LOGINทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น บุรุษในชุดขุนนางก้าวเข้ามา แผ่นหลังเหยียดตรงสง่า ใบหน้าเคร่งขรึม
“เกิดอะไรขึ้น” เสียงนั้นทำให้ไป๋จื่อหรงยิ่งตัวสั่น ทว่าหาใช่เพราะหวาดกลัว บิดาของนางในความทรงจำเคยถูกปลด ยึดทรัพย์และส่งไปยังชายแดน ก่อนที่สุดท้ายจะสิ้นใจท่าม กลางความหนาวเย็น ไป๋จื่อหรงเงยหน้าขึ้น น้ำตาพร่าพรูจนมองแทบไม่ชัด นางเห็นบิดายืนอยู่ตรงนั้น ตรงหน้ายังมีชีวิตและลมหายใจ “ท่านพ่อ…” น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา แทบกลายเป็นเพียงสายลม ไป๋จงซานขมวดคิ้ว ก่อนจะก้าวเข้าใกล้ “เหตุใดวันนี้เจ้าจึงแปลกนัก” แปลกหรือ…หากบิดารู้ว่าในความทรงจำของนาง นี่คือการได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง ภายหลังจากถูกฝังกลบทั้งตระกูลจนไม่เหลือแม้แต่หลุมศพยังจะนับว่าแปลกอีกหรือ ไป๋จื่อหรงคลายอ้อมกอดจากมารดา เดินเข้าไปหาบิดาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะนางคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว “หรงเออร์” ทั้งสองเอ่ยขึ้นแทบพร้อมกัน ไป๋จื่อหรงก้มศีรษะลงต่ำ หน้าผากแนบกับพื้นเย็นเยียบ เสียงกระทบเบาๆ นั้น กลับดังราวกับฟาดลงบนหัวใจของผู้เป็นบิดามารดา “ข้าผิดไปแล้ว…” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ “ผิดต่อพวกท่าน…ผิดต่อสกุลไป๋…” ไป๋จงซานเห็นบุตรสาวมีท่าทีผิดแปลกเช่นนี้ ใจเขาก็สะท้านจึงรีบก้าวเข้าไปพยุงขึ้น สีหน้าฉายแววสับสน งุนงงและกังวลลึกซึ้ง “เจ้าเป็นบุตรสาวของข้า” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มั่นคงราวขุนเขา “ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็จะปกป้องเจ้า” คำพูดนั้น…ไป๋จื่อหรงได้ยินแล้วก็หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน ครานี้…นางสาบาน ไม่ว่าชาติที่แล้วจะโหดร้ายเพียงใด ไม่ว่าสวรรค์ สามพิภพ หรือผู้ใดเป็นคนกำหนดชะตา นางจะไม่ยอมให้สกุลไป๋ เดินซ้ำรอยสู่จุดจบเดิมอีกครั้ง แม้ครานี้นางต้องเปื้อนมือด้วยเลือด โหดเหี้ยมหรือไร้ความเมตตายิ่งกว่าเดิม แต่หากนี่คือราคาที่ต้องจ่าย เพื่อปกป้องคนที่นางรัก แม้แต่ชีวิตของตนเอง…นางก็ยอมแลก สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยลอยอวลไปทั่วทั้งจวน บรรยากาศร่มรื่นชวนให้ผ่อนคลาย ทว่าไป๋จื่อหรงกลับรู้สึกหนักอึ้ง ราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ในอกทั้งที่นางควรจะยินดีที่ได้หวนกลับมาอีกครั้งก่อนทุกสิ่งจะสายเกินแก้ ควรเป็นคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ผู้ยืนอยู่ในตำแหน่งที่มั่นคง เป็นที่พึ่งพาของครอบครัว ทว่า…ไป๋จื่อหรงกลับไม่อาจรู้สึกเช่นนั้นได้เลย เพราะนี่คือวันแรก…ที่แม่ดอกบัวขาวเปื้อนโคลนตมจะก้าวเข้ามาและค่อยๆ บิดเบือนเส้นทางชะตากรรมของผู้คนทั้งตระกูลให้เดินไปสู่ความวิบัติ เสียงหัวเราะใสๆ ดังขึ้นจากลานกว้างหน้าเรือน ฟังหวานหูราวกับเสียงนกขับขานยามเช้า คล้ายทั้งใต้หล้านี้ ไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้เจ้าของเสียงนั้นต้องขุ่นเคืองใจ ไป๋จื่อหรงที่กำลังเดินชมดอกเหมยอยู่ พลันชะงักฝีเท้าทันที ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางจำเสียงนี้ได้ดี…เสียงที่ในชาติที่แล้ว ทำให้นางถูกเปรียบเทียบ ถูกลดค่า ถูกดูแคลน และถูกบีบให้เดินลงสู่บทบาทตัวร้ายทีละก้าว…ทีละก้าว “คุณหนูใหญ่…นั่นคือคุณหนูหลินเจ้าค่ะ” ชิงเหอเห็นพออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้จึงโน้มตัวเข้ามากระซิบรายงานเบาๆ เมื่อสังเกตว่าผู้เป็นจ้องมองสตรีตรงหน้านิ่งผิดปกติ “ไป๋ฮูหยินรับนางเข้ามาอยู่อาศัยชั่วคราวเพราะเห็นว่าบิดาของนางเพิ่งจากไปและไร้ญาติที่ไว้ใจได้เจ้าค่ะ” ไป๋จื่อหรงชำเลืองสายตามองไปทางนั้น ใต้ร่มเงาต้นดอกเหมยที่ทอดยาวตามทางเดินของจวนสกุลไป๋…มีสตรีผู้หนึ่งในชุดสีชมพูอ่อนยืนอยู่ รูปร่างบอบบาง ใบหน้าคนงามอ่อนหวานเปื้อนรอยยิ้ม ดวงตาใสบริสุทธิ์ ท่าทางดูแล้วราวกับเป็นผู้ที่ไม่รู้จักความโกรธ ไม่รู้จักความชิงชังเสียจริง หลินเยว่ฉิง… หากผู้คนครหากล่าวหาว่านางคือนางร้าย เช่นนั้นสตรีตรงหน้าผู้นี้ก็คงเป็นนางเอก…แม่นางผู้ซึ่งทั้งใต้หล้าพร้อมใจกันโอบอุ้ม ทะนุถนอมและเชื่อใจโดยไม่ตั้งคำถาม ภาพในอดีตค่อยๆ ผุดทับซ้อนขึ้นมา เสียงกระซิบกระซาบของบรรดานางกำนันและสตรีในวังหลวง คำชมเยินยอที่ไม่เคยเอื้อมถึงนาง สิ่งที่ไป๋จื่อหรงได้รับ มีเพียงสายตาสงสาร แทนความเชื่อใจที่ควรได้รับ นี่แหละ…จุดเริ่มต้น จุดที่ชะตาชีวิตของนางจะเริ่มเดินซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ทว่าครานี้ต่างออกไป… ไป๋จื่อหรงจะไม่เร่งร้อน นางจะค่อยๆ ก้าวเดินอย่างช้าๆ ระมัดระวังทุกฝีก้าว มั่นคง ดั่งสายน้ำที่ดูอ่อนโยน แต่เมื่อไหลแล้ว…ไม่มีผู้ใดต้านได้ หลินเยว่ฉิงเหลียวหันมามองเห็นไป๋จื่อหรงพอดี ดวงตาของนางก็พลันสว่างวาบ ใบหน้าแต้มรอยยิ้มอ่อน ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ “พี่ซู!” นางเอ่ยเรียกเสียงใส ท่าทางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยอบกายลงตามมารยาท “ข้าหลินเยว่ฉิง ขอบคุณที่ให้ข้าได้เข้ามาพักอาศัยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงสุภาพ อ่อนน้อมและไร้พิษภัย งดงามเสียจนยากจะไม่เอ็นดู ในชาติที่แล้ว ไป๋จื่อหรงเกลียดสตรีตรงหน้าเพราะถูกบังคับให้เกลียด แต่ครานี้…หัวใจของนางกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด เพราะนางรู้แล้วว่า สตรีตรงหน้าผู้นี้ หาใช่ศัตรูที่แท้จริงไม่ ศัตรูที่แท้จริงของนางคือ ชะตาชีวิตที่สวรรค์ยัดเยียดมาให้โดยไม่ถามความสมัครใจ หากนางยังยืนอยู่ตรงนี้ยังเป็นคุณหนูใหญ่ผู้โดดเด่น ยังแย่งแสงโดยไม่ตั้งใจ ไม่นานนัก…นางก็จะถูกผลักให้กลายเป็นฝ่ายผิดอีกครั้ง ไป๋จื่อหรงยกยิ้มอ่อน ทว่าแววตาและสีหน้ากลับว่างเปล่าไร้อารมณ์ใดแฝงอยู่ “จวนสกุลไป๋กว้างขวาง” นางเอ่ยเสียงเรียบ “รับคนเพิ่มอีกหนึ่ง ย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง หรือเจ้าอยากได้สิ่งใด ก็แจ้งแก่สาวใช้หรือแม่บ้านได้เลย” เพียงถ้อยคำเท่านั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเยว่ฉิงก็ยิ่งแผ่กว้าง ดวงตาเป็นประกายใส “พี่ใหญ่ใจดีนัก” คำพูดนั้น…แทบทำให้ไป๋จื่อหรงหัวเราะออกมา ใจดีหรือ? ไม่! นี่หาใช่ความใจดีไม่ แต่นี่คือการถอย ไป๋จื่อหรงเบนสายตาไปมองมารดาที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับมิใช่เรื่องสำคัญอันใด “ช่วงนี้ร่างกายข้าไม่ค่อยแข็งแรง คงต้องพักรักษาตัว” นางกล่าวต่อ “เรื่องงานเลี้ยง ข้ารบกวนให้คุณหนูหลินช่วยดูแลแทนเถิด อย่างไรก็ก้าวเข้ามาอยู่ในจวนแล้ว ก็มีฐานะมิต่างจากเป็นบุตรสาวสกุลไป๋อีกคน” พอสิ้าคำพูดนั้นทำให้เหล่าสาวใช้รอบด้านถึงกับนิ่งงัน บางคนแทบลืมหายใจ นี่มิใช่โอกาสอันเหมาะสมของคุณหนูใหญ่ในการอวดโฉม หลังผ่านพิธีปักปิ่นหรอกหรือ เหตุใดจึงยอมยกให้ผู้อื่นไปง่ายดายนัก ทั้งที่ก่อนหน้านี้นางขึ้นชื่อว่าเด็ดเดี่ยว ดื้อรั้นและไม่เคยยอมถอยให้ผู้ใด หลินเยว่ฉิงเองก็ไม่อาจซ่อนความแปลกใจได้ หัวคิ้วของนางขมวดมุ่นเล็กน้อย “พี่…ใหญ่ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ” “เจ้าเหมาะสมแล้ว” ไป๋จื่อหรงตอบสั้นๆ หาได้อธิบาย มิได้ขยายความ เพราะอย่างไรเสียสุดท้ายหลินเยว่ฉิงก็จะยืนอยู่ตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว เช่นนั้น จะมีสิ่งใดดีไปกว่าการไม่ต้องเปลืองแรงแย่งชิงกับผู้ใด นางเพียงแค่เลือกไม่กลับไปยืน ในตำแหน่งที่เคยพรากชีวิตของนางไปก็เท่านั้น พอสิ้นคำ…ไป๋จื่อหรงก็หมุนตัวหันหลัง และเดินออกมาจากตรงนั้นทันที หาได้สนใจสายตาใคร หรือคำถามใดที่ลอยตามหลังมา ทว่าภายในจิตใจของนางกลับเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง การถอยในครานี้ ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ต่อชะตากรรมหากแต่เป็นการตัดเส้นทางที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมต่างหาก อย่างไรเสีย เส้นทางนั้นก็เหมาะสมกับหลินเยว่ฉิงยิ่ง นางยินดียกให้โดยไม่ต้องลงมือแย่งชิงให้สิ้นเปลื้องแรงและไม่ต้องร้องขอ เพียงเพื่อรักษาชีวิตของตนเองก็พอแล้ว ชะตาครั้งใหม่ของนางได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และหากหมากตัวหนึ่งไม่ยอมเล่นตามบท หรือหายไปจาก กระดาน… เช่นนั้น กระดานทั้งแผ่นย่อมต้องสั่นคลอน ไป๋จื่อหรงเดินกลับมาถึงเรือน ประตูไม้ถูกปิดลงเบาๆ หากแต่เสียงนั้นกลับสะท้อนก้องอยู่ในใจนางอย่างประหลาด ราวกับเป็นสัญญาณตัดขาดจากบางสิ่งที่เคยยึดถือ นางนั่งลงข้างโต๊ะไม้สายตามองจอกน้ำชาที่เย็นชืดตรงหน้า นิ้วเรียวเอื้อมไปแตะขอบจอกโดยมิได้ยกขึ้นดื่ม ท่าทางคล้ายเหม่อลอย หากภายในกลับตื่นรู้ยิ่งกว่าคราใด “คุณหนู…ไม่เสียดายหรือเจ้าคะ” ชิงเหอเอ่ยถามเสียงเบา แววตาฉายความงุนงงอย่างไม่อาจปิดบัง “งานเลี้ยงวังหลวงครานี้…มิใช่ว่าคุณหนูตั้งตารอมาโดยตลอดหรือเจ้าคะ” ไป๋จื่อหรงได้ยินแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาในลำคอแผ่วเบา เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความยินดี เจือด้วยความเยาะเย้ยและประชดประชัน “เสียดายหรือ…” นางเอ่ยซ้ำช้าๆ ก่อนจะยกสายตาขึ้นเล็กน้อย “สิ่งที่ทำให้ข้าตาย…ข้าไม่เรียกมันว่าโอกาส” ถ้อยคำนั้นทำให้ชิงเหอเบิกตากว้าง นิ่งงันไปชั่วขณะ นางไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าถามต่อ ขณะเดียวกัน ภาพหนึ่งก็กลับผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของไป๋จื่อหรงอย่างชัดเจน งานเลี้ยงในวังหลวงครานั้น รอยยิ้มอ่อนโยนของหลินเยว่ฉิง เสียงชื่นชมจากฮูหยินสกุลต่างๆ และสายตาของเขาที่จับจ้องนางเอกตัวจริงอย่างไม่ปิดบัง รวมถึงถ้อยคำเปรียบเทียบ ลดค่าเหล่านั้น ล้วนผลักให้นางค่อยๆ กลายเป็นตัวร้ายในสายตาผู้คน ทุกอย่างในชาติที่แล้ว…ล้วนเริ่มต้นจากจุดนั้น “ชิงเหอ” ไป๋จื่อหรงเอ่ยเรียก เสียงเรียบสงบ “ต่อจากนี้ หากมีผู้ใดถามถึงข้า…” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างชัดเจน “บอกไปว่าข้าป่วย ไม่สบายใจ และไม่อยากพบหน้าผู้ใด” ชาตินี้ นางจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่ก้าวเข้าไปยุ่ง ไม่แย่งแสง ไม่ยืนกลางเวทีเพียงยืนมองอยู่เงียบๆ และรักษาชีวิตของตนไว้ให้ได้ก็พอแล้วหลายวันผ่านไปแม้ไป๋จื่อหรงอยากจะเก็บตัวอยู่ในเรือน ไม่ย่างก้าวออกไปที่ใด ทว่ากลับไม่อาจหลีกเลี่ยงคำคะคั้นคะยอของมารดาได้ สุดท้ายจึงต้องพาหลินเยว่ฉิงออกไปเดินตลาดตามคำสั่งไป๋ฮูหยินกล่าวว่า นางเอาแต่อยู่ในจวนมากเกินไป สมควรออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้างถ้อยคำนั้นฟังดูอ่อนโยน ทว่ากลับไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธไป๋จื่อหรงได้แต่ถอนหายใจยาวบางทีชีวิต…ก็เหวี่ยงนางกลับไปยังจุดที่ควรหลีกเลี่ยงไม่พ้นจริงๆเหตุการณ์ในชาตินี้ ไป๋จื่อหรงลองไล่คิดดูแล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปจากชาติที่แล้วช่วงเวลานี้ เดิมทีนางควรได้รับราชโองการให้เตรียมตัวเข้าสู่การคัดเลือกเข้าวังหลวงแม้ท้ายที่สุดในชาติก่อน บิดาและพี่ชายจะช่วยเหลือให้นางดึงเข้าไปพัวพันจนยืนอยู่ข้างเขาได้ทว่ายามนี้…ยิ่งนางพยายามถอยออกห่างเหตุการณ์กลับยิ่งบิดเบี้ยว ราวกับมีมือที่ตามองไม่เห็นคอยขยับหมากบนกระดานแทนยามสายของวันนี้ ไป๋จื่อหรงสวมชุดใส่สีอ่อน ไม่ปักปิ่นหรือเครื่องประดับใดเกินจำเป็น คล้ายกับตั้งใจกลืนตัวเองให้จางหายไปกับฝูงชน ตรงกันข้าม…หลินเยว่ฉิงกลับดูสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ดวงตาเปล่งประกายเมื่อได้ออกมานอกจวนเสียงผู้คนในตลาดจอแจ กลิ่นหอมขอ
ที่ผ่านไม่ว่าผู้ใดต่างก็จับจ้องมองข่าวดีของคุณหนูใหญ่สกุลไป๋กันทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่ว่านายท่านไป๋เป็นขุนนางในราชสำนักได้รับความไว้วางใจมาเนิ่นนาน อีกทั้งไป๋ฮูหยินยังเป็นสหายสนิทของอดีตฮองเฮาดังนั้นแล้ว…คุณหนูไป๋และองค์รัชทายาทเซียวเหยียนหลงย่อมมีความเกี่ยวพันกันมาตั้งแต่วัยเยาว์กล่าวได้ว่า หากเห็นองค์รัชทายาทอยู่ที่ใด…ก็ย่อมต้องเห็นคุณหนูไป๋อยู่ที่นั่น ตามติดราวกับเงาไม่ห่างหากเป็นแต่ก่อน ไป๋จื่อหรงได้ยินข่าวลือเรื่องการแต่งงานนี้ ย่อมถือเป็นเรื่องมงคลเพียงได้ฟังก็ทำให้อารมณ์ของนางเบิกบานไปได้หลายวันทว่ายามนี้ สำหรับนางแล้ว มันไม่ต่างจากขุมนรกบรรยากาศภายในห้องโถงจวนสกุลไป๋เงียบงัน กลิ่นหอมชาอ่อนๆ ลอยคลุ้ง อบอวลไปทั่ว ยามนี้ทุกสายตาล้วนจับจ้องมองมาที่นางเพียงผู้เดียว“หม่อมฉันไม่ชอบดื่มชา”ไป๋จื่อหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ตรงไปตรงมานางหันกลับไปสบตากับบุรุษตรงหน้าทันที“หากหม่อมฉันจะปฏิเสธ…” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันบางๆ“องค์รัชทายาทคงไม่ทรงสั่งประหารหม่อมฉัน เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้กระมัง”แม้ไป๋จื่อหรงจะจ้องสบตา สีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าภายใต้
