Share

๕ บุรุษที่ไม่ควรใส่ใจ

last update Last Updated: 2026-03-03 22:48:32

วันนี้ไป๋จื่อหรงตั้งใจจะออกจากจวนไปตลาดเสียหน่อย ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางเอาแต่อุดอู้อยู่ในเรือน หมกมุ่นกับความทรงจำในชาติก่อนและกังวลถึงอนาคตที่ยังไม่ทันเกิดขึ้น

นางยกชายกระโปรงขึ้น เดินนำหน้าสาวใช้ ก้าวเท้าอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าราวกับสวรรค์มีตา กลั่นแกล้งมอบเคราะห์แรกให้แก่นาง

รถม้าคันใหญ่หยุดลงตรงหน้าประตูจวนพอดี

เสียงฝีเท้าของทหารนักษาการดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หนักแน่น และใกล้เข้ามา

ไป๋จื่อหรงแทบล้มไปทั้งยืน

หากนางรู้ว่าเขาจะมาตั้งแต่แรกก็คงไม่ออกมายืนในจังหวะเช่นนี้เด็ดขาด

ร่างบางนิ่งงัน ชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับว่ากลายเป็นก้อนหินไปแล้ว

ถึงแม้จะตาบอด

แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า

แต่เพียงแค่แว่วเดียว…หัวใจของนางก็พลันเต้นกระส่ำอย่างไร้จังหวะ ราวกับมันรู้ดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นคือผู้ใด

บุรุษผู้นั้น…คือผู้ที่เคยลงนามในคำสั่งประหารนาง

คือผู้ที่นางไม่ควรเข้าใกล้ไปชั่วชีวิต

แต่บัดนี้ เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้า

หากนางยังฝืนก้าวเดินต่อไป ก็มีเพียงหุบเหวแห่งความตายรออยู่ ดังนั้น…นางไม่ควรเข้าใกล้อีก ไม่ควรแม้แต่จะลังเล

ไป๋จื่อหรงถอยหลังกลับเข้าไปด้านในจวนทันที สีหน้าของนางซีดเผือด ความตื่นตระหนกฉายชัดจนไม่อาจปกปิดได้ ก่อนที่จะเอ่ยคำสั่งออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่แฝงความเด็ดขาดจนเหล่าสาวใช้ที่ได้ยินต่างหน้าซีดตามกันไป

“ปิดประตูจวนซะ! วันนี้สกุลไป๋ไม่รับแขก”

ถ้อยคำเช่นนี้…มิต่างจากการสาดน้ำร้อนขับไล่โดยตรง

ทว่าคุณหนูใหญ่ลืมไปแล้วหรือ ว่าบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือผู้ใด…ทั้งมีฐานะสูงส่ง มีอำนาจอยู่ในมือเพียงเอ่ยปากก็สามารถปลิดชีวิตผู้คนได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดรองรับ

มิหนำซ้ำ…ก่อนหน้านี้ ทั้งเมืองหลวงก็ล้วนรู้กันดีว่าคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ชมชอบองค์รัชทายาทเพียงใด

แล้วเหตุใดครานี้ กลับเอ่ยปากขับไล่

มีท่าทีตื่นตระหนกราวกับกำลังหลบหนี ทั้งที่ก่อนหน้ากลับเคยเป็นฝ่ายวิ่งตามเขาไม่หยุดแท้ๆ

เสียงบานประตูไม้ปิดลงดังแรงจากฝีมือของไป๋จื่อหรง

นางหันหลังยื่นพิง หอบหายใจจนหน้าอกสั่นกระเพื่อม

เสียงนั้นดังสะท้อนก้องไปทั่วลานหน้าจวน ก่อนจะเงียบงันราวกับทุกสิ่งหยุดนิ่งลงในชั่วขณะ

นายทหารที่ยืนเรียงแถวอยู่หน้าประตูต่างชะงัก สีหน้าลังเล ไม่รู้ควรขยับหรือถอย รถม้าคันใหญ่ยังคงจอดนิ่งอยู่ตรงหน้า

ทว่าม่านของรถม้ากลับถูกเปิดออกช้าๆ ร่างสูงในอาภรณ์สีเข้มก้าวลงมาอย่างสง่างาม ทุกย่างก้าวหนักแน่นมั่นคงราวกับพื้นดินใต้ฝ่าเท้ายังต้องยอมจำนน ดวงตาคมลึกทอดมองไปยังประตูจวนที่ปิดสนิท ราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปเห็นคนที่อยู่ด้านในได้

องค์รัชทายาทเซียวเหยียนหลงมิได้แสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยว ตรงกันข้าม…ริมฝีปากหนากลับยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มบางเฉียบ เย็นชา และอ่านไม่ออก

“น่าสนใจนัก”

น้ำเสียงต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา

ขันทีข้างกายชะงัก หันไปมองด้วยความตกใจ

“ฝ่าบาท…หรือจะให้ไปแจ้งอีกครั้ง”

“ไม่ต้อง” เซียวเหยียนหลงยกมือขึ้นห้าม ดวงตาคมกริบลึกล้ำคู่นั้นยังคงจับจ้องประตูบานนั้นไม่วาง

“คนที่ตั้งใจหลบหนี ต่อให้เคาะกี่ครั้งก็ไม่ออกมา”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งน้ำเสียงราบเรียบ

“คนที่เคยวิ่งตามไม่หยุด พอเห็นหน้าแล้วกลับสั่งปิดประตูใส่เช่นนี้…” มุมปากหนาค่อยๆ โค้งยกขึ้นฉายแววเจ้าเล่ห์

“ย่อมไม่ใช่เพราะไม่สนใจ”

หากแต่…เพราะกลัว

เซียวเหยียนหลงยืนนิ่ง เอามือไพล่ สายตาคมกริบทอดมองบานประตูไม้ตรงหน้าไม่ละลดคล้ายเห็น ไป๋จื่อหรงยืนพิงประตูด้วยความประหม่าปนหวาดหวั่น

หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบทะลุอก ลมหายใจหอบถี่ ราวกับอากาศรอบกายไม่เพียงพอ พร้อมมีภาพหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำ ตราราชโองการสีชาด กระดาษแผ่นบาง ลายอักษรที่ลงนามอย่างไม่ลังเล และคำพูดที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง

‘ประหาร’

ไป๋จื่อหรงพลางหลับตาลงแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนพ่นออกมายาวเหยียดคล้ายตั้งสติ ปลายนิ้วกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

นางรู้ดี…หากวันนี้นางเปิดประตู

หากสบตาเขาอีกครั้ง ชะตาที่นางพยายามตัดขาด ก็อาจจะหวนกลับมาผูกพันอีกครั้งโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง

“คุณหนู…”

ชิงเหอเอ่ยเสียงสั่น มองด้วยความงุนงง “จะ…จะให้บ่าวไปแจ้งฮูหยินหรือไม่เจ้าคะ”

ไป๋จื่อหรงส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด

“ไม่ต้อง!” นางสูดลมหายใจลึก พยายามกดความรู้สึกที่สั่นไหวทั้งหมดลงในอก

“วันนี้…ไม่มีผู้ใดมาที่นี่”

ไป๋จื่อหรงไม่รู้ว่าเขามาเพราะเหตุใด ทว่าสิ่งที่นางรู้แน่ชัดมีเพียงอย่างเดียว

หากยังไม่พร้อมจะสู้ก็อย่าแม้แต่จะเผชิญหน้า

ในขณะที่ด้านนอกจวน เซียวเหยียนหลงยังคงยืนนิ่งอยู่ตรง นั้น ไม่จากไป ไม่เร่งเร้า ราวกับมั่นใจว่า…ไม่ว่าสตรีผู้นี้จะหลบหนีไปไกลเพียงใด

อย่างไรก็ไม่มีทางหนีพ้น

สุดท้ายต่อให้นางจะพยายามหลีกหนีเพียงใด ก็หนีไม่พ้น

แม้เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อน

ทว่าไป๋จื่อหรงกลับไม่คาดคิดว่านางจะต้องกลับมานั่งอยู่ต่อหน้าบุรุษผู้นี้อีกครั้งง

ริมฝีปากบางเม้มแน่น หัวใจดวงน้อยของนางเต้นกระหน่ำรุยแรงไม่เป็นจังหวะ สองมือประคองจอกน้ำชาแน่น สายตาหลุบต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง

นางอยากหนี…อยากลุกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด

และหากเป็นไปได้ ก็อยากหนีให้พ้นจากบุรุษผู้นั้นตลอดไป

แม้บรรยากาศยามสายจะมีสายลมโชยอ่อน หอบเอากลิ่นดอกเหมยลอยมาแผ่วเบา ทว่าไป๋ฮูหยินกลับรับรู้ได้ถึงความกระอักกระอ่วนที่ไม่ควรเกิดขึ้นจากคนทั้งคู่

สายตาของนางเหลือบมองบุตรสาวที่เอาแต่นั่งนิ่ง ก้มหน้าราวกับอยากมุดแผ่นดินหนี ก่อนจะสลับไปยังผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าที่มาเยือนโดยไม่บอกกล่าว ไม่แจ้งล่วงหน้า ราวกับมีเรื่องสำคัญยิ่ง

สำคัญเสียจนต้องเสด็จมาด้วยตนเองให้จงได้

ใบหน้าของไป๋ฮูหยินปรากฏรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะหันไปเอ่ยทักทายอีกครั้ง

“ขออภัยเพคะ บุตรสาวของหม่อมฉันเสียมารยาทยิ่งนัก”

เพียงนึกถึงคำรายงานของสาวใช้ว่า ไป๋จื่อหรงถึงกับสั่งปิดประตูจวนใส่หน้าองค์รัชทายาท หัวใจของนางก็กระตุกแทบหลุดออกมานอกอก

เหตุใดเรื่องราวจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้

ไป๋ฮูหยินกล่าวต่อ น้ำเสียงพยายามรักษาความสงบนิ่ง

“พักนี้นางไม่ค่อยสบาย แม้ภายนอกจะเพิ่งฟื้นจากไข้ ทว่าจิตใจก็ยังไม่ฟื้นดีนัก”

หากกล่าวกันตามตรง…บุตรสาวผู้นี้ของนางนั้น ได้แปลกไปเสียจนราวกับไม่ใช่คนเดิม

เซียวเหยียนหลงทอดสายตามองไป๋ฮูหยินที่นั่งอยู่ตรงข้าม ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตาไปยังไป๋จื่อหรงซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง มุมปากหนากระตุกยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มจางเสียจนหากไม่ตั้งใจมองก็แทบไม่อาจสังเกตเห็น

“คุณหนูไป๋…นางก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรมิใช่หรือ”

ทั้งนิสัยหุนหัน เอาแต่ใจตามติดเขาราวกับเงาจนน่ารำคาญยิ่งนัก ราวกับว่าหากไร้เขา…นางก็จะสิ้นลมหายใจลงได้ในทันที

ยามนี้ไม่รู้ว่านางเปลี่ยนไปเพราะรู้ตัว

หรือเพียงกำลังเรียกร้องความสนใจจากเขากันแน่

ไป๋จื่อหรงได้ยินถ้อยคำเหน็บนั้น ย่อมไม่คิดจะปล่อยผ่าน

นางเงยหน้าขึ้น จ้องสบตากับบุรุษตรงหน้าอย่างจังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นั่งลง ใบหน้าคนงามระบายรอยยิ้มฝืนๆ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ

“เพคะ หม่อมฉันก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร”

พอสิ้นคำ นางก็ลุกพรวดพราดขึ้นในทันที พลางวางจอกน้ำชากระแทกลงบนโต๊ะดังอย่างจงใจ

เสียงนั้นชัดเจนเสียจนบรรยากาศในห้องพลันตึงเครียด

“เช่นนั้น…ขอตัวเพคะ”

หากนางเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ขาดสะบั้นกันเสียให้รู้แล้วรู้รอด!

นึกแล้วชาติที่แล้วนางช่างโง่เขลานักที่รักคนผิด พอคิดแล้วก็อดสมเพชตัวเองไม่ได้แม้แต่น้อย!

“…” ดวงตาของไป๋ฮูหยินเบิกกว้าง สีหน้าซีดเผือดของนางลงราวกับจะเป็นลมอีกครา

บุตรสาวผู้นี้ของนาง…เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ทว่าก่อนที่ไป๋จื่อหรงจะก้าวพ้นธรณีประตู

น้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นเฉียบก็ดังขึ้นด้านหลัง

“นั่งลง” เพียงสองคำอง แต่หนักหนาราวกับกดทับลงบนบ่าของทุกคนในห้อง พร้อมฝีเท้าของไป๋จื่อหรงชะงักกึก ปลายนิ้วที่กำชายแขนเสื้อแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หนีไม่พ้น…สุดท้าย นางก็ยังหนีไม่พ้นเขาอยู่ดี

ไป๋จื่อหรงยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น หาได้หันกลับไป

เสียงฝีเท้าเบาๆ ของสาวใช้ที่ขยับถอยออกห่างดังขึ้นอย่างรู้หน้าที่ เหลือเพียงคนทั้งสามในห้อง

ไป๋ฮูหยินรีบเอ่ยขึ้นเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ

“องค์รัชทายาทได้โปรดอย่าถือสา บุตรสาวของหม่อมฉัน”

“ถือสาหรือไม่…”

น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง หากแต่แฝงแรงกดดันจนไป๋ฮูหยินต้องชะงักคำพูดลงโดยพลัน

เซียวเหยียนหลงมองแผ่นหลังบอบบางตรงหน้า

“คุณหนูไป๋ เหตุใดจึงหลีกเลี่ยงข้า”

ไป๋จื่อหรงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมา

ใบหน้าสงบนิ่ง รอยยิ้มที่เคยมีหายไปจนหมดสิ้น

“หลีกเลี่ยงหรือเพคะ” นางเอ่ยเสียงเรียบ

“หม่อมฉันเพียงรู้จักที่ต่ำที่สูง รู้ว่าผู้ใด…ไม่ควรเข้าใกล้”

ดวงตาคมกริบขององค์รัชทายาทหรี่ลงเล็กน้อย

“หรือเพราะเจ้าเกลียดข้า”

คำถามนั้นเบา หากกลับหนักหน่วงยิ่งนัก

ไป๋จื่อหรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะต่ำ

“หม่อมฉัน…ไม่กล้าถึงเพียงนั้น”

ถ้อยคำฟังดูอ่อนน้อม ทว่าทุกคนในห้องกลับรับรู้ได้โดยไม่ต้องปฏิเสธส่าคุณหนูใหญ่…เปลี่ยนไปมากจริงๆ บรรยากาศเงียบงัน สายลมยามสายพัดผ่าน กลิ่นชาหอมอ่อนๆ ลอยคลุ้ง

เซียวเหยียนหลงมองจอกชาตรงหน้าก่อนจะยกขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า “เช่นนั้น นั่งดื่มชากับชาสักจอก…”

เขาวางจอกลง พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสงบเย็น

“จะรีบเดินหนีไปที่ใดกัน...ไม่อยากพูดคุยกับเจิ้นหรือ”

ไป๋จื่อหรงกำมือแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก

นี่คือจุดเริ่มต้นที่นางพยายามหนีมาตลอด

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๗ นางร้ายที่ไหนกัน

    หลายวันผ่านไปแม้ไป๋จื่อหรงอยากจะเก็บตัวอยู่ในเรือน ไม่ย่างก้าวออกไปที่ใด ทว่ากลับไม่อาจหลีกเลี่ยงคำคะคั้นคะยอของมารดาได้ สุดท้ายจึงต้องพาหลินเยว่ฉิงออกไปเดินตลาดตามคำสั่งไป๋ฮูหยินกล่าวว่า นางเอาแต่อยู่ในจวนมากเกินไป สมควรออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างถ้อยคำนั้นฟังดูอ่อนโยน ทว่ากลับไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธไป๋จื่อหรงได้แต่ถอนหายใจยาวบางทีชีวิต…ก็เหวี่ยงนางกลับไปยังจุดที่ควรหลีกเลี่ยงไม่พ้นจริงๆเหตุการณ์ในชาตินี้ ไป๋จื่อหรงลองไล่คิดดูแล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปจากชาติที่แล้วช่วงเวลานี้ เดิมทีนางควรได้รับราชโองการให้เตรียมตัวเข้าสู่การคัดเลือกเข้าวังหลวงแม้ท้ายที่สุดในชาติก่อน บิดาและพี่ชายจะช่วยเหลือให้นางดึงเข้าไปพัวพันจนยืนอยู่ข้างเขาได้ทว่ายามนี้…ยิ่งนางพยายามถอยออกห่างเหตุการณ์กลับยิ่งบิดเบี้ยว ราวกับมีมือที่ตามองไม่เห็นคอยขยับหมากบนกระดานแทนยามสายของวันนี้ ไป๋จื่อหรงสวมชุดใส่สีอ่อน ไม่ปักปิ่นหรือเครื่องประดับใดเกินจำเป็น คล้ายกับตั้งใจกลืนตัวเองให้จางหายไปกับฝูงชน ตรงกันข้าม…หลินเยว่ฉิงกลับดูสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ดวงตาเปล่งประกายเมื่อได้ออกมานอกจวนเสียงผู้คนในตลาดจอแจ กลิ่นหอมขอ

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๖ เลิกเป็นหมาก

    ที่ผ่านไม่ว่าผู้ใดต่างก็จับจ้องมองข่าวดีของคุณหนูใหญ่สกุลไป๋กันทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่ว่านายท่านไป๋เป็นขุนนางในราชสำนักได้รับความไว้วางใจมาเนิ่นนาน อีกทั้งไป๋ฮูหยินยังเป็นสหายสนิทของอดีตฮองเฮาดังนั้นแล้ว…คุณหนูไป๋และองค์รัชทายาทเซียวเหยียนหลงย่อมมีความเกี่ยวพันกันมาตั้งแต่วัยเยาว์กล่าวได้ว่า หากเห็นองค์รัชทายาทอยู่ที่ใด…ก็ย่อมต้องเห็นคุณหนูไป๋อยู่ที่นั่น ตามติดราวกับเงาไม่ห่างหากเป็นแต่ก่อน ไป๋จื่อหรงได้ยินข่าวลือเรื่องการแต่งงานนี้ ย่อมถือเป็นเรื่องมงคลเพียงได้ฟังก็ทำให้อารมณ์ของนางเบิกบานไปได้หลายวันทว่ายามนี้ สำหรับนางแล้ว มันไม่ต่างจากขุมนรกบรรยากาศภายในห้องโถงจวนสกุลไป๋เงียบงัน กลิ่นหอมชาอ่อนๆ ลอยคลุ้ง อบอวลไปทั่ว ยามนี้ทุกสายตาล้วนจับจ้องมองมาที่นางเพียงผู้เดียว“หม่อมฉันไม่ชอบดื่มชา”ไป๋จื่อหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ตรงไปตรงมานางหันกลับไปสบตากับบุรุษตรงหน้าทันที“หากหม่อมฉันจะปฏิเสธ…” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันบางๆ“องค์รัชทายาทคงไม่ทรงสั่งประหารหม่อมฉัน เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้กระมัง”แม้ไป๋จื่อหรงจะจ้องสบตา สีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าภายใต้

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๕ บุรุษที่ไม่ควรใส่ใจ

    วันนี้ไป๋จื่อหรงตั้งใจจะออกจากจวนไปตลาดเสียหน่อย ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางเอาแต่อุดอู้อยู่ในเรือน หมกมุ่นกับความทรงจำในชาติก่อนและกังวลถึงอนาคตที่ยังไม่ทันเกิดขึ้นนางยกชายกระโปรงขึ้น เดินนำหน้าสาวใช้ ก้าวเท้าอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าราวกับสวรรค์มีตา กลั่นแกล้งมอบเคราะห์แรกให้แก่นางรถม้าคันใหญ่หยุดลงตรงหน้าประตูจวนพอดีเสียงฝีเท้าของทหารนักษาการดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หนักแน่น และใกล้เข้ามาไป๋จื่อหรงแทบล้มไปทั้งยืนหากนางรู้ว่าเขาจะมาตั้งแต่แรกก็คงไม่ออกมายืนในจังหวะเช่นนี้เด็ดขาดร่างบางนิ่งงัน ชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับว่ากลายเป็นก้อนหินไปแล้วถึงแม้จะตาบอดแม้จะมองไม่เห็นใบหน้าแต่เพียงแค่แว่วเดียว…หัวใจของนางก็พลันเต้นกระส่ำอย่างไร้จังหวะ ราวกับมันรู้ดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นคือผู้ใดบุรุษผู้นั้น…คือผู้ที่เคยลงนามในคำสั่งประหารนางคือผู้ที่นางไม่ควรเข้าใกล้ไปชั่วชีวิตแต่บัดนี้ เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าหากนางยังฝืนก้าวเดินต่อไป ก็มีเพียงหุบเหวแห่งความตายรออยู่ ดังนั้น…นางไม่ควรเข้าใกล้อีก ไม่ควรแม้แต่จะลังเลไป๋จื่อหรงถอยหลังกลับเข้าไปด้านในจวนทันที สีหน้าของนางซีดเผือ

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๔ ความผิดปกติแรก

    ภายหลังจากคุณหนูใหญ่ล้มป่วยหนัก และเพิ่งฟื้นหายดีได้เพียงสองสามวันไม่ว่าผู้ใดในจวนสกุลไป๋…ล้วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติตั้งแต่สาวใช้ใกล้ชิดไปจนถึงสาวใช้ซักล้าง หรือแม่บ้านจวนไปจนถึงบ่าวรับใช้ที่แทบไม่เคยมีโอกาสเข้าใกล้เรือนหลักทุกคนต่างพูดไม่ออก แต่ต่างก็รู้สึกได้ตรงกันคุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ที่ดูซูบซีดลงเล็กน้อย หากแต่เป็นท่าทีที่นิ่งเฉย สงบเสงี่ยม และเย็นเงียบเกินวัย ราวกับสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานปี หาใช่ดรุณีน้อยที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นไม่กี่วันดังเช่นก่อนหน้านางไม่อารมณ์ร้อน ไม่แสดงความเอาแต่ใจ ไม่ถามไถ่เรื่องที่เคยใส่ใจ รอยยิ้มที่เคยฉายชัดกลับจางลงสายตาที่เคยสดใส บัดนี้กลับลึกล้ำ จนยากจะคาดเดาแม้ยามเอ่ยวาจา น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน สุภาพและไร้ความดุดัน แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึก…เหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผืนน้ำลึกสงบนิ่ง…ทว่าไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้งหลายคนกระซิบถามกันเบาๆว่าโรคภัยครั้งนี้อาจทำให้คุณหนูใหญ่โตขึ้นก่อนวัยหรือบางที…อาจมีสิ่งใดบางอย่างติดตามกลับมาพร้อมกับการฟื้นตื่นไม่มีผู้ใดรู้คำตอบ มีเพียงความรู้สึกเดียวที่ค่อยๆ ฝังรากในใจผู้คนว่า นับจากวันนี้เป็

