LOGINเมื่อก้าวขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ ปารมีก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แผ่นหลังบางพิงพนักเบาะอย่างหมดแรง มือที่จับพวงมาลัยสั่นเทาเล็กน้อย
พระเจ้า... หมอนั่นน่ากลัวเป็นบ้า สายตาเหมือนพร้อมจะฆ่าฉันได้ทุกวินาที
แต่เธอถอยไม่ได้แล้ว เกมนี้เธอเป็นคนเริ่ม และเธอต้องเล่นบทนางมารร้ายสายยั่วรักนี้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อดึงเขาเข้ามาอยู่ในสายตา ปกป้องเขาจากเตชินท์ และที่สำคัญ... เพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง
ปารมีเหลือบมองกระจกมองหลัง ภาพของช่างซ่อมรถร่างกำยำที่ยืนมองตามรถของเธอด้วยสายตาอาฆาตแค้นยังคงติดตา
คนแบบเขาไม่อาจใช้ความดีแลกความรักได้ ต้องทำให้เขาเกลียดฉันให้มากๆ เพราะยิ่งนายเกลียดฉันมากเท่าไหร่ นายก็จะยิ่งละสายตาไปจากฉันไม่ได้มากเท่านั้น และเมื่อวันนั้นมาถึง เราค่อยมาดูกันว่าใครจะเป็นฝ่ายคุมเกมกันแน่
หญิงสาวเหยียบคันเร่งพารถสปอร์ตคันหรูพุ่งทะยานออกไปจากอู่ซ่อมรถซอมซ่อ ทิ้งความร้อนรุ่มและไฟแค้นให้คุกรุ่นอยู่เบื้องหลัง โดยที่ไม่รู้เลยว่า การกระทำของเธอในวันนี้ ได้ไปกระตุกหนวดเสือร้ายที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้นมา และพร้อมจะแผดเผาเธอให้มอดไหม้เป็นจุลในเร็วๆ นี้
แสงแดดยามบ่ายแผดเผาลงมาบนหลังคาสังกะสีของอู่ซ่อมรถจนเกิดไอร้อนระอุ หยาดเหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้าคมคายและแผ่นหลังกว้างของเพลิงชายหนุ่มโยนประแจในมือลงบนกล่องเครื่องมืออย่างหัวเสีย ก่อนจะยกท่อนแขนแกร่งที่เปื้อนคราบน้ำมันขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก
ดวงตาคมกริบดุดันจ้องมองกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่ ก่อนจะถูกรีดให้เรียบและวางทับไว้ใต้ก้อนเหล็กบนโต๊ะทำงาน... เช็คเงินสดมูลค่าห้าแสนบาทที่มีลายเซ็นตวัดอย่างหยิ่งยโสของ ‘ปารมี’
เมื่อคืนนี้ โรงพยาบาลโทรมาแจ้งว่าอาการของ ‘ยายสาย’ หญิงชราในสลัมที่เก็บเขามาเลี้ยงตั้งแต่เด็กทรุดหนักลงกะทันหัน ต้องได้รับการผ่าตัดด่วนที่สุด และค่าใช้จ่ายก็สูงลิบลิ่วจนเงินเก็บทั้งชีวิตของช่างซ่อมรถอย่างเขาไม่มีทางจ่ายไหว
เพลิงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เขาเกลียดตัวเองที่ไร้ความสามารถ เกลียดโชคชะตาบัดซบที่เหยียบย่ำเขาให้จมดิน และที่สำคัญที่สุด เขาเกลียดผู้หญิงสารเลวคนนั้น ผู้หญิงที่ใช้เงินฟาดหัวคนอื่นราวกับเป็นเศษขยะ ผู้หญิงที่กล้าเอาชีวิตของคนที่เขารักมาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อแลกกับการให้เขาไปเป็นของเล่นสนองตัณหาของเธอ
แต่สิ่งที่น่าสมเพชยิ่งกว่า คือการที่เขารู้ดีว่า เขาไม่มีทางเลือก
“พี่เพลิงคะ...”
เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้นขัดจังหวะความคิดอันดำมืด เพลิงหันไปมองและพบกับ ‘มิลินท์’ หญิงสาวในชุดเดรสสีฟ้าอ่อนดูสะอาดตา เธอยืนส่งยิ้มบางๆ มาให้ ในมือถือแก้วน้ำเย็นจัดและกล่องข้าวที่ถูกจัดเตรียมมาอย่างดี
“มินท์... มาทำไม แดดร้อนขนาดนี้” ชายหนุ่มปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงเล็กน้อย แม้ในใจจะกำลังร้อนรุ่มดั่งไฟสุม แต่เขาก็ไม่อยากพาลใส่ผู้หญิงที่ดูบอบบางและไม่มีพิษมีภัยอย่างเธอ
“มินท์เป็นห่วงพี่เพลิงนี่คะ เห็นเมื่อวานพี่ปริมมาระรานพี่ถึงที่ มินท์กลัวว่าพี่จะเครียดจนไม่ได้กินข้าว ก็เลยทำของโปรดมาให้” มิลินท์เดินเข้ามาใกล้ วางกล่องข้าวลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกจากกระเป๋า แสร้งทำเป็นจะซับเหงื่อที่ข้างแก้มของเขา
เพลิงเบี่ยงหน้าหลบตามสัญชาตญาณ เขาไม่ชินกับการถูกเนื้อต้องตัว “ไม่เป็นไรมินท์ พี่เช็ดเองได้ มือพี่เปื้อนน้ำมัน เดี๋ยวเสื้อผ้าเราจะเลอะเปล่าๆ”
มิลินท์ชะงักไปเล็กน้อย แววตาขัดใจพาดผ่านดวงตาคู่สวยเพียงเสี้ยววินาที ทว่าเธอก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ ซ่อนความหงุดหงิดไว้ภายใต้หน้ากากของน้องสาวผู้น่าสงสาร
“พี่เพลิงรังเกียจมินท์เหรอคะ หรือว่า... พี่โกรธที่มินท์เป็นน้องสาวของพี่ปริม” เธอช้อนตาขึ้นมอง น้ำตาเอ่อคลออย่างสั่งได้ “มินท์ขอโทษแทนพี่ปริมด้วยนะคะ พี่ปริมเขาก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ชอบใช้เงินแก้ปัญหา คิดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าทุกคน มินท์เองก็โดนรังแกมาตลอด มินท์สงสารพี่เพลิงจังเลยค่ะ ที่ต้องมาเจอคนใจร้ายแบบนั้น”
คำพูดของมิลินท์ดูเหมือนจะเห็นอกเห็นใจ แต่ลึกๆ แล้วมันคือการตอกย้ำบาดแผลและกระพือไฟเกลียดชังในใจของเพลิงให้ลุกโชนขึ้น เขากำมือแน่น นึกถึงใบหน้าสวยจัดที่เชิดขึ้นอย่างยโส และริมฝีปากสีแดงสดที่กระซิบคำถากถางใส่หูเขา
“พี่ไม่ได้โกรธมินท์” เพลิงตอบเสียงเรียบ “คนอย่างปารมี สักวันจะต้องได้รับบทเรียน”
“ใช่ค่ะ มินท์ก็หวังว่า...”
บรื้นนน เอี๊ยดดด
ยังไม่ทันที่มิลินท์จะพูดจบ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ราคาแพงก็พุ่งทะยานเข้ามาจอดเทียบหน้าอู่ซ่อมรถอย่างจงใจเบรกเสียงดังสนั่น ฝุ่นผงบนพื้นคอนกรีตตลบอบอวลจนมิลินท์ต้องยกมือขึ้นป้องหน้าและไอคอกแคก
ประตูรถปอร์เช่สีดำขลับเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของคนที่พึ่งถูกนินทา
วันนี้ปารมีมาในชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสีดำสนิทที่ขับเน้นผิวขาวจัดของเธอให้ดูโดดเด่น ชายกระโปรงผ่าสูงจนเห็นเรียวขาเสลาที่ก้าวลงจากรถ รองเท้าส้นสูงสีแดงสดคู่เดิมเหยียบย่ำลงบนพื้นอู่สกปรกอย่างไม่แยแส ริมฝีปากอวบอิ่มถูกเคลือบด้วยสีแดงก่ำรับกับแว่นกันแดดแบรนด์เนมอันใหญ่ที่ซ่อนดวงตาคู่คมไว้
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอนมาสเตอร์สวีตอันกว้างใหญ่ เผยให้เห็นร่างบอบบางของ ‘ปารมี’ ที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงคิงไซซ์ ลมหายใจของเธอเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าสวยจัดที่เคยเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยมารยา บัดนี้ดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอัคคี ทายาทแห่งอัคครากุลและมัจจุราชหนุ่มผู้เพิ่งจะมอบพายุสวาทอันเร่าร้อนให้กับเธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน นั่งเอนหลังพิงพนักเตียง ทอดสายตามองผู้หญิงในอ้อมกอดด้วยแววตาที่ลึกล้ำเกินกว่าใครจะหยั่งถึง มือหนาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ จากอดีต ลูบไล้เรือนผมสีเข้มของเธออย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมเมื่อแน่ใจว่านางมารร้ายของเขาเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำสีเข้มขึ้นมาสวมทับร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องนอน มุ่งตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของคฤหาสน์ภายในห้องทำงานที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าด้านนอกที่ลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามา อัคคีทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังบุนวมหลังโต๊ะทำงานไ
อัคคีตอบรับจูบนั้นด้วยความหิวกระหายที่เก็บกดมาทั้งวัน ชายหนุ่มบดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างดูดดื่ม สอดแทรกเรียวลิ้นเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำอย่างตะกละตะกลาม สองมือหนาช้อนร่างระหงขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว ก่อนจะสาวเท้าก้าวตรงไปยังเตียงคิงไซส์หลังใหญ่ โยนร่างของเธอลงบนฟูกหนานุ่มอย่างไม่ปรานี“อ๊ะ... อัคคี... ใจร้อนจังเลยนะคะคุณพ่อ” ปารมีหัวเราะเสียงกระเส่า มองสามีที่กำลังปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกอย่างเร่งรีบจนกระดุมหลุดกระเด็น เผยให้เห็นรอยสักรูปเปลวเพลิงที่แสนจะเซ็กซี่“เวลาอยู่บนเตียงนี้... ผมไม่ใช่พ่อของอัคคินทร์ แต่ผมเป็น ‘ผัว’ ของคุณคนเดียว”อัคคีโถมทับลงมาบนร่างบาง เขากระชากชุดเดรสลูกไม้สีขาวของเธอออกจนขาดวิ่นอย่างไม่เสียดาย เผยให้เห็นเรือนร่างที่ยังคงงดงามและอวบอิ่มสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่เคยมีลูก ผิวขาวเนียนละเอียดตัดกับผ้าปูที่นอนสีเข้มช่างกระตุ้นสัญชาตญาณการล่าของเขาให้พุ่งถึงขีดสุด“คุณสวย... สวยจนผมแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ปริม”อัคคีก้มลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มและดูดดึงจนเกิดรอยแดงช้ำไปทั่วลาดไหล่เนียน มือหนาฟ้อนเฟ้นทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามแรงหอบหายใจ บีบเคล้นยอดอก
สี่ปีต่อมา...แสงอาทิตย์ยามอัสดงอาบย้อมผืนทะเลอันดามันให้กลายเป็นสีทองอร่าม คลื่นลูกเล็กกระทบชายหาดส่วนตัวของเกาะสวรรค์ที่ ‘อัคคี’ ซื้อไว้เพื่อเป็นของขวัญวันครบรอบแต่งงานให้กับภรรยาสุดที่รักบนผืนทรายขาวละเอียด ร่างสูงใหญ่ของมัจจุราชหนุ่มผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจระดับประเทศ กำลังยอมลดตัวลงไปนั่งคุกเข่า ปล่อยให้เด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบเศษที่มีใบหน้าถอดแบบเขามาตึงเป๊ะ ปีนป่ายขึ้นไปขี่หลังอย่างสนุกสนาน“ปะป๊า วิ่งอีก ม้าวิ่งเร็วๆ” เสียงใสแจ๋วของ ‘น้องเพลิงพล’ หรือหนูน้อยอัคคินทร์ ทายาทตัวน้อยแห่งอัคครากุลและวรโชติ ร้องสั่งการอย่างเอาแต่ใจ“รับทราบครับผม ม้าตัวนี้จะวิ่งให้สุดแรงเลย” อัคคีหัวเราะร่วน ชายหนุ่มที่ใครๆ ต่างหวาดกลัว บัดนี้กลายเป็นเพียงคุณพ่อที่หลงลูกชายและยอมสยบแทบเท้าภรรยาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาวิ่งเหยาะๆ ไปตามชายหาด เรียกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจากเด็กน้อยได้เป็นอย่างดีปารมีในชุดเดรสลูกไม้สีขาวพลิ้วไหว นั่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบใต้ร่มไม้ใหญ่ เธอยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบ ทอดสายตามองภาพครอบครัวที่แสนสุขเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มที่งดงามที่สุด ร่องรอยของนางมารร้ายผู้โดดเดี่ยวได้ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น
“แฉะขนาดนี้แล้ว... ยังจะปากดีอยู่อีกไหม หืม” อัคคีเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟตัณหา“ก็ทำให้อ้าปากครางจนด่าไม่ออกสิคะ... ผัวขา”คำท้าทายสั้นๆ แต่ทำลายล้างความอดทนของอัคคีจนหมดสิ้นชายหนุ่มกระชากแพนตี้ตัวจิ๋วของเธอจนขาดวิ่น ก่อนจะรูดซิปกางเกงสแล็กของตัวเอง ปลดปล่อยความแข็งแกร่งที่ขยายใหญ่และปวดหนึบเต็มพิกัดออกมา เขาจับเรียวขาของปารมีแยกออกกว้าง รั้งเอวบางเข้ามาใกล้ขอบโต๊ะ แล้วสอดใส่ความเป็นชายเข้าไปในความคับแคบของเธออย่างหนักแน่นและลึกล้ำในรวดเดียว“กรี๊ดดด อัคคี ลึก... อ๊าาา”ปารมีสะดุ้งสุดตัว สองมือจิกทึ้งลงบนแผงอกกว้างของเขาอย่างแรง ความคับแน่นที่เติมเต็มเข้ามาอย่างกะทันหันทำเอาเธอหัวสั่นหัวคลอน โต๊ะทำงานตัวใหญ่สั่นสะเทือนตามแรงกระแทกที่ดุดันของมัจจุราชหนุ่ม“โอ้วว... ปริม... โคตรแน่น... คุณรัดผมจนจะบ้าอยู่แล้ว” อัคคีสูดปากด้วยความเสียวซ่าน เขาเริ่มขยับสะโพกขับเคลื่อนบทเพลงรักด้วยจังหวะที่หนักหน่วงและป่าเถื่อนราวกับพายุคลั่ง“อ๊ะๆๆ... อัคคี... แรงอีก... อื้อออ... ลึกอีกสิ”นางมารร้ายไม่มียอมแพ้ หญิงสาวโยกย้ายสะโพกรับสัมผัสของเขาอย่างเร่าร้อนและร่านรน เธอคล้องคอเขาไ
อัคคีหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาทิ้งตัวลงซบหน้ากับลาดไหล่เนียนของปารมี ร่างกายของทั้งคู่ยังคงเชื่อมต่อกันแนบแน่น ชายหนุ่มกอดรัดร่างบางไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน จูบซับลงบนขมับที่ชื้นเหงื่อและหยดน้ำของเธอด้วยความรักที่เอ่อล้นจนแทบจะปริแตกปารมีฟุบหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา สูดดมกลิ่นกายบุรุษเพศที่เธอหลงใหล หญิงสาวหลับตาลงด้วยความสุขสมและอิ่มเอมใจที่สุด ไม่มีโชคชะตาใดๆ จะมาพรากเขาไปจากเธอได้อีกต่อไป“ผมรักคุณนะ ปารมี... รักจนหมดหัวใจเลย” อัคคีกระซิบเสียงนุ่มข้างหูเธอปารมียกยิ้มกว้าง หญิงสาวเงยหน้าขึ้น จรดริมฝีปากจูบที่ปลายคางของเขาเบาๆ นัยน์ตาคู่คมทอดมองดวงจันทร์ที่สว่างไสวเบื้องบน“ฉันก็รักคุณค่ะ อัคคี... มัจจุราชของฉัน”ค่ำคืนนี้ยาวนานและเต็มไปด้วยบทเพลงรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด ท่ามกลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ นางมารร้ายได้สลักชื่อของเธอลงบนหัวใจของมัจจุราชหนุ่มอย่างถาวร ปิดฉากเกมกระดานแห่งโชคชะตาด้วยความเร่าร้อนและความรักที่อยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์บนโลกใบนี้กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กและฝุ่นผงลอยมาปะทะจมูก ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหรูหราของหญิงสาวที่สวมรองเท้าส้นสูงแบรนด์