วันนี้ไป๋จื่อหรงตั้งใจจะออกจากจวนไปตลาดเสียหน่อย ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางเอาแต่อุดอู้อยู่ในเรือน หมกมุ่นกับความทรงจำในชาติก่อนและกังวลถึงอนาคตที่ยังไม่ทันเกิดขึ้นนางยกชายกระโปรงขึ้น เดินนำหน้าสาวใช้ ก้าวเท้าอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าราวกับสวรรค์มีตา กลั่นแกล้งมอบเคราะห์แรกให้แก่นางรถม้าคันใหญ่หยุดลงตรงหน้าประตูจวนพอดีเสียงฝีเท้าของทหารนักษาการดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หนักแน่น และใกล้เข้ามาไป๋จื่อหรงแทบล้มไปทั้งยืนหากนางรู้ว่าเขาจะมาตั้งแต่แรกก็คงไม่ออกมายืนในจังหวะเช่นนี้เด็ดขาดร่างบางนิ่งงัน ชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับว่ากลายเป็นก้อนหินไปแล้วถึงแม้จะตาบอดแม้จะมองไม่เห็นใบหน้าแต่เพียงแค่แว่วเดียว…หัวใจของนางก็พลันเต้นกระส่ำอย่างไร้จังหวะ ราวกับมันรู้ดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นคือผู้ใดบุรุษผู้นั้น…คือผู้ที่เคยลงนามในคำสั่งประหารนางคือผู้ที่นางไม่ควรเข้าใกล้ไปชั่วชีวิตแต่บัดนี้ เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าหากนางยังฝืนก้าวเดินต่อไป ก็มีเพียงหุบเหวแห่งความตายรออยู่ ดังนั้น…นางไม่ควรเข้าใกล้อีก ไม่ควรแม้แต่จะลังเลไป๋จื่อหรงถอยหลังกลับเข้าไปด้านในจวนทันที สีหน้าของนางซีดเผือ
ภายหลังจากคุณหนูใหญ่ล้มป่วยหนัก และเพิ่งฟื้นหายดีได้เพียงสองสามวันไม่ว่าผู้ใดในจวนสกุลไป๋…ล้วนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติตั้งแต่สาวใช้ใกล้ชิดไปจนถึงสาวใช้ซักล้าง หรือแม่บ้านจวนไปจนถึงบ่าวรับใช้ที่แทบไม่เคยมีโอกาสเข้าใกล้เรือนหลักทุกคนต่างพูดไม่ออก แต่ต่างก็รู้สึกได้ตรงกันคุณหนูใหญ่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ที่ดูซูบซีดลงเล็กน้อย หากแต่เป็นท่าทีที่นิ่งเฉย สงบเสงี่ยม และเย็นเงียบเกินวัย ราวกับสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานปี หาใช่ดรุณีน้อยที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นไม่กี่วันดังเช่นก่อนหน้านางไม่อารมณ์ร้อน ไม่แสดงความเอาแต่ใจ ไม่ถามไถ่เรื่องที่เคยใส่ใจ รอยยิ้มที่เคยฉายชัดกลับจางลงสายตาที่เคยสดใส บัดนี้กลับลึกล้ำ จนยากจะคาดเดาแม้ยามเอ่ยวาจา น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน สุภาพและไร้ความดุดัน แต่กลับทำให้ผู้ฟังรู้สึก…เหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าผืนน้ำลึกสงบนิ่ง…ทว่าไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้งหลายคนกระซิบถามกันเบาๆว่าโรคภัยครั้งนี้อาจทำให้คุณหนูใหญ่โตขึ้นก่อนวัยหรือบางที…อาจมีสิ่งใดบางอย่างติดตามกลับมาพร้อมกับการฟื้นตื่นไม่มีผู้ใดรู้คำตอบ มีเพียงความรู้สึกเดียวที่ค่อยๆ ฝังรากในใจผู้คนว่า นับจากวันนี้เป็
