Share

๒ ตื่นขึ้นก่อนโศกนาฏกรรม

Penulis: วอลจู
last update Terakhir Diperbarui: 2026-03-01 18:47:02

ความมืดค่อยๆ ถอยห่างออกไป ราวกับมีใครบางคนค่อยๆ ดึงม่านหนาทึบออกจากดวงตา

ไป๋จื่อหรงสะดุ้งเฮือก ลมหายใจของนางติดขัด หอบถี่อย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแน่นอก เจ็บร้าวไปทั้งร่างราวกับยังคงรู้สึกถึงคมดาบที่ฟาดลงบนลำคอแม่นยำอย่างโหดเหี้ยม ความเย็นเฉียบของโลหะ และแรงกระแทกสุดท้าย…ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ

นาง…ยังไม่ตายงั้นหรือ?

เสียงลมหายใจของตนเองดังก้องอยู่ในโสตประสาท หยาดเหงื่อเย็นชุ่มไหลอาบแผ่นหลังจนอาภรณ์แนบชิดผิวกาย สองมือกำผ้าห่มแน่น ราวกับมันคือหลักยึดเดียวที่ยืนยันได้ว่านางยังมีตัวตน

นางยังหายใจและยังมีชีวิต

กลิ่นฉุนอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยมาแตะปลายจมูก อบอวลและอ่อนโยน หาใช่กลิ่นคาวเลือด ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของลานประหาร

ไป๋จื่อหรงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้นางชะงักงัน

เพดานไม้แกะสลักลวดลายดอกเหมยอย่างประณีตงดงาม ม่านผืนบางสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบา

แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างนุ่มนวล ทั้งอบอุ่น…และดูสงบในคราเดียวกัน

นี่คือเรือนของนาง ไม่ใช่คุกอับชื้น ไม่ใช่ลานประหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นความตาย และไม่ใช่นรกที่เต็มไปด้วยเสียงสาปแช่ง แต่เป็นห้องที่นางคุ้นเคย

และในเสี้ยวลมหายในนั้นเอง…คล้ายความตายเมื่อครู่ อาจไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นโอกาสครั้งใหม่ที่สวรรค์ส่งคืนมาให้

ฝ่ามือเรียวขาวซีดค่อยๆ ยกขึ้น นิ้วมือสั่นระริกเล็กน้อย

เรียวแขนของนางไร้ร่องรอยบาดแผล ไร้จากรอยเชือกและไร้รอยโซ่ตรวน

หัวใจของไป๋จื่อหรงเต้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม...แรงจนแทบทะลุออกมานอกอก นางลุกพรวดขึ้นมานั่งบนเตียง สายตากวาดมองไปรอบห้องอย่างตื่นตระหนก

ทุกสิ่งในห้องนี้…ยังคงเหมือนเดิม

เหมือนกับในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่ทุกอย่าง จะพังทลายลงเป็นเศษฝุ่นไร้ค่า

“คุณหนู…?”

เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านนอก

บานประตูเรือนถูกแง้มเปิดออกมาเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะใบหน้าคุ้นเคยของสาวใช้ผู้หนึ่งจะปรากฏขึ้น

“ชิงเหอ…”

น้ำเสียงของไป๋จื่อหรงสั่นเครือ ไม่อาจควบคุมได้แม้แต่น้อย นางมองสตรีตรงหน้า ราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ

ชิงเหอ…สาวใช้ผู้นี้คือคนที่ตายแทนนาง

ทันใดนั้น ภาพในอดีตก็พลันผุดขึ้นมาอย่างโหดร้ายร่างของอีกฝ่ายถูกลากไปตามพื้น เชือกที่รัดแน่น เสียงร้องไห้สะอื้นปนเลือดและสายตาที่มองมานางเป็นครั้งสุดท้าย…ก่อนลมหายใจจะดับสิ้น

ไป๋จื่อหรงจำได้ไม่ลืม…และไม่มีวันลืม

“คุณหนูฝันร้ายหรือเจ้าคะ”

ชิงเหอเอ่ยถามพลางเดินเข้าใกล้ หัวคิ้วของนางเผลอขมวดมุ่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจ

“วันนี้คุณหนูอาการดีขึ้นมากแล้ว ฮูหยินใหญ่ให้บ่าวเข้ามาเรียกไปทานอาหารเช้าด้วยกันเจ้าค่ะ”

ชิงเหอยังยืนอยู่ตรงหน้า มองอีกฝ่ายด้วยความงุนงง

ถ้อยคำเรียบง่ายนั้น ทว่ากลับดังราวสายฟ้าฟาดลงกลางอกของไป๋จื่อหรง

ฮูหยินใหญ่…มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่งั้นหรือ

ทุกอย่าง…ยังไม่เริ่มต้น

และในตอนนั้นเอง ไป๋จื่อหรงก็มั่นใจว่านี่มิใช่เพียงความฝัน ไม่ใช่ภาพหลอนของคนใกล้ตาย แต่นาง…ได้ย้อนกลับมา

กลับมาก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมคร่าชีวิตผู้คนสกุลไป๋

นางกลับมาก่อนเลือดจะนองเกลี่ยนพื้น

และก่อนที่นางจะถูกผลักให้กลายเป็นหมากอีกครั้ง

ไป๋จื่อหรงไม่ตอบเพียงจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆ ทว่าดวงตากลับแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม ราวกับต้องการกลืนภาพตรงหน้า กลืนทุกสิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ในห้องนี้ ลงไปฝังไว้ในหัวใจ

ฝันร้าย…อย่างนั้นหรือ

หากนี่คือฝันร้ายช่างเป็นฝันตื่นหนึ่งที่ยาวนานและเจ็บปวดเกินไปนัก นางก้มมองฝ่ามือของตนเองอีกครั้ง ก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะออกมาทั้งสั่น ทั้งขมขื่นและทั้งเย็นเยียบ

นางจำได้…จำได้ทั้งหมด

จำได้ว่าใครยิ้มให้ต่อหน้าแล้วแทงข้างหลัง

จำได้ว่าใครร้องไห้สะอื้น น้ำตาไหลเป็นสายแต่กลับเป็นคนส่งหลักฐานเท็จเพื่อใส่ความนางอย่างเลือดเย็น

จำได้ว่าใครกุมมือนางไว้เอ่ยคำว่าจะปกป้องก่อนจะลงนามในคำสั่งประหาร โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ทุกภาพเหตุการณ์เหล่านั้น ย้อนกลับมาอย่างพร้อมเพรียงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่

เพราะนี่ไม่ใช่ความฝันและไม่ใช่ภาพลวงตา

แต่นาง…ย้อนกลับมาแล้ว

กลับมาเป็นดรุณีน้อยอีกครั้ง ก่อนก้าวเข้าสู่วังหลวง ก่อนที่ข่าวลือจะเริ่มต้น ก่อนการใส่ร้ายและก่อนที่ตระกูลไป๋จะถูกเขียนชื่อให้ถูกฝังกลบลงใต้ผืนดิน

ไป๋จื่อหรงหลับตาลง ลมหายใจค่อยๆ สงบ ช้าๆ และมั่นคง

ครานี้นางรู้แล้ว…รู้ว่าใครคือศัตรู รู้ว่าใครเป็นเพียงหมาก รู้ว่าสวรรค์มอบเคราะห์กรรมมาให้และที่สำคัญที่สุด นางรู้ดีว่าจะตายอย่างไร หากยังเลือกเดินบนเส้นทางเดิม

ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ

รอยยิ้มนั้นไม่หลงเหลือความอ่อนโยนอย่างที่เคยมี

มีเพียงความเย็นเยียบและความแค้นที่อัดแน่นอยู่ใต้ผิวหนัง

“ชิงเหอ…” นางเอ่ยเสียงเรียบ เย็นเยียบเสียจนยากจะจับอารมณ์ “จงจำเอาไว้ให้ดี ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป…”

ไป๋จื่อหรงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดงมองไปยังท้องฟ้าที่งดงามสดใสและปลอดโปร่ง

ท้องฟ้าที่ดูเหมือนไม่เคยรู้ว่าภายใต้ความงามนั้น กำลังซ่อนชะตากรรมของทั้งใต้หล้าเอาไว้

“ข้าจะไม่โง่เขลาอีกแล้ว”

ชะตาเดิมที่สวรรค์เคยกำหนด นางจะไม่เดินตาม

บทละครที่ถูกเขียนไว้ นางจะฉีกทิ้ง

กฎเกณฑ์ใดที่ใช้ชีวิตของนางเป็นเครื่องสังเวย นางจะเป็นผู้แหกมันเอง

ผู้ใดที่คิดจะใช้ชีวิตของนางเป็นหมาก

ครานี้…ก็จงเตรียมรับผลของการตัดสินใจนั้นให้ดี

เพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

และผู้ที่รู้ตอนจบล่วงหน้าหาใช่สวรรค์หรือเทพเซียนใด แต่เป็นนาง…!

ไป๋จื่อหรงจะเขียนชะตาชีวิตของตนเองด้วยสองมือ

และด้วยเลือดของผู้ที่เคยผลักนางลงสู่นรก

เสียงฝีเท้าดังแผ่วมาจากนอกเรือน ตามมาด้วยร่างของไป๋จื่อหรงที่วิ่งหน้าตั้งออกมานอกเรือน

“หรงเออร์…”

น้ำเสียงคุ้นหูนั้น ทำให้หัวใจของไป๋จื่อหรงกระตุกวูบอย่างรุนแรง เจ็บจนแทบหยุดเต้น นางค่อยๆ ปรายสายตาหันไปมอง ช้าเสียจนราวกับกลัวว่า เพียงกระพริบตาภาพตรงหน้าจะสลายหายไป

สตรีวัยกลางคนในชุดสุภาพสีหม่น ยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่ ใบหน้าอ่อนโยนแฝงความเหนื่อยล้า ดวงตาที่เคยอบอุ่นคู่นั้น บัดนี้มีริ้วรอยแห่งความกังวลฉายชัด ราวกับแบกรับเรื่องมากมายไว้บนบ่า

มารดาของนางผู้ที่ในชาติก่อน ถูกบังคับให้ดื่มยาพิษเพราะความผิดที่มิได้ก่อ

ฝีเท้าของไป๋จื่อหรงแข็งค้าง ชะงักอยู่กลางอากาศ ริมฝีปากสั่นระริก ไม่อาจขยับและไม่อาจเอื้อนเอ่ยเสียงใดออกมาได้

ภาพในวันนั้น

ภาพร่างที่ทรุดลงพร้อมถ้วยยาพิษในมือและรอยยิ้มที่ฝืนไว้เพื่อไม่ให้นางร้องไห้ ผุดขึ้นมาซ้อนทับกับภาพตรงหน้าอย่างโหดร้าย

“เจ้าหน้าซีดนัก”

ไป๋ฮูหยินเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นบุตรสาวก็รีบเดินเข้ามาอย่างร้อนใจ สายตาพลางไล่สำรวจร่างบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ฝ่ามือที่อบอุ่นคู่นั้นยกขึ้น แตะหน้าผากของไป๋จื่อหรงเบาๆ

สัมผัสนั้นอ่อนโยน…

สัมผัสที่นางคิดว่าจะไม่มีวันได้รู้สึกอีก

“เมื่อคืนฝันร้ายหรือ”

เพียงประโยคนั้น กำแพงที่ไป๋จื่อหรงพยายามก่อขึ้นในใจแทบพังทลาย นางกำหมัดแน่น กลั้นสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอเพราะในยามนี้ นางไม่ใช่สตรีที่ผ่านความตายมาแล้ว

แต่เป็นเพียงบุตรสาวที่ได้พบมารดาอีกครั้งหนึ่ง

สัมผัสนั้น…อบอุ่นจริงๆ

ไม่ใช่ภาพลวงตา ไม่ใช่เพียงความทรงจำที่ย้อนคืนแต่มันคือความจริงที่มีชีวิต มีลมหายใจ

นางก้าวเข้าไปใกล้ก่อนจะโผกอดร่างของมารดาแน่น…แน่นเสียจนร่างบางสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือไป คนที่ยืนตรงหน้าจะถูกพรากไปอีกครั้ง

น้ำตาที่ไป๋จื่อหรงพยายามกลั้นไว้ตลอดทั้งเช้า ก็พลันค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่หยาดน้ำตาหนึ่งหยด จะร่วงลงบนหลังมือของมารดา

ไป๋ฮูหยินชะงัก “หรงเออร์…”

“ข้าขอโทษ” เสียงสะอื้นหลุดออกมาพร้อมน้ำตา อัดแน่นด้วยความผิดความเสียใจ และความเจ็บปวดที่สะสมมาทั้งชีวิต

“ข้าขอโทษจริงๆ”

ไป๋ฮูหยินตกใจ แต่เพียงครู่เดียวก็ยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังบางของบุตรสาวอย่างแผ่วเบา อ่อนโยน อบอุ่น และคุ้นเคย

“เด็กโง่…เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด”

น้ำเสียงนั้นนุ่มลึก มั่นคง ไร้ข้อกังขา

“ไยจึงขอโทษพร่ำเพรื่อเช่นนี้”

