LOGINวาโยมองหน้าเพื่อนแล้วได้แต่นึกสงสาร พลันรีบประคองคนที่พยายามจะยันตัวลุกขึ้นจากเตียง “มึงจะทำอะไร...”
“กูจะไปตามหาไจ๋” พริษฐ์พยายามฝืนความเจ็บที่ทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้นเลย
“มึงเอาตัวให้รอดก่อน เดี๋ยวพวกกูจะช่วยตามหาให้ก่อน” แค่ขยับตัวลุกยังทำไม่ได้ แล้วมันจะเอาปัญญาที่ไหนไปเร่ตามหาจนิตา
“แต่ถ้ากูปล่อยให้นานไปกว่านี้ โอกาสที่กูจะหาไจ๋เจอก็จะยิ่งน้อยลง” พริษฐ์ทำหน้าดื้อรั้น จะให้นอนอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร
“ตอนนี้สิ่งที่มึงต้องสนคือใครยิงมึงต่างหาก ถ้าออกไปแล้วถูกยิงอีกมึงจะทำยังไง” วาโยเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“แต่อยู่โดยไม่มีไจ๋ กูน่าจะทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก” พริษฐ์มองเพื่อนด้วยแววตาเจ็บปวดรวดร้าว
“อย่ามาคลั่งรักตอนนี้” วาโยปรามดุ สิบทิศก็พยักหน้าเห็นด้วยว่าเพื่อนควรฟังคำเตือน
“กูคลั่งรักไจ๋มานานแล้ว” พริษฐ์แย้งไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“เออ แต่มึงเป็นพวกปากหนักไงไอ้พาย คราวนี้ก็เรียนรู้และจำไว้เป็นบทเรียนซะ และถ้ายังไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ มึงต้องพักให้ร่างกายหายดีก่อน หายแล้วพวกกูจะไม่ห้ามมึงเลย”
พริษฐ์หยุดนิ่งขบคิด ก่อนพยักหน้ายินยอมแต่โดยดี
“ตอนนี้ก็ช่วยคิดได้แล้วว่า ใครยิงมึง” วาโยดึงเข้าประเด็นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หากคิดออก ธนกฤตจะได้ไปลากตัวคนร้ายมาเค้นสอบ
“กูไม่รู้ กูไม่เคยไปสร้างศัตรูที่ไหน อาจจะยิงผิดตัวก็ได้” พริษฐ์คิดว่าอย่างหลังมีเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ในตอนนั้นก็เป็นช่วงมืดค่ำแล้ว ก่อนจะหันมองไปยังวาโย
“กูก็ไม่เคยไปสร้างศัตรูไว้” คุณหมอผ่าตัดสั่นหน้าหวือ ตนนั้นอยู่ห่างจากมันไม่มาก ไม่น่าจะเป็นการยิงผิดตัว
พริษฐ์นิ่งเงียบไปแล้วพยายามครุ่นคิด ทว่าก็มีอาการมึนศีรษะอยู่ไม่น้อย
ด้านวาโยนึกอะไรได้บางอย่าง “หรือจะเป็นเรื่องเมื่อคราวก่อนวะไอ้พาย”
“เรื่องอะไร” พริษฐ์เลิกคิ้วมอง
“ก็เรื่องที่มีญาติคนไข้มาโวยวายจะพังวอร์ด แล้วมึงเข้าไปห้ามไง คนที่เกือบจะต่อยมึง คนที่ประกาศว่าจะเอาเลือดหัวมึงออก ท่าทางจะเป็นนักเลงหัวไม้อยู่ไม่น้อยเลยนะ”
พริษฐ์นึกย้อนไปยังเหตุการณ์ที่ตนถูกอีกฝ่ายผลักอกและเกือบจะทำร้าย ใบหน้ามีความสับสน “กูไม่แน่ใจว่ะ”
“เดี๋ยวกูจะบอกให้ไอ้ธามลองตามสืบดู ระหว่างนี้มึงควรระวังตัวให้มาก กูกับไอ้สิบจะสลับกันมานอนเฝ้า” เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นต้องให้ธนกฤตเป็นคนหาความจริงให้ รวมถึงเหตุการณ์ที่ผับด้วย
“คุณแม่ล่ะ” พริษฐ์ถามถึงมารดา
“ไอ้ธามเพิ่งพากลับไปส่ง”