ทั้งสองคนจุมพิตกันอย่างแนบแน่นท่ามกลางแสงจันทร์ ลิ้นร้อนชื้นเกี่ยวกระหวัดกวาดต้อนความหวานล้ำของกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ร่างกายของทั้งคู่เบียดชิดจนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น อัคคีสอดมือเข้าไปใต้ชุดเดรสซาตินของเธอ ลูบไล้แผ่นหลังและสะโพกกลมกลึงอย่างหลงใหล“ผมรอให้ถึงห้องนอนไม่ไหวแล้วปริม...” อัคคีกระซิบเสียงพร่า ผละริมฝีปากออกเพียงนิดเพื่อสูดลมหายใจ นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ด้วยไฟตัณหาที่ถูกจุดติดอย่างรวดเร็ว“ใครบอกว่าเราต้องกลับไปที่ห้องนอนล่ะคะ...”ละเม็ด ก่อนจะผลักแผงอกกว้างเบาๆ ให้อัคคีเดินถอยหลังไปทางสระว่ายน้ำกระจกใสที่อยู่กลางดาดฟ้าเรือ น้ำในสระทอประกายระยิบระยับล้อแสงจันทร์ ผิวน้ำอุ่นๆ ส่งไอระเหยจางๆ ขึ้นมาปะทะอากาศเย็นของท้องทะเลอัคคีเข้าใจเจตนารมณ์ของราชินีสาวในทันที ชายหนุ่มเหยียดยิ้มร้ายกาจ เขาจัดการถอดเสื้อเชิ้ตและกางเกงของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว โยนทิ้งไปบนเก้าอี้ผ้าใบอย่างไม่ไยดี เผยให้เห็นเรือนร่างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและรอยสักรูปเปลวเพลิงที่หัวไหล่ ความแข็งแกร่งของบุรุษเพศผงาดง้ำชูชันพร้อมรบอย่างเต็มที่ปารมีไม่รอช้า หญิงสาวรูดซิปชุดเดรสสีขาวมุกของตัวเอง
“จำเอาไว้ปารมี...” อัคคีเค้นเสียงเย็นชา พยายามปัดความรู้สึกอ่อนแอนั้นทิ้งไป “คุณไม่มีสิทธิ์ไปหึงหวง หรือทำตัวหยิ่งยโสใส่ใครทั้งนั้นเพราะชีวิตของคุณ ร่างกายของคุณ มันเป็นของผมคนเดียว”พูดจบ มัจจุราชหนุ่มก็หันหลังก้าวเดินออกจากห้องอาหารไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนหากหันกลับมามองภาพอันน่
สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกของเพลิงก็ทาบทับลงบนเรียวปากสีสดของปารมีอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวานหรือเต็มไปด้วยความรัก แต่มันคือการลงทัณฑ์และการระบายความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจเขาบดขยี้ริมฝีปากเธออย่างเอาแต่ใจ ขบเม้มกลีบปากล่างอย่างแรงจนได้รสเฝื่อนของเลือดจางๆ ปารมีเบิกตากว้าง พยายาม
“ฉันถาม ว่าคุณมีสิทธิ์อะไร” เพลิงกดเสียงต่ำลงอีก กรามแกร่งบดเข้าหากันจนนูนเป็นสัน เขาเกลียดผู้หญิงตรงหน้า เกลียดความเย่อหยิ่ง เกลียดสายตาที่มองคนอื่นราวกับมดปลวก แต่สิ่งที่เขาเกลียดที่สุด คือสัญชาตญาณดิบในตัวเขาที่มักจะกระตุกวาบทุกครั้งที่ได้กลิ่นหอมยวนใจจากตัวเธอแทนที่จะตอบคำถาม ปารมีกลับก้าวประช
กลิ่นน้ำมันเครื่องสนิมเขรอะ ควันบุหรี่ราคาถูก และไอร้อนระอุที่ลอยขึ้นมาจากพื้นคอนกรีต คือสิ่งแรกที่กระแทกเข้าโสตสัมผัสของเธอความปวดร้าวแล่นริ้วตั้งแต่ขมับจรดท้ายทอยราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบ เธอนิ่วหน้า พยายามกะพริบตาเพื่อขับไล่ความพร่ามัว เสียงสะอื้นไห้แหลมเล็กของใครบางคนดังแว่วเข้าหู ตามมาด้วยเสียงสบ







