FAZER LOGINชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ ยืนนิ่งรับแรงดันน้ำที่ปะทะร่างกายจนเปียกโชกไปทั้งตัว เขายอมให้ศราสาดซัดความโกรธแค้นใส่ได้ตามสบาย ขอแค่เจ้าตัวใจอ่อนยอมบอกที่ซ่อนของจนิตา
ศราเร่งระดับน้ำให้แรงขึ้นไปอีก จะดูว่าคนหน้าด้านจะทนได้สักแค่ไหน ทว่าเวลาผ่านไป คนตรงหน้ากลับยังยืนนิ่งเฉย ไม่ยอมหนีเลยแม้แต่น้อย จนหญิงสาวเริ่มขบเม้มปาก ใจกลัวขึ้นมาว่าตนเองจะเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายแผลติดเชื้อ ถ้าถึงขั้นตายขึ้นมาตนจะซวยเอาได้ จึงฮึดฮัดขัดใจพร้อมทิ้งสายยางลงพื้น แล้วเปลี่ยนมาเท้าเอวด้วยความเหนื่อยหน่าย
“โอ๊ย…มันอยู่ระยองมั้ง”
“จริงเหรอครับ” พริษฐ์ตาโตอย่างมีความหวัง ระยองเป็นสถานที่ที่จนิตาชอบและเขาเคยพาเธอไปเที่ยวบ่อยๆ ไม่ต่างจากเขาใหญ่
“ไปหาเอาเอง” ศราสะบัดมือไล่ส่งๆ ไม่คิดจะขยายความต่อ
“ขอบคุณครับ”
พริษฐ์กล่าวขอบคุณจากใจ แม้จะรับรู้ว่าถ้อยคำนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง แต่มันก็เป็นความหวังได้อยู่ไม่น้อย ที่ผ่านมาธนกฤตส่งคนช่วยตามหาตามสถานที่ต่างๆ ที่เขาบอกแล้ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา ว่าแล้วร่างสูงก็พลิกตัวกลับขึ้นรถพร้อมมุ่งหน้าไปยังจังหวัดระยองโดยไม่รีรอ
ส่วนศรากระแทกลมหายใจแรงๆ ออกมา ในจังหวะนั้นหูก็ได้ยินเสียงเรียกเข้าของสมาร์ตโฟนดังขึ้น จึงต้องเดินเข้าบ้านไปกดรับ
“ทำอะไรอยู่ยะ” เกวลินร้องถาม เมื่อต้องโทร.ไปถึงสองสาย
“ไล่ผัวเก่านังไจ๋” คนต้องตอบทำหน้าเบื่อหน่ายร่วมด้วย
“มาอีกแล้ว”
“เออ สองวันติดแล้ว แต่คราวนี้คงไม่ได้มาอีกหลายวัน”
“ทำไม” เกวลินนึกสงสัย คิดว่าเพื่อนคงต้องทำอะไรสักอย่าง
“ฉันโกหกไปว่านังไจ๋อยู่ระยอง” ถ้าไม่บอกไปเช่นนั้น เชื่อว่าพรุ่งนี้ก็จะได้พบหน้าพริษฐ์ให้ต้องรำคาญใจอีก
“แกก็...” เกวลินสั่นหน้าใส่สมาร์ตโฟน ในใจก็อดใคร่รู้ไม่ได้ว่าฝ่ายนั้นจะมาตามหาเพื่อนของเธอไปทำไมกัน แต่ก็ไม่อยากไปเสวนาด้วย
“ก็ฉันรำคาญ แต่ดูเหมือนเขายังไม่หายดีเลยนะ” ศราทำหน้าเหนื่อยใจ แล้วนึกใคร่รู้เรื่องคนร้ายไม่น้อย แต่ตอนนี้ก็คงจับตัวได้แล้วกระมัง ไม่เช่นนั้นคงไม่ออกมาเช่นนี้ได้ พลันร้องถามถึงคนสำคัญ “แล้วมันเป็นไงบ้าง”
“ก็ยิ้มได้ ดูมีความสุขดี” เกวลินบอกตามที่ตาเห็น
“มันสุขจริงๆ ใช่ไหม”
“ไม่รู้ดิ” เรื่องภายในจิตใจเธอคงบอกไม่ได้ แต่ก็จะพยายามช่วยเยียวยาจิตใจให้เพื่อนดีขึ้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็คงต้องใช้เวลา
“แล้วหลานล่ะ” ศรายังถามอีก
“ไม่ดื้อแล้ว มันไม่อ้วก ไม่แพ้เลย” เกวลินอดนึกแปลกใจไม่ได้ จู่ๆ อาการแพ้ของจนิตาก็หายเป็นปลิดทิ้ง
“ดีแล้ว แต่ช่วงนี้ฉันคงไม่ได้ไปหามัน กลัวผัวเก่ามันแอบตามไป” เธอคงต้องรอไปอีกระยะหนึ่ง ไม่เช่นนั้นกลัวว่า พื้นที่ปลอดภัยจะถูกเปิดเผย
“ฉันดูแลมันได้ แกไม่ต้องห่วง” ด้านเกวลินครางรับ เธอจะดูแลจนิตาอย่างเต็มที่และดีที่สุด
บทที่ 13
“หลานเป็นไงบ้าง”
คำถามนี้ดังขึ้นจากคนที่เดินเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้สีเข้มยังหน้าห้องรอรับยา ฝ่ายคนถูกถามเงยหน้าขึ้นมองอย่างอ่อนใจ
“ฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันมาคนเดียวได้” จนิตามองศราที่ยอมขับรถหลายชั่วโมงขึ้นมาหากัน แล้วมองไปยังเกวลินที่ประคบประหงมเธอราวกับเป็นเด็กสามขวบ
“ฉันห่วงหลานหรอกย่ะ” ศราบอกเพื่อนขี้ตู่ ตนก็แค่กลัวหลานไม่รัก และจะปล่อยให้เกวลินเอาหน้าไปคนเดียวได้อย่างไรกัน
“เชื่อตายละ” จนิตาเบ้ปากใส่ ดูก็รู้ว่าเพื่อนคนนี้ห่วงเธอยิ่งกว่าสามีของตนเองเสียอีก มือเรียวยกขึ้นลูบหน้าท้องแล้วบอกไป “หลานพวกแกแข็งแรงดี ไม่ดื้อ ไม่ซนเลย โตไปต้องเป็นลูกที่ประเสริฐแน่นอน”
ศรากลอกตามองบนใส่คนเห่อลูก พลางมองหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้น ตอนนี้อายุครรภ์ราวสามเดือนแล้ว อีกหนึ่งเดือนก็จะได้รู้ว่าเป็นหลานสาวหรือหลานชาย แล้วมองไปยังเกวลินที่เบะปากใส่กัน
“ทำไมพวกแกมองกันแบบนั้น” จนิตาอดสงสัยไม่ได้
“ก็มันมาท้าพนันกับฉันน่ะสิว่าต้องได้หลานชายแน่ๆ” ศราที่เชื่อหมดใจว่าอย่างไรก็ต้องได้หลานสาวตวัดตาค้อนใส่คนที่มาขัดคอกัน
“นี่หลานนะยะ ยังกล้าพนัน” จนิตาอยากจะยื่นมือไปหยิกแขนเพื่อนทั้งสองเสียจริง แต่ก็อดลุ้นและตื่นเต้นไม่ได้เช่นกัน ใจเธอนั้นอยากได้ทั้งลูกชายและลูกสาว
“ขำๆ น่า” เกวลินว่า มือยื่นไปลูบหน้าท้องของจนิตาเบาๆ “ว่าแต่หลานชายของป้าอยากกินอะไรไหม ป้าจะซื้อให้”
ศราค้อนควักใส่ อีกหนึ่งเดือนมาคอยดูกันว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ
“ฉันอยากจะเดินตลาดสักหน่อยก่อนกลับ อยากดูชุดคลุมท้อง” ตอนนี้เสื้อผ้าที่ใส่อยู่เริ่มจะอึดอัดแล้ว จึงอยากได้เสื้อผ้าที่ใส่สบายขึ้น
“ไปสิ”
หลังรอรับยาบำรุงเสร็จ ทั้งสามก็เดินไปยังตลาดที่อยู่ติดกับโรงพยาบาล แม้อากาศจะร้อนไปบ้าง แต่จนิตาก็รู้สึกดี เพราะช่วงที่ผ่านมาเธอเอาแต่อยู่ในรีสอร์ตเพื่อพักใจ ส่วนเพื่อนทั้งสองเวลานี้กำลังแอบกระซิบกระซาบกัน
“หมอนั่นยังคอยไปถามหานังไจ๋ไหม” เป็นเวลาร่วมสองเดือนแล้วที่เพื่อนของเธอโยกย้ายที่อยู่และตัดขาดจากฝ่ายนั้น แต่ดูเหมือนว่าพริษฐ์จะยังพยายามตามหา
“ตลอด” ศราทำหน้าเหนื่อยใจ ฝ่ายนั้นไม่เคยหยุดหย่อนในการแวะเวียนมาเฝ้าถามหาจนิตา
“แล้วเรื่องงานแต่งล่ะ” เกวลินนึกข้องใจ ไม่รู้ว่าตกข่าวเรื่องงานมงคลไปหรือไม่ แต่ก็ไม่เห็นมีภาพหวานชื่นออกมาเลย
“ไม่เห็นมีข่าวเลย” ศรานึกใคร่รู้ไม่ต่างกัน ข่าวนี้เงียบหายไปราวกับมันไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ พลันจ้องมองตาของเกวลิน “แกอยากให้มันกลับไปคืนดีกับผัวเก่าหรือไง”
“เปล่า แค่อยากสาระแน แล้วก็แปลกใจน่ะว่าทำไมถึงต้องเที่ยวมาตามหานังไจ๋” เพื่อนรักใครเธอก็รักด้วย ถ้าเพื่อนเซย์บายแล้ว เธอก็เช่นกัน แต่ความสงสัยมันห้ามไม่ได้จริงๆ
“ไม่รู้สิ ฉันก็ไม่เคยอยู่ฟังคำที่ผัวเก่ามันจะอธิบายอะ” คนที่ต้องคอยไล่ คอยเอาน้ำสาดสั่นหน้าไปมา “แต่ทุกครั้งที่มาหาฉันก็บอกว่าอยากเจอมัน อยากขอโทษ ที่สำคัญนะ…”
“อะไร” เกวลินยื่นหน้าไปใกล้แล้วรอฟัง แต่ไม่ทันจะได้ฟังคำตอบก็มีคำถามดังขึ้น
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบ ยืนนิ่งรับแรงดันน้ำที่ปะทะร่างกายจนเปียกโชกไปทั้งตัว เขายอมให้ศราสาดซัดความโกรธแค้นใส่ได้ตามสบาย ขอแค่เจ้าตัวใจอ่อนยอมบอกที่ซ่อนของจนิตา ศราเร่งระดับน้ำให้แรงขึ้นไปอีก จะดูว่าคนหน้าด้านจะทนได้สักแค่ไหน ทว่าเวลาผ่านไป คนตรงหน้ากลับยังยืนนิ่งเฉย ไม่ยอมหนีเลยแม้แต่น้อย จนหญิงสาวเริ่มขบเม้มปาก ใจกลัวขึ้นมาว่าตนเองจะเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายแผลติดเชื้อ ถ้าถึงขั้นตายขึ้นมาตนจะซวยเอาได้ จึงฮึดฮัดขัดใจพร้อมทิ้งสายยางลงพื้น แล้วเปลี่ยนมาเท้าเอวด้วยความเหนื่อยหน่าย “โอ๊ย…มันอยู่ระยองมั้ง” “จริงเหรอครับ” พริษฐ์ตาโตอย่างมีความหวัง ระยองเป็นสถานที่ที่จนิตาชอบและเขาเคยพาเธอไปเที่ยวบ่อยๆ ไม่ต่างจากเขาใหญ่ “ไปหาเอาเอง” ศราสะบัดมือไล่ส่งๆ ไม่คิดจะขยายความต่อ “ขอบคุณครับ” พริษฐ์กล่าวขอบคุณจากใจ แม้จะรับรู้ว่าถ้อยคำนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง แต่มันก็เป็นความหวังได้อยู่ไม่น้อย ที่ผ่านมาธนกฤตส่งคนช่วยตามหาตามสถานที่ต่างๆ ที่เขาบอกแล้ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา ว่าแล้วร่างสูงก็พลิกตัวกลับขึ้นรถพร้อมมุ่งหน้าไปยังจังหวัดร
ประนอมผ่อนลมหายใจช้าๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ป้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณไจ๋ที่รักคุณพายขนาดนั้น จู่ๆ ถึงขอหย่าได้ แล้วคุณพายเองก็รักคุณไจ๋ไม่แพ้กัน” ประนอมนึกถึงความหลัง “ที่คุณพายให้ป้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะอยากให้ป้าช่วยมาดูแลคุณไจ๋ เพราะเธอชอบหัดทำอาหารแล้วมือโดนน้ำมันกระเด็นใส่บ่อยๆ รวมถึงไม่อยากทิ้งให้คุณไจ๋ต้องอยู่บ้านคนเดียว เวลาที่คุณพายต้องไปทำงาน” หากไม่รักก็คงไม่เอาใจใส่และห่วงใยเท่านี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าตนแก่เกินไปจึงไม่เข้าใจอารมณ์ของหนุ่มสาวหรือเปล่า “ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากนิสัยมันแหละครับป้า ทำอะไรห่วงอะไรก็ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยบอกเมีย” วาโยอธิบายเสริม ประนอมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเจ้านายเป็นคนปากหนักมาแต่ไหนแต่ไร ความรักความห่วงใยส่วนใหญ่มักจะแสดงออกผ่านการกระทำหรือฝากฝังผ่านเธอเสียมากกว่า “ยังไงผมก็ฝากมันด้วยนะครับ” “ค่ะ” ประนอมยิ้มรับคำฝากฝัง แล้วรีบหันไปตระเตรียมปรุงอาหารรสอ่อนๆ ที่พริษฐ์พอจะกินได้ ซึ่งก็ไม่พ้นเมนูโปรดของจนิตาอย่างข้าวต้มกุ้ง เผื่อว่ากลิ่นหอมคุ้นเคยจะช่วยให้เจ้านายเจริญอาหา
“ญาติคนไข้คนนั้นตัดทิ้งได้เลย เขาไม่มีปัญญาจ้างมือปืนมายิงไอ้พายได้หรอก” ธนกฤตตอบ สีหน้ายิ่งเครียดหนักเมื่อคดีดูเหมือนจะวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น “ทำไม” ทุกคนทำสีหน้าใคร่รู้ “เพราะเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อสามสัปดาห์ก่อน” คำเฉลยของธนกฤตทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สิบทิศจะโพล่งถามถึงอีกคน “แล้วคนที่ไอ้พายไปมีเรื่องด้วยที่ผับล่ะ” “เพื่อนคุณไจ๋...เพื่อนสาว” “อะไรนะ” แม้แต่พริษฐ์ก็ทำหน้าตกใจ คาดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นเพื่อนของจนิตา “เมื่อก่อนชื่อนน ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นเมธาวิน หรือวินนี่” ธนกฤตบอกถึงข้อมูลที่สืบทราบมาได้ “แล้วมึงจำไม่ได้เลยหรือไงวะพาย” วาโยหันไปถามคนบนเตียง “หรือว่าวันนั้นมึงเมาจนเบลอ” “จำไม่ได้ก็ไม่แปลก เพราะเขาศัลยกรรมมาเยอะ และได้ย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศมานานแล้ว วันนั้นเขาแค่คงอยากยั่วโมโหมัน” ธนกฤตอธิบายจนทุกคนกระจ่างใจ “ไว้มีโอกาสกูจะไปขอโทษเขา” พริษฐ์เริ่มจำได้ถึงเพื่อนคนดังกล่าว อีกฝ่ายเป็นเพื่อนที่จนิตาเคยพูดถึงอยู่บ้างว่าอยู่ต่างประเทศ
“พาย” ตะวันฉายถึงกับหน้าเสีย ไม่นึกว่าพริษฐ์จะใจร้ายใส่เธอได้ถึงเพียงนี้ แล้วน้ำตาก็ขังคลอหน่วยตาในทันที พริษฐ์ไม่คิดใจอ่อน ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้คงไม่จบ ที่สำคัญเขาฝืนใจแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้จริงๆ ทว่าไม่ทันได้พูดใดๆ ต่อไปอีกก็มีเสียงตวาดลั่นดังขึ้น “ตาพาย ทำไมพูดแบบนี้กับหนูฉายฮะ” พรรุจาที่เปิดประตูมาได้ยินประโยคใจร้ายเข้าถึงกับขึ้นเสียงใส่หลานชาย สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอรีบก้าวไปหยุดเท้าอยู่เคียงข้างตะวันฉาย “คุณป้า” ตะวันฉายเบะปากคล้ายจะปล่อยโฮออกมา “หนูฉายตั้งใจทำมาให้ แกก็ควรกิน” คนเป็นป้าดุหลานชายอีกครั้ง ไม่นึกว่าพริษฐ์จะทำนิสัยเช่นนี้ คงติดมาจากแม่นางร้ายนั่น “ผมรับไว้แต่น้ำใจนะครับ อย่างอื่นผมขอปฏิเสธ” ชายหนุ่มรู้ดีว่าซุปไก่นั้นไม่ได้มีแต่น้ำใจ จึงยืนกรานปฏิเสธ ดวงตาจ้องมองคนเป็นป้าอย่างจริงจัง “ตาพาย” พรรุจาตวาดเสียงปรามดุ แล้วไม่วายเตือนให้หลานชายได้พึงระลึกไว้ “อย่าทำตัวแบบนี้ อย่าลืมสิว่า ครอบครัวหนูฉายมีบุญคุณต่อพวกเรา” “ผมไม่เคยลืมครับ” พริษฐ์ตอบสั้นๆ เพราะคำว่าบุญคุณนี่แหละที