พริษฐ์ผ่อนลมหายใจช้าๆ ออกมา แล้วมองหาสมาร์ตโฟนของตัวเอง “กูขอมือถือหน่อย”
“เอาไป” สิบทิศเป็นคนเอื้อมมือไปดึงลิ้นชักจากโต๊ะข้างเตียง หยิบสมาร์ตโฟนที่หน้าจอแตกร้าวส่งต่อให้เจ้าของ มันน่าจะพังตอนที่พริษฐ์ล้มกระแทกพื้น “มึงน่าจะต้องซื้อโทรศัพท์ใหม่นะ”
“กูใช้ได้”
“สภาพนี้ เดี๋ยวกระจกก็บาดหน้าพอดี” วาโยสั่นหน้าแย้ง
“มือถือเครื่องนี้ไจ๋ซื้อให้กู” พริษฐ์ไม่อาจตัดใจทิ้งมันไปได้ เมื่อโทรศัพท์เครื่องนี้จนิตาซื้อให้เป็นของขวัญวันครบรอบแต่งงานปีแรก
“ว่าแต่มึงจะโทร.หาใคร” วาโยเลิกคิ้วมอง ที่ผ่านมาเขาเห็นพริษฐ์ใช้โทรศัพท์เครื่องนี้อย่างทะนุถนอมเป็นอย่างดีมาตลอด
“โทร.หาไจ๋” พริษฐ์ดีใจที่โทรศัพท์ยังสามารถใช้ได้ แต่หลังจากนี้เขาคงต้องส่งมันเข้าศูนย์ซ่อม “ถ้าไจ๋รู้ข่าวว่ากูถูกยิง ไจ๋อาจจะกลับมาเยี่ยมกูก็ได้”
จากนั้นก็กดโทร.หาจนิตาด้วยความหวังเล็กๆ ว่าจะสามารถติดต่อได้ แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ต่างจากเดิม
เขายังถูกจนิตาบล็อกเบอร์อยู่ จึงหันไปมองวาโย
“กูขอยืมโทรศัพท์มึงโทร.หาไจ๋หน่อยได้ไหม”
“ตอนมึงยังไม่ฟื้น กูลองโทร.ไปแล้ว ติดต่อไม่ได้เหมือนกัน บางทีคุณไจ๋อาจจะยกเลิกเบอร์ไปแล้ว” วาโยไม่อยากทำให้เพื่อนต้องเศร้า แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับให้ได้
พริษฐ์คอตก หน้าเศร้าสลดลง พูดอะไรไม่ออก ส่วนวาโยกับสิบทิศไม่รู้จะปลอบอย่างไรดี ได้แต่มองคุณหมอคนเก่งที่กลายเป็นหมาหงอย เพราะถูกภรรยาทิ้งไปโดยไม่เหลือแม้แต่ช่องทางติดต่อ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกเจ็ดวัน มุมชิงช้าไม้ใต้ร่มไม้ใหญ่กลายเป็นมุมโปรดที่จนิตาต้องมานั่งแกว่งไกวปล่อยอารมณ์ในทุกเย็น ในจานผลไม้บนหน้าตักวันนี้ยังคงมีมะม่วงเปรี้ยวเข็ดฟันเช่นเคย ก่อนจะมีเสียงเรียกแว่วดังมา
“นังไจ๋” เกวลินหย่อนก้นนั่งบนชิงช้าไม้ข้างๆ
“ถ้าจะมาบอกเรื่องนั้นไม่ต้องบอก” จนิตาเอ่ยดักคอ เพราะไม่อยากรับรู้เรื่องอะไรของคนแปลกหน้า
“เออ รู้แล้วย่ะ” เกวลินปรายตามองเพื่อน ตลอดหลายวันที่ผ่านมาจนิตาไม่ยอมหลุดปากถามถึงคนถูกยิงแม้สักครึ่งคำ แต่เธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องพริษฐ์อยู่แล้ว “ฉันแค่จะมาถามว่า วันนี้แกยังแพ้ท้องหนักอยู่ไหม”
“แปลกมากเลย จู่ๆ ฉันก็ไม่แพ้แล้ว” จนิตาบอกด้วยสีหน้าฉงน ปกติทุกเช้าเธอแทบจะต้องคลานออกจากห้องน้ำเพราะอาเจียนจนหมดเรี่ยวแรง แต่สองสามวันมานี้กลับไม่มีทั้งอาการพะอืดพะอมหรือหน้ามืดแล้ว ร่างกายกลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจนแทบไม่เชื่อตัวเอง
“ดีแล้ว” ช่วงสองวันที่ผ่านมาเกวลินมัวแต่แวะไปทำธุระให้กับพี่ชาย จึงหายหน้าไปจากรีสอร์ต ไม่ได้รับรู้อาการของเพื่อน “แต่ว่าอาทิตย์หน้านังศรีกับนังวินนี่จะขึ้นมาหาแกนะ”
“นังวินนี่มันจะอยู่อีกแค่สองอาทิตย์ใช่ไหม”
“เออ แต่ไม่รู้จะกลับก่อนหรือเปล่า เห็นบ่นว่าคิดถึงผัวจะขาดใจ” เกวลินเบะปากใส่ความคลั่งรักของเพื่อนที่หายไปเกือบสิบปี แต่กลับมาอยู่ไทยได้ไม่กี่สัปดาห์ก็ร้องหาผัวเสียแล้ว
จนิตาแอบกลอกตามองบนให้กับความรักผัวหลงผัวของเมธาวิน จังหวะหนึ่งก็ขบเม้มปากแน่นเมื่อเผลอหวนคิดถึงเรื่องตัวเอง แต่วูบเดียวก็สลัดมันทิ้งไป แล้วหันไปสนใจคำถามของเกวลินต่อ
“แกอยากกินอะไรไหม พวกมันจะซื้อขึ้นมาให้”
“อยาก” ตอนนี้คนท้องนึกเปรี้ยวปาก อยากกินหนึ่งสิ่งเป็นอย่างมาก ดวงตาเป็นประกาย
“อะไรล่ะ” เกวลินถามกลับ จะได้โทร.กลับไปบอกเพื่อนทั้งสองถูก
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ ยืนนิ่งรับแรงดันน้ำที่ปะทะร่างกายจนเปียกโชกไปทั้งตัว เขายอมให้ศราสาดซัดความโกรธแค้นใส่ได้ตามสบาย ขอแค่เจ้าตัวใจอ่อนยอมบอกที่ซ่อนของจนิตา ศราเร่งระดับน้ำให้แรงขึ้นไปอีก จะดูว่าคนหน้าด้านจะทนได้สักแค่ไหน ทว่าเวลาผ่านไป คนตรงหน้ากลับยังยืนนิ่งเฉย ไม่ยอมหนีเลยแม้แต่น้อย จนหญิงสาวเริ่มขบเม้มปาก ใจกลัวขึ้นมาว่าตนเองจะเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายแผลติดเชื้อ ถ้าถึงขั้นตายขึ้นมาตนจะซวยเอาได้ จึงฮึดฮัดขัดใจพร้อมทิ้งสายยางลงพื้น แล้วเปลี่ยนมาเท้าเอวด้วยความเหนื่อยหน่าย “โอ๊ย…มันอยู่ระยองมั้ง” “จริงเหรอครับ” พริษฐ์ตาโตอย่างมีความหวัง ระยองเป็นสถานที่ที่จนิตาชอบและเขาเคยพาเธอไปเที่ยวบ่อยๆ ไม่ต่างจากเขาใหญ่ “ไปหาเอาเอง” ศราสะบัดมือไล่ส่งๆ ไม่คิดจะขยายความต่อ “ขอบคุณครับ” พริษฐ์กล่าวขอบคุณจากใจ แม้จะรับรู้ว่าถ้อยคำนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง แต่มันก็เป็นความหวังได้อยู่ไม่น้อย ที่ผ่านมาธนกฤตส่งคนช่วยตามหาตามสถานที่ต่างๆ ที่เขาบอกแล้ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา ว่าแล้วร่างสูงก็พลิกตัวกลับขึ้นรถพร้อมมุ่งหน้าไปยังจังหวัดร
ประนอมผ่อนลมหายใจช้าๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ป้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณไจ๋ที่รักคุณพายขนาดนั้น จู่ๆ ถึงขอหย่าได้ แล้วคุณพายเองก็รักคุณไจ๋ไม่แพ้กัน” ประนอมนึกถึงความหลัง “ที่คุณพายให้ป้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะอยากให้ป้าช่วยมาดูแลคุณไจ๋ เพราะเธอชอบหัดทำอาหารแล้วมือโดนน้ำมันกระเด็นใส่บ่อยๆ รวมถึงไม่อยากทิ้งให้คุณไจ๋ต้องอยู่บ้านคนเดียว เวลาที่คุณพายต้องไปทำงาน” หากไม่รักก็คงไม่เอาใจใส่และห่วงใยเท่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าตนแก่เกินไปจึงไม่เข้าใจอารมณ์ของหนุ่มสาวหรือเปล่า “ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากนิสัยมันแหละครับป้า ทำอะไรห่วงอะไรก็ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยบอกเมีย” วาโยอธิบายเสริม ประนอมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเจ้านายเป็นคนปากหนักมาแต่ไหนแต่ไร ความรักความห่วงใยส่วนใหญ่มักจะแสดงออกผ่านการกระทำหรือฝากฝังผ่านเธอเสียมากกว่า “ยังไงผมก็ฝากมันด้วยนะครับ” “ค่ะ” ประนอมยิ้มรับคำฝากฝัง แล้วรีบหันไปตระเตรียมปรุงอาหารรสอ่อนๆ ที่พริษฐ์พอจะกินได้ ซึ่งก็ไม่พ้นเมนูโปรดของจนิตาอย่างข้าวต้มกุ้ง เผื่อว่ากลิ่นหอมคุ้นเคยจะช่วยให้เจ้านายเจริญอาหา
“ญาติคนไข้คนนั้นตัดทิ้งได้เลย เขาไม่มีปัญญาจ้างมือปืนมายิงไอ้พายได้หรอก” ธนกฤตตอบ สีหน้ายิ่งเครียดหนักเมื่อคดีดูเหมือนจะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น “ทำไม” ทุกคนทำสีหน้าใคร่รู้ “เพราะเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อสามสัปดาห์ก่อน” คำเฉลยของธนกฤตทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สิบทิศจะโพล่งถามถึงอีกคน “แล้วคนที่ไอ้พายไปมีเรื่องด้วยที่ผับล่ะ” “เพื่อนคุณไจ๋...เพื่อนสาว” “อะไรนะ” แม้แต่พริษฐ์ก็ทำหน้าตกใจ คาดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นเพื่อนของจนิตา “เมื่อก่อนชื่อนน ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นเมธาวิน หรือวินนี่” ธนกฤตบอกถึงข้อมูลที่สืบทราบมาได้ “แล้วมึงจำไม่ได้เลยหรือไงวะพาย” วาโยหันไปถามคนบนเตียง “หรือว่าวันนั้นมึงเมาจนเบลอ” “จำไม่ได้ก็ไม่แปลก เพราะเขาศัลยกรรมมาเยอะ และได้ย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศมานานแล้ว วันนั้นเขาแค่คงอยากยั่วโมโหมัน” ธนกฤตอธิบายจนทุกคนกระจ่างใจ “ไว้มีโอกาสกูจะไปขอโทษเขา” พริษฐ์เริ่มจำได้ถึงเพื่อนคนดังกล่าว อีกฝ่ายเป็นเพื่อนที่จนิตาเคยพูดถึงอยู่บ้างว่าอยู่ต่างประเทศ
“พาย” ตะวันฉายถึงกับหน้าเสีย ไม่นึกว่าพริษฐ์จะใจร้ายใส่เธอได้ถึงเพียงนี้ แล้วน้ำตาก็ขังคลอหน่วยตาในทันที พริษฐ์ไม่คิดใจอ่อน ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้คงไม่จบ ที่สำคัญเขาฝืนใจแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้จริงๆ ทว่าไม่ทันได้พูดใดๆ ต่อไปอีกก็มีเสียงตวาดลั่นดังขึ้น “ตาพาย ทำไมพูดแบบนี้กับหนูฉายฮะ” พรรุจาที่เปิดประตูมาได้ยินประโยคใจร้ายเข้าถึงกับขึ้นเสียงใส่หลานชาย สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอรีบก้าวไปหยุดเท้าอยู่เคียงข้างตะวันฉาย “คุณป้า” ตะวันฉายเบะปากคล้ายจะปล่อยโฮออกมา “หนูฉายตั้งใจทำมาให้ แกก็ควรกิน” คนเป็นป้าดุหลานชายอีกครั้ง ไม่นึกว่าพริษฐ์จะทำนิสัยเช่นนี้ คงติดมาจากแม่นางร้ายนั่น “ผมรับไว้แต่น้ำใจนะครับ อย่างอื่นผมขอปฏิเสธ” ชายหนุ่มรู้ดีว่าซุปไก่นั้นไม่ได้มีแต่น้ำใจ จึงยืนกรานปฏิเสธ ดวงตาจ้องมองคนเป็นป้าอย่างจริงจัง “ตาพาย” พรรุจาตวาดเสียงปรามดุ แล้วไม่วายเตือนให้หลานชายได้พึงระลึกไว้ “อย่าทำตัวแบบนี้ อย่าลืมสิว่า ครอบครัวหนูฉายมีบุญคุณต่อพวกเรา” “ผมไม่เคยลืมครับ” พริษฐ์ตอบสั้นๆ เพราะคำว่าบุญคุณนี่แหละที
