Masukในเมื่อสวรรค์ประทานใบหน้าสวยระดับพรีเมียมขนาดนี้มาให้ นางก็พร้อมรับบทบาทนี้เพื่อมีชีวิตรอดในวังหลัง!
ชิงเยว่คนใหม่แค่นหัวเราะในลำคอพลางหยักยิ้มเย็น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยท่าทางสง่างามราวนางพญา ทักษะการแสดงนับสิบปีถูกงัดออกมาใช้ทันที
...นางปรายตาคมปลาบมองจางมามาที่ยังคงยืนงงอยู่ข้างเตียง
“จางมามา... ฟังข้านะ ดูเหมือนการสลบไปครั้งนี้จะทำให้หัวของข้ากระทบกระเทือนอย่างหนัก ข้าจำเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้เลย แม้แต่เรื่องของตัวข้าเองหรือเรื่องของเจ้า... ข้าล้วนลืมเลือนไปสิ้น”
จางมามาเบิกตากว้าง มือไม้สั่นระริก “พะ... พระสนม! จำไม่ได้เลยหรือเพคะ? แม้แต่เหตุผลสำคัญที่ทรงต้องมาที่นี่เพื่อ...”
คำพูดที่ชะงักไปทำให้ชิงเยว่ขมวดคิ้ว แววตานักแสดงตัวแม่ฉายแววหยั่งเชิงทันทีก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่นมและกดเสียงต่ำถาม “เหตุผลที่ข้าถูกส่งมาที่นี่... ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องมือทางการเมือง แต่มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่างั้นหรือ?”
จางมามานิ่งอึ้ง แววตาไหววูบคล้ายมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ท่าทีผิดปกตินั้นไม่อาจเล็ดลอดสายตาของชิงเยว่ไปได้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบก้มหน้าหลบตา “ชะ... ใช่เพคะ ทรงมาเพื่อราษฎรแคว้นชิงอวิ๋น... เช่นนั้นยามนี้พระสนมทรงพักผ่อนก่อนเถิดเพคะ”
ท่าทีมีลับลมคมในเช่นนี้มีหรือจะรอดพ้นสายตานางร้ายตัวแม่ไปได้ แต่นางรู้ดีว่าถามไปตอนนี้ก็คงไม่ได้ความ ชิงเยว่จึงหยุดประเด็นนั้นไว้ก่อน แต่นางก็เรียกจางมามาไว้ก่อนจะเดินออกไป
“เดี๋ยว... แล้ววันนี้ ฝ่าบาท สามีของข้าน่ะ จะเสด็จมาค้างคืนกับข้าหรือไม่?”
ชิงเยว่ถามออกไปตรง ๆ ตามประสาคนยุคใหม่ที่เคยผ่านบทเลิฟซีนมานับไม่ถ้วน ชาติก่อนนางร้ายพราวเสน่ห์อย่างเธอก็กินผู้ชายในวงการไม่ต่างจากมื้อเย็นอยู่แล้ว เรื่องบนเตียงจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ก็แอบภาวนาขอให้ฮ่องเต้ผู้นี้ไม่ใช่ชายแก่อัปลักษณ์ หุ่นพอดูได้ก็ถือว่ากำไรแล้ว
มิเช่นนั้น แผนการที่ต้องเนียนเป็นสนมเสวยสุขในวังหลังอาจต้องเปลี่ยนเป็นแผนการหนีสามีแทน!
“ทูลพระสนม... เมื่อครู่ฝูกงกงมาแจ้งว่า ฝ่าบาททรงติดราชกิจด่วