LOGIN“จุ๊ๆ...” ปารมีส่ายนิ้วชี้ไปมา รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นบนใบหน้าสวยจัด “งานพวกนั้นมันหน้าที่ของแม่บ้าน ไม่ใช่หน้าที่ของ ‘ของเล่น’ ส่วนตัวอย่างนาย”
เธอวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะกระจก ก่อนจะใช้นิ้วเรียวชี้ลงที่พื้นพรมขนสัตว์สีขาวสะอาดตรงหน้าเธอ
“คุกเข่าลงสิ”
เพลิงเบิกตากว้าง ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับพื้น “คุณว่าอะไรนะ”
“หูหนวกหรือไง ฉันสั่งให้คุกเข่าลงตรงนี้” ปารมีย้ำคำสั่งเสียงเย็นเยียบ แววตาของเธอไม่มีแววล้อเล่น “นายรับเงินฉันไปแล้วเพลิง สัญญาคือสัญญา นายคือสุนัขรับใช้ของฉัน และสุนัขก็ต้องอยู่แทบเท้าเจ้าของ หรืออยากให้ฉันโทรไปยกเลิกเช็คกับทางโรงพยาบาลตอนนี้เลย”
ข้ออ้างเรื่องยายสายคือโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่รัดคอเขาไว้ เพลิงสูดลมหายใจเข้าลึกจนหน้าอกกว้างขยายขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและอัปยศอดสู แต่สุดท้าย ร่างสูงใหญ่ก็จำต้องทรุดตัวลงคุกเข่าบนพรมขนสัตว์ตรงหน้าหญิงสาว
ปารมีมองภาพอดีตมหาเศรษฐีผู้หยิ่งยโสในนิยายที่ตอนนี้ต้องมาก้มหัวคุกเข่าอยู่แทบเท้าเธอ ความรู้สึกสับสนแล่นริ้วในใจ ลึกๆ เธอแอบสงสารเขา แต่เธอรู้ดีว่าถ้าไม่ยั่วเขาให้หลงเธอด้วยวิธีนี้ เขาจะไม่มีวันยอมอยู่ใกล้เธอ และเธอจะไม่มีตายตามบทเดิมที่วางเอาไว้
เธอต้องร้าย และร้ายยั่วรักให้สุด
“ดีมาก เป็นเด็กดีจังเลยนะ” ปารมีหัวเราะในลำคอ เธอหยิบขวดโลชั่นบำรุงผิวแบรนด์หรูราคาหลักหมื่นที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาโยนแหมะลงบนตักของชายหนุ่ม
“ทาโลชั่นให้ฉัน นวดขาให้ฉันด้วย... เมื่อคืนฉันใส่ส้นสูงเดินชอปปิงจนเมื่อยไปหมดแล้ว”
เพลิงก้มมองขวดโลชั่นบนตัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาว “ผมเป็นช่างซ่อมรถ มือผมหยาบ คุณไม่กลัวผิวสวยๆ ของคุณจะถลอกหรือไง”
“นั่นมันปัญหาของนาย ถ้าทำผิวฉันเป็นรอย นายโดนดีแน่... เริ่มสิ”
เธอยกเรียวขาขาวเนียนข้างหนึ่งขึ้นพาดบนหน้าตักกว้างของเขาอย่างถือวิสาสะ ชายกระโปรงชุดคลุมอาบน้ำร่นขึ้นไปจนถึงต้นขาอ่อน เผยให้เห็นผิวเนื้อขาวผ่องที่ตัดกับกางเกงยีนส์สีเข้มของเขาอย่างชัดเจน
เพลิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขามองเรียวขาเสลาที่วางพาดอยู่บนตักตัวเองราวกับมันเป็นเหล็กเผาไฟที่พร้อมจะหลอมละลายความอดทนของเขา มือหนาหยาบกร้านที่คุ้นเคยแต่กับการจับประแจและน้ำมันเครื่อง ค่อยๆ กดปั๊มโลชั่นเนื้อครีมสีขาวลงบนฝ่ามือ กลิ่นหอมหวานของวานิลลาลอยเตะจมูก ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องทวีความร้อนรุ่ม
เขาวางฝ่ามือลงบนข้อเท้าเล็กของหญิงสาว สัมผัสแรกที่ผิวเนื้อกระทบกันทำเอาทั้งคู่สะดุ้งเล็กน้อย ผิวของเธอเย็นเฉียบและนุ่มลื่นราวกับแพรไหม ในขณะที่ฝ่ามือของเขาร้อนผ่าวและหยาบกระด้าง
เพลิงเริ่มออกแรงบีบนวดเบาๆ จากข้อเท้า ไล่ขึ้นมาที่น่องเรียว ความรู้สึกขยะแขยงในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความประหม่าและความต้องการบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในก้นบึ้งของความเป็นชาย
“แรงอีกนิดสิเพลิง นายไม่ได้กินข้าวเช้ามาหรือไง” ปารมีแกล้งติ ทั้งที่ในใจเธอเองก็กำลังเต้นระรัว สัมผัสจากมือสากๆ ของเขาที่บีบเคล้นลงบนผิวเนื้อของเธอมันชวนให้วาบหวามอย่างประหลาด
เพลิงเพิ่มแรงบีบให้หนักขึ้น ฝ่ามือใหญ่ลากไล้จากน่องเนียนขึ้นมาถึงหัวเข่า ก่อนจะเคลื่อนสูงขึ้นไปยังต้นขาอ่อนที่เปลือยเปล่า ลมหายใจของชายหนุ่มเริ่มติดขัดเมื่อปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านจุดกึ่งกลางลำตัวของเธอที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าเพียงหมิ่นเหม่
ร่างกายของเพลิงเริ่มทรยศต่อความเกลียดชังในสมอง กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนเกร็งเขม็ง เลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรงจนใบหน้าคมคายร้อนผ่าว เขาพยายามหลุบตาต่ำ ไม่มองภาพยั่วยวนตรงหน้า แต่กลิ่นหอมและสัมผัสนุ่มละมุนใต้ฝ่ามือกลับกำลังปั่นหัวเขาจนแทบคลั่ง
ปารมีสังเกตเห็นอาการเกร็งและเม็ดเหงื่อที่ผุดซึมตามขมับของชายหนุ่ม เธอรู้ว่าเขากำลังต่อสู้กับสัญชาตญาณของตัวเอง และนั่นคือจังหวะที่เธอจะรุกฆาตเพื่อทำลายกำแพงความอดทนของเขา
แทนที่จะปล่อยให้เขานวดเงียบๆ ปารมีกลับค่อยๆ ขยับปลายเท้าของเธอที่ว่างอยู่อีกข้างหนึ่ง สอดเข้าไปใต้ชายเสื้อกล้ามสีดำของเพลิง
ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก ฝ่ามือที่กำลังบีบนวดต้นขาเธอชะงักกึก “คุณทำบ้าอะไร”
“นวดต่อไปสิ ฉันยังไม่ได้สั่งให้หยุด” ปารมีสั่งเสียงพร่า ปลายเท้าของเธอลากไล้ไปตามลอนกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งเกร็งราวกับแผ่นหินของเขา สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วและรุนแรง
“เอามันออกไป ปารมี” เพลิงกัดฟันกรอด เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบไม่เป็นคำ ดวงตาวาวโรจน์ช้อนขึ้นมองผู้หญิงที่กำลังนั่งยิ้มยั่วอยู่บนโซฟา
“ทำไมล่ะ รังเกียจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ” เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ปลายเท้าของเธอยังคงซุกซน ลากจงใจเลื่อนต่ำลงไปสัมผัสกับขอบกางเกงยีนส์ของเขาอย่างเชื่องช้า “แต่ร่างกายของนาย... มันซื่อสัตย์กว่าปากของนายเยอะเลยนะเพลิง”
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้ฟางเส้นสุดท้ายในตัวเพลิงขาดสะบั้น
ฝ่ามือหนาที่วางอยู่บนต้นขาอ่อนของปารมีเปลี่ยนจากบีบนวดเป็นการคว้าหมับเข้าที่เรียวขาของเธออย่างแรงจนหญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ เขากระชากร่างบางที่นั่งอยู่บนโซฟาให้ถลาลงมาหาเขากระทันหัน
“ว้าย”
ปารมีหลุดเสียงอุทาน ร่างของเธอร่วงลงจากโซฟามาปะทะกับแผงอกกว้างของคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ท่อนแขนแกร่งราวกับคีมเหล็กตวัดรัดรอบเอวบางของเธอไว้แน่นจนแผ่นหลังของเธอแอ่นโค้งแนบชิดกับร่างกายที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของเขา
“เพลิง นายกล้าดียังไง ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” ปารมีแสร้งดิ้นรน แม้ในใจจะตกใจกับแรงอารมณ์ที่พุ่งทะยานของเขา แต่เธอก็ต้องคุมเกมให้อยู่
“ปล่อยเหรอ” เพลิงเค้นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกับแก้มเนียน ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเป่ารดซอกคอขาวผ่องจนปารมีขนลุกซู่ “คุณเป็นคนเริ่มเกมนี้เองนะปารมี คุณอยากเล่นกับไฟมากนักไม่ใช่หรือไง”
มือหนาอีกข้างของเขาเลื่อนขึ้นมาจับที่ท้ายทอยของหญิงสาว บังคับให้เธอเชิดหน้าขึ้นสบตากับเขา นัยน์ตาสีนิลที่เคยเย็นชาบัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนาและความดิบเถื่อนที่ถูกกักขังมานาน มันคือสายตาของสัตว์ป่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้แหลกคามือ
“นายจะทำอะไร...” น้ำเสียงของปารมีเริ่มสั่น เธอสัมผัสได้ถึงอันตรายที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
“ก็ทำในสิ่งที่คุณอยากให้ทำไง”
แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอนมาสเตอร์สวีตอันกว้างใหญ่ เผยให้เห็นร่างบอบบางของ ‘ปารมี’ ที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงคิงไซซ์ ลมหายใจของเธอเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าสวยจัดที่เคยเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยมารยา บัดนี้ดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอัคคี ทายาทแห่งอัคครากุลและมัจจุราชหนุ่มผู้เพิ่งจะมอบพายุสวาทอันเร่าร้อนให้กับเธอเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน นั่งเอนหลังพิงพนักเตียง ทอดสายตามองผู้หญิงในอ้อมกอดด้วยแววตาที่ลึกล้ำเกินกว่าใครจะหยั่งถึง มือหนาที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ จากอดีต ลูบไล้เรือนผมสีเข้มของเธออย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมเมื่อแน่ใจว่านางมารร้ายของเขาเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ชายหนุ่มก็ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำสีเข้มขึ้นมาสวมทับร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องนอน มุ่งตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของคฤหาสน์ภายในห้องทำงานที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าด้านนอกที่ลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามา อัคคีทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังบุนวมหลังโต๊ะทำงานไ
อัคคีตอบรับจูบนั้นด้วยความหิวกระหายที่เก็บกดมาทั้งวัน ชายหนุ่มบดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างดูดดื่ม สอดแทรกเรียวลิ้นเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำอย่างตะกละตะกลาม สองมือหนาช้อนร่างระหงขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว ก่อนจะสาวเท้าก้าวตรงไปยังเตียงคิงไซส์หลังใหญ่ โยนร่างของเธอลงบนฟูกหนานุ่มอย่างไม่ปรานี“อ๊ะ... อัคคี... ใจร้อนจังเลยนะคะคุณพ่อ” ปารมีหัวเราะเสียงกระเส่า มองสามีที่กำลังปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกอย่างเร่งรีบจนกระดุมหลุดกระเด็น เผยให้เห็นรอยสักรูปเปลวเพลิงที่แสนจะเซ็กซี่“เวลาอยู่บนเตียงนี้... ผมไม่ใช่พ่อของอัคคินทร์ แต่ผมเป็น ‘ผัว’ ของคุณคนเดียว”อัคคีโถมทับลงมาบนร่างบาง เขากระชากชุดเดรสลูกไม้สีขาวของเธอออกจนขาดวิ่นอย่างไม่เสียดาย เผยให้เห็นเรือนร่างที่ยังคงงดงามและอวบอิ่มสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่เคยมีลูก ผิวขาวเนียนละเอียดตัดกับผ้าปูที่นอนสีเข้มช่างกระตุ้นสัญชาตญาณการล่าของเขาให้พุ่งถึงขีดสุด“คุณสวย... สวยจนผมแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ปริม”อัคคีก้มลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มและดูดดึงจนเกิดรอยแดงช้ำไปทั่วลาดไหล่เนียน มือหนาฟ้อนเฟ้นทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามแรงหอบหายใจ บีบเคล้นยอดอก
สี่ปีต่อมา...แสงอาทิตย์ยามอัสดงอาบย้อมผืนทะเลอันดามันให้กลายเป็นสีทองอร่าม คลื่นลูกเล็กกระทบชายหาดส่วนตัวของเกาะสวรรค์ที่ ‘อัคคี’ ซื้อไว้เพื่อเป็นของขวัญวันครบรอบแต่งงานให้กับภรรยาสุดที่รักบนผืนทรายขาวละเอียด ร่างสูงใหญ่ของมัจจุราชหนุ่มผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจระดับประเทศ กำลังยอมลดตัวลงไปนั่งคุกเข่า ปล่อยให้เด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบเศษที่มีใบหน้าถอดแบบเขามาตึงเป๊ะ ปีนป่ายขึ้นไปขี่หลังอย่างสนุกสนาน“ปะป๊า วิ่งอีก ม้าวิ่งเร็วๆ” เสียงใสแจ๋วของ ‘น้องเพลิงพล’ หรือหนูน้อยอัคคินทร์ ทายาทตัวน้อยแห่งอัคครากุลและวรโชติ ร้องสั่งการอย่างเอาแต่ใจ“รับทราบครับผม ม้าตัวนี้จะวิ่งให้สุดแรงเลย” อัคคีหัวเราะร่วน ชายหนุ่มที่ใครๆ ต่างหวาดกลัว บัดนี้กลายเป็นเพียงคุณพ่อที่หลงลูกชายและยอมสยบแทบเท้าภรรยาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาวิ่งเหยาะๆ ไปตามชายหาด เรียกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจากเด็กน้อยได้เป็นอย่างดีปารมีในชุดเดรสลูกไม้สีขาวพลิ้วไหว นั่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบใต้ร่มไม้ใหญ่ เธอยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบ ทอดสายตามองภาพครอบครัวที่แสนสุขเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มที่งดงามที่สุด ร่องรอยของนางมารร้ายผู้โดดเดี่ยวได้ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น
“แฉะขนาดนี้แล้ว... ยังจะปากดีอยู่อีกไหม หืม” อัคคีเงยหน้าขึ้น สบตากับเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟตัณหา“ก็ทำให้อ้าปากครางจนด่าไม่ออกสิคะ... ผัวขา”คำท้าทายสั้นๆ แต่ทำลายล้างความอดทนของอัคคีจนหมดสิ้นชายหนุ่มกระชากแพนตี้ตัวจิ๋วของเธอจนขาดวิ่น ก่อนจะรูดซิปกางเกงสแล็กของตัวเอง ปลดปล่อยความแข็งแกร่งที่ขยายใหญ่และปวดหนึบเต็มพิกัดออกมา เขาจับเรียวขาของปารมีแยกออกกว้าง รั้งเอวบางเข้ามาใกล้ขอบโต๊ะ แล้วสอดใส่ความเป็นชายเข้าไปในความคับแคบของเธออย่างหนักแน่นและลึกล้ำในรวดเดียว“กรี๊ดดด อัคคี ลึก... อ๊าาา”ปารมีสะดุ้งสุดตัว สองมือจิกทึ้งลงบนแผงอกกว้างของเขาอย่างแรง ความคับแน่นที่เติมเต็มเข้ามาอย่างกะทันหันทำเอาเธอหัวสั่นหัวคลอน โต๊ะทำงานตัวใหญ่สั่นสะเทือนตามแรงกระแทกที่ดุดันของมัจจุราชหนุ่ม“โอ้วว... ปริม... โคตรแน่น... คุณรัดผมจนจะบ้าอยู่แล้ว” อัคคีสูดปากด้วยความเสียวซ่าน เขาเริ่มขยับสะโพกขับเคลื่อนบทเพลงรักด้วยจังหวะที่หนักหน่วงและป่าเถื่อนราวกับพายุคลั่ง“อ๊ะๆๆ... อัคคี... แรงอีก... อื้อออ... ลึกอีกสิ”นางมารร้ายไม่มียอมแพ้ หญิงสาวโยกย้ายสะโพกรับสัมผัสของเขาอย่างเร่าร้อนและร่านรน เธอคล้องคอเขาไ
อัคคีหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาทิ้งตัวลงซบหน้ากับลาดไหล่เนียนของปารมี ร่างกายของทั้งคู่ยังคงเชื่อมต่อกันแนบแน่น ชายหนุ่มกอดรัดร่างบางไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน จูบซับลงบนขมับที่ชื้นเหงื่อและหยดน้ำของเธอด้วยความรักที่เอ่อล้นจนแทบจะปริแตกปารมีฟุบหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา สูดดมกลิ่นกายบุรุษเพศที่เธอหลงใหล หญิงสาวหลับตาลงด้วยความสุขสมและอิ่มเอมใจที่สุด ไม่มีโชคชะตาใดๆ จะมาพรากเขาไปจากเธอได้อีกต่อไป“ผมรักคุณนะ ปารมี... รักจนหมดหัวใจเลย” อัคคีกระซิบเสียงนุ่มข้างหูเธอปารมียกยิ้มกว้าง หญิงสาวเงยหน้าขึ้น จรดริมฝีปากจูบที่ปลายคางของเขาเบาๆ นัยน์ตาคู่คมทอดมองดวงจันทร์ที่สว่างไสวเบื้องบน“ฉันก็รักคุณค่ะ อัคคี... มัจจุราชของฉัน”ค่ำคืนนี้ยาวนานและเต็มไปด้วยบทเพลงรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด ท่ามกลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ นางมารร้ายได้สลักชื่อของเธอลงบนหัวใจของมัจจุราชหนุ่มอย่างถาวร ปิดฉากเกมกระดานแห่งโชคชะตาด้วยความเร่าร้อนและความรักที่อยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์บนโลกใบนี้กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กและฝุ่นผงลอยมาปะทะจมูก ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหรูหราของหญิงสาวที่สวมรองเท้าส้นสูงแบรนด์
ทั้งสองคนจุมพิตกันอย่างแนบแน่นท่ามกลางแสงจันทร์ ลิ้นร้อนชื้นเกี่ยวกระหวัดกวาดต้อนความหวานล้ำของกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ร่างกายของทั้งคู่เบียดชิดจนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น อัคคีสอดมือเข้าไปใต้ชุดเดรสซาตินของเธอ ลูบไล้แผ่นหลังและสะโพกกลมกลึงอย่างหลงใหล“ผมรอให้ถึงห้องนอนไม่ไหวแล้วปริม...” อัคคีกระซิบเสียงพร่า ผละริมฝีปากออกเพียงนิดเพื่อสูดลมหายใจ นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ด้วยไฟตัณหาที่ถูกจุดติดอย่างรวดเร็ว“ใครบอกว่าเราต้องกลับไปที่ห้องนอนล่ะคะ...”ละเม็ด ก่อนจะผลักแผงอกกว้างเบาๆ ให้อัคคีเดินถอยหลังไปทางสระว่ายน้ำกระจกใสที่อยู่กลางดาดฟ้าเรือ น้ำในสระทอประกายระยิบระยับล้อแสงจันทร์ ผิวน้ำอุ่นๆ ส่งไอระเหยจางๆ ขึ้นมาปะทะอากาศเย็นของท้องทะเลอัคคีเข้าใจเจตนารมณ์ของราชินีสาวในทันที ชายหนุ่มเหยียดยิ้มร้ายกาจ เขาจัดการถอดเสื้อเชิ้ตและกางเกงของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว โยนทิ้งไปบนเก้าอี้ผ้าใบอย่างไม่ไยดี เผยให้เห็นเรือนร่างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและรอยสักรูปเปลวเพลิงที่หัวไหล่ ความแข็งแกร่งของบุรุษเพศผงาดง้ำชูชันพร้อมรบอย่างเต็มที่ปารมีไม่รอช้า หญิงสาวรูดซิปชุดเดรสสีขาวมุกของตัวเอง
“จำเอาไว้ปารมี...” อัคคีเค้นเสียงเย็นชา พยายามปัดความรู้สึกอ่อนแอนั้นทิ้งไป “คุณไม่มีสิทธิ์ไปหึงหวง หรือทำตัวหยิ่งยโสใส่ใครทั้งนั้นเพราะชีวิตของคุณ ร่างกายของคุณ มันเป็นของผมคนเดียว”พูดจบ มัจจุราชหนุ่มก็หันหลังก้าวเดินออกจากห้องอาหารไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนหากหันกลับมามองภาพอันน่
สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกของเพลิงก็ทาบทับลงบนเรียวปากสีสดของปารมีอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวานหรือเต็มไปด้วยความรัก แต่มันคือการลงทัณฑ์และการระบายความแค้นที่อัดอั้นอยู่ในใจเขาบดขยี้ริมฝีปากเธออย่างเอาแต่ใจ ขบเม้มกลีบปากล่างอย่างแรงจนได้รสเฝื่อนของเลือดจางๆ ปารมีเบิกตากว้าง พยายาม
เพลิงลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายกำยำเกร็งเขม็งไปทุกสัดส่วนเมื่อปลายนิ้วเรียวของเธอกรีดกรายลูบไล้ไปตามแผงอกกว้าง สัมผัสแผ่วเบานั้นกลับเหมือนมีกระแสไฟฟ้าร้อนแรงแล่นพล่านไปทั่วร่าง แม้สมองจะคอยสั่งการให้ผลักไสผู้หญิงใจร้ายคนนี้ออกไปให้พ้น แต่สัญชาตญาณดิบเถื่อนกลับสยบยอม โหยหาความหอมหวานและอันตรายจากเรือนร
ปริมถอดแว่นกันแดดออก ปรายตามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเหยียดหยาม มุมปากยกยิ้มร้ายกาจที่ทำให้คนมองรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ“แหม... ละครฉากนี้ช่างน่าประทับใจจริงๆ” เสียงหวานแหบพร่าเอ่ยขึ้นขณะเดินกรีดกรายเข้ามาใกล้ “ดอกบัวขาวผู้แสนดี หอบข้าวหอบน้ำมาประเคนให้หมาวัดถึงที่ ซึ้งจนน้ำตาจะไหลเลยล่ะ”“พี่ปริม” มิลินท์หน







