Masuk“ฉันถาม ว่าคุณมีสิทธิ์อะไร” เพลิงกดเสียงต่ำลงอีก กรามแกร่งบดเข้าหากันจนนูนเป็นสัน เขาเกลียดผู้หญิงตรงหน้า เกลียดความเย่อหยิ่ง เกลียดสายตาที่มองคนอื่นราวกับมดปลวก แต่สิ่งที่เขาเกลียดที่สุด คือสัญชาตญาณดิบในตัวเขาที่มักจะกระตุกวาบทุกครั้งที่ได้กลิ่นหอมยวนใจจากตัวเธอ
แทนที่จะตอบคำถาม ปารมีกลับก้าวประชิดตัวเขามากขึ้นอีกจนปลายยอดอกที่ดันเนื้อผ้าเดรสสีแดงแทบจะเสียดสีกับแผงอกกว้างของเขา เธอจงใจโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย คอเสื้อที่ลึกอยู่แล้วยิ่งเผยให้เห็นร่องอกอวบอิ่มขาวผ่องที่เบียดชิดกันอย่างชัดเจนเต็มสองตา
ดวงตาของเพลิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว สายตาคมกริบเผลอหลุบต่ำลงมองภาพความอวบอิ่มตรงหน้าอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนที่เขาจะรีบดึงสติและตวัดสายตากลับขึ้นมามองหน้าเธอด้วยความวาวโรจน์ที่มากกว่าเดิม มือหนากำประแจในมือแน่นจนข้อขาว
“แล้วไง”
น้ำเสียงหวานหยดย้อยทว่าแหบพร่ากระซิบถามชิดริมฝีปากของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดปลายคางสากที่เต็มไปด้วยไรหนวด
เพลิงชะงักงัน กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนบนร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน
“คุณหมายความว่ายังไง” เขาเค้นเสียงถาม พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ถอยหนี แต่ก็ไม่อาจละสายตาจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงสดที่เผยอขึ้นเล็กน้อยนั้นได้
“ฉันถามว่า... แล้วไง” ปารมีทวนคำถามเดิม ยิ้มหยันที่มุมปาก “ฉันตบน้องสาวสุดที่รักของคุณ แล้วมันยังไงเหรอ นายเป็นแค่ช่างซ่อมรถกระจอกๆ มีสิทธิ์อะไรมาขึ้นเสียงใส่ฉัน... หรือว่า...”
เธอยกมือขวาที่ประดับด้วยแหวนเพชรเม็ดงามขึ้นมา ปลายนิ้วเรียวสวยกรีดกรายลงบนสาบเสื้อกล้ามที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของเขาอย่างเชื่องช้า ลากผ่านมัดกล้ามเนื้อหน้าอกที่กำลังเต้นระรัว สัมผัสถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
“อยากจะปกป้องลูกเมียน้อยจนตัวสั่น”
“เอามือของคุณออกไป ปารมี” เพลิงกัดฟันกรอด ปัดมือเธอออกอย่างแรงจนปารมีเซไปด้านหลังเล็กน้อย แต่เธอกลับไม่โกรธ ซ้ำยังหัวเราะในลำคอเบาๆ
มิลินท์ที่ยืนดูสถานการณ์อยู่เริ่มหน้าเสีย เธอไม่เข้าใจว่าทำไมปารมีถึงไม่ด่าทอเธอเหมือนทุกครั้ง แต่กลับไปยืนยั่วยวนพี่เพลิงของเธอหน้าตาเฉย
“พี่ปริม พี่ทำบ้าอะไรของพี่ พี่มีพี่เต้อยู่แล้วทั้งคนนะ ทำไมถึงต้องมาทำตัวรุ่มร่ามกับพี่เพลิงด้วย” มิลินท์แสร้งร้องไห้โวยวาย หวังจะเรียกสติเพลิงให้เห็นความร่านของปารมี
ปารมีตวัดสายตาไปมองมิลินท์ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าสวยจัด
“เงียบปากไปเลยมิลินท์ ถ้าไม่อยากโดนตบอีกรอบ” ปารมีขู่เสียงเย็น ก่อนจะหันกลับมาหาเพลิง ดวงตาของเธอฉายแววท้าทายและเต็มไปด้วยความร้ายกาจ “รู้ไหมเพลิง... ฉันเพิ่งนึกอะไรสนุกๆ ออก”
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายแอร์เมสใบหรู หยิบเช็คเงินสดใบหนึ่งออกมาและเซ็นตัวเลขลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยัดมันลงไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์เปื้อนน้ำมันของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างถือวิสาสะ
