Mag-log inปริมถอดแว่นกันแดดออก ปรายตามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเหยียดหยาม มุมปากยกยิ้มร้ายกาจที่ทำให้คนมองรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ
“แหม... ละครฉากนี้ช่างน่าประทับใจจริงๆ” เสียงหวานแหบพร่าเอ่ยขึ้นขณะเดินกรีดกรายเข้ามาใกล้ “ดอกบัวขาวผู้แสนดี หอบข้าวหอบน้ำมาประเคนให้หมาวัดถึงที่ ซึ้งจนน้ำตาจะไหลเลยล่ะ”
“พี่ปริม” มิลินท์หน้าถอดสี รีบขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังเพลิง แสร้งทำเป็นหวาดกลัว “ทำไมพี่ต้องพูดจาหยาบคายแบบนี้ด้วย มินท์แค่เอาข้าวมาให้พี่เพลิง พี่ปริมไม่มีสิทธิ์มาดูถูกพวกเรานะ”
“ดูถูก” ปารมีหัวเราะเสียงเย็น “ฉันกำลังบรรยายภาพความเป็นจริงต่างหากล่ะน้องรัก เธอมันก็แค่นางเอกเจ้าน้ำตาที่ชอบทำตัวใสซื่อเรียกร้องความสนใจ ส่วนนายช่างนี่... ก็เป็นแค่คนจนๆ ที่โง่มองคนไม่ออก”
เพลิงกรามลั่นกรอด เขาก้าวขึ้นมาบังร่างของมิลินท์ไว้ สายตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของปารมีราวกับจะฉีกทึ้งเธอเป็นชิ้นๆ “หุบปากของคุณซะ ปารมี ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ กลับไปซะก่อนที่ผมจะทนไม่ไหว”
แทนที่จะหวาดกลัว ปารมีกลับก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาอย่างท้าทาย กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุ้นเคยลอยมาปะทะจมูกของเพลิงอีกครั้ง มันเป็นกลิ่นที่ทำให้ร่างกายของเขาตอบสนองอย่างน่าหงุดหงิดทุกครั้งที่ได้กลิ่น
เธอใช้สายตาไล่มองตั้งแต่แผงอกกว้างที่ชื้นเหงื่อ ลงไปถึงท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยเส้นเลือด ก่อนจะตวัดสายตากลับขึ้นมาสบตาเขา
“ทนไม่ไหว... แล้วนายจะทำอะไรฉันได้ล่ะ เพลิง” ปารมียื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน เสียงกระซิบของเธอแผ่วเบาแต่จงใจให้ได้ยินกันแค่สองคน “นาย กล้าทำร้ายฉันเหรอ ในขณะที่ชีวิตยายสายของนาย แขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ฉันเป็นคนถือเนี่ยนะ”
ร่างสูงใหญ่ของเพลิงชะงักกึกราวกับถูกสาป ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความโกรธเกรี้ยวถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึง
“คุณ... คุณรู้ได้ยังไง” เขาเค้นเสียงถามอย่างยากลำบาก
ปารมียิ้มเยาะ เธอไม่ตอบ แต่ปรายตาไปมองมิลินท์ที่ยืนแอบฟังอยู่ด้านหลัง
“มินท์กลับบ้านไปซะ ฉันมีธุระจะคุยกับคนของฉัน” ปารมีออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
“ไม่ มินท์ไม่กลับ พี่ปริมจะทำอะไรพี่เพลิง มินท์ไม่ยอมให้พี่มารังแกเขาหรอกนะ” มิลินท์โวยวาย พยายามจะเข้ามาจับแขนเพลิงเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ
แต่ปารมีไวกว่า เธอตวัดสายตาดุดันมองน้องสาวต่างแม่ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวที่เคลือบสีเล็บสีแดงสด ดันแผงอกของเพลิงให้ถอยร่นไปติดกับโต๊ะทำงานที่มีคราบน้ำมัน โดยที่ตัวเธอเองก็ก้าวตามไปประชิดจนแทบจะสิงร่างเขา
“ฉันบอกให้กลับไปไง นังเด็กบ้า” ปารมีตวาดเสียงดังลั่นอู่จนมิลินท์สะดุ้งเฮือก “ถ้าเธอยังหน้าด้านยืนอยู่ตรงนี้ ฉันจะโทรบอกคุณพ่อว่าเธอแอบมามั่วสุมกับผู้ชายในอู่ซอมซ่อแทนที่จะไปเรียนพิเศษ เอาสิ... อยากลองดีกับฉันก็เอา”
มิลินท์หน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่าปารมีพูดจริงทำจริง และถ้าพ่อรู้เรื่องนี้ เธอคงถูกด่าเละและโดนตัดบัตรเครดิตแน่ๆ หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น มองเพลิงด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ แสร้งบีบน้ำตาอีกครั้ง
“พี่เพลิงคะ มินท์กลับก่อนนะคะ พี่เพลิงระวังตัวด้วยนะ” พูดจบมิลินท์ก็กระทืบเท้าเดินหนีออกจากอู่ไปอย่างเจ็บใจ ทิ้งให้ปารมีกับเพลิงอยู่กันตามลำพัง
เมื่อตัวกวนใจจากไป ปารมีก็หันกลับมาจัดการกับเป้าหมายหลักของเธอต่อ เธอหลุบตามองเช็คเงินสดที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วคีบมันขึ้นมาแกว่งไปมาตรงหน้าเพลิง
“ดูเหมือนว่านายยังไม่ได้เอาไปขึ้นเงินสินะ” เธอแสร้งถอนหายใจ “หยิ่งจังเลยน้า ทั้งที่เมื่อคืนโรงพยาบาลเพิ่งโทรมาทวงค่าผ่าตัดแท้ๆ”
“หุบปาก อย่าเอาเรื่องยายสายมาล้อเล่นนะ” เพลิงตวาดลั่น มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของปารมี บีบแน่นจนกระดูกแทบแหลก แต่หญิงสาวกลับไม่ร้องโอดครวญออกมาสักคำ เธอเพียงแค่เชิดหน้าขึ้น สบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้
ลึกๆ แล้วปารมีใจสั่นไม่น้อย เธอรู้ว่าเพลิงในตอนนี้เหมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงาน และถ้าเธอพลาดพลั้ง เขาอาจจะบีบคอเธอตายคามือได้ แต่เธอต้องเล่นละครฉากนี้ให้เนียนที่สุด ถ้าเธอแสดงความอ่อนแอออกมา แผนการทุกอย่างจะพังทลายไอ้ระบบบ้านั้นก็จะผลักให้เธอถูกเขาและเตชินท์ฆ่าตาย
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น” ปารมีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ฉันยื่นข้อเสนอให้แล้ว แต่นายมันโง่ มัวแต่งมงายกับศักดิ์ศรีบ้าๆ บอๆ ศักดิ์ศรีของนายมันกินได้ไหม มันช่วยต่อลมหายใจให้ยายสายของนายได้หรือเปล่าล่ะ”
คำพูดที่แทงใจดำอย่างจังทำให้เพลิงนิ่งอึ้งไป แรงบีบที่ข้อมือค่อยๆ คลายลง ความเจ็บปวดและสมเพชตัวเองตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เขาหลับตาลงอย่างพ่ายแพ้ ภาพใบหน้าเหี่ยวย่นของยายสายที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงโรงพยาบาลซ้อนทับเข้ามาในหัว
“คุณต้องการอะไรกันแน่ ปารมี” เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นพร่าอย่างคนจนตรอก “คนรวยอย่างคุณ ขาดแคลนของเล่นขนาดต้องมาลดตัวเกลือกกลั้วกับคนอย่างผมเลยหรือไง”
ปารมีเหยียดยิ้ม เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากตัวเขา หน้าอกอวบอิ่มภายใต้ชุดเดรสสีดำเบียดชิดกับแผงอกแกร่งอย่างจงใจ เธอช้อนตาขึ้นมองเขายั่วเย้า
“ฉันไม่ได้ขาดแคลนของเล่นหรอกนะเพลิง...” เธอใช้มือข้างที่เป็นอิสระ ลากไล้ปลายนิ้วไปตามแนวกรามสากของเขาอย่างอ้อยอิ่ง “แต่ฉัน... ถูกใจนาย”
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอนมาสเตอร์สวีตอันกว้างใหญ่ เผยให้เห็นร่างบอบบางของ ‘ปารมี’ ที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงคิงไซซ์ ลมหายใจของเธอเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าสวยจัดที่เคยเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยมารยา บัดนี้ดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอัคคี ทายาทแห่งอัคครากุลและมัจจุราชหนุ่มผู้เพิ่งจะมอบพายุสวาทอันเร่าร้อนให้กับเธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน นั่งเอนหลังพิงพนักเตียง ทอดสายตามองผู้หญิงในอ้อมกอดด้วยแววตาที่ลึกล้ำเกินกว่าใครจะหยั่งถึง มือหนาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ จากอดีต ลูบไล้เรือนผมสีเข้มของเธออย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมเมื่อแน่ใจว่านางมารร้ายของเขาเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำสีเข้มขึ้นมาสวมทับร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องนอน มุ่งตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของคฤหาสน์ภายในห้องทำงานที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าด้านนอกที่ลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามา อัคคีทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังบุนวมหลังโต๊ะทำงานไ
อัคคีตอบรับจูบนั้นด้วยความหิวกระหายที่เก็บกดมาทั้งวัน ชายหนุ่มบดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างดูดดื่ม สอดแทรกเรียวลิ้นเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำอย่างตะกละตะกลาม สองมือหนาช้อนร่างระหงขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว ก่อนจะสาวเท้าก้าวตรงไปยังเตียงคิงไซส์หลังใหญ่ โยนร่างของเธอลงบนฟูกหนานุ่มอย่างไม่ปรานี“อ๊ะ... อัคคี... ใจร้อนจังเลยนะคะคุณพ่อ” ปารมีหัวเราะเสียงกระเส่า มองสามีที่กำลังปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกอย่างเร่งรีบจนกระดุมหลุดกระเด็น เผยให้เห็นรอยสักรูปเปลวเพลิงที่แสนจะเซ็กซี่“เวลาอยู่บนเตียงนี้... ผมไม่ใช่พ่อของอัคคินทร์ แต่ผมเป็น ‘ผัว’ ของคุณคนเดียว”อัคคีโถมทับลงมาบนร่างบาง เขากระชากชุดเดรสลูกไม้สีขาวของเธอออกจนขาดวิ่นอย่างไม่เสียดาย เผยให้เห็นเรือนร่างที่ยังคงงดงามและอวบอิ่มสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่เคยมีลูก ผิวขาวเนียนละเอียดตัดกับผ้าปูที่นอนสีเข้มช่างกระตุ้นสัญชาตญาณการล่าของเขาให้พุ่งถึงขีดสุด“คุณสวย... สวยจนผมแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ปริม”อัคคีก้มลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มและดูดดึงจนเกิดรอยแดงช้ำไปทั่วลาดไหล่เนียน มือหนาฟ้อนเฟ้นทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามแรงหอบหายใจ บีบเคล้นยอดอก
สี่ปีต่อมา...แสงอาทิตย์ยามอัสดงอาบย้อมผืนทะเลอันดามันให้กลายเป็นสีทองอร่าม คลื่นลูกเล็กกระทบชายหาดส่วนตัวของเกาะสวรรค์ที่ ‘อัคคี’ ซื้อไว้เพื่อเป็นของขวัญวันครบรอบแต่งงานให้กับภรรยาสุดที่รักบนผืนทรายขาวละเอียด ร่างสูงใหญ่ของมัจจุราชหนุ่มผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจระดับประเทศ กำลังยอมลดตัวลงไปนั่งคุกเข่า ปล่อยให้เด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบเศษที่มีใบหน้าถอดแบบเขามาตึงเป๊ะ ปีนป่ายขึ้นไปขี่หลังอย่างสนุกสนาน“ปะป๊า วิ่งอีก ม้าวิ่งเร็วๆ” เสียงใสแจ๋วของ ‘น้องเพลิงพล’ หรือหนูน้อยอัคคินทร์ ทายาทตัวน้อยแห่งอัคครากุลและวรโชติ ร้องสั่งการอย่างเอาแต่ใจ“รับทราบครับผม ม้าตัวนี้จะวิ่งให้สุดแรงเลย” อัคคีหัวเราะร่วน ชายหนุ่มที่ใครๆ ต่างหวาดกลัว บัดนี้กลายเป็นเพียงคุณพ่อที่หลงลูกชายและยอมสยบแทบเท้าภรรยาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาวิ่งเหยาะๆ ไปตามชายหาด เรียกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจากเด็กน้อยได้เป็นอย่างดีปารมีในชุดเดรสลูกไม้สีขาวพลิ้วไหว นั่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบใต้ร่มไม้ใหญ่ เธอยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบ ทอดสายตามองภาพครอบครัวที่แสนสุขเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มที่งดงามที่สุด ร่องรอยของนางมารร้ายผู้โดดเดี่ยวได้ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น
“แฉะขนาดนี้แล้ว... ยังจะปากดีอยู่อีกไหม หืม” อัคคีเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟตัณหา“ก็ทำให้อ้าปากครางจนด่าไม่ออกสิคะ... ผัวขา”คำท้าทายสั้นๆ แต่ทำลายล้างความอดทนของอัคคีจนหมดสิ้นชายหนุ่มกระชากแพนตี้ตัวจิ๋วของเธอจนขาดวิ่น ก่อนจะรูดซิปกางเกงสแล็กของตัวเอง ปลดปล่อยความแข็งแกร่งที่ขยายใหญ่และปวดหนึบเต็มพิกัดออกมา เขาจับเรียวขาของปารมีแยกออกกว้าง รั้งเอวบางเข้ามาใกล้ขอบโต๊ะ แล้วสอดใส่ความเป็นชายเข้าไปในความคับแคบของเธออย่างหนักแน่นและลึกล้ำในรวดเดียว“กรี๊ดดด อัคคี ลึก... อ๊าาา”ปารมีสะดุ้งสุดตัว สองมือจิกทึ้งลงบนแผงอกกว้างของเขาอย่างแรง ความคับแน่นที่เติมเต็มเข้ามาอย่างกะทันหันทำเอาเธอหัวสั่นหัวคลอน โต๊ะทำงานตัวใหญ่สั่นสะเทือนตามแรงกระแทกที่ดุดันของมัจจุราชหนุ่ม“โอ้วว... ปริม... โคตรแน่น... คุณรัดผมจนจะบ้าอยู่แล้ว” อัคคีสูดปากด้วยความเสียวซ่าน เขาเริ่มขยับสะโพกขับเคลื่อนบทเพลงรักด้วยจังหวะที่หนักหน่วงและป่าเถื่อนราวกับพายุคลั่ง“อ๊ะๆๆ... อัคคี... แรงอีก... อื้อออ... ลึกอีกสิ”นางมารร้ายไม่มียอมแพ้ หญิงสาวโยกย้ายสะโพกรับสัมผัสของเขาอย่างเร่าร้อนและร่านรน เธอคล้องคอเขาไ
อัคคีหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาทิ้งตัวลงซบหน้ากับลาดไหล่เนียนของปารมี ร่างกายของทั้งคู่ยังคงเชื่อมต่อกันแนบแน่น ชายหนุ่มกอดรัดร่างบางไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน จูบซับลงบนขมับที่ชื้นเหงื่อและหยดน้ำของเธอด้วยความรักที่เอ่อล้นจนแทบจะปริแตกปารมีฟุบหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา สูดดมกลิ่นกายบุรุษเพศที่เธอหลงใหล หญิงสาวหลับตาลงด้วยความสุขสมและอิ่มเอมใจที่สุด ไม่มีโชคชะตาใดๆ จะมาพรากเขาไปจากเธอได้อีกต่อไป“ผมรักคุณนะ ปารมี... รักจนหมดหัวใจเลย” อัคคีกระซิบเสียงนุ่มข้างหูเธอปารมียกยิ้มกว้าง หญิงสาวเงยหน้าขึ้น จรดริมฝีปากจูบที่ปลายคางของเขาเบาๆ นัยน์ตาคู่คมทอดมองดวงจันทร์ที่สว่างไสวเบื้องบน“ฉันก็รักคุณค่ะ อัคคี... มัจจุราชของฉัน”ค่ำคืนนี้ยาวนานและเต็มไปด้วยบทเพลงรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด ท่ามกลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ นางมารร้ายได้สลักชื่อของเธอลงบนหัวใจของมัจจุราชหนุ่มอย่างถาวร ปิดฉากเกมกระดานแห่งโชคชะตาด้วยความเร่าร้อนและความรักที่อยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์บนโลกใบนี้กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กและฝุ่นผงลอยมาปะทะจมูก ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหรูหราของหญิงสาวที่สวมรองเท้าส้นสูงแบรนด์
ทั้งสองคนจุมพิตกันอย่างแนบแน่นท่ามกลางแสงจันทร์ ลิ้นร้อนชื้นเกี่ยวกระหวัดกวาดต้อนความหวานล้ำของกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ร่างกายของทั้งคู่เบียดชิดจนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น อัคคีสอดมือเข้าไปใต้ชุดเดรสซาตินของเธอ ลูบไล้แผ่นหลังและสะโพกกลมกลึงอย่างหลงใหล“ผมรอให้ถึงห้องนอนไม่ไหวแล้วปริม...” อัคคีกระซิบเสียงพร่า ผละริมฝีปากออกเพียงนิดเพื่อสูดลมหายใจ นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ด้วยไฟตัณหาที่ถูกจุดติดอย่างรวดเร็ว“ใครบอกว่าเราต้องกลับไปที่ห้องนอนล่ะคะ...”ละเม็ด ก่อนจะผลักแผงอกกว้างเบาๆ ให้อัคคีเดินถอยหลังไปทางสระว่ายน้ำกระจกใสที่อยู่กลางดาดฟ้าเรือ น้ำในสระทอประกายระยิบระยับล้อแสงจันทร์ ผิวน้ำอุ่นๆ ส่งไอระเหยจางๆ ขึ้นมาปะทะอากาศเย็นของท้องทะเลอัคคีเข้าใจเจตนารมณ์ของราชินีสาวในทันที ชายหนุ่มเหยียดยิ้มร้ายกาจ เขาจัดการถอดเสื้อเชิ้ตและกางเกงของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว โยนทิ้งไปบนเก้าอี้ผ้าใบอย่างไม่ไยดี เผยให้เห็นเรือนร่างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและรอยสักรูปเปลวเพลิงที่หัวไหล่ ความแข็งแกร่งของบุรุษเพศผงาดง้ำชูชันพร้อมรบอย่างเต็มที่ปารมีไม่รอช้า หญิงสาวรูดซิปชุดเดรสสีขาวมุกของตัวเอง
มิลินท์เหยียดยิ้มร้าย “มินท์ก็ไม่ได้มาเพื่อทวงสมบัติคืนหรอกค่ะ เพราะมินท์รู้ว่าคนอย่างพี่เต้ กินเข้าปากไปแล้วไม่มีทางคายออกมาแน่ แต่มินท์มาเพื่อยื่นข้อเสนอ ที่จะทำให้พี่เต้ได้ ‘ของเล่นชิ้นโปรด’ กลับคืนมาต่างหาก”คำว่าของเล่นชิ้นโปรดทำให้เตชินท์หรี่ตาลง “เธอหมายถึงปารมี”“ใช่ค่ะ...” มิลินท์เอนหลังพิ
“จำเอาไว้ปารมี...” อัคคีเค้นเสียงเย็นชา พยายามปัดความรู้สึกอ่อนแอนั้นทิ้งไป “คุณไม่มีสิทธิ์ไปหึงหวง หรือทำตัวหยิ่งยโสใส่ใครทั้งนั้นเพราะชีวิตของคุณ ร่างกายของคุณ มันเป็นของผมคนเดียว”พูดจบ มัจจุราชหนุ่มก็หันหลังก้าวเดินออกจากห้องอาหารไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนหากหันกลับมามองภาพอันน่
สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกของเพลิงก็ทาบทับลงบนเรียวปากสีสดของปารมีอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวานหรือเต็มไปด้วยความรัก แต่มันคือการลงทัณฑ์และการระบายความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจเขาบดขยี้ริมฝีปากเธออย่างเอาแต่ใจ ขบเม้มกลีบปากล่างอย่างแรงจนได้รสเฝื่อนของเลือดจางๆ ปารมีเบิกตากว้าง พยายาม
“จุ๊ๆ...” ปารมีส่ายนิ้วชี้ไปมา รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นบนใบหน้าสวยจัด “งานพวกนั้นมันหน้าที่ของแม่บ้าน ไม่ใช่หน้าที่ของ ‘ของเล่น’ ส่วนตัวอย่างนาย”เธอวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะกระจก ก่อนจะใช้นิ้วเรียวชี้ลงที่พื้นพรมขนสัตว์สีขาวสะอาดตรงหน้าเธอ“คุกเข่าลงสิ”เพลิงเบิกตากว้าง ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อราวกับถูกตอกตะปูต







