LOGINซ่งอวี้หรูมองการแสดงตรงหน้าอย่างสงบ มารยาของโจวเยี่ยนเหมยนับว่าไม่เลวจริง ๆ แค่เพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้ตนเองกลายเป็นมารดาเลี้ยงผู้เต็มไปด้วยความเมตตา ส่วนซ่งอวี้หรูกลับกลายเป็นบุตรเลี้ยงอกตัญญู
น่าเสียดายที่นางไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมผู้ไม่มีสมองอีกต่อไปแล้ว
“ในเมื่อท่านกล่าวว่าดูแลข้าแทนมารดามาหลายปี เช่นนั้นข้าขอถามท่านเรื่องหนึ่ง”
ซ่งอวี้หรูยกมือขึ้นชี้ไปทางหีบสมุดบัญชี
“เหตุใดบัญชีสินเดิมของมารดาข้าจึงไปอยู่ที่เรือนของท่าน”
โจวเยี่ยนเหมยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบ
“เพราะข้าดูแลเรือนหลัง จึงเก็บบัญชีเอาไว้ตรวจสอบแทนเจ้า”
“ตรวจสอบหรือยักย้ายถ่ายเท”
คำพูดตรงไปตรงมาทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงทันที
โจวเยี่ยนเหมยลดผ้าเช็ดหน้าลง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ร้านผ้าไหมในถนนจูเชว่มีรายรับปีละเท่าใด”
“ที่ดินนอกเมืองสามร้อยหมู่เก็บค่าเช่าได้เท่าใด”
“เครื่องประดับในสินเดิมของมารดาข้าหายไปกี่ชิ้น”
ซ่งอวี้หรูถามต่อเนื่องโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัว
“ท่านตอบได้หรือไม่”
สีหน้าของโจวเยี่ยนเหมยเริ่มซีดลง
“เรื่องบัญชีมีรายละเอียดมากมาย ข้าจะจำทั้งหมดได้อย่างไร”
“จำไม่ได้ไม่เป็นไร”
ซ่งอวี้หรูยิ้มบาง ๆ
“นำสมุดบัญชีทั้งหมดมาให้ข้าตรวจสอบก็พอ”
“หากรายรับรายจ่ายตรงกัน ข้าย่อมขอบคุณที่ท่านดูแลทรัพย์สินให้ข้ามาหลายปี”
“แต่หากไม่ตรง...”
นางหยุดไปชั่วขณะ
“ของสิ่งใดหายไป ผู้ใดนำไป ผู้นั้นก็ต้องนำมาคืนให้ครบ”
โจวเยี่ยนเหมยกำผ้าเช็ดหน้าแน่น
“หรูเอ๋อร์ เจ้ากำลังสงสัยข้าหรือ”
“ข้าไม่ได้สงสัย”
ซ่งอวี้หรูตอบทันที
“ข้ากำลังตรวจสอบ”
คำตอบนั้นทำให้ใบหน้าของโจวเยี่ยนเหมยแข็งค้าง นางจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
ซ่งอวี้หรูในวันนี้แตกต่างจากเดิมมากเกินไป นอกจากจะไม่เอะอะโวยวาย ไม่พุ่งเข้ามาถามเรื่องกู้ชิงเหิงแล้ว ยังรู้จักตรวจสอบบัญชีและตั้งคำถามอย่างเป็นขั้นเป็นตอนอีกด้วย
หรือเหตุการณ์เมื่อวานทำให้นางเปลี่ยนไปจริง ๆ
“หรูเอ๋อร์”
เสียงของซ่งเหวินหยวนดังขึ้นจากหน้าประตู ทุกคนภายในห้องรีบลุกขึ้นทำความเคารพ
“คารวะนายท่าน”
“ท่านพ่อ”
ซ่งอวี้หรูยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เพียงเงยหน้าขึ้นมองบิดาอย่างเกียจคร้าน ซ่งเหวินหยวนไม่ได้ถือสา เขาเดินเข้ามาหาบุตรสาว ก่อนจะมองหีบบัญชีที่วางอยู่กลางห้อง
“เจ้ากำลังทำอะไร”
“ข้ากำลังตรวจนับบัญชีสินเดิมของมารดาข้าเจ้าค่ะ”
ซ่งอวี้หรูตอบ
“นอกจากสินเดิมบางส่วนของข้าหายไปแล้วแต่บัญชีส่วนใหญ่กลับอยู่ที่เรือนของโจวอี๋เหนียง ข้าจึงกำลังขอให้นางนำกลับมา”
ซ่งเหวินหยวนหันไปมองโจวเยี่ยนเหมยทันที
“บัญชีสินเดิมของฮูหยินเหตุใดจึงอยู่กับเจ้า”
โจวเยี่ยนเหมยรีบก้มหน้า
“เรียนท่านพี่ หลายปีมานี้หรูเอ๋อร์ยังเด็ก ไม่สนใจเรื่องบัญชี ข้าจึงช่วยดูแลแทนนางเจ้าค่ะ”
“ข้าจำได้ว่าข้าเคยสั่งให้แยกสินเดิมของฮูหยินออกจากคลังกลางของจวนอย่างชัดเจน”
น้ำเสียงของซ่งเหวินหยวนเย็นลง
“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้านำบัญชีไปเก็บไว้ที่เรือนของตนเอง”
โจวเยี่ยนเหมยหน้าซีด
“ข้าเพียงคิดว่า...”