เพลิงสะดุ้งกับสัมผัสจาบจ้วงนั้น เขาคว้าข้อมือเธอไว้แน่นจนปารมีนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“คุณคิดจะทำอะไร”
“ห้าแสน...” ปารมีเชิดหน้าขึ้น สบตาเขาอย่างไม่ลดละ “ฉันซื้อตัวนาย... เพลิง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นายต้องมาเป็นของเล่นส่วนตัวของฉัน เป็นคนรับใช้ของฉัน เรียกให้มาต้องมา สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ”
คำประกาศกร้าวของปารมีทำเอาทั้งอู่ตกอยู่ในความเงียบงัน มิลินท์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ขณะที่เพลิงขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคุกรุ่นราวกับมีพายุไฟกำลังก่อตัว
“ผมไม่ใช่หมาที่คุณจะเอาเงินมาฟาดหัวซื้อได้” เพลิงสะบัดข้อมือเธอทิ้งอย่างแรง “ไสหัวไปซะ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน”
ปารมีลูบข้อมือตัวเองที่ขึ้นรอยแดงจางๆ เธอรู้ดีว่าเพลิงกำลังร้อนเงินอย่างหนักเพื่อนำไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คนใกล้ชิดในสลัม และห้าแสนบาทนี่แหละคือจุดอ่อนที่จะมัดตัวเขาไว้กับเธอได้ ซื้อตามบทเดิมแล้วนางร้ายไร้สมองตนนี้แค่เพียงยัดใส่มือจากนั้นพระเอกก็จัดการฉีกทิ้ง เธอได้แต่กรีดร้องแล้วร้องไห้ออกไปจากนั้นเป็นต้นมานางร้ายตนนี้ก็หาเรื่องแกล้งนางเอกสารพัดจนสุดท้ายพระเอกทนไม่ไหวฆ่านางร้ายอย่างเลือดเย็น เธอจะต้องไม่เป็นแบบต้นฉบับ
“แน่ใจเหรอว่าจะปฏิเสธ” ปารมีก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกครั้ง คราวนี้เธอจงใจเบียดหน้าอกหน้าใจเข้ากับท่อนแขนแกร่งของเขาอย่างโจ่งแจ้ง ริมฝีปากสีสดกระซิบชิดใบหูของชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน
“คิดให้ดีนะเพลิง... เงินห้าแสนแลกกับการเป็นหมาขี้เรื้อนรับใช้ฉัน ดีกว่าปล่อยให้คนของนายต้องตายนอนรอความตายอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่หรือไง หรือนายจะยอมหยิ่งในศักดิ์ศรีจนยอมเห็นคนของตัวเองตายไปต่อหน้าต่อตา”
ร่างกายของเพลิงแข็งทื่อ นัยน์ตาสีนิลสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น เขาจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าราวกับอยากจะบีบคอเธอให้แหลกคามือ ผู้หญิงคนนี้รู้เรื่องความลับของเขาได้อย่างไร
“อ้อ... แล้วก็จำเอาไว้อย่างหนึ่งนะ” ปารมียิ้มร้ายกาจ ยกมือขึ้นตบเบาๆ ที่แก้มสากของเขาเป็นเชิงหยามเกียรติ “ถ้าฉันรู้ว่านายแอบไปเจอกับนังน้องสาวตัวดีของฉันอีกล่ะก็... ฉันจะทำให้ชีวิตของนาย และคนที่นายรัก พังพินาศจนไม่มีที่ซุกหัวนอนเลยคอยดู”
พูดจบ ปารมีก็หมุนตัวเดินกลับไปที่รถสปอร์ตคันหรูของตัวเองโดยไม่เหลียวหลังไปมองสองคนนั้นอีก ทิ้งให้เพลิงยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นที่สุมทับอยู่ในอก และมิลินท์ที่ยืนกระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจ
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอนมาสเตอร์สวีตอันกว้างใหญ่ เผยให้เห็นร่างบอบบางของ ‘ปารมี’ ที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงคิงไซซ์ ลมหายใจของเธอเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าสวยจัดที่เคยเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยมารยา บัดนี้ดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอัคคี ทายาทแห่งอัคครากุลและมัจจุราชหนุ่มผู้เพิ่งจะมอบพายุสวาทอันเร่าร้อนให้กับเธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน นั่งเอนหลังพิงพนักเตียง ทอดสายตามองผู้หญิงในอ้อมกอดด้วยแววตาที่ลึกล้ำเกินกว่าใครจะหยั่งถึง มือหนาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ จากอดีต ลูบไล้เรือนผมสีเข้มของเธออย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมเมื่อแน่ใจว่านางมารร้ายของเขาเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำสีเข้มขึ้นมาสวมทับร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องนอน มุ่งตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของคฤหาสน์ภายในห้องทำงานที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าด้านนอกที่ลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามา อัคคีทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังบุนวมหลังโต๊ะทำงานไ
อัคคีตอบรับจูบนั้นด้วยความหิวกระหายที่เก็บกดมาทั้งวัน ชายหนุ่มบดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างดูดดื่ม สอดแทรกเรียวลิ้นเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำอย่างตะกละตะกลาม สองมือหนาช้อนร่างระหงขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว ก่อนจะสาวเท้าก้าวตรงไปยังเตียงคิงไซส์หลังใหญ่ โยนร่างของเธอลงบนฟูกหนานุ่มอย่างไม่ปรานี“อ๊ะ... อัคคี... ใจร้อนจังเลยนะคะคุณพ่อ” ปารมีหัวเราะเสียงกระเส่า มองสามีที่กำลังปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกอย่างเร่งรีบจนกระดุมหลุดกระเด็น เผยให้เห็นรอยสักรูปเปลวเพลิงที่แสนจะเซ็กซี่“เวลาอยู่บนเตียงนี้... ผมไม่ใช่พ่อของอัคคินทร์ แต่ผมเป็น ‘ผัว’ ของคุณคนเดียว”อัคคีโถมทับลงมาบนร่างบาง เขากระชากชุดเดรสลูกไม้สีขาวของเธอออกจนขาดวิ่นอย่างไม่เสียดาย เผยให้เห็นเรือนร่างที่ยังคงงดงามและอวบอิ่มสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่เคยมีลูก ผิวขาวเนียนละเอียดตัดกับผ้าปูที่นอนสีเข้มช่างกระตุ้นสัญชาตญาณการล่าของเขาให้พุ่งถึงขีดสุด“คุณสวย... สวยจนผมแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ปริม”อัคคีก้มลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มและดูดดึงจนเกิดรอยแดงช้ำไปทั่วลาดไหล่เนียน มือหนาฟ้อนเฟ้นทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามแรงหอบหายใจ บีบเคล้นยอดอก
สี่ปีต่อมา...แสงอาทิตย์ยามอัสดงอาบย้อมผืนทะเลอันดามันให้กลายเป็นสีทองอร่าม คลื่นลูกเล็กกระทบชายหาดส่วนตัวของเกาะสวรรค์ที่ ‘อัคคี’ ซื้อไว้เพื่อเป็นของขวัญวันครบรอบแต่งงานให้กับภรรยาสุดที่รักบนผืนทรายขาวละเอียด ร่างสูงใหญ่ของมัจจุราชหนุ่มผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจระดับประเทศ กำลังยอมลดตัวลงไปนั่งคุกเข่า ปล่อยให้เด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบเศษที่มีใบหน้าถอดแบบเขามาตึงเป๊ะ ปีนป่ายขึ้นไปขี่หลังอย่างสนุกสนาน“ปะป๊า วิ่งอีก ม้าวิ่งเร็วๆ” เสียงใสแจ๋วของ ‘น้องเพลิงพล’ หรือหนูน้อยอัคคินทร์ ทายาทตัวน้อยแห่งอัคครากุลและวรโชติ ร้องสั่งการอย่างเอาแต่ใจ“รับทราบครับผม ม้าตัวนี้จะวิ่งให้สุดแรงเลย” อัคคีหัวเราะร่วน ชายหนุ่มที่ใครๆ ต่างหวาดกลัว บัดนี้กลายเป็นเพียงคุณพ่อที่หลงลูกชายและยอมสยบแทบเท้าภรรยาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาวิ่งเหยาะๆ ไปตามชายหาด เรียกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจากเด็กน้อยได้เป็นอย่างดีปารมีในชุดเดรสลูกไม้สีขาวพลิ้วไหว นั่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบใต้ร่มไม้ใหญ่ เธอยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบ ทอดสายตามองภาพครอบครัวที่แสนสุขเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มที่งดงามที่สุด ร่องรอยของนางมารร้ายผู้โดดเดี่ยวได้ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น
“แฉะขนาดนี้แล้ว... ยังจะปากดีอยู่อีกไหม หืม” อัคคีเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟตัณหา“ก็ทำให้อ้าปากครางจนด่าไม่ออกสิคะ... ผัวขา”คำท้าทายสั้นๆ แต่ทำลายล้างความอดทนของอัคคีจนหมดสิ้นชายหนุ่มกระชากแพนตี้ตัวจิ๋วของเธอจนขาดวิ่น ก่อนจะรูดซิปกางเกงสแล็กของตัวเอง ปลดปล่อยความแข็งแกร่งที่ขยายใหญ่และปวดหนึบเต็มพิกัดออกมา เขาจับเรียวขาของปารมีแยกออกกว้าง รั้งเอวบางเข้ามาใกล้ขอบโต๊ะ แล้วสอดใส่ความเป็นชายเข้าไปในความคับแคบของเธออย่างหนักแน่นและลึกล้ำในรวดเดียว“กรี๊ดดด อัคคี ลึก... อ๊าาา”ปารมีสะดุ้งสุดตัว สองมือจิกทึ้งลงบนแผงอกกว้างของเขาอย่างแรง ความคับแน่นที่เติมเต็มเข้ามาอย่างกะทันหันทำเอาเธอหัวสั่นหัวคลอน โต๊ะทำงานตัวใหญ่สั่นสะเทือนตามแรงกระแทกที่ดุดันของมัจจุราชหนุ่ม“โอ้วว... ปริม... โคตรแน่น... คุณรัดผมจนจะบ้าอยู่แล้ว” อัคคีสูดปากด้วยความเสียวซ่าน เขาเริ่มขยับสะโพกขับเคลื่อนบทเพลงรักด้วยจังหวะที่หนักหน่วงและป่าเถื่อนราวกับพายุคลั่ง“อ๊ะๆๆ... อัคคี... แรงอีก... อื้อออ... ลึกอีกสิ”นางมารร้ายไม่มียอมแพ้ หญิงสาวโยกย้ายสะโพกรับสัมผัสของเขาอย่างเร่าร้อนและร่านรน เธอคล้องคอเขาไ
อัคคีหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาทิ้งตัวลงซบหน้ากับลาดไหล่เนียนของปารมี ร่างกายของทั้งคู่ยังคงเชื่อมต่อกันแนบแน่น ชายหนุ่มกอดรัดร่างบางไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน จูบซับลงบนขมับที่ชื้นเหงื่อและหยดน้ำของเธอด้วยความรักที่เอ่อล้นจนแทบจะปริแตกปารมีฟุบหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา สูดดมกลิ่นกายบุรุษเพศที่เธอหลงใหล หญิงสาวหลับตาลงด้วยความสุขสมและอิ่มเอมใจที่สุด ไม่มีโชคชะตาใดๆ จะมาพรากเขาไปจากเธอได้อีกต่อไป“ผมรักคุณนะ ปารมี... รักจนหมดหัวใจเลย” อัคคีกระซิบเสียงนุ่มข้างหูเธอปารมียกยิ้มกว้าง หญิงสาวเงยหน้าขึ้น จรดริมฝีปากจูบที่ปลายคางของเขาเบาๆ นัยน์ตาคู่คมทอดมองดวงจันทร์ที่สว่างไสวเบื้องบน“ฉันก็รักคุณค่ะ อัคคี... มัจจุราชของฉัน”ค่ำคืนนี้ยาวนานและเต็มไปด้วยบทเพลงรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด ท่ามกลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ นางมารร้ายได้สลักชื่อของเธอลงบนหัวใจของมัจจุราชหนุ่มอย่างถาวร ปิดฉากเกมกระดานแห่งโชคชะตาด้วยความเร่าร้อนและความรักที่อยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์บนโลกใบนี้กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กและฝุ่นผงลอยมาปะทะจมูก ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหรูหราของหญิงสาวที่สวมรองเท้าส้นสูงแบรนด์
