LOGIN“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว”
“ได้สิครับ”
นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง
พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง
“บ้าเอ๊ย”
ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ
“พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้
“เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน
คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ
“เธอคงอยากสะใจน่ะครับ”
“อ้อ” จนิตาครางรับเบา ๆ ดูท่าคนทั้งสองคงจะเกลียดกันถึงขั้นไม่เผาผี แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามต่อเพราะไม่อยากสอดมือเข้าไปยุ่ง “ส่งไจ๋ข้างหน้าดีกว่าค่ะ”
“พี่ไปส่งถึงบ้านได้ครับ” นพเก้ายืนยันด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าเมื่อก่อนหรือตอนนี้ก็ยังมีความห่วงใยให้หญิงสาวเสมอ แม้จนิตาจะไม่เคยตอบรับความรักของเขาเลยก็ตาม
“ทำตามที่ไจ๋บอกดีแล้วค่ะ” หญิงสาวยืนยันเสียงหนักแน่น ชัดเจนเสมอว่านพเก้าคือพี่ชาย และในตอนนี้ความรู้สึกนั้นก็ยังคงเดิม
“ครับ”
คนถูกปฏิเสธหน้าเจื่อนลง แม้จะอยากพยายามอีกสักนิด แต่ท่าทีที่มั่นคงของหญิงสาวก็ทำให้เขาต้องยอมถอย อย่างน้อยได้เป็นพี่ชายที่เธอไว้ใจก็ยังดี แล้วชะลอรถจอดส่งที่ป้ายรถโดยสารประจำทาง
“ขอบคุณที่ช่วยไจ๋ไว้นะคะ” จนิตายิ้มร่ำลาและเดินลงจากรถไป
นพเก้ามองตาละห้อย แล้วเคลื่อนรถจากไป โดยในใจนับถือในความแข็งแกร่งที่หญิงสาวมี
ฝ่ายคนที่ใจยังมีรอยช้ำ เพราะบาดแผลเพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ พรูลมหายใจออกจากจมูก ดวงตาปิดลงชั่วครู่เพื่อเรียกสติ ราวสองนาทีต่อมาก็ยกมือขึ้นโบกรถแท็กซี่มิเตอร์กลับไปยังบ้านพัก
เมื่อถึงบ้าน จนิตาก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง ร้องเพลงเพียงไม่กี่เพลงกลับสูบพลังงานไปได้มหาศาล ทว่ายังไม่ทันได้พักหายใจ อาการพะอืดพะอมก็จู่โจมจนเธอต้องพุ่งตัวไปยังห้องน้ำ “อุ๊...โอ้ก”
อาการแพ้ท้องที่มักจะเป็นแค่ช่วงเช้ากลับเล่นงานเธออย่างหนักยามดึก จนิตาโก่งคออาเจียนจนตัวโยน กลิ่นเปรี้ยวและรสขมปร่าตีรื้นขึ้นมา จนเธอแทบจะกอดชักโครกไว้เป็นหมอนอิง
กว่าอาการจะทุเลาลงก็ผ่านไปเกือบสิบห้านาที จนิตาพาร่างกายอันอ่อนแรงกลับมาเอนกายบนโซฟา ทว่ายังนั่งไม่ถึงสิบนาที เสียงที่ไม่อยากได้ยินที่สุดก็ดังขึ้นหน้าบ้าน
“ไจ๋...ไจ๋ไจ๋ครับ”
จนิตาถอนหายใจทิ้งอย่างแรง พริษฐ์จะหน้าด้านหน้าทนไปถึงไหน บ้านเธอไม่ใช่ที่สาธารณะที่เขาจะนึกมาตอนไหนก็มาได้ เสียงเคาะประตูก็รัวดังแว่วเข้ามาไม่หยุด
“เปิดประตูให้ผมครับ เราต้องคุยกัน” พริษฐ์มั่นใจว่าหญิงสาวอยู่บ้าน เพราะไฟด้านในเปิดอยู่ และรองเท้าคู่สวยก็ถอดวางไว้บนชั้น จนิตานิ่งเงียบ มือบางนวดขมับเพื่อใช้ความคิด สมองกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง
“ไจ๋เปิดประตูสิครับ ผมมีเรื่องอยากจะอธิบาย ฟังผมหน่อยเถอะ” พริษฐ์พยายามแนบหูกับประตูอย่างกระวนกระวาย เขารีบบึ่งรถตามมาที่นี่ เพราะทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้จนิตาเข้าใจผิดไปไกลกว่านี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีแค่ความเงียบงัน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเมื่อตัดสินใจได้ มือบางหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดโทร.ออก
“คุณตำรวจคะช่วยด้วยค่ะ มีคนบุกเข้าบ้านฉัน รีบมานะคะ เขากำลังทุบประตูจะบุกเข้ามาหาฉันแล้ว”
พริษฐ์ได้ยินเสียงแว่วจากด้านในแต่จับใจความไม่ได้ แล้วเริ่มอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ไจ๋ครับ ผมขอร้องนะครับ เราคุยกันดีๆ เหมือนเมื่อก่อนได้ไหม เหมือนตอนที่เรายังเป็นสามีภรรยากันอยู่”
จนิตาแค่นยิ้ม สถานะปลอมๆ ที่พริษฐ์มอบให้กันน่ะเหรอ ใครจะอยากหวนกลับไปอีก แล้วพยายามใจเย็นรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งที่อยากจะหาไม้ออกไปฟาดเอาเลือดหัวคนใจร้ายออกสักที
ไม่นานนัก เสียงไซเรนก็ดังแว่วมาพร้อมกับแสงไฟวับวาบที่สาดส่องหน้าบ้าน พริษฐ์หันขวับไปมองด้วยความตกใจเมื่อเห็นตำรวจสามนายเดินตรงเข้ามาหา
“เชิญคุณไปที่โรงพักด้วยครับ”
“ครับ?” พริษฐ์ทำหน้าไม่เข้าใจ
“เจ้าของบ้านแจ้งว่าคุณบุกรุกและคุกคามเธอครับ” ตำรวจนายหนึ่งเอ่ยเสียงเข้ม หลักฐานชัดคาตาเพราะอีกฝ่ายยืนป้วนเปี้ยนอยู่หน้าประตู
“อะไรนะครับ” พริษฐ์เบิกตากว้าง ปากอ้าค้าง ไม่นึกว่าจนิตาจะถึงขั้นเรียกตำรวจมาจับตน
“เชิญไปโรงพักด้วยครับ”
ตำรวจรายเดิมผายมือเชิญ หวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างดี ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องจับอีกฝ่ายใส่กุญแจมือแล้วลากขึ้นรถไป
“ผม...” คุณหมอหนุ่มอึกอัก แววตาวูบไหวและทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายทำได้เพียงยินยอมเดินตามไปขึ้นรถตำรวจแต่โดยดี ในจังหวะที่เดินห่างออกมาประตูบ้านก็ถูกเปิดออก
“ไจ๋...” พริษฐ์หันกลับไปมอง เห็นจนิตามองมาด้วยสายตาว่างเปล่าราวกับไม่รู้จักกัน
“เดี๋ยวดิฉันจะตามไปแจ้งความให้เรียบร้อยค่ะ” หญิงสาวหันไปบอกตำรวจโดยไม่ชายตามองพริษฐ์แม้แต่นิดเดียว แม้จะสัมผัสได้ถึงกระแสความตัดพ้อ
“ครับ”
จากนั้นพริษฐ์ก็จำใจต้องเดินก้มหน้าไปขึ้นรถตำรวจ แล้วถูกพาไปยังสถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดี
“เกิดอะไรขึ้นวะ”
วาโยที่ถูกตามตัวด่วนกลางดึกถามเพื่อนด้วยความตกใจ ไม่เคยคิดเลยว่าพริษฐ์จะมาลงเอยในห้องขังได้
“ไจ๋แจ้งความกู” พริษฐ์บอกคอตก สีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า
“ข้อหาอะไร” วาโยไม่รู้ว่ามันไปทำอะไรไว้ จนิตาถึงได้แจ้งความเช่นนี้ แล้วมองสภาพที่ดูไม่จืดของเพื่อน
“บุกรุก กูไปหาไจ๋ที่บ้าน” พริษฐ์บอกเสียงอ่อย ไม่คิดเหมือนกันว่าตนเองจะต้องอยู่ในสภาพนี้ โดยหลังจากหญิงสาวแจ้งความเสร็จก็กลับบ้านไป ไม่ปรายตามองเขาแม้สักครั้งเลย แล้วเห็นวาโยเผยอปากจะถามต่อจึงต้องรีบบอกไป “ตอนนี้มึงประกันตัวกูก่อนเถอะ กูไม่อยากอยู่ในนี้แล้ว”
“เออ”
วาโยพยักหน้ารับแล้วรีบไปจัดการเรื่องประกันตัว ก่อนจะได้รับรู้ข่าวร้ายจากตำรวจว่า การบุกรุกยามวิกาลนั้นเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ งานนี้คุณหมอสูติฯ คงได้หนาวไปถึงกระดูกแน่
ไม่นานพริษฐ์ก็ถูกปล่อยจากการควบคุมตัว สองเท้าเดินหน้าเฉาไปยังรถของวาโย พลางพึมพำตัดพ้อ
“ไจ๋ไจ๋โคตรใจร้ายกับกูเลย”
วาโยได้แค่กลอกตามองบน ไม่รู้เรื่องนี้เรียกว่าเวรกรรมคืนสนองได้หรือเปล่า
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด







