้งทำเพื่อให้เธอสบายใจหรือเปล่า หลังจากนั้นทั้งคู่ก็นั่งคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฝีเท้าที่ตั้งใจจะก้าวตรงไปยังเตียงคนไข้ต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน สิบทิศรีบพุ่งตัวไปยังห้องน้ำแทนเมื่อได้ยินเสียงอาเจียนดังแว่วออกมาไม่หยุด “ไอ้พายไหวไหมเนี่ย” สิบทิศรีบเข้าไปช่วยประคองเพื่อนที่นั่งกองอยู่กับพื้น หลังพยายามขยับตัวลุกจากการนั่งกอดชักโครก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เขาถึงกับต
วาโยมองหน้าเพื่อนแล้วได้แต่นึกสงสาร พลันรีบประคองคนที่พยายามจะยันตัวลุกขึ้นจากเตียง “มึงจะทำอะไร...” “กูจะไปตามหาไจ๋” พริษฐ์พยายามฝืนความเจ็บที่ทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้นเลย “มึงเอาตัวให้รอดก่อน เดี๋ยวพวกกูจะช่วยตามหาให้ก่อน” แค่ขยับตัวลุกยังทำไม่ได้ แล้วมันจะเอาปัญญาที่ไหนไปเร่ตามหาจนิตา “แต่ถ้ากูปล่อยให้นานไปกว่านี้ โอกาสที่กูจะหาไจ๋เจอก็จะยิ่งน้อยลง” พริษฐ์ทำหน้าดื้อรั้น จะให้นอนอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร “ตอนนี้สิ่งที่มึงต้องสนคือใครยิงมึงต่างหาก ถ้าออกไปแล้วถูกยิงอีกมึงจะทำยังไง” วาโยเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “แต่อยู่โดยไม่มีไจ๋ กูน่าจะทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก” พริษฐ์มองเพื่อนด้วยแววตาเจ็บปวดรวดร้าว “อย่ามาคลั่งรักตอนนี้” วาโยปรามดุ สิบทิศก็พยักหน้าเห็นด้วยว่าเพื่อนควรฟังคำเตือน “กูคลั่งรักไจ๋มานานแล้ว” พริษฐ์แย้งไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เออ แต่มึงเป็นพวกปากหนักไงไอ้พาย คราวนี้ก็เรียนรู้และจำไว้เป็นบทเรียนซะ และถ้ายังไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ มึงต้องพักให้ร่างกายหายดีก่อน หายแล้วพวกกูจะไม่ห้ามมึงเลย”