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๓ บทบาทที่นางไม่ต้องการ

    ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น บุรุษในชุดขุนนางก้าวเข้ามา แผ่นหลังเหยียดตรงสง่า ใบหน้าเคร่งขรึม“เกิดอะไรขึ้น”เสียงนั้นทำให้ไป๋จื่อหรงยิ่งตัวสั่นทว่าหาใช่เพราะหวาดกลัว บิดาของนางในความทรงจำเคยถูกปลด ยึดทรัพย์และส่งไปยังชายแดน ก่อนที่สุดท้ายจะสิ้นใจท่าม กลางความหนาวเย็นไป๋จื่อหรงเงยหน้าขึ้น น้ำตาพร่าพรูจนมองแทบไม่ชัดนางเห็นบิดายืนอยู่ตรงนั้น ตรงหน้ายังมีชีวิตและลมหายใจ“ท่านพ่อ…”น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา แทบกลายเป็นเพียงสายลมไป๋จงซานขมวดคิ้ว ก่อนจะก้าวเข้าใกล้“เหตุใดวันนี้เจ้าจึงแปลกนัก”แปลกหรือ…หากบิดารู้ว่าในความทรงจำของนาง นี่คือการได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง ภายหลังจากถูกฝังกลบทั้งตระกูลจนไม่เหลือแม้แต่หลุมศพยังจะนับว่าแปลกอีกหรือไป๋จื่อหรงคลายอ้อมกอดจากมารดาเดินเข้าไปหาบิดาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะนางคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว“หรงเออร์”ทั้งสองเอ่ยขึ้นแทบพร้อมกันไป๋จื่อหรงก้มศีรษะลงต่ำ หน้าผากแนบกับพื้นเย็นเยียบเสียงกระทบเบาๆ นั้น กลับดังราวกับฟาดลงบนหัวใจของผู้เป็นบิดามารดา“ข้าผิดไปแล้ว…” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ“ผิดต่อพวกท่าน…ผิดต่อสกุลไป๋…”ไป๋จงซานเห็น

  • นางร้ายผู้นี้จะไม่เดินตามบทเดิม   ๒ ตื่นขึ้นก่อนโศกนาฏกรรม

    ความมืดค่อยๆ ถอยห่างออกไป ราวกับมีใครบางคนค่อยๆ ดึงม่านหนาทึบออกจากดวงตาไป๋จื่อหรงสะดุ้งเฮือก ลมหายใจของนางติดขัด หอบถี่อย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแน่นอก เจ็บร้าวไปทั้งร่างราวกับยังคงรู้สึกถึงคมดาบที่ฟาดลงบนลำคอแม่นยำอย่างโหดเหี้ยม ความเย็นเฉียบของโลหะ และแรงกระแทกสุดท้าย…ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำนาง…ยังไม่ตายงั้นหรือ?เสียงลมหายใจของตนเองดังก้องอยู่ในโสตประสาท หยาดเหงื่อเย็นชุ่มไหลอาบแผ่นหลังจนอาภรณ์แนบชิดผิวกาย สองมือกำผ้าห่มแน่น ราวกับมันคือหลักยึดเดียวที่ยืนยันได้ว่านางยังมีตัวตนนางยังหายใจและยังมีชีวิตกลิ่นฉุนอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยมาแตะปลายจมูก อบอวลและอ่อนโยน หาใช่กลิ่นคาวเลือด ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของลานประหารไป๋จื่อหรงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้นางชะงักงันเพดานไม้แกะสลักลวดลายดอกเหมยอย่างประณีตงดงาม ม่านผืนบางสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบาแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างนุ่มนวล ทั้งอบอุ่น…และดูสงบในคราเดียวกันนี่คือเรือนของนาง ไม่ใช่คุกอับชื้น ไม่ใช่ลานประหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นความตาย และไม่ใช่นรกที่เต็มไปด้วยเสียงสาปแช่ง แต่เป็นห้องที่นางคุ้นเคยและในเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status