เข้าสู่ระบบภายหลังจากคุณหนูใหญ่ล้มป่วยหนัก และเพิ่งฟื้นหายดีได้เพียงสองสามวัน
ไม่ว่าผู้ใดในจวนสกุลไป๋…ล้วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ตั้งแต่สาวใช้ใกล้ชิดไปจนถึงสาวใช้ซักล้าง หรือแม่บ้านจวนไปจนถึงบ่าวรับใช้ที่แทบไม่เคยมีโอกาสเข้าใกล้เรือนหลัก ทุกคนต่างพูดไม่ออก แต่ต่างก็รู้สึกได้ตรงกัน คุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ที่ดูซูบซีดลงเล็กน้อย หากแต่เป็นท่าทีที่นิ่งเฉย สงบเสงี่ยม และเย็นเงียบเกินวัย ราวกับสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานปี หาใช่ดรุณีน้อยที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นไม่กี่วันดังเช่นก่อนหน้า นางไม่อารมณ์ร้อน ไม่แสดงความเอาแต่ใจ ไม่ถามไถ่เรื่องที่เคยใส่ใจ รอยยิ้มที่เคยฉายชัดกลับจางลง สายตาที่เคยสดใส บัดนี้กลับลึกล้ำ จนยากจะคาดเดา แม้ยามเอ่ยวาจา น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน สุภาพและไร้ความดุดัน แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึก…เหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผืนน้ำลึก สงบนิ่ง…ทว่าไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้ง หลายคนกระซิบถามกันเบาๆ ว่าโรคภัยครั้งนี้อาจทำให้คุณหนูใหญ่โตขึ้นก่อนวัยหรือบางที…อาจมีสิ่งใดบางอย่างติดตามกลับมาพร้อมกับการฟื้นตื่น ไม่มีผู้ใดรู้คำตอบ มีเพียงความรู้สึกเดียวที่ค่อยๆ ฝังรากในใจผู้คนว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป คุณหนูใหญ่สกุลไป๋หาใช่สตรีคนเดิมอีกต่อไปแล้ว! ยามนี้ข่าวลือเริ่มแผ่กระจาย ไม่ได้ดังเอิกเกริก หากแต่คืบคลานอย่างเงียบงัน ราวกับหมอกบางยามรุ่งสาง เริ่มจากถ้อยคำกระซิบในเรือนซักล้าง จากนั้นต่อด้วยเสียงแผ่วในโรงครัว ก่อนจะลามไปถึงทางเดินยาวใต้ชายคา “ได้ยินหรือไม่…คุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปแล้ว” ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยต่อหน้า ไม่มีใครกล้าระบุว่าเปลี่ยนอย่างไร รู้เพียงว่า…ไม่เหมือนเดิม สาวใช้คนหนึ่งเล่าว่า ยามที่นางถวายชา มือยังสั่นเล็กน้อย เพราะคุณหนูใหญ่เพียงเงยหน้ามอง ไม่ได้ดุหรือตำหนิ แต่สายตานั้นกลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกราวกับถูกมองทะลุถึงใจ อีกคนกล่าวว่า คุณหนูใหญ่ไม่เคยซักถามเรื่องในจวน ไม่สนใจข่าวลือและไม่แสดงอารมณ์ ทว่ากลับรู้ทุกความเคลื่อนไหวราวกับมองเห็นอยู่แล้ว บางคนถึงกับกระซิบเสียงสั่น ว่าในยามค่ำเรือนของคุณหนูใหญ่มักเงียบเกินไป…เงียบจนชวนให้หวาดหวั่น ราวกับผู้ที่อยู่ภายในมิได้หลับใหล หากกำลังครุ่นคิดบางสิ่งที่ลึกเกินกว่าจะคาดเดา “หรือว่าคุณหนูใหญ่จะ…เห็นอะไรบางอย่างในความฝัน” “หรือโรคหนักครั้งนั้นจะทำให้นางเปลี่ยนไป” ไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันมีเพียงความรู้สึกคลุมเครือที่ค่อยๆ หนักอึ้งขึ้นทุกวัน แม้แต่สาวใช้ที่เคยเห็นนางเติบโตมาตั้งแต่เล็ก ยังเริ่มไม่กล้าสบตานานเกินไป เพราะแววตาคู่นั้น สงบนิ่ง เยือกเย็น ราวกับรู้ล่วงหน้าว่า…ผู้ใดกำลังคิดสิ่งใด มิหนำซ้ำ ยังมีถ้อยคำกระซิบอื่นๆ ตามมาคล้ายเกลียวคลื่นเล็กที่ซัดเข้าฝั่งไม่หยุด “คุณหนูใหญ่เอาแต่อยู่ในเรือน ไม่ยอมย่างเท้าไปที่ใดเลย” “ข้าได้ยินมาว่า…แม้แต่องค์รัชทายาทที่คุณหนูเคยชมชอบนัก ครั้งนี้มีงานเลี้ยงในจวนแท้ๆ ก็ยังไม่ออกมาพบ” “นับว่าแปลกนักจริงๆ” ถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้ดังเอะอะ หากแต่แทรกซึมเข้าไปทุกมุมของจวน เหมือนหมอกบางที่ไม่อาจปัดไล่ ยิ่งไม่มีคำอธิบาย ก็ทำให้ผู้คนคาดเดา แต่ไป๋จื่อหรงไม่ใส่ใจ แม้ถ้อยคำนั้นจะเข้าหูชัดเจนครบถ้วน คำพูดที่ออกจาปากของผู้คน หากร้อยคนคิด…ก็ย่อมมีร้อยเสียง นางจำเป็นต้องเสียเวลาอธิบายให้เปล่าประโยชน์หรือไม่ นางนั่งอยู่ในเรือน ยังคงอ่านตำราแพทย์ ปล่อยให้แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบแผ่นกระดาษ สีหน้าสงบนิ่งเกินกว่าที่ควรจะเป็น หากเป็นชาติก่อน ป่านนี้นางคงจะกำลังนั่งเชิดหน้าชูคออยู่ในวังหลวง ประโคมเครื่องแต่งกาย แต่งหน้าหนาเตอะ เพื่อแย่งชิงความสนใจจากบุรุษสูงศักดิ์…ช่างน่าสมเพชเสียจริง ทว่ายามนี้ นางกลับนั่งนิ่ง มิได้ไขว่คว้าหาสิ่งใด ราวกับคนที่ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว “คุณหนูเจ้าคะ” น้ำเสียงของชิงเหอดังขึ้นแผ่วเบา นางก้าวเข้ามาพร้อมน้ำชาร้อนกลิ่นหอมกรุ่นและขนมถาดใหม่ เสียงประตูปิดลงเบาๆ หากแต่กลับสะท้อนดังก้องในห้องเงียบสงัด ชิงเหอหยุดฝีเท้า เหลือบมองผู้เป็นนายครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำอย่างลังเล “บ่าวได้ยินสาวใช้ที่เพิ่งกลับมาจากวังหลวงกล่าวว่า องค์รัชทายาททรงให้คนมาส่งไป๋ฮูหยินและแม่นางหลิน ซ้ำยังส่งเทียบเชิญให้ไปดื่มชาส่วนตัวที่ตำหนักหน้าดอกเหมยเจ้าค่ะ” ทว่าไป๋จื่อหรงเพียงพลิกหน้ากระดาษต่อไป นางหาได้เงยหน้าขึ้นมองไม่ “อืม” นางเพียงตอบกลับคำเดียวสั้นๆ ไม่มีความสนใจใดๆ และไม่มีความอยากรู้อยากเห็นแม้แต่น้อย ท่าทีเรียบเฉยนั้นผิดแปลกไปจากที่เคยเป็นอย่างสิ้นเชิง และความนิ่งสงบเช่นนี้เอง ยิ่งทำให้ชิงเหอรู้สึกอึดอัดขึ้นมาโดยไม่อาจอธิบาย ในใจของนางย่อมมีคำตอบชัดเจนว่า สตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้า มิใช่คุณหนูใหญ่ที่นางเคยรู้จักอีกต่อไป เหตุใดสิ่งที่เคยโปรดกลับไม่ใส่ใจ เรื่องที่เคยหวงแหนกลับไม่เหลียวแล เกรงว่าแม้แต่ชื่อของผู้คนที่เคยทำให้หวั่นไหว