LOGIN8
ต่างภพ
ความรักของสตรีนางหนึ่ง นำพามาซึ่งความวิบัติแห่งแคว้นเว่ย...พระชายาเอกนางนี้กลายเป็นสตรีที่ถูกคนทั่วแคว้นก่นด่าถึงความโหดเหี้ยมของนาง...
นั่นคือเนื้อความในย่อหน้าสุดท้ายของเรื่องราวในองก์แรกของนิยายที่กำลังถูกเปิดอ่านอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคนอ่านก็กำลังรู้สึกเศร้าไม่ต่างจากครั้งแรกที่เคยได้อ่าน
ความจริงเธออ่านเนื้อหาในนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้มาเป็นครั้งที่สองแล้ว ครั้งแรกเป็นในตอนช่วงที่ไปทัศนศึกษา แล้วบังเอิญเป็นหนังสือแนะนำของทางห้องสมุดของโรงเรียน เธอจึงโหลดผ่านระบบสมาชิกห้องสมุดมาอ่านในไอแพด
เหตุการณ์ในช่วงนั้นมีเรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นกับเธอ โดยเฉพาะเรื่องที่หญิงสาวประสบอุบัติเหตุถูกรถชน จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึงหนึ่งปี
ในวันที่เกิดเหตุซ่งผิงซื่อหมดสติไปทันทีที่ถูกชน จากนั้นเธอก็กลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปนานถึงหกเดือนเต็ม พอได้สติกลับมาอีกครั้งก็เหมือนจะสูญเสียความทรงจำระยะสั้นไปบางส่วน เช่นในช่วงสองสามเดือนก่อนเกิดอุบัติเหตุ ทำให้หญิงสาวหลงลืมเรื่องราวความเจ็บปวดบางอย่างไปอย่างไม่น่าเชื่อ
ซ่งผิงซื่อยังคงคิดว่าตนเองยังมิได้เลิกรากับว่านเหลียง ซ้ำตอนนี้เมื่อทราบข่าวว่าหญิงสาวประสบอุบัติเหตุ เขาก็กลับมาดูแลเธอด้วยความห่วงใยแม้จั๋วชิงจะพยายามบอกเล่า และตักเตือนถึงสิ่งเลวร้ายที่อีกฝ่ายทำลงไปหลายครั้ง แต่ซ่งผิงซื่อที่กำลังร่างกายอ่อนแอ และต้องการกำลังใจอย่างที่สุดก็หลงเพริดไปกับความรู้สึกอันอ่อนหวานเหล่านั้นจนได้
“นี่เธอยอมให้เขากลับมาอีกงั้นเหรอผิงซื่อ เธอนี่มันโง่มากจริงๆ”
“ฉันยังไม่ได้พูดเลยว่าจะกลับไปคบกับเขา เราก็แค่เพื่อนกัน”
“เพื่อน? ตอนนี้เขาหย่ากับแม่หลี่จิ้งอะไรนั่นแล้วนี่ เธอยังคิดว่าเขาจะกลับเข้าหาเธออย่างเพื่อนอีกเหรอ”
“จั๋วชิง คือฉัน...”
“เอาล่ะ ฉันไม่พูดแล้ว ถ้าเธอคิดว่ามันดีกับเธอก็แล้วแต่ ฉันไม่อยากกินอาหารหมาแทนข้าวอีกแล้ว”
จั๋วชิงที่วันนี้ก็แวะมาเยี่ยมเพื่อนรักที่โรงพยาบาลเอ่ยอย่างอ่อนใจ เพราะตอนที่เธอเข้ามาหาเพื่อนเมื่อครู่ ผู้ชายชั่วอย่างว่านเหลียงก็กำลังนั่งคุยกับเพื่อนเธออยู่ แต่พอเขาเห็นว่าเธอเข้ามาและมองด้วยสายตาไม่ปลื้มก็ได้ขอตัวออกไปทำธุระ
“จั๋วชิงคนดี ฉันก็แค่มองเขาเป็นเพื่อนจริงๆ นะ แม้ว่าจะยังรู้สึกรักอยู่ แต่ก็ไม่เอาแล้วจริงๆ”
“คิดได้แบบนั้นก็ดี” จั๋วชิงไม่ค่อยกล้าที่จะเชื่อ เพราะซ่งผิงซื่อเป็นคนจิตใจดีและชอบใจอ่อนอยู่เรื่อย
“ว่าแต่ฉันมีเรื่องอยากถาม” ซ่งผิงซื่อพยายามเปลี่ยนเรื่อง เพราะไม่อยากให้จั๋วชิงต้องอารมณ์เสีย “วันนั้นที่ฉันถูกรถชน ตอนที่ฉันฟื้นขึ้นมาเธอบอกว่าไม่มีเด็กสักคนอยู่ตรงนั้นเลยเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ ฉันล่ะงงงกับเธอมากเลยนะผิงซื่อ เธอถามฉันว่าเด็กเป็นยังไงบ้าง ตรงนั้นไม่มีใครเลยนะ นอกจากเธอน่ะ”
“แต่ตอนนั้นฉันเห็นจริงๆ ว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพุ่งไปกลางถนน ฉันก็เลยพยายามเข้าไปช่วย”
“ฉันว่าเธอต้องทำงานหนักและพักผ่อนน้อยเกินไป จนเห็นภาพหลอนแน่ๆ แต่ก็เอาเถอะ ดีที่เธอยังรอดมาได้นะ วันนั้นเห็นสภาพเธอแล้ว ฉันร้องไห้เยอะมากๆ เลย เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป”
จั๋วชิงคิดถึงเรื่องราวในอดีตแล้วก็ร้องไห้ออกมา จนทำให้เพื่อนสาวต้องบีบมือเอาไว้
“ฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะรอดหรอก” ซ่งผิงซื่อหัวเราะออกมาเบาๆ แต่แล้วก็มีน้ำตาร่วงลงมาจนได้ เพราะตอนนี้เธอก็ยังเดินไม่ได้ เนื่องจากขาทั้งสองข้างเส้นเอ็นที่ข้อเท้าฉีกขาดทั้งหมด และดูจากที่หมอประเมินอาการก็น่าจะต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต
“แถมตอนนี้ยังกลายเป็นคนพิการไปอีก”
“ไม่เป็นไรน่า แค่มีชีวิตรอดกลับมาก็ดีแล้ว”
เพื่อนรักของเธอกล่าวเช่นนั้น ซึ่งซ่งผิงซื่อก็เห็นด้วยทุกอย่าง แม้เธอจะต้องกลายเป็นคนพิการ แต่ก็นับได้ว่ายังมีชีวิตอยู่ ย่อมต้องหาทางดิ้นรนกันต่อไป
จั๋วชิงที่ออกไปเตรียมสำรับอาหารมาให้คุณหนูอย่างทุกวันต้องตกใจ เมื่อกลับเข้ามาในเรือนพักแล้วพบว่าคุณหนูของนางกำลังร้องไห้อยู่
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านร้องไห้อีกแล้ว”
“จั๋วชิง ขอโทษด้วย ข้าคงกำลังคิดถึงเรื่องเศร้าๆ น่ะ”
“ชีวิตคุณหนูพรั่งพร้อมเช่นนี้ มีสิ่งใดให้เศร้ากันเจ้าคะ อีกอย่างท่านเพิ่งจะอายุสิบสามเท่านั้น ยังไม่จำเป็นต้องเก็บเรื่องกลัดกลุ้มมาใส่ใจหรอกเจ้าค่ะ”
ซ่งผิงซื่อพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย นางเข้าใจจั๋วชิงเป็นอย่างดี เพราะจะว่าไปตอนนี้ชีวิตของคุณหนูบุตรีเสนาบดีใหญ่เช่นนางก็นับว่าสุขสบายยิ่ง เผลอๆ ข้ารับใช้จะมากกว่าสนมบางคนในวังเสียด้วยซ้ำ ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนางมีฐานะสำคัญต่อองค์จักรพรรดิด้วย
ไม่นานมานี้คุณหนูซ่งผิงซื่อเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์หญิง
เถียนเอ๋อร์ ยศถาที่นางมีก็เปรียบเสมือนธิดาขององค์จักรพรรดิ เนื่องด้วยองค์จักรพรรดิไม่มีธิดา และสนิทสนมกับครอบครัวของนางเป็นอย่างดีตัวคุณหนูซ่งผิงซื่อเองก็เข้านอกออกในวังหลวงราวกับเป็นบ้านหลังที่สองมานานแล้ว ดังนั้นสตรีที่มาจากต่างยุคอย่างครูซ่งที่มีความทรงจำของร่างเดิมติดตัวมาด้วยทั้งหมดจึงเข้าใจดีว่า ตัวนางมีความสำคัญไม่น้อยเลย
ทว่านั่นก็หมายความว่าตัวนางในตอนนี้คือสตรีที่มีนามว่าซ่งผิงซื่อที่เคยเป็นนางร้ายในนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เคยอ่าน เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติส่วนตัอวของสตรีนางนี้ก็ล้วนเป็นไปตามในนิยายเรื่องนั้นทุกอย่าง
ซ่งผิงซื่อกำพร้ามารดาตั้งแต่อายุห้าขวบ เพราะมารดาของนางถูกโจรร้ายดักปล้นระหว่างกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ต่างเมือง โชคดีที่ตอนนั้นองครักษ์อารักขานางกลับมาได้อย่างปลอดภัย นางจึงมีชีวิตรอดมาได้จนป่านนี้
ทว่าถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ทำให้
องค์จักรพรรดิยิ่งรู้สึกสงสารและเห็นใจสกุลซ่งมากขึ้น อีกทั้งซ่งผิงซื่อยังมีวาจาออดอ้อนน่ารัก ในยามที่บิดาของนางพาไปเข้าเฝ้าก็มักจะเป็นที่รักใคร่ของฮองเฮากับองคร์จกรพรรดิไม่น้อย จนทุกอย่างได้นำมาซึ่งฐานะองค์หญิงแห่งแคว้นที่นางได้รับแต่หลังจากได้เข้ามาใช้ชีวิตในร่างนี้แล้ว ซ่งผิงซื่อที่ปกติเอาแต่เที่ยวเล่นตามประสาเด็กอายุสิบสามปีก็คล้ายจะเปลี่ยนแปลงไป นางมีความคิดอ่านและสุขุมมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ซ้ำยังเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในจวนไม่ยอมออกไปไหน ทั้งที่ปกติเป็นคนที่ชอบออกไปเปิดหูเปิดตาเป็นที่สุด
“คุณหนูเหม่ออีกแล้วนะเจ้าคะ”
“นั่นสินะ ข้าคงคิดถึงท่านพ่อมากจนตื่นเต้นน่ะ”
“เดี๋ยวนายท่านก็มาแล้วเจ้าค่ะ ข้าว่าตอนนี้คุณหนูรีบกินอาหารก่อนดีกว่านะเจ้าคะ เดี๋ยวมันจะเย็นเสียหมด”
“ได้ ข้ากินเดี๋ยวนี้แหละ เจ้าเองก็มานั่งกินด้วยกันสิ”
“แต่ว่าข้าเป็นบ่าวนะเจ้าคะ”
“หลายเดือนมานี้เจ้าก็กินกับข้าทุกวันนี่นา เหตุใดวันนี้จู่ๆ จึงมีปัญหาเล่า”
“นายท่านจะกลับมาแล้ว ข้าเกรงว่า...”
“ถ้าท่านพ่อจะต่อว่าเจ้า ข้าจะรับผิดชอบเอง มานั่งลงแล้วกินข้าวกับข้าก่อน”
จั๋วชิงที่เป็นสาวใช้ของนางในยามนี้ มีหน้าตาเหมือนจั๋วชิงเพื่อนรักของนางราวกับเป็นคนคนเดียวกันก็ไม่ปาน ทำให้ซ่งผิงซื่อปฏิบัติต่อนางเหมือนสหายคนหนึ่ง และหลายเดือนมานี้หญิงสาวก็รู้สึกกลัวน้อยลงมาก เมื่อมีจั๋วชิงใกล้ๆ
“เจ้าค่ะ”
ในที่สุดสาวใช้คนสนิทก็ยอมนั่งลง แต่นางก็คีบอาหารให้นายสาวของตนเองก่อน ซึ่งซ่งผิงซื่อก็คีบอาหารส่งให้อีกฝ่ายเป็นระยะ เพราะกลัวว่าจั๋วชิงจะไม่กล้ากิน
ตอนนี้ไม่ว่าอะไร นางก็ต้องรีบบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เมื่อท่านพ่อของซ่งผิงซื่อกลับมา นางมั่นใจว่าอาจจะต้องมีเรื่องอะไรให้จัดการอีกมาก
ครูสาวคาดเดาเอาเอง ก่อนจะเริ่มกินอาหารเลิศรสตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย แม้ว่าตอนนี้จะยังมีความกังวลในใจเกิดขึ้นอยู่หลายเรื่อง แต่อย่างน้อยอาหารอร่อยๆ พวกนี้ก็ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง สมองน้อยๆ ย่อมต้องการสารอาหาร...
มาอยู่ต่างภพทั้งทีต้องทำให้ตัวเองแข็งแรงให้มาก เผื่อว่าจะต้องมีเรื่องวุ่นวายให้รับมืออีก...
บทส่งท้าย ชาตินี้ขอมีเพียงเจ้าความรักระหว่างเขากับซ่งผิงซื่อ คงไม่ต่างจากความฝันในวัยเด็กที่ยากจะตื่นได้ ดังนั้นต่อให้มีสตรีงดงามทั่วทั้งใต้หล้ามายืนเรียงให้เลือกเฟ้น ใจเขาก็ยังคงเลือกแค่เพียงนาง ในความทรงจำของเขา นับตั้งแต่ได้พานพบนางในตอนที่อีกฝ่ายมีอายุสิบสามหนาว องค์หญิงตัวน้อยจากต่างแคว้นก็ได้มาสร้างที่พำนักอยู่ในใจของเขาแล้ว เมื่อเวลาผ่านพ้น จนสองคนหลอมรวมเป็นหนึ่ง เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเขารักนางอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นชายหนุ่มจึงแทบไม่เสียเวลาคิดเลย เมื่อองค์จักรพรรดิกล่าวว่าจะมอบสมรสพระราชทานให้กับเขา ทว่าการแต่งงานครั้งนี้ ย่อมหมายถึงการต้องสูญเสียความเป็นตัวเองไปหลายสิ่ง รวมถึงในอนาคตยังต้องทำหน้าที่ปกครองแคว้นเว่ยที่เขาไม่เคยนึกฝันว่าจะต้องทำมาก่อนด้วย แต่เพื่อสตรีที่รักแล้ว...ไม่ว่าอะไรเขาก็ยอมแลกทั้งนั้น ขอเพียงให้ได้อยู่กับนางเป็นพอ “ท่านยินดีแต่งกับข้า ทั้งที่รู้ว่าตัวเองจะต้องสูญเสียความเป็นอิสระอย่างนั้นหรือ” ซ่งผิงซื่อเอ่ยถามขณะเดินกุมมือกับอีกฝ่ายไปด้วยกันในอุทยานหลวง ยามนี้นางกับเขาสามารถแสดงความรักที่มีต่อกันได
40 ชีวิตคนไม่จีรังชีวิตคนเราไม่จีรัง เช่นเดียวกับอำนาจที่เพียงพริบตาก็มลายหายไปราวกับหมอกควันสายหนึ่ง... ซ่งผิงซื่อกับเว่ยว่านคุนได้พาอันหลี่จิ้งมาพบกับองค์รัชทายาทถึง ในคุกหลวง แม้เขาจะได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างดี แต่ให้อย่างไรที่นี่ก็คือที่คุมขังที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน บรรยากาศอับชื้นนี้ ทำให้ซ่งผิงซื่อนิ่วหน้าด้วยความไม่ชอบใจ ซ้ำยังรู้สึกวิงเวียนตลอดเวลา “พี่ว่านคุน ข้ารู้สึกเวียนหัว และเหมือนจะอาเจียนเลย ข้าขอไปรอข้างนอกนะเจ้าคะ” “เจ้ารีบให้จั๋วชิงพาออกไปก่อน เดี๋ยวอีกครู่ พี่จะตามไปนะ” “เจ้าค่ะ” นางขานรับและรีบหมุนกายกลับออกไป โดยมีจั๋วชิงเข้ามาประคอง ทางด้านอันหลี่จิ้งเห็นว่าองค์หญิงไม่ค่อยสบายก็เอ่ยกับองค์ชายใหญ่เพียงว่า “องค์ชายส่งหม่อมฉันตรงนี้ก็ได้เพคะ” “ได้ ก่อนไปข้ามีสิ่งนี้มอบให้เจ้า ฮองเฮาฝากมาบอกว่าให้ข้านำมันมาให้องค์รัชทายาท แต่ข้ามาคิดๆ ดูแล้ว เขาคงไม่อยากพบหน้าข้านักหรอก เจ้าเอาไปให้เองเถอะ” “ได้เพคะ ขอบคุณองค์ชายใหญ่ยิ่งนักที่เมตตา หม่อมฉันคงได้แต่ตอบแทนท่านในวันหน้าแล้ว” อันหลี่จิ้งยอบกายล
39 รักแท้มีจริงหรือไรออกเรือนกับบุรุษไม่จริงใจ ไฉนเลยจะได้รักแท้ไปครอบครอง... อันหลี่จิ้งเพิ่งประจักษ์ในคำกล่าวที่ว่าก็ในคืนนั้นนั่นเอง เนื่องจากเว่ยว่านชางได้ลอบเข้ามาในเรือนพักของภรรยา ทว่าสิ่งแรกที่เขาถามกับนางก็คือคำถามที่ว่านางกำลังตั้งครรภ์จริงหรือไม่ อันหลี่จิ้งไม่รั้งรอที่จะเข้าไปสวมกอด พร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้สามีได้รับรู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์จริงๆ ทว่าไม่เพียงเว่ยว่านชางจะไม่มีสีหน้าที่ยินดี เขากลับมีโทสะจนผลักหญิงสาวลงไปกองกับพื้นพรม “ชั่วช้านัก! เหตุใดเจ้าจึงปล่อยให้มารหัวขนเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้จะต้องทำให้ข้าสูญเสียทุกสิ่ง” “องค์รัชทายาทเพคะ ทำไม...” “เจ้านี่มันช่างโง่เง่านัก แม้ว่าข้าจะรักเจ้าเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางสำคัญไปกว่าตำแหน่งรัชทายาทของข้า ตำแหน่งนี้กว่าข้าจะได้มานั้นไม่ง่ายเลย เจ้าคิดหรือว่าข้าจะยอมสูญเสียมันไป” เว่ยว่านชางระบายความอัดอั้นตันใจออกมาจนหมด ที่ผ่านมาเขาต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะได้ตำแหน่งนี้มาครอง แต่กลับต้องมาสูญเสียไปเพราะมารหัวขนที่ตัวเขาเองไม่ต้องการ
38 เชื่อมั่นในบุพเพฮองเฮาปรึกษากับองค์จักรพรรดิถึงเรื่องของโอรส ด้วยพวกเขาไม่รู้ว่าเรื่องนี้เว่ยว่านชางจะรับทราบด้วยหรือไม่ “ฝ่าบาท เรื่องนี้เราควรทำเช่นไรดีเพคะ หากสิ่งที่องค์หญิง เถียนเอ๋อร์กล่าวเป็นความจริง ไม่เท่ากับว่าความพยายามของเราที่ผ่านมาสูญเปล่าหรือ” “หากว่านชางทำตัวเหลวไหล เห็นทีว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นอาจต้องเปลี่ยนแปลง” “หม่อมฉันเข้าใจเพคะ” ฮองเฮากล่าวอย่างเข้าใจ พลางเอื้อมมือไปสัมผัสมือขององค์จักรพรรดิ ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องมีคำพูดใด เพราะเข้าใจกันดีว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องที่จะเห็นแก่ครอบครัวเพียงอย่างเดียวได้ เนื่องจากแคว้นเว่ยกับแคว้นเถียน ในยามนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีริ้วคลื่นแห่งความแก่งแย่งเกิดขึ้น เพราะขุนนางบางส่วนในแคว้นต่างสนับสนุนให้แคว้นเว่ยหาทางผนวกรวมแคว้นเถียนเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้องค์หญิงเถียนเอ๋อร์เป็นหมากชน ทว่าการศึกย่อมต้องวางแผน และใช้เวลาหลายปี ดังนั้นหากการแต่งงานครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่อาจยื้อเวลาให้แคว้นเว่ยสั่งสมไพร่พล เพื่อเตรียมการรับศึกได้ เว่ยว่านชางที่ตั้งใจมาปรึกษาเรื่องนี้กับบิด
37 นางช่างดื้อรั้นเสียจริงหลายวันต่อมา... เว่ยว่านคุนกลับมาจัดการเรื่องของซ่งผิงซื่อ ซึ่งหายตัวไประหว่างการเดินทางมาเยือนแคว้นเว่ย ด้วยการสร้างหลักฐานเท็จจากความร่วมมือของซ่งซีอัน ทุกคนในวังหลวงแคว้นเว่ยจึงได้รับทราบว่า หญิงสาวเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงรถม้าหน้าผา จนตอนนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ ทว่าในตอนที่เว่ยว่านชางทราบข่าว ตัวเขาดูมีท่าทีที่สงบนิ่งไม่มีความตื่นตระหนกตกใจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังกล่าวว่าในเมื่อคนตายไปแล้วก็ให้มันจบไปเถิด ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้อันหลี่จิ้งรู้สึกยินดีกับเรื่องที่ได้รับทราบมา ไม่น้อย หญิงสาวจึงหมายมาดว่าหลังจากนี้คงเหลือเพียงนางกับลูกเท่านั้นที่จะได้เป็นหนึ่ง ส่วนทางด้านเว่ยว่านคุน เมื่อเห็นว่าทางวังหลวงไม่เกิดความสงสัย ชายหนุ่มก็ตั้งใจจะหาเวลาสนทนากับองค์จักรพรรดิเพื่อขอออกเดินทาง แต่ยังไม่ทันจะได้จัดการเรื่องนั้นได้ดังใจ ปิ่นเฉียนก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในหอหมื่นอักษร “ปิ่นเฉียน เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่” เว่ยว่านคุนถามขึ้นมา ก่อนจะมีสีหน้าตื่นตกใจเพราะคิดไปไกลว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดีกับภรรยาของตน “ข้าสั
36 บุพเพรักร่วมห้อง เดินทางอีกไม่กี่ลี้ก็จะเข้าสู่เขตแดนแคว้นเว่ยแล้ว... ซ่งผิงซื่อกรีดนิ้วลงบนม่าน ทอดมองทิวทัศน์ที่ยามนี้มีหิมะโปรยปรายลงมาเป็นระยะ มือของนางเอื้อมออกไปนอกชายคารถม้า ปล่อยให้ละอองหิมะเย็นเยียบตกต้องลงบนฝ่ามือ เพียงไม่นานสายลมก็พัดก้อนน้ำแข็ง จนมันละลายกลายเป็นเพียงละอองไอน้ำ ซ่งผิงซื่อพรูลมหายใจอีกคราให้กับความรู้สึกหนักอกอันยากอธิบายยามนี้นางได้ข่าวจากคนของเฉียนฟ่านหลิงมาแจ้งแล้วว่าซู่เฟยตั้งครรภ์แล้ว ทว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้ถูกปิดเป็นความลับเอาไว้ ซึ่งหญิงสาวแน่ใจว่า อันหลี่จิ้งย่อมมีแผนการบางอย่างวางไว้แล้ว หรือไม่บางทีก็อาจต้องการรอให้นางไปถึงที่นั่นก่อนจึงค่อยเปิดเผยความจริง แต่ก็ดี...หากความจริงเรื่องนั้นเปิดเผยออกมา แคว้นเถียนก็จะมีเหตุผลมากพอให้ตัดสัมพันธ์กับแคว้นเว่ย จากนั้นก็คงมีการกรีฑาทัพมาบุกยึดตามรายละเอียดในหน้าประวัติศาสตร์อย่างที่ควรจะเป็นไป สงครามใดบ้างยากจะหลีกหนีความสูญเสีย นางคงไม่อาจช่วยได้ทุกคน แต่อย่างน้อยเมื่อนางไปถึงที่แคว้นเว่ย และได้รั้งตำแหน่งพระชายาเอกอาจพอจะต้านความสูญเสียไว้
5.3ผลตอบแทนของความรักที่ลวงหลอกเมื่อคืนนางหลับไม่ลง ทำให้เมื่อยามเช้าอาทิตย์ทอแสงอ่อนจางงดงาม ซ่งผิงซื่อก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม น้ำชาในกาพร่องไปจนแห้งเหือดแล้ว หญิงสาวได้ยินเสียงของนางกำนัลที่มาเรียก จึงเอื้อนเอ่ยอนุญาตให้เข้ามาได้หญิงสาวได้รับการปรนนิบัติตั้งแต่ตอนอาบน้ำ กระทั่งผลัดเปลี่ยนอาภรณ์
5.2ซ้อนแผนในคืนเดียวกันนั้นเอง จั๋วชิงถูกส่งตัวออกไปจากวังทางประตูเมืองด้านทิศใต้ โดยมีรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนผ่านออกไป ทว่าก่อนที่นางจะเดินทางไกลก็ยังพยายามโน้มน้าวคุณหนูของตนให้หนีไปพร้อมกันกับนาง“คุณหนู ท่านไปกับข้าเถิดเจ้าค่ะ กลับแคว้นเถียนของเรากันเถิด”นางพยายามเกลี้ยกล่อมนายสาวมาทั้งวันแล้ว
5.1เรื่องราวน่าสงสัยบรรดาขุนนางในราชสำนักยามนี้ไม่มีใครกล้าขอโอกาสให้พระชายารองอันหลี่จิ้ง เนื่องด้วยความผิดในครานี้หนักหนานัก ด้วยเหตุนี้เององค์รัชทายาทจึงถูกองค์จักรพรรดิสั่งห้ามมิให้ไปติดต่อกับสตรีนางนั้นอีกทว่าเว่ยว่านชางมีความผูกพันกับสตรีนางนั้นอย่างลึกซึ้งยิ่ง เขาจึงไม่อาจทนนิ่งดูดาย ปล่อ
4วันนี้ฟ้าปลอดโปร่งยิ่ง... ซ่งผิงซื่อนั่งอยู่ในศาลาแปดเหลี่ยมหน้าตำหนักทอดมองออกไปยังทิวทัศน์ด้านหน้าที่มีกิ่งเหมยแผ่กิ่งก้านไปทั่ว ในใจกำลังฮัมเพลงอย่างสบายใจ รอยยิ้มกระจ่างใสแข่งกับดวงตะวันยามสาย “วันนี้พระชายาของข้าดูสดชื่นยิ่ง มีเรื่องใดให้เจ้าดีใจอย่างนั้นหรือ” เ