ถ้อยคำธรรมดาเหล่านั้น แต่กลับแทงลึกลงกลางหัวใจของไป๋จื่อหรง ลึกยิ่งกว่าคมดาบในวันประหารเสียอีก

เพราะในชาติก่อน…ไม่มีใครพูดเช่นนี้กับนาง ไม่มีใครยืนอยู่ข้างนาง ไม่มีใครเชื่อว่านางบริสุทธิ์และไม่มีใครปกป้อง มีเพียงคำกล่าวโทษ เสียงสาปแช่งและคำพิพากษาที่ไม่ใหโอกาสนางอธิบาย

ไป๋จื่อหรงกำแขนเสื้อมารดาแน่น ซบใบหน้าลงกับอ้อมกอดนั้น ปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ

ในใจของนาง…คำสาบานหนึ่ง ได้ผุดขึ้นมาอย่างแน่วแน่

ชาตินี้นางจะไม่ปล่อยให้มารดาต้องยืนเดียวดายอีก

ไม่ยอมให้คำว่า ผิดถูกยัดเยียดให้ผู้บริสุทธิ์

แม้ต้องแลกด้วยทุกสิ่งหรือกลายเป็นศัตรูกับทั้งใต้หล้า

นาง…ก็จะยอม

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๗ นางร้ายที่ไหนกัน

    หลายวันผ่านไปแม้ไป๋จื่อหรงอยากจะเก็บตัวอยู่ในเรือน ไม่ย่างก้าวออกไปที่ใด ทว่ากลับไม่อาจหลีกเลี่ยงคำคะคั้นคะยอของมารดาได้ สุดท้ายจึงต้องพาหลินเยว่ฉิงออกไปเดินตลาดตามคำสั่งไป๋ฮูหยินกล่าวว่า นางเอาแต่อยู่ในจวนมากเกินไป สมควรออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างถ้อยคำนั้นฟังดูอ่อนโยน ทว่ากลับไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธไป๋จื่อหรงได้แต่ถอนหายใจยาวบางทีชีวิต…ก็เหวี่ยงนางกลับไปยังจุดที่ควรหลีกเลี่ยงไม่พ้นจริงๆเหตุการณ์ในชาตินี้ ไป๋จื่อหรงลองไล่คิดดูแล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปจากชาติที่แล้วช่วงเวลานี้ เดิมทีนางควรได้รับราชโองการให้เตรียมตัวเข้าสู่การคัดเลือกเข้าวังหลวงแม้ท้ายที่สุดในชาติก่อน บิดาและพี่ชายจะช่วยเหลือให้นางดึงเข้าไปพัวพันจนยืนอยู่ข้างเขาได้ทว่ายามนี้…ยิ่งนางพยายามถอยออกห่างเหตุการณ์กลับยิ่งบิดเบี้ยว ราวกับมีมือที่ตามองไม่เห็นคอยขยับหมากบนกระดานแทนยามสายของวันนี้ ไป๋จื่อหรงสวมชุดใส่สีอ่อน ไม่ปักปิ่นหรือเครื่องประดับใดเกินจำเป็น คล้ายกับตั้งใจกลืนตัวเองให้จางหายไปกับฝูงชน ตรงกันข้าม…หลินเยว่ฉิงกลับดูสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ดวงตาเปล่งประกายเมื่อได้ออกมานอกจวนเสียงผู้คนในตลาดจอแจ กลิ่นหอมขอ

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๖ เลิกเป็นหมาก

    ที่ผ่านไม่ว่าผู้ใดต่างก็จับจ้องมองข่าวดีของคุณหนูใหญ่สกุลไป๋กันทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่ว่านายท่านไป๋เป็นขุนนางในราชสำนักได้รับความไว้วางใจมาเนิ่นนาน อีกทั้งไป๋ฮูหยินยังเป็นสหายสนิทของอดีตฮองเฮาดังนั้นแล้ว…คุณหนูไป๋และองค์รัชทายาทเซียวเหยียนหลงย่อมมีความเกี่ยวพันกันมาตั้งแต่วัยเยาว์กล่าวได้ว่า หากเห็นองค์รัชทายาทอยู่ที่ใด…ก็ย่อมต้องเห็นคุณหนูไป๋อยู่ที่นั่น ตามติดราวกับเงาไม่ห่างหากเป็นแต่ก่อน ไป๋จื่อหรงได้ยินข่าวลือเรื่องการแต่งงานนี้ ย่อมถือเป็นเรื่องมงคลเพียงได้ฟังก็ทำให้อารมณ์ของนางเบิกบานไปได้หลายวันทว่ายามนี้ สำหรับนางแล้ว มันไม่ต่างจากขุมนรกบรรยากาศภายในห้องโถงจวนสกุลไป๋เงียบงัน กลิ่นหอมชาอ่อนๆ ลอยคลุ้ง อบอวลไปทั่ว ยามนี้ทุกสายตาล้วนจับจ้องมองมาที่นางเพียงผู้เดียว“หม่อมฉันไม่ชอบดื่มชา”ไป๋จื่อหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ตรงไปตรงมานางหันกลับไปสบตากับบุรุษตรงหน้าทันที“หากหม่อมฉันจะปฏิเสธ…” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันบางๆ“องค์รัชทายาทคงไม่ทรงสั่งประหารหม่อมฉัน เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้กระมัง”แม้ไป๋จื่อหรงจะจ้องสบตา สีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าภายใต้

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๕ บุรุษที่ไม่ควรใส่ใจ

    วันนี้ไป๋จื่อหรงตั้งใจจะออกจากจวนไปตลาดเสียหน่อย ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางเอาแต่อุดอู้อยู่ในเรือน หมกมุ่นกับความทรงจำในชาติก่อนและกังวลถึงอนาคตที่ยังไม่ทันเกิดขึ้นนางยกชายกระโปรงขึ้น เดินนำหน้าสาวใช้ ก้าวเท้าอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าราวกับสวรรค์มีตา กลั่นแกล้งมอบเคราะห์แรกให้แก่นางรถม้าคันใหญ่หยุดลงตรงหน้าประตูจวนพอดีเสียงฝีเท้าของทหารนักษาการดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หนักแน่น และใกล้เข้ามาไป๋จื่อหรงแทบล้มไปทั้งยืนหากนางรู้ว่าเขาจะมาตั้งแต่แรกก็คงไม่ออกมายืนในจังหวะเช่นนี้เด็ดขาดร่างบางนิ่งงัน ชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับว่ากลายเป็นก้อนหินไปแล้วถึงแม้จะตาบอดแม้จะมองไม่เห็นใบหน้าแต่เพียงแค่แว่วเดียว…หัวใจของนางก็พลันเต้นกระส่ำอย่างไร้จังหวะ ราวกับมันรู้ดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นคือผู้ใดบุรุษผู้นั้น…คือผู้ที่เคยลงนามในคำสั่งประหารนางคือผู้ที่นางไม่ควรเข้าใกล้ไปชั่วชีวิตแต่บัดนี้ เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าหากนางยังฝืนก้าวเดินต่อไป ก็มีเพียงหุบเหวแห่งความตายรออยู่ ดังนั้น…นางไม่ควรเข้าใกล้อีก ไม่ควรแม้แต่จะลังเลไป๋จื่อหรงถอยหลังกลับเข้าไปด้านในจวนทันที สีหน้าของนางซีดเผือ

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๔ ความผิดปกติแรก

    ภายหลังจากคุณหนูใหญ่ล้มป่วยหนัก และเพิ่งฟื้นหายดีได้เพียงสองสามวันไม่ว่าผู้ใดในจวนสกุลไป๋…ล้วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติตั้งแต่สาวใช้ใกล้ชิดไปจนถึงสาวใช้ซักล้าง หรือแม่บ้านจวนไปจนถึงบ่าวรับใช้ที่แทบไม่เคยมีโอกาสเข้าใกล้เรือนหลักทุกคนต่างพูดไม่ออก แต่ต่างก็รู้สึกได้ตรงกันคุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ที่ดูซูบซีดลงเล็กน้อย หากแต่เป็นท่าทีที่นิ่งเฉย สงบเสงี่ยม และเย็นเงียบเกินวัย ราวกับสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานปี หาใช่ดรุณีน้อยที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นไม่กี่วันดังเช่นก่อนหน้านางไม่อารมณ์ร้อน ไม่แสดงความเอาแต่ใจ ไม่ถามไถ่เรื่องที่เคยใส่ใจ รอยยิ้มที่เคยฉายชัดกลับจางลงสายตาที่เคยสดใส บัดนี้กลับลึกล้ำ จนยากจะคาดเดาแม้ยามเอ่ยวาจา น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน สุภาพและไร้ความดุดัน แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึก…เหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผืนน้ำลึกสงบนิ่ง…ทว่าไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้งหลายคนกระซิบถามกันเบาๆว่าโรคภัยครั้งนี้อาจทำให้คุณหนูใหญ่โตขึ้นก่อนวัยหรือบางที…อาจมีสิ่งใดบางอย่างติดตามกลับมาพร้อมกับการฟื้นตื่นไม่มีผู้ใดรู้คำตอบ มีเพียงความรู้สึกเดียวที่ค่อยๆ ฝังรากในใจผู้คนว่า นับจากวันนี้เป็

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๓ บทบาทที่นางไม่ต้องการ

    ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น บุรุษในชุดขุนนางก้าวเข้ามา แผ่นหลังเหยียดตรงสง่า ใบหน้าเคร่งขรึม“เกิดอะไรขึ้น”เสียงนั้นทำให้ไป๋จื่อหรงยิ่งตัวสั่นทว่าหาใช่เพราะหวาดกลัว บิดาของนางในความทรงจำเคยถูกปลด ยึดทรัพย์และส่งไปยังชายแดน ก่อนที่สุดท้ายจะสิ้นใจท่าม กลางความหนาวเย็นไป๋จื่อหรงเงยหน้าขึ้น น้ำตาพร่าพรูจนมองแทบไม่ชัดนางเห็นบิดายืนอยู่ตรงนั้น ตรงหน้ายังมีชีวิตและลมหายใจ“ท่านพ่อ…”น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา แทบกลายเป็นเพียงสายลมไป๋จงซานขมวดคิ้ว ก่อนจะก้าวเข้าใกล้“เหตุใดวันนี้เจ้าจึงแปลกนัก”แปลกหรือ…หากบิดารู้ว่าในความทรงจำของนาง นี่คือการได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง ภายหลังจากถูกฝังกลบทั้งตระกูลจนไม่เหลือแม้แต่หลุมศพยังจะนับว่าแปลกอีกหรือไป๋จื่อหรงคลายอ้อมกอดจากมารดาเดินเข้าไปหาบิดาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะนางคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว“หรงเออร์”ทั้งสองเอ่ยขึ้นแทบพร้อมกันไป๋จื่อหรงก้มศีรษะลงต่ำ หน้าผากแนบกับพื้นเย็นเยียบเสียงกระทบเบาๆ นั้น กลับดังราวกับฟาดลงบนหัวใจของผู้เป็นบิดามารดา“ข้าผิดไปแล้ว…” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ“ผิดต่อพวกท่าน…ผิดต่อสกุลไป๋…”ไป๋จงซานเห็น

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๒ ตื่นขึ้นก่อนโศกนาฏกรรม

    ความมืดค่อยๆ ถอยห่างออกไป ราวกับมีใครบางคนค่อยๆ ดึงม่านหนาทึบออกจากดวงตาไป๋จื่อหรงสะดุ้งเฮือก ลมหายใจของนางติดขัด หอบถี่อย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแน่นอก เจ็บร้าวไปทั้งร่างราวกับยังคงรู้สึกถึงคมดาบที่ฟาดลงบนลำคอแม่นยำอย่างโหดเหี้ยม ความเย็นเฉียบของโลหะ และแรงกระแทกสุดท้าย…ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำนาง…ยังไม่ตายงั้นหรือ?เสียงลมหายใจของตนเองดังก้องอยู่ในโสตประสาท หยาดเหงื่อเย็นชุ่มไหลอาบแผ่นหลังจนอาภรณ์แนบชิดผิวกาย สองมือกำผ้าห่มแน่น ราวกับมันคือหลักยึดเดียวที่ยืนยันได้ว่านางยังมีตัวตนนางยังหายใจและยังมีชีวิตกลิ่นฉุนอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยมาแตะปลายจมูก อบอวลและอ่อนโยน หาใช่กลิ่นคาวเลือด ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของลานประหารไป๋จื่อหรงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้นางชะงักงันเพดานไม้แกะสลักลวดลายดอกเหมยอย่างประณีตงดงาม ม่านผืนบางสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบาแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างนุ่มนวล ทั้งอบอุ่น…และดูสงบในคราเดียวกันนี่คือเรือนของนาง ไม่ใช่คุกอับชื้น ไม่ใช่ลานประหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นความตาย และไม่ใช่นรกที่เต็มไปด้วยเสียงสาปแช่ง แต่เป็นห้องที่นางคุ้นเคยและในเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status