ยามนี้ก็คงไม่ก่อให้เกิดคลื่นใดในดวงตาคู่นั้นเลย “ก็ดีแล้วมิใช่หรือ” หลังจากความเงียบทอดยาว ไป๋จื่อหรงจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาของนางยังคงจ้องอ่อนตำราแพทย์อย่างขริงจัง หากเป็นเมื่อก่อน เพียงได้ยินเรื่องเช่นนี้ นางก็คงเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ หวาดระแวงว่าจะมีผู้มาแย่งชิง กลัวว่าตำแหน่งในใจของตนจะถูกลดค่าลงแม้เพียงนิดเดียว ทว่ายามนี้…ช่างเถอะ หากอยากได้ก็เอาไป ขณะเดียวกันนั้น หลินเยว่ฉิงเพิ่งกลับมาถึงจวน หลังออกไปตั้งแต่เช้าพร้อมไป๋ฮูหยิน นั่งรถม้าไปชมสวนบุปผาที่วังหลวงทั้งที่นางเพิ่งเข้าจวนแต่กลับได้รับการต้อนรับและความสำคัญอย่างไม่คาดคิด เห็นทีว่า ชีวิตใหม่คงดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่งนัก มิหนำซ้ำ ก่อนหน้านี้ที่วังหลวงมีผู้เอ่ยถึงและถามหาคุณหนูใหญ่สกุลไป๋อยู่บ้าง ทว่าเพียงหลินเยว่ฉิงปรากฏกาย คำพูดเหล่านั้นกลับถูกกลบหายไปในพริบตา ถ้อยคำอ่อนหวานและคำชื่นชมถูกส่งมาไม่ขาดสาย รอยยิ้มที่มองนางด้วยความเอ็นดูแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่อง ในใจของหลินเยว่ฉิงย่อมรู้ดี ว่าสิ่งเหล่านี้มิได้เกิดจากความงดงามหรือความอ่อนหวานของนางเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเพราะตำแหน่งคุณหนูใหญ่ว่างลงโดยไร้เจ้าของ นางยกมือขึ้นจัดชายแขนเสื้ออย่างสุภาพก่อนจะก้าวลงจากรถม้า รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับมิได้รับรู้ถึงสายตาที่มองมาด้วยความชื่นชมและคาดหวังเหล่านั้นเลย สาวใช้ที่ติดตามมาเอียงหน้าเข้าใกล้ เอ่ยเสียงแผ่ว “วันนี้ทุกคนดูให้ความสำคัญคุณหนูนักเจ้าค่ะ ไม่เว้นแม้แต่ไป๋ฮูหยินสกุลจ้าวยังเอ่ยชมไม่หยุดเลย” หลินเยว่ฉิงเพียงยกยิ้มบาง มิได้แสดงความยินดีเกินควร “เป็นเพราะฮูหยินมีเมตตา” นางตอบเสียงอ่อน “หาใช่เพราะข้าไม่…” สาวใช้ลังเลเล็กน้อยก่อนจะกระซิบต่อ “แต่ว่าก่อนหน้านี้ที่วังหลวง…ทุกคนยังพูดถึงคุณหนูใหญ่ไป๋อยู่เลยเจ้าค่ะ ทว่าเพียงเห็นท่านปรากฏตัว ก็ราวกับลืมสิ่งที่พูดไปทั้งหมด” หลินเยว่ฉิงชะลอฝีเท้าลงเพียงครู่เดียว สายตาของกวาดมองไปตามทางเดินยาวของจวน ก่อนที่จะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “อย่าได้พูดจาเช่นนี้” สาวใช้ชะงักงัน หัวใจเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ “อย่างไรเสีย ข้าก็เป็นเพียงผู้อาศัยเท่านั้น” หลินเยว่ฉิงเอ่ยต่อ น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนไม่เปลี่ยน “หาได้คิดจะมาแทนที่ผู้ใดไม่” พอสิ้นคำนั้น จึงก้าวเดินต่ออย่างสง่างาม รอยยิ้มบางยังคงประดับอยู่บนใบหน้า “อย่าพูดสิ่งใดเกินควร และอย่าทำให้ผู้ใดรู้สึกว่าข้ากำลังแทนที่ใคร” ถ้อยคำเหล่านั้นฟังดูสุภาพ ฟังดูถ่อมตน แต่ในใจของหลินเยว่ฉิงกลับรู้ดี ตราบใดที่คุณหนูใหญ่ยังไม่ก้าวออกมายืนตำแหน่งนั้น พื้นที่ตรงหน้าก็ย่อมว่างเปล่า…และเป็นของนางโดยปริยาย สาวใช้รีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว “เจ้าค่ะ” หลินเยว่ฉิงเอ่ยต่อราวกับนึกขึ้นได้ “ไปดูเสียว่าคุณหนูใหญ่กำลังทำสิ่งใดอยู่ หากนางว่างก็ให้มารายงานข้า” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่เร่งร้อน “ข้ามีเรื่องจากวังหลวงจะได้นำมาพูดคุยเสียหน่อย…ในเมื่อนางไม่ได้ไปด้วยตนเอง” ไป๋ฮูหยินหาได้รู้จักสกุลหลินเป็นการส่วนตัวไม่ ทว่าสามีของนางซึ่งเป็นขุนนาง กลับรู้จักผู้คนไม่น้อย เมื่อหลายวันก่อน สามีของนางกล่าวว่าขุนนางผู้หนึ่งซึ่งเคยรับราชการร่วมกันในช่วงแรกเริ่ม ได้เสียชีวิตลง ทิ้งไว้เพียงบุตรสาววัยใกล้เคียงกับไป๋จื่อหรงให้อยู่เพียงลำพัง อีกฝ่ายไร้ญาติสนิท ไม่มีผู้ใดพึ่งพาอย่างแท้จริง คำสั่งเสียก่อนสิ้นลม ยังเอ่ยขอให้ช่วยดูแลบุตรสาวผู้นี้ สามีของนางเห็นว่าเด็กสาวมีอายุไล่เลี่ยกับบุตรสาวตน หากไป๋จื่อหรงมีสหายสักคน ก็คงไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเดิมเพียงลำพัง นางเองก็เห็นด้วย จึงรับหลินเยว่ฉิงเข้ามาอยู่ในจวน แม้จะเพิ่งพบหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้ง ทว่าไป๋ฮูหยินก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กดี นิสัยสุภาพ น่าเอ็นดูและเมื่อชวนไปงานเลี้ยงในวันนี้ก็ยิ่งเห็นชัด…นางหาได้ทะเยอทะยาน มิได้โอ้อวด เพียงอยู่อย่างสงบเสงี่ยม รู้กาลเทศะ ไป๋ฮูหยินหลุดจากภวังค์ความคิด หันไปเอ่ยกับสาวใช้ “ไปดูคุณหนูใหญ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากนางอาการยังไม่ดีขึ้นก็รีบตามหมอมา” “เจ้าค่ะ” ไป๋ฮูหยินมองตามสาวใช้ที่เดินห่างออกไปไกล ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดอย่างอดกลั้น ไฉนนางจะไม่รู้ ว่าบุตรสาวของตนเปลี่ยนไป ตั้งแต่กลับจากเทศกาลโคมไฟในวันนั้น ไป๋จื่อหรงก็ล้มป่วย ครั้นพอหายดีแล้ว กลับหลีกเลี่ยงผู้คน ไม่อยากพบหน้าใคร แม้แต่ก้าวเท้าออกจากเรือน ยังนับครั้งได้ แท้จริงแล้ว ระหว่างองค์รัชทายาทกับบุตรสาวของนางเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเอ่ยปากซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อพ้นวัยปักปิ่นจะให้มีบิดาของนางทูลขอสมรสพระราชทานให้ ทว่าเมื่อมีโอกาสได้ใกล้ชิด ได้เข้าร่วมงานเลี้ยง กลับเป็นฝ่ายถอยห่างเสียเองหลายวันผ่านไปแม้ไป๋จื่อหรงอยากจะเก็บตัวอยู่ในเรือน ไม่ย่างก้าวออกไปที่ใด ทว่ากลับไม่อาจหลีกเลี่ยงคำคะคั้นคะยอของมารดาได้ สุดท้ายจึงต้องพาหลินเยว่ฉิงออกไปเดินตลาดตามคำสั่งไป๋ฮูหยินกล่าวว่า นางเอาแต่อยู่ในจวนมากเกินไป สมควรออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างถ้อยคำนั้นฟังดูอ่อนโยน ทว่ากลับไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธไป๋จื่อหรงได้แต่ถอนหายใจยาวบางทีชีวิต…ก็เหวี่ยงนางกลับไปยังจุดที่ควรหลีกเลี่ยงไม่พ้นจริงๆเหตุการณ์ในชาตินี้ ไป๋จื่อหรงลองไล่คิดดูแล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปจากชาติที่แล้วช่วงเวลานี้ เดิมทีนางควรได้รับราชโองการให้เตรียมตัวเข้าสู่การคัดเลือกเข้าวังหลวงแม้ท้ายที่สุดในชาติก่อน บิดาและพี่ชายจะช่วยเหลือให้นางดึงเข้าไปพัวพันจนยืนอยู่ข้างเขาได้ทว่ายามนี้…ยิ่งนางพยายามถอยออกห่างเหตุการณ์กลับยิ่งบิดเบี้ยว ราวกับมีมือที่ตามองไม่เห็นคอยขยับหมากบนกระดานแทนยามสายของวันนี้ ไป๋จื่อหรงสวมชุดใส่สีอ่อน ไม่ปักปิ่นหรือเครื่องประดับใดเกินจำเป็น คล้ายกับตั้งใจกลืนตัวเองให้จางหายไปกับฝูงชน ตรงกันข้าม…หลินเยว่ฉิงกลับดูสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ดวงตาเปล่งประกายเมื่อได้ออกมานอกจวนเสียงผู้คนในตลาดจอแจ กลิ่นหอมขอ
ที่ผ่านไม่ว่าผู้ใดต่างก็จับจ้องมองข่าวดีของคุณหนูใหญ่สกุลไป๋กันทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่ว่านายท่านไป๋เป็นขุนนางในราชสำนักได้รับความไว้วางใจมาเนิ่นนาน อีกทั้งไป๋ฮูหยินยังเป็นสหายสนิทของอดีตฮองเฮาดังนั้นแล้ว…คุณหนูไป๋และองค์รัชทายาทเซียวเหยียนหลงย่อมมีความเกี่ยวพันกันมาตั้งแต่วัยเยาว์กล่าวได้ว่า หากเห็นองค์รัชทายาทอยู่ที่ใด…ก็ย่อมต้องเห็นคุณหนูไป๋อยู่ที่นั่น ตามติดราวกับเงาไม่ห่างหากเป็นแต่ก่อน ไป๋จื่อหรงได้ยินข่าวลือเรื่องการแต่งงานนี้ ย่อมถือเป็นเรื่องมงคลเพียงได้ฟังก็ทำให้อารมณ์ของนางเบิกบานไปได้หลายวันทว่ายามนี้ สำหรับนางแล้ว มันไม่ต่างจากขุมนรกบรรยากาศภายในห้องโถงจวนสกุลไป๋เงียบงัน กลิ่นหอมชาอ่อนๆ ลอยคลุ้ง อบอวลไปทั่ว ยามนี้ทุกสายตาล้วนจับจ้องมองมาที่นางเพียงผู้เดียว“หม่อมฉันไม่ชอบดื่มชา”ไป๋จื่อหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ตรงไปตรงมานางหันกลับไปสบตากับบุรุษตรงหน้าทันที“หากหม่อมฉันจะปฏิเสธ…” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันบางๆ“องค์รัชทายาทคงไม่ทรงสั่งประหารหม่อมฉัน เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้กระมัง”แม้ไป๋จื่อหรงจะจ้องสบตา สีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าภายใต้