“อะไรล่ะ” เกวลินถามกลับ จะได้โทร.กลับไปบอกเพื่อนทั้งสองถูก “อยากกินเนื้อผู้ชายหนุ่มๆ” ไม่พูดเปล่า ยังทำท่าใช้ลิ้นเลียกลีบปากอีกด้วย นั่นทำให้ต้นแขนถูกฟาดดังเพียะ “นังไจ๋ อย่าเพิ่งมาหาพ่อให้หลานฉันตอนนี้” เกวลินเท้าเอววีน ตนก็คิดว่าเพื่อนจะอยากกินขนมนมเนย ที่ไหนได้กลับนึกหิวผู้ชายขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ใครว่า หาผัวใหม่ให้ตัวเองต่างหาก” จนิตาว่าแล้วหัวเราะเสียงดัง เธอเป็นทั้งพ่อและแม่ของลูกได้ แต่เป็นผัวให้ตัวเองไม่ได้ เกวลินเห็นเพื่อนหัวเราะได้ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้ลึกๆ จะไม่แน่ใจว่าจนิตากำลังแกล้งทำเพื่อให้เธอสบายใจหรือเปล่า หลังจากนั้นทั้งคู่ก็นั่งคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฝีเท้าที่ตั้งใจจะก้าวตรงไปยังเตียงคนไข้ต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน สิบทิศรีบพุ่งตัวไปยังห้องน้ำแทนเมื่อได้ยินเสียงอาเจียนดังแว่วออกมาไม่หยุด “ไอ้พายไหวไหมเนี่ย” สิบทิศรีบเข้าไปช่วยประคองเพื่อนที่นั่งกองอยู่กับพื้น หลังพยายามขยับตัวลุกจากการนั่งกอดชักโครก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เขาถึงกับต
วาโยมองหน้าเพื่อนแล้วได้แต่นึกสงสาร พลันรีบประคองคนที่พยายามจะยันตัวลุกขึ้นจากเตียง “มึงจะทำอะไร...” “กูจะไปตามหาไจ๋” พริษฐ์พยายามฝืนความเจ็บที่ทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้นเลย “มึงเอาตัวให้รอดก่อน เดี๋ยวพวกกูจะช่วยตามหาให้ก่อน” แค่ขยับตัวลุกยังทำไม่ได้ แล้วมันจะเอาปัญญาที่ไหนไปเร่ตามหาจนิตา “แต่ถ้ากูปล่อยให้นานไปกว่านี้ โอกาสที่กูจะหาไจ๋เจอก็จะยิ่งน้อยลง” พริษฐ์ทำหน้าดื้อรั้น จะให้นอนอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร “ตอนนี้สิ่งที่มึงต้องสนคือใครยิงมึงต่างหาก ถ้าออกไปแล้วถูกยิงอีกมึงจะทำยังไง” วาโยเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “แต่อยู่โดยไม่มีไจ๋ กูน่าจะทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก” พริษฐ์มองเพื่อนด้วยแววตาเจ็บปวดรวดร้าว “อย่ามาคลั่งรักตอนนี้” วาโยปรามดุ สิบทิศก็พยักหน้าเห็นด้วยว่าเพื่อนควรฟังคำเตือน “กูคลั่งรักไจ๋มานานแล้ว” พริษฐ์แย้งไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เออ แต่มึงเป็นพวกปากหนักไงไอ้พาย คราวนี้ก็เรียนรู้และจำไว้เป็นบทเรียนซะ และถ้ายังไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ มึงต้องพักให้ร่างกายหายดีก่อน หายแล้วพวกกูจะไม่ห้ามมึงเลย”