“ข้าไม่ได้ถามว่าเจ้าคิดอย่างไร”
ซ่งเหวินหยวนตัดบท
“ข้าถามว่าผู้ใดอนุญาต”
ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ โจวเยี่ยนเหมยค่อย ๆ คุกเข่าลงกับพื้น
“ไม่มีผู้ใดอนุญาตเจ้าค่ะ เป็นข้าที่จัดการไม่รอบคอบเอง”
ซ่งอวี้หรูมองบิดาด้วยความพึงพอใจอยู่ภายในใจ
‘สมแล้วที่เป็นตาแก่บ้านข้า ถึงจะตาบอดเรื่องสตรีอยู่บ้าง แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของมารดาข้า สมองก็ยังใช้การได้ดี’
ซ่งเหวินหยวนไม่รู้ว่าบุตรสาวกำลังชมเขาอยู่ในใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของนางดีขึ้นเล็กน้อย ความโกรธของเขาก็ลดลงตามไปด้วย
“นำบัญชีทั้งหมดกลับมาภายในหนึ่งชั่วยาม”
เขาสั่งโจวเยี่ยนเหมย
“ของในสินเดิมของฮูหยินแม้แต่ชิ้นเดียวก็ห้ามขาด”
โจวเยี่ยนเหมยก้มหน้ารับคำ
“เจ้าค่ะ”
“ส่วนอำนาจดูแลเรือนหลัง...”
คำพูดของซ่งเหวินหยวนทำให้โจวเยี่ยนเหมยเงยหน้าขึ้นทันที
“ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าดูแลแค่เรือนเหมยกุ้ยของเจ้าไปก่อน บัญชีและกุญแจคลังทั้งหมดมอบให้พ่อบ้านใหญ่เก็บรักษา จนกว่าข้าจะหาคนเหมาะสมมาดูแลแทน”
โจวเยี่ยนเหมยหน้าถอดสี
“ท่านพี่!”
การถูกยึดอำนาจดูแลเรือนหลัง ไม่ต่างจากถูกตัดแขนตัดขา หากไม่มีบัญชีและกุญแจคลังอยู่ในมือ นางก็ไม่อาจยักย้ายเงินออกไปได้อีก
ที่สำคัญ บ่าวไพร่ภายในจวนจะรู้ทันทีว่านางกำลังสูญเสียความโปรดปราน
“ข้าดูแลจวนมาหลายปี ไม่เคยเกิดข้อผิดพลาดใหญ่หลวง เหตุใดท่านจึง...”
“ไม่เคยเกิดข้อผิดพลาดหรือ”
ซ่งเหวินหยวนมองนางด้วยสายตาเย็นชา
“บุตรสาวของข้าถูกเจ้าสอนให้วิ่งตามบุรุษที่ไม่รักนางถึงสามปี”
“ชื่อเสียงของนางเสียหายไปทั่วเมืองหลวง”
“ยามนี้แม้แต่บัญชีสินเดิมของมารดานางก็ไม่ครบถ้วน”
“เจ้ายังกล้ากล่าวว่าไม่เคยเกิดข้อผิดพลาดอีกหรือ”
โจวเยี่ยนเหมยตัวสั่น นางค่อย ๆ หันไปมองซ่งอวี้หรู ทันทีที่เห็นสายตาสงบนิ่งของอีกฝ่าย นางก็เข้าใจทุกอย่างในทันที ซ่งอวี้หรูเป็นผู้บอกเรื่องเหล่านั้นแก่ซ่งเหวินหยวน เด็กสาวโง่เขลาที่เคยเชื่อฟังนางทุกอย่าง เริ่มหันมาแว้งกัดนางแล้ว
“หรูเอ๋อร์”
โจวเยี่ยนเหมยเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ที่ผ่านมาเจ้าเข้าใจข้าผิดไปหรือไม่ ข้าไม่เคยคิดทำร้ายเจ้าเลย”
“โจวอี๋เหนียง”
ซ่งอวี้หรูยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน
“ในเมื่อท่านไม่เคยทำสิ่งใดผิด ก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว แค่เพียงนำบัญชีทั้งหมดมาให้ตรวจสอบเท่านั้น”
“หากทุกอย่างเรียบร้อย ท่านพ่ออาจคืนอำนาจให้ท่านในภายหลังก็ได้”
แน่นอนว่านางไม่คิดปล่อยให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น แต่ในยามนี้ยังไม่มีหลักฐานมากพอจะขับโจวเยี่ยนเหมยออกจากจวน นางจึงต้องทำให้อีกฝ่ายสงบใจลงก่อน เพราะสุนัขที่จนตรอกอาจจะหันมาแว้งกัดได้ทุกเมื่อ
นางเป็นเพียงปลาเค็มที่ยังไร้เรี่ยวแรงที่จะปกป้องตนเอง จึงยังไม่อยากถูกวางยาตายตั้งแต่ยังไม่ทันแต่งงาน
โจวเยี่ยนเหมยก้มหน้าลง ปกปิดความเกลียดชังที่พุ่งขึ้นมาในดวงตา
“ข้าเข้าใจแล้ว”
นางคำนับซ่งเหวินหยวน ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากเรือนอวี้หลันพร้อมสาวใช้ ทันทีที่ออกพ้นประตู รอยเศร้าหมองบนใบหน้าก็หายไปจนหมด เหลือเพียงความเย็นชาและความอาฆาตแค้น
สาวใช้คนสนิทรีบก้าวตามมาแล้วกระซิบถาม
“อี๋เหนียง พวกเราจะทำอย่างไรกับบัญชีที่...”
“หุบปาก!”
โจวเยี่ยนเหมยตวาดเสียงต่ำ นางหันกลับไปมองเรือนอวี้หลัน แววตาเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ
“ไปตามคุณชายใหญ่มาพบข้าที่เรือน แล้วก็ส่งคนไปตรวจสอบด้วยว่า เมื่อวานเกิดสิ่งใดขึ้นในจวนตระกูลกู้กันแน่ ข้าต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับซ่งอวี้หรู เหตุใดนางจึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้รีบรับคำ
ภายในเรือนอวี้หลัน ซ่งเหวินหยวนยังคงมองบุตรสาวด้วยสายตาประหลาดใจ
“เจ้ารู้เรื่องบัญชีเหล่านี้ได้อย่างไร”
ซ่งอวี้หรูยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“เมื่อก่อนข้าไม่สนใจ ไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่รู้ ท่านแม่ทิ้งสินเดิมเอาไว้ให้ข้า หากข้าไม่ดูแลเอง แล้วจะรอให้ผู้อื่นนำไปใช้จนหมดหรือ”
ซ่งเหวินหยวนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี”
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา
“พ่อผิดเองที่ปล่อยให้ผู้อื่นดูแลเจ้ามากเกินไป”
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ พ่อจะเชิญอาจารย์หญิงจากวังมาสอนเจ้าเรื่องการดูแลเรือนหลังและบัญชีทรัพย์สิน”
ซ่งอวี้หรูสำลักชาในทันที
“แค่ก ๆ ...”
อาจารย์หญิงจากวังหรือ
ต้องตื่นเช้า ต้องเรียนมารยาท ต้องคัดอักษร แล้วยังต้องนั่งหลังตรงเป็นเวลาหลายชั่วยามอีกไม่ใช่หรือ
นางเพิ่งคิดว่าตนเองกำจัดปัญหาไปได้หนึ่งอย่าง เหตุใดปัญหาใหม่จึงตามมาเร็วนัก
“ไม่จำเป็นกระมัง”
ซ่งอวี้หรูรีบปฏิเสธ
“ข้าสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้”
“ไม่ได้”
ซ่งเหวินหยวนกล่าวอย่างจริงจัง
“อีกสามวันเจ้าก็จะแต่งเข้าจวนตระกูลกู้แล้ว ในฐานะฮูหยินน้อยของคุณชายรอง อย่างน้อยเจ้าต้องรู้จักกฎระเบียบพื้นฐาน”
“แต่ข้ายังไม่สบายอยู่นะเจ้าคะ”
ซ่งอวี้หรูรีบยกข้ออ้าง
“หมอหญิงบอกว่าข้าต้องพักผ่อนมาก ๆ”
ซ่งเหวินหยวนเห็นใบหน้าซีดของนางก็มีท่าทีลังเล ซ่งอวี้หรูจึงรีบแสร้งยกมือกุมเอว แล้วสูดลมหายใจเข้าอย่างเจ็บปวด
“โอ๊ย... เอวของข้า”
สีหน้าของซ่งเหวินหยวนมืดลงทันที
เขาหันไปมองทิศทางจวนตระกูลกู้ด้วยสายตาดุดันพลางคำรามออกมาด้วยความแค้นเคือง
“กู้ชิงอวิ๋น...”
หลายสิบปีผ่านไป คนรุ่นเก่าค่อย ๆ วางมือ กู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจินใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ท่ามกลางลูกหลานเต็มจวนซ่งเหวินหยวนเองก็วางมือจากราชสำนัก ใช้ชีวิตกับเถารั่วหรานและบุตรชายคนเล็กอย่างสุขสบายซ่งอวี้เฉิงเติบโตขึ้นอย่างดี สมกับที่ซ่งอวี้หรูเคยเททรัพย์สินรับขวัญเขาตั้งแต่เกิดทุกครั้งที่พบหน้าพี่สาว เขายังคงเรียกนางด้วยความเคารพ แต่สิ่งแรกที่ทำคือเปิดหีบของขวัญให้ดูว่าเอาอะไรมาให้พี่สาวบ้าง จนซ่งเหวินหยวนเคยบ่น“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี เหตุใดเมื่อมีของดีๆ เจ้าจึงขนไปให้พี่สาวของเจ้าจนหมด”ซ่งอวี้เฉิงตอบหน้าตาย“พี่หญิงให้ทรัพย์สินลูกตั้งแต่ลูกยังลืมตาไม่ขึ้น ยามนี้ลูกจึงต้องตอบแทนพี่หญิงให้มากหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินหยวน “...”สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็ยังเป็นปลาเค็มซ่งอวี้หรูเหมือนเดิม…เมื่อถึงวันที่กู้ชิงอวิ๋นเห็นว่าบุตรชายคนโตมีความสามารถเพียงพอจะรับภาระของตระกูลได้แล้ว เขาก็เรียกบุตรชายคนโตเข้ามาในห้องหนังสือตราแม่ทัพที่อยู่กับเขามานานหลายสิบปีถูกวางลงบนโต๊ะ“รับตราแม่ทัพไปเถิด”บุตรชายคนโตชะงัก“ท่านพ่อ”“ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”“แล้วท่านพ่อเล่า ท่านพ่อยังไม่ทันจะแก่ชราเลย
กู้ชิงอวิ๋นจ้องมองใบหน้าของซ่งอวี้หรูแล้วก็ยิ้มออกมาความจริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากบุตรชายคนแรกของเขาและนางถือกำเนิดนับตั้งแต่วันนั้น... คนตระกูลกู้ไม่ได้ยินเสียงความคิดของซ่งอวี้หรูอีกเลยตอนแรกทุกคนต่างประหลาดใจเผยซูเจินเคยลองนั่งอยู่ใกล้นางทั้งวัน ฟางฮุ่ยเหมยเคยจงใจพูดเรื่องกู้ชิงเหิงในอดีตเพื่อดูว่านางจะคิดอะไร แม้แต่กู้ชิงอิงยังเคยแกล้งพูดถึงบุรุษรูปงามตรงหน้านางแต่ไม่ว่าอย่างไร... เสียงความคิดในใจที่เคยดังอยู่ในหัวทุกคนกลับหายไปอย่างสมบูรณ์ช่วงแรกคนในจวนรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง โดยเฉพาะกู้ชิงอวิ๋น เขาเคยชินกับการได้ยินทุกอย่างที่นางไม่ยอมพูดออกมารู้ว่านางอยากกินอะไรรู้ว่านางโกรธผู้ใดรู้ว่านางกังวลเรื่องไหนรู้แม้กระทั่งตอนที่นางแอบชมเขาอยู่ในใจเมื่อเสียงเหล่านั้นหายไป...เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไปจริง ๆแต่ไม่นานเขาก็พบว่า... มันไม่ได้แย่เลย เพราะซ่งอวี้หรูในวันนี้ไม่ใช่สตรีที่เก็บทุกสิ่งไว้ในใจเหมือนเมื่อก่อนอยากกินอะไร นางก็พูดออกมาไม่พอใจสิ่งใด นางก็บอกเขายามหึงหวง นางก็แสดงออกอย่างเต็มที่ยามคิดถึงเขา นางก็เขียนจดหมายส่งไปถึงค่ายทหาร บางฉ
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา จากหญิงสาวที่เคยนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งทั้งวัน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่มีเรื่องใดในโลกให้ต้องกังวล ซ่งอวี้หรูกลับต้องมานอนเหงื่อท่วมกายอยู่บนเตียงคลอด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“โอ๊ย!”“กู้ชิงอวิ๋น!”เสียงตะโกนดังออกมาจากห้องด้านใน คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งพร้อมกันกู้ชิงอวิ๋นยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู มือทั้งสองข้างกำแน่น ใบหน้าที่ปกติสงบนิ่งกลับซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด“คุณชายรอง ท่านอย่าเดินไปเดินมาเลยเจ้าค่ะ”ฟางฮุ่ยเหมยเอ่ยอย่างจนใจ“เจ้าก็ทำให้แม่เวียนหัวไปด้วยแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นไม่ได้ตอบ เขายังคงเดินไปมาอยู่หน้าห้อง เสียงร้องของซ่งอวี้หรูดังขึ้นอีกครั้ง“กู้ชิงอวิ๋น! เจ้าคนสารเลว!”“ข้าจะไม่คลอดแล้ว”“ข้าไม่เอาแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น หากเป็นเมื่อก่อน เขายังอาจได้ยินเสียงความคิดของนางแทรกอยู่ท่ามกลางคำด่าเหล่านั้นแต่นับตั้งแต่เริ่มเจ็บท้องคลอด... เขากลับไม่ได้ยินอะไรเลยไม่มีเสียงบ่นไม่มีเสียงแอบด่าไม่มีความคิดฟุ้งซ่านมีเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงต่อว่าเขาเพื่อระบายความทรมานออกมาเท่านั้นยิ่งไม่ได้ยิน..
หลังจากนั้นหลายวัน ชีวิตของซ่งอวี้หรูก็กลับเข้าสู่ความสงบเช่นเดิมนางยังคงตื่นสายกินเก่งง่วงก็นอนบางครั้งก็เดินไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าบางวันไปนั่งเล่นกับฟางฮุ่ยเหมย หากว่างมากก็ออกจากจวนไปตรวจสอบร้านค้าในมือของตนเองจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... ชิงอวี่ยกสำรับอาหารเข้ามา“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ วันนี้ในครัวทำโจ๊กปลา...”ยังพูดไม่ทันจบ ซ่งอวี้หรูก็ยกมือขึ้นปิดจมูก“เอาออกไป”ชิงอวี่ชะงัก“เจ้าคะ”“กลิ่นโจ๊กปลาคาวมากเลย”“แต่ปกติฮูหยินน้อยชอบโจ๊กปลามากนะเจ้าคะ”“วันนี้ไม่อยากกิน”ซ่งอวี้หรูตอบพลางขมวดคิ้ว นางยังไม่ได้คิดอะไร แต่ชิงอวี่กลับมองนางอย่างแปลก ๆ“ฮูหยินน้อย...”“อะไร”“ประจำเดือนของท่านเดือนนี้...”ซ่งอวี้หรูชะงัก ทั้งห้องพลันเงียบ นางเริ่มนับวันอยู่ในใจ จากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป‘เดี๋ยวนะ... เหมือนจะเลยมาหลายวันแล้วจริง ๆ’ชิงอวี่เบิกตากว้าง“บ่าวจะไปเชิญหมอ!”“เดี๋ยวก่อน”แต่นางยังห้ามไม่ทัน ชิงอวี่ก็วิ่งออกจากห้องไปแล้ว ข่าวแพร่เร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่งไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฟางฮุ่ยเหมยก็รีบมาถึง ตามมาด้วยเผยซูเจิน แม้แต่หลินจิ้งยังตามเข้ามาด้วย ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่บนเตียง มองคนเต็
คำพูดของซ่งอวี้หรงทำให้ซ่งเหวินหยวนลุกขึ้นทันที“อะไรนะ!”ซ่งอวี้หรงหันไปมองบ่าวบนพื้น“เจ้าพกยาพิษเข้ามาในจวนอัครเสนาบดีเพื่ออะไร”“ตั้งใจจะวางยาผู้ใด”บ่าวคนนั้นกัดฟัน“ข้าไม่รู้!”“ไม่รู้หรือ”ซ่งอวี้หรงยิ้มเย็น“เช่นนั้นส่งไปกรมอาญาเถิด ที่นั่นมีวิธีทำให้คนไม่รู้กลายเป็นคนรู้ได้มากมาย”บ่าวชายหน้าซีดทันที“อย่า! ข้าพูดแล้ว”เขาหันไปมองเสิ่นอวี้เหวินด้วยความหวาดกลัว“เป็นคุณชายเสิ่น! เขาเป็นคนสั่งให้ข้าทำ”เสิ่นอวี้เหวินเบิกตากว้าง“เจ้าใส่ร้ายข้า!”บ่าวคนนั้นรีบตะโกน“คุณชายเสิ่นสั่งให้ข้าหาโอกาสวางยาฮูหยินซ่งและคุณชายน้อย เขาบอกว่าหากคุณชายน้อยตาย ท่านอัครเสนาบดีก็จะไม่มีบุตรชายสายตรง”“ส่วนหากฮูหยินซ่งตายไปด้วย... เขาก็จะสามารถกลับมาอยู่ข้างกายนายท่านได้อีกครั้ง”ทั้งห้องเงียบกริบ ซ่งเหวินหยวนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโกรธจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ เขาจ้องเสิ่นอวี้เหวินราวกับไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน“เจ้า... คิดจะฆ่าฮูหยินของข้า และลูกของข้า”เสิ่นอวี้เหวินรีบส่ายหน้า“ไม่ใช่!”“ท่านพ่อ ท่านอย่าเชื่อเขา”“ข้าไม่ได้...”“หุบปาก!”เสียงตวาดดังสนั่น ทารกในอ้อมแขนแม่นมสะดุ
ข่าวของเซี่ยหว่านชิงถูกส่งกลับมาถึงเมืองหลวงในช่วงต้นฤดูหนาว ตอนแรกซ่งอวี้หรูไม่ได้สนใจนัก นับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง ชีวิตของนางก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างที่ใฝ่ฝันมานานตื่นสาย กินขนม เบื่อก็เดินเล่นในสวน บางวันไม่อยากออกจากเรือนก็เอนตัวนอนบนตั่งทั้งวันกู้ชิงอวิ๋นกลับจากค่ายทหารเมื่อใดก็จะมีของกินหรือของเล่นแปลก ๆ ติดมือกลับมาให้นางเสมอ ซ่งอวี้หรูจึงใช้ชีวิตเป็น “ปลาเค็ม” ได้อย่างเต็มภาคภูมิจนกระทั่งวันหนึ่ง ชิงอวี่นำข่าวจากชายแดนเข้ามารายงาน“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ มีข่าวเรื่องคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”ซ่งอวี้หรูซึ่งกำลังนอนกอดหมอนอยู่บนตั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“เซี่ยหว่านชิงหรือ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”ชิงอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ“เสียชีวิตระหว่างทางไปชายแดนแล้วเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบขนมของซ่งอวี้หรูหยุดลง“ตายแล้วหรือ”“เจ้าค่ะ”ชิงอวี่ลดเสียงลง“หลังจากถูกเนรเทศ การเดินทางลำบากมาก อาหารที่แจกให้นักโทษก็มีไม่มาก คุณหนูเซี่ยไม่เคยลำบากมาก่อนจึงทนไม่ไหว”“ได้ยินว่า...ช่วงหลังนางพยายามใช้สิ่งที่ตนเองมีแลกเปลี่ยนกับอาหารและความสะดวกจากผู้คุมบางคน”ซ่งอวี้หรูเงี