วันนี้ไป๋จื่อหรงตั้งใจจะออกจากจวนไปตลาดเสียหน่อย ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางเอาแต่อุดอู้อยู่ในเรือน หมกมุ่นกับความทรงจำในชาติก่อนและกังวลถึงอนาคตที่ยังไม่ทันเกิดขึ้นนางยกชายกระโปรงขึ้น เดินนำหน้าสาวใช้ ก้าวเท้าอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าราวกับสวรรค์มีตา กลั่นแกล้งมอบเคราะห์แรกให้แก่นางรถม้าคันใหญ่หยุดลงตรงหน้าประตูจวนพอดีเสียงฝีเท้าของทหารนักษาการดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หนักแน่น และใกล้เข้ามาไป๋จื่อหรงแทบล้มไปทั้งยืนหากนางรู้ว่าเขาจะมาตั้งแต่แรกก็คงไม่ออกมายืนในจังหวะเช่นนี้เด็ดขาดร่างบางนิ่งงัน ชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับว่ากลายเป็นก้อนหินไปแล้วถึงแม้จะตาบอดแม้จะมองไม่เห็นใบหน้าแต่เพียงแค่แว่วเดียว…หัวใจของนางก็พลันเต้นกระส่ำอย่างไร้จังหวะ ราวกับมันรู้ดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นคือผู้ใดบุรุษผู้นั้น…คือผู้ที่เคยลงนามในคำสั่งประหารนางคือผู้ที่นางไม่ควรเข้าใกล้ไปชั่วชีวิตแต่บัดนี้ เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าหากนางยังฝืนก้าวเดินต่อไป ก็มีเพียงหุบเหวแห่งความตายรออยู่ ดังนั้น…นางไม่ควรเข้าใกล้อีก ไม่ควรแม้แต่จะลังเลไป๋จื่อหรงถอยหลังกลับเข้าไปด้านในจวนทันที สีหน้าของนางซีดเผือ
ภายหลังจากคุณหนูใหญ่ล้มป่วยหนัก และเพิ่งฟื้นหายดีได้เพียงสองสามวันไม่ว่าผู้ใดในจวนสกุลไป๋…ล้วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติตั้งแต่สาวใช้ใกล้ชิดไปจนถึงสาวใช้ซักล้าง หรือแม่บ้านจวนไปจนถึงบ่าวรับใช้ที่แทบไม่เคยมีโอกาสเข้าใกล้เรือนหลักทุกคนต่างพูดไม่ออก แต่ต่างก็รู้สึกได้ตรงกันคุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ที่ดูซูบซีดลงเล็กน้อย หากแต่เป็นท่าทีที่นิ่งเฉย สงบเสงี่ยม และเย็นเงียบเกินวัย ราวกับสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานปี หาใช่ดรุณีน้อยที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นไม่กี่วันดังเช่นก่อนหน้านางไม่อารมณ์ร้อน ไม่แสดงความเอาแต่ใจ ไม่ถามไถ่เรื่องที่เคยใส่ใจ รอยยิ้มที่เคยฉายชัดกลับจางลงสายตาที่เคยสดใส บัดนี้กลับลึกล้ำ จนยากจะคาดเดาแม้ยามเอ่ยวาจา น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน สุภาพและไร้ความดุดัน แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึก…เหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผืนน้ำลึกสงบนิ่ง…ทว่าไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้งหลายคนกระซิบถามกันเบาๆว่าโรคภัยครั้งนี้อาจทำให้คุณหนูใหญ่โตขึ้นก่อนวัยหรือบางที…อาจมีสิ่งใดบางอย่างติดตามกลับมาพร้อมกับการฟื้นตื่นไม่มีผู้ใดรู้คำตอบ มีเพียงความรู้สึกเดียวที่ค่อยๆ ฝังรากในใจผู้คนว่า นับจากวันนี้เป็
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น บุรุษในชุดขุนนางก้าวเข้ามา แผ่นหลังเหยียดตรงสง่า ใบหน้าเคร่งขรึม“เกิดอะไรขึ้น”เสียงนั้นทำให้ไป๋จื่อหรงยิ่งตัวสั่นทว่าหาใช่เพราะหวาดกลัว บิดาของนางในความทรงจำเคยถูกปลด ยึดทรัพย์และส่งไปยังชายแดน ก่อนที่สุดท้ายจะสิ้นใจท่าม กลางความหนาวเย็นไป๋จื่อหรงเงยหน้าขึ้น น้ำตาพร่าพรูจนมองแทบไม่ชัดนางเห็นบิดายืนอยู่ตรงนั้น ตรงหน้ายังมีชีวิตและลมหายใจ“ท่านพ่อ…”น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา แทบกลายเป็นเพียงสายลมไป๋จงซานขมวดคิ้ว ก่อนจะก้าวเข้าใกล้“เหตุใดวันนี้เจ้าจึงแปลกนัก”แปลกหรือ…หากบิดารู้ว่าในความทรงจำของนาง นี่คือการได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง ภายหลังจากถูกฝังกลบทั้งตระกูลจนไม่เหลือแม้แต่หลุมศพยังจะนับว่าแปลกอีกหรือไป๋จื่อหรงคลายอ้อมกอดจากมารดาเดินเข้าไปหาบิดาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะนางคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว“หรงเออร์”ทั้งสองเอ่ยขึ้นแทบพร้อมกันไป๋จื่อหรงก้มศีรษะลงต่ำ หน้าผากแนบกับพื้นเย็นเยียบเสียงกระทบเบาๆ นั้น กลับดังราวกับฟาดลงบนหัวใจของผู้เป็นบิดามารดา“ข้าผิดไปแล้ว…” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ“ผิดต่อพวกท่าน…ผิดต่อสกุลไป๋…”ไป๋จงซานเห็น
ความมืดค่อยๆ ถอยห่างออกไป ราวกับมีใครบางคนค่อยๆ ดึงม่านหนาทึบออกจากดวงตาไป๋จื่อหรงสะดุ้งเฮือก ลมหายใจของนางติดขัด หอบถี่อย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแน่นอก เจ็บร้าวไปทั้งร่างราวกับยังคงรู้สึกถึงคมดาบที่ฟาดลงบนลำคอแม่นยำอย่างโหดเหี้ยม ความเย็นเฉียบของโลหะ และแรงกระแทกสุดท้าย…ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำนาง…ยังไม่ตายงั้นหรือ?เสียงลมหายใจของตนเองดังก้องอยู่ในโสตประสาท หยาดเหงื่อเย็นชุ่มไหลอาบแผ่นหลังจนอาภรณ์แนบชิดผิวกาย สองมือกำผ้าห่มแน่น ราวกับมันคือหลักยึดเดียวที่ยืนยันได้ว่านางยังมีตัวตนนางยังหายใจและยังมีชีวิตกลิ่นฉุนอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยมาแตะปลายจมูก อบอวลและอ่อนโยน หาใช่กลิ่นคาวเลือด ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของลานประหารไป๋จื่อหรงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้นางชะงักงันเพดานไม้แกะสลักลวดลายดอกเหมยอย่างประณีตงดงาม ม่านผืนบางสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบาแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างนุ่มนวล ทั้งอบอุ่น…และดูสงบในคราเดียวกันนี่คือเรือนของนาง ไม่ใช่คุกอับชื้น ไม่ใช่ลานประหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นความตาย และไม่ใช่นรกที่เต็มไปด้วยเสียงสาปแช่ง แต่เป็นห้องที่นางคุ้นเคยและในเ







