เข้าสู่ระบบเมื่อได้ยินระบบเสี่ยวฟางบอกแบบนั้น หญิงสาวจึงตัดสินใจขอตัวจากทุกคน “ขอโทษด้วยนะคะทุกคน วันนี้ฉันต้องขอตัวกลับก่อน พอดีมีเรื่องบางอย่างที่ต้องไปจัดการ” ท่าทางของเธอดูกังวลไม่น้อยในตอนที่พูดออกมา
“มีเรื่องด่วนและร้ายแรงหรือเปล่า ให้ผมไปด้วยไหม” เมิ่งเฟยเทียนเห็นท่าทางของเธอก็รีบเสนอตัวทันที เพราะกลัวว่าเรื่องที่เธอไปทำนั้น จะอันตรายเกินกว่าที่หญิงสาวคนหนึ่งจะรับมือได้
หลินเม่ยเม่ยขบคิดเล็กน้อย สุดท้ายก็ตัดสินใจพยักหน้าและพูดออกมาว่า “ก็ดีค่ะ คุณเป็นนายทหาร บางทีคุณอาจจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เรารีบไปกันเถอะค่ะ”
“เฟยเทียน ลูกต้องช่วยเม่ยเม่ยให้ได้นะ เธอคือผู้มีพระคุณของแม่” กู้อี้หนิงบอกย้ำลูกชายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ครับแม่ เดี๋ยวผมกลับมานะครับ” เขาบอกแม่ตัวเองอย่างหนักแน่นเช่นกัน ก่อนจะเดินตามหลินเม่ยเม่ยออกมา
ซูผิงเนี่ยนไม่คิดว่าย่าจะทำอย่างนี้กับตน เพียงเพราะต้องการเอาเงินไปให้หลานชายคนโปรดแต่งหลานสะใภ้เข้าบ้าน อีกอย่างเธอเองก็มีคนรักแล้ว เธออยากแต่งงานกับเขาเพียงคนเดียว ถึงแม้ว่าเขาจะยากจนก็ตาม เพราะเธอไม่ได้รักคนที่เงิน และเธอยังเชื่อว่าหากแต่งงานกันแล้วคงสร้างตัวได้ไม่ยาก เพราะชายคนรักของเธอนั้นขยันไม่น้อย
“ต่อให้แกไม่อยากแต่งแกก็ต้องแต่ง เพราะฉันรับเงินสินสอดมาแล้ว” หญิงชราพูดอย่างไม่สนใจความรู้สึกของหลานสาวเลย นางต้องการเพียงเงินสินสอดเท่านั้น
“ทำไมย่าไม่ถามฉันก่อนล่ะ ย่าก็รู้ว่าฉันมีคนรักอยู่แล้ว ฉันเองก็ทำงานเหนื่อยทุกวันโดยไม่เคยบ่นเลยสักนิด แต่เรื่องนี้ฉันขอร้องเถอะนะย่า อย่าให้ฉันแต่งงานกับพ่อค้าเขียงหมูนั้นเลย”
ซูผิงเนี่ยนพูดขอร้องออกมา เธอแทบจะกราบหญิงชราตรงหน้า เพื่อขอร้องอ้อนวอนไม่ให้เธอแต่งงานกับพ่อค้าเขียงหมูคนนั้น แต่ไม่ว่าหญิงสาวจะทำอย่างไร คนเป็นย่าก็ไม่ยินยอม และไม่ยินดีที่จะให้หลานสาวจากบ้านใหญ่แต่งงานแทน ตอนนี้ซูผิงเนี่ยนจึงได้แต่ร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม
“แกต้องแต่งกับคนที่ฉันเลือกให้ แล้วลืมคนรักจน ๆ ของแกไปซะ” หญิงชราพูดขึ้นมาอย่างเอาแต่ใจ
“พ่อคะ ช่วยฉันพูดกับย่าหน่อยสิ” หญิงสาวหันไปขอความช่วยเหลือจากคนเป็นพ่อที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ
“แม่ครับ ถึงแม้ว่าตู้เซียวจะยากจน แต่ผมก็เห็นว่าเขาเป็นคนขยันมากเลยนะแม่ ทำไมแม่ถึงไร้เหตุผลแบบนี้ล่ะ แม่ไปรับเงินคนอื่นมา แล้วมาบังคับให้ผิงเนี่ยนแต่งงาน แบบนี้มันไม่ถูกต้องนะครับ ตลอดเวลาที่ผมไม่ขอแยกบ้านเพราะเห็นว่าพวกเรายังปรองดองกันอยู่ แต่หากแม่เป็นแบบนี้ แม่ทำหนังสือแยกบ้านให้ผมเถอะ ผมไม่ยอมให้ลูกของผม ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักหรอกนะ”
ซูเผิงพูดขึ้นมาอย่างดุดัน และกางปีกปกป้องลูกสาวเต็มที่ ถึงขนาดให้คนเป็นแม่ทำหนังสือแยกบ้านให้
หญิงชราได้ยินอย่างนั้นก็เต้นเป็นเจ้าเข้า นางไม่คิดว่าลูกชายคนรองจะอกตัญญูถึงขนาดขอแยกบ้าน เพราะนางให้หลานสาวแต่งงานกับคนขายหมูในเมือง
“แกอย่ามาพูดแบบนี้กับฉันนะเจ้ารอง ถึงพ่อแกจะไม่อยู่แล้ว แต่บ้านนี่ฉันเป็นใหญ่ ฉันไม่มีทางให้แกและครอบครัวแยกบ้านเด็ดขาด จำเอาไว้”
หญิงชราพูดออกมาอย่างไม่ยินยอม ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ยอมให้ลูกชายคนรองแยกบ้านไปเด็ดขาด เพราะนั่นเท่ากับว่าขาดคนงานในบ้านไป
“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้ว” หลินเม่ยเม่ยน้องครางออกมาอย่างอดไม่ไหว เธอยกสะโพกขึ้นสูงเพื่อให้มือของเขากระแทกได้อย่างสะดวก เธอกำลังเหมือนถูกดึงขึ้นไปที่สูง ๆ แล้วปล่อยลงมาอย่างรวดเร็วซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ รอบตับ ๆ ตับ ๆ ตับ ๆเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่เกิดจากฝ่ามือหนากระแทกใส่เนินเนื้อของหญิงสาวดังลั่นห้อง โดยที่เมิ่งเฟยเทียนไม่สนใจว่ามันจะเล็ดลอดออกไป เพราะห้องนี้เขาได้ทำขึ้นใหม่เพื่อเป็นห้องหอโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่ใครจะได้ยินเสียงที่เขาหวงแหน....เสียงครางอย่างมีความสุขของภรรยาที่รัก“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้วค่ะ” หลินเม่ยเม่ยครางออกมาสุดเสียง ก่อนที่เธอจะยกสะโพกสูงขึ้นอีก แล้วปลดปล่อยน้ำออกมาจากกายสาว เธอกระตุกตัวเล็กน้อยแล้วทิ้งตัวลงมาอย่างหมดแรง เธอเหมือนเพิ่งไปวิ่งทางไกลมา ทั้งที่เธอไม่ได้ไปไหนเลย“แฮะ ๆ” หลินเม่ยเม่ยนอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ มือของเธอถูกทิ้งลงที่ข้างกายอย่างหมดแรง“ตอนนี้น้องคงพร้อมที่จะเป็นภรรยาของพี่แล้วนะ” เมิ่งเฟยเทียนที่ดึงมือออกจากร่องเสียวก็กระซิบบอกภรรยาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เขาจูบเธออีกครั้ง เริ่มจากอ่อนโยนและดูดดื่มขึ้นเรื่อย ๆ มือหนาดึงกางเกงออกจากกายเพื่อปล่อยแก่นก
คืนเข้าหอที่หอมหวาน Nc+เมิ่งเฟยเทียนเดินเข้ามาก็พบว่าภรรยาของตนเองนั่นอยู่ที่บนเตียง และส่งสายตามาที่เขาด้วยสายตาที่ลังเลเล็กน้อย เขาเดินไปรินเหล้ามงคลอย่างตั้งใจ เมื่อเสร็จแล้วก็ยกถาดเหล้ามงคลเดินมาหาหลินเม่ยเม่ย ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน“เม่ยเม่ย เรามาดื่มเหล้ามงคลกันเถอะ” เขาพูดพร้อมกับยกจอกสุรามงคลให้เธอ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยตอบกลับและรับเหล้าไปดื่มพร้อมกัน ก่อนจะวางลง แล้วชายหนุ่มเดินไปวางที่โต๊ะแล้วเดินมานั่งข้างๆ เธอ“ตอนนี้เราก็แต่งงานอย่างถูกต้องกันแล้ว เรามาตกลงกันก่อนดีหรือเปล่า” ชายหนุ่มเริ่มพูดก่อน เพราะก่อนจะแต่งงานทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้ศึกษากันเหมือนคู่อื่น ๆ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยยังคงตอบกลับเพียงสั้นๆ เพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะว่าอย่างไร“ก่อนอื่นต่อไปเม่ยเม่ยเรียกพี่ว่าพี่เฟยเทียนก็พอ และเราจะอยู่กันอย่างคู่สามีภรรยาทั่วไป จะไม่มีการอยู่แบบแต่งงานในนามหรือแต่งงานบังหน้า เราจะอยู่กันอย่างเป็นครอบครัวเดียวกัน เกื้อกูลกัน มีลูกด้วยกัน เม่ยเม่ยว่าแบบนี้ดีไหม” ชายหนุ่มพูดอย่างอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยพูดกับใครแบบนี้มาก่อน“ค่ะ พี่เฟยเทียน” หลินเม่ยเม่ยตอบรับเบา ๆ และเรียกอีกฝ่ายอย่างท
ประกายตาของเมิ่งเฟยเทียนมีความโหดเหี้ยมฉายออกมา แต่เพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้นก็ปรับมาเป็นปกติ เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่ทว่าสายตากลับไม่ยิ้มเลย แล้วพูดเสียงขึ้นดัง ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ฟังอย่างชัด ๆ ว่า“ในเมื่อของหมั้นนี้ผมยกให้เจ้าสาว ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าเธอต้องการจะเอาไปที่ไหน ก็แล้วแต่เธอ คนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่ง หากใครไม่เชื่อฟังก็ถือว่าอยากมีปัญหากับผม และตอนนี้ใกล้จะได้ฤกษ์เข้าพิธีแล้ว ดังนั้นเราสองคนขอตัวไปที่ตระกูลเมิ่งก่อน”พูดจบเขาก็ส่งสายตาให้ลูกน้องเอาของหมั้นทุกอย่างกลับไป ก่อนจะยื่นแขนไปให้เจ้าสาวตนเองหลินเม่ยเม่ยเอาแขนมาคล้องกับแขนสามี แล้วเดินตามเขาออกมาขึ้นรถ โดยมีครอบครัวของสหายติดตามมาด้วย เนื่องจากเธอต้องการพาพวกเขาไปเป็นญาติของเจ้าสาว เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าบ่าวอย่างเมิ่งเฟยเทียนเมื่อรถของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเครื่องขบวนออกไปแล้ว คนบ้านเฉินก็แทบจะไม่อยากอยู่ต่อ แต่เลี่ยงจื่อก็อดไม่ได้ที่จะพูดกับคนบ้านหลิน “ฉันไม่คิดมาก่อนเลยนะว่า พวกเธอทั้งสองคนจะสั่งสอนลูกสาวได้ดีซะขนาดนี้ ฉันเป็นแม่สามีแท้ ๆ ยังไม่คิดจะไว้หน้ากันเลย หากบ้านเฉินของเราไม่มีความดี อย่างนั้นก็ควรให้ล
ความจริงที่แสนเจ็บปวดหลินเม่ยเม่ยได้ยินก็หันมามองสองแม่ลูกอย่างไม่พอใจ ต่อให้ไม่อยากมีเรื่องในวันมงคลของตัวเอง แต่เมื่อเห็นสองคนนี้อยากได้อยากมีของคนอื่น และไม่ปิดบังความเห็นแก่ตัว เธอจึงได้พูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเหมือนกัน“พวกเธอทั้งสองคนมีสิทธิ์อะไรถึงมาพูดแบบนี้ ในเมื่อข้าวของพวกนี้ บ้านสามีเป็นคนมอบให้ฉันเป็นของหมั้น ดังนั้นฉันจะเอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟังความคิดเห็นจากของพวกเธอหรอก” หญิงสาวไม่คิดจะไว้หน้าใครอีกแล้ว ต่อให้หญิงสูงวัยคนนี้จะมีฐานะเป็นแม่เลี้ยงของเธอก็ตาม“เธอพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ อย่าลืมว่าต่อให้เธอจะแต่งงานไปแล้ว ก็ควรจะมีบ้านเดิมไว้ให้หนุนหลัง หากเธอไม่ทิ้งของไว้ อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายก็แล้วกัน นั่นเพราะฉันและพ่อของเธอจะไม่หนุนหลังเธอที่แต่งออกไปแล้วแน่นอน” เจียงซื่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโมโห เธอไม่คิดว่าลูกติดของสามี จะไม่ไว้หน้าเธอต่อหน้าคนมากมายแบบนี้“เมื่อฉันเลือกที่จะแต่งงานออกไปแล้ว ฉันก็ไม่คิดจะให้บ้านเดิมมาหนุนหลังหรอก อีกอย่างเธอสองแม่ลูกลืมไปหรือเปล่าว่า ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว ก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง จะคอยกลับมาแต่บ้านเดิม ม
หลินเพ่ยหรานเองก็มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย รวมถึงครอบครัวสามีของเธอ ทุกคนได้แต่อิจฉาที่งานแต่งครั้งนี้ยิ่งใหญ่พอสมควร ดูเหมือนว่าเจ้าบ่าวจะใส่ใจเจ้าสาวมาก เนื่องจากคิดว่าทุกอย่างในงานวันนี้ คือสิ่งที่ตระกูลเมิ่งจัดหามาให้เจ้าสาวแต่แค้นใจไปก็เท่านั้น เพราะทำอะไรไม่ได้ งานแต่งยังคงดำเนินต่อไป โดยคนบ้านเฉินต่างก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่เลิศรสส่วนหลินเม่ยเม่ยเวลานี้เตรียมตัวเสร็จแล้ว แต่ยังอยู่ภายในห้องส่วนตัวของเธอ เพราะต้องรอเจ้าบ่าวมารับก่อน ถึงจะออกไปได้หลังจากที่กุ้ยเจียงฟางจัดการแต่งตัวและหวีผมให้เจ้าสาวเสร็จแล้ว ก็รีบออกมาช่วยงานด้านนอก ภายในห้องนี้จึงเหลือเพียงเจ้าสาวและสหายอย่างซูผิงเนี่ยนเท่านั้น“เมื่อคืนฉันกลัวเหลือเกินว่าน้องสาวของเธอเกิดบ้าขึ้นมา แล้วมาเล่นงานเธอ จนไม่มีงานแต่งในวันนี้” ซูผิงเนี่ยนพูดขึ้นเบา ๆ“เธอก็คิดเยอะไป ไม่เกิดเรื่องอะไรก็ดีแล้ว” หลินเม่ยเม่ยบอกสหายกลับไป ที่เธอนิ่งนอนใจได้นั้น เป็นเพราะเสี่ยวฟางบอกอย่างไรล่ะว่าฝ่ายนั้นยังคงทำอะไรเธอไม่ได้ แต่ก็ยังมีความตื่นเต้นในการที่จะได้แต่งงานมากกว่า เลยทำให้ต้องนั่งพูดคุยกัน จนไม่มีใครแทบจะได้นอน‘แต่ก็น่าแปลก เพรา
งานแต่งที่ยิ่งใหญ่ส่วนทางด้านเมิ่งเฟยเทียน ถึงแม้วันนี้เขาจะมาทำงานตามปกติ และในขณะที่ลาดตระเวนอยู่ในเมืองนั้น แต่ใจของชายหนุ่มก็คิดถึงแต่ใบหน้าของใครบางคน ที่จะมาเป็นเจ้าสาวของตนเองในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทจะเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วรายงานบางอย่างให้เขารับรู้เมื่อชายหนุ่มได้รับฟังสิ่งที่คนสนิทรายงาน ใบหน้าเขาก็ย่นคิ้วอย่างไม่รู้ตัว พร้อมออกคำสั่งเบา ๆ กลับไป เพื่อให้อีกฝ่ายไปจัดการตามที่เขาสั่ง ก่อนจะพาลูกน้องที่เหลือเดินลาดตระเวนต่อเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นขณะที่เมิ่งเฟยเทียนกำลังเดินลาดตระเวนอยู่นั้น เขาก็ได้เจอกับชายคนหนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์หลายคนกำลังรุมทำร้าย จึงเดินเข้าไปดูและห้ามปรามตามหน้าที่“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกนายทำอะไรกัน” เมิ่งเฟยเทียนส่งเสียออกไป และคิ้วขมวดทันทีเมื่อเห็นใครบางคน จากนั้นเขาก็กัดกรามพร้อมกับแสดงความเคียดแค้นออกมา ก่อนจะปรับสีหน้าให้มาเป็นเรียบเฉยตามปกติ“เอ่อ ไม่มีอะไรครับผู้หมวดเมิ่ง พวกเราแค่หยอกล้อกัน” หนึ่งในชายฉกรรจ์รีบพูดขึ้นมา และได้พยายามเอาร่างกายบังไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็นคนที่เขากำลังซ้อมและทำร้ายอยู่“ที่นี่คือที่สาธารณะ จะทำอะไรก็หลบเ