“อะไรล่ะ” เกวลินถามกลับ จะได้โทร.กลับไปบอกเพื่อนทั้งสองถูก “อยากกินเนื้อผู้ชายหนุ่มๆ” ไม่พูดเปล่า ยังทำท่าใช้ลิ้นเลียกลีบปากอีกด้วย นั่นทำให้ต้นแขนถูกฟาดดังเพียะ “นังไจ๋ อย่าเพิ่งมาหาพ่อให้หลานฉันตอนนี้” เกวลินเท้าเอววีน ตนก็คิดว่าเพื่อนจะอยากกินขนมนมเนย ที่ไหนได้กลับนึกหิวผู้ชายขึ้นมาเสียอย่างนั้น “ใครว่า หาผัวใหม่ให้ตัวเองต่างหาก” จนิตาว่าแล้วหัวเราะเสียงดัง เธอเป็นทั้งพ่อและแม่ของลูกได้ แต่เป็นผัวให้ตัวเองไม่ได้ เกวลินเห็นเพื่อนหัวเราะได้ก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้ลึกๆ จะไม่แน่ใจว่าจนิตากำลังแกล้งทำเพื่อให้เธอสบายใจหรือเปล่า หลังจากนั้นทั้งคู่ก็นั่งคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ฝีเท้าที่ตั้งใจจะก้าวตรงไปยังเตียงคนไข้ต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน สิบทิศรีบพุ่งตัวไปยังห้องน้ำแทนเมื่อได้ยินเสียงอาเจียนดังแว่วออกมาไม่หยุด “ไอ้พายไหวไหมเนี่ย” สิบทิศรีบเข้าไปช่วยประคองเพื่อนที่นั่งกองอยู่กับพื้น หลังพยายามขยับตัวลุกจากการนั่งกอดชักโครก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ลอยมาปะทะจมูกทำให้เขาถึงกับต
วาโยมองหน้าเพื่อนแล้วได้แต่นึกสงสาร พลันรีบประคองคนที่พยายามจะยันตัวลุกขึ้นจากเตียง “มึงจะทำอะไร...” “กูจะไปตามหาไจ๋” พริษฐ์พยายามฝืนความเจ็บที่ทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ลุกอย่างไรก็ไม่ขึ้นเลย “มึงเอาตัวให้รอดก่อน เดี๋ยวพวกกูจะช่วยตามหาให้ก่อน” แค่ขยับตัวลุกยังทำไม่ได้ แล้วมันจะเอาปัญญาที่ไหนไปเร่ตามหาจนิตา “แต่ถ้ากูปล่อยให้นานไปกว่านี้ โอกาสที่กูจะหาไจ๋เจอก็จะยิ่งน้อยลง” พริษฐ์ทำหน้าดื้อรั้น จะให้นอนอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร “ตอนนี้สิ่งที่มึงต้องสนคือใครยิงมึงต่างหาก ถ้าออกไปแล้วถูกยิงอีกมึงจะทำยังไง” วาโยเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “แต่อยู่โดยไม่มีไจ๋ กูน่าจะทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก” พริษฐ์มองเพื่อนด้วยแววตาเจ็บปวดรวดร้าว “อย่ามาคลั่งรักตอนนี้” วาโยปรามดุ สิบทิศก็พยักหน้าเห็นด้วยว่าเพื่อนควรฟังคำเตือน “กูคลั่งรักไจ๋มานานแล้ว” พริษฐ์แย้งไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เออ แต่มึงเป็นพวกปากหนักไงไอ้พาย คราวนี้ก็เรียนรู้และจำไว้เป็นบทเรียนซะ และถ้ายังไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ มึงต้องพักให้ร่างกายหายดีก่อน หายแล้วพวกกูจะไม่ห้ามมึงเลย”