ทั้งสองคนจุมพิตกันอย่างแนบแน่นท่ามกลางแสงจันทร์ ลิ้นร้อนชื้นเกี่ยวกระหวัดกวาดต้อนความหวานล้ำของกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ร่างกายของทั้งคู่เบียดชิดจนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น อัคคีสอดมือเข้าไปใต้ชุดเดรสซาตินของเธอ ลูบไล้แผ่นหลังและสะโพกกลมกลึงอย่างหลงใหล“ผมรอให้ถึงห้องนอนไม่ไหวแล้วปริม...” อัคคีกระซิบเสียงพร่า ผละริมฝีปากออกเพียงนิดเพื่อสูดลมหายใจ นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ด้วยไฟตัณหาที่ถูกจุดติดอย่างรวดเร็ว“ใครบอกว่าเราต้องกลับไปที่ห้องนอนล่ะคะ...”ละเม็ด ก่อนจะผลักแผงอกกว้างเบาๆ ให้อัคคีเดินถอยหลังไปทางสระว่ายน้ำกระจกใสที่อยู่กลางดาดฟ้าเรือ น้ำในสระทอประกายระยิบระยับล้อแสงจันทร์ ผิวน้ำอุ่นๆ ส่งไอระเหยจางๆ ขึ้นมาปะทะอากาศเย็นของท้องทะเลอัคคีเข้าใจเจตนารมณ์ของราชินีสาวในทันที ชายหนุ่มเหยียดยิ้มร้ายกาจ เขาจัดการถอดเสื้อเชิ้ตและกางเกงของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว โยนทิ้งไปบนเก้าอี้ผ้าใบอย่างไม่ไยดี เผยให้เห็นเรือนร่างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและรอยสักรูปเปลวเพลิงที่หัวไหล่ ความแข็งแกร่งของบุรุษเพศผงาดง้ำชูชันพร้อมรบอย่างเต็มที่ปารมีไม่รอช้า หญิงสาวรูดซิปชุดเดรสสีขาวมุกของตัวเอง
มิลินท์เหยียดยิ้มร้าย “มินท์ก็ไม่ได้มาเพื่อทวงสมบัติคืนหรอกค่ะ เพราะมินท์รู้ว่าคนอย่างพี่เต้ กินเข้าปากไปแล้วไม่มีทางคายออกมาแน่ แต่มินท์มาเพื่อยื่นข้อเสนอ ที่จะทำให้พี่เต้ได้ ‘ของเล่นชิ้นโปรด’ กลับคืนมาต่างหาก”คำว่าของเล่นชิ้นโปรดทำให้เตชินท์หรี่ตาลง “เธอหมายถึงปารมี”“ใช่ค่ะ...” มิลินท์เอนหลังพิ
“จำเอาไว้ปารมี...” อัคคีเค้นเสียงเย็นชา พยายามปัดความรู้สึกอ่อนแอนั้นทิ้งไป “คุณไม่มีสิทธิ์ไปหึงหวง หรือทำตัวหยิ่งยโสใส่ใครทั้งนั้นเพราะชีวิตของคุณ ร่างกายของคุณ มันเป็นของผมคนเดียว”พูดจบ มัจจุราชหนุ่มก็หันหลังก้าวเดินออกจากห้องอาหารไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนหากหันกลับมามองภาพอันน่
อัคคีกระชากชุดเดรสซาตินของเธอจนขาดวิ่น เสียงเนื้อผ้าฉีกขาดดังลั่นห้อง เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าที่สั่นสะท้าน ชายหนุ่มก้มลงครอบครองยอดอกสีหวานอย่างตะกละตะกลาม ขบเม้มและดูดดึงอย่างรุนแรงจนปารมีต้องหวีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดปนเสียวซ่าน“อ๊า อัคคี... เจ็บ...”เขาไม่ได้หยุดแค่นั้น มือหนาเลื่อนลงไ
สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกของเพลิงก็ทาบทับลงบนเรียวปากสีสดของปารมีอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวานหรือเต็มไปด้วยความรัก แต่มันคือการลงทัณฑ์และการระบายความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจเขาบดขยี้ริมฝีปากเธออย่างเอาแต่ใจ ขบเม้มกลีบปากล่างอย่างแรงจนได้รสเฝื่อนของเลือดจางๆ ปารมีเบิกตากว้าง พยายาม