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น บุรุษในชุดขุนนางก้าวเข้ามา แผ่นหลังเหยียดตรงสง่า ใบหน้าเคร่งขรึม“เกิดอะไรขึ้น”เสียงนั้นทำให้ไป๋จื่อหรงยิ่งตัวสั่นทว่าหาใช่เพราะหวาดกลัว บิดาของนางในความทรงจำเคยถูกปลด ยึดทรัพย์และส่งไปยังชายแดน ก่อนที่สุดท้ายจะสิ้นใจท่าม กลางความหนาวเย็นไป๋จื่อหรงเงยหน้าขึ้น น้ำตาพร่าพรูจนมองแทบไม่ชัดนางเห็นบิดายืนอยู่ตรงนั้น ตรงหน้ายังมีชีวิตและลมหายใจ“ท่านพ่อ…”น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบา แทบกลายเป็นเพียงสายลมไป๋จงซานขมวดคิ้ว ก่อนจะก้าวเข้าใกล้“เหตุใดวันนี้เจ้าจึงแปลกนัก”แปลกหรือ…หากบิดารู้ว่าในความทรงจำของนาง นี่คือการได้พบหน้าครอบครัวอีกครั้ง ภายหลังจากถูกฝังกลบทั้งตระกูลจนไม่เหลือแม้แต่หลุมศพยังจะนับว่าแปลกอีกหรือไป๋จื่อหรงคลายอ้อมกอดจากมารดาเดินเข้าไปหาบิดาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะนางคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว“หรงเออร์”ทั้งสองเอ่ยขึ้นแทบพร้อมกันไป๋จื่อหรงก้มศีรษะลงต่ำ หน้าผากแนบกับพื้นเย็นเยียบเสียงกระทบเบาๆ นั้น กลับดังราวกับฟาดลงบนหัวใจของผู้เป็นบิดามารดา“ข้าผิดไปแล้ว…” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ“ผิดต่อพวกท่าน…ผิดต่อสกุลไป๋…”ไป๋จงซานเห็น
ความมืดค่อยๆ ถอยห่างออกไป ราวกับมีใครบางคนค่อยๆ ดึงม่านหนาทึบออกจากดวงตาไป๋จื่อหรงสะดุ้งเฮือก ลมหายใจของนางติดขัด หอบถี่อย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นกระหน่ำจนแน่นอก เจ็บร้าวไปทั้งร่างราวกับยังคงรู้สึกถึงคมดาบที่ฟาดลงบนลำคอแม่นยำอย่างโหดเหี้ยม ความเย็นเฉียบของโลหะ และแรงกระแทกสุดท้าย…ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำนาง…ยังไม่ตายงั้นหรือ?เสียงลมหายใจของตนเองดังก้องอยู่ในโสตประสาท หยาดเหงื่อเย็นชุ่มไหลอาบแผ่นหลังจนอาภรณ์แนบชิดผิวกาย สองมือกำผ้าห่มแน่น ราวกับมันคือหลักยึดเดียวที่ยืนยันได้ว่านางยังมีตัวตนนางยังหายใจและยังมีชีวิตกลิ่นฉุนอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยมาแตะปลายจมูก อบอวลและอ่อนโยน หาใช่กลิ่นคาวเลือด ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของลานประหารไป๋จื่อหรงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้นางชะงักงันเพดานไม้แกะสลักลวดลายดอกเหมยอย่างประณีตงดงาม ม่านผืนบางสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบาแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างนุ่มนวล ทั้งอบอุ่น…และดูสงบในคราเดียวกันนี่คือเรือนของนาง ไม่ใช่คุกอับชื้น ไม่ใช่ลานประหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นความตาย และไม่ใช่นรกที่เต็มไปด้วยเสียงสาปแช่ง แต่เป็นห้องที่นางคุ้นเคยและในเ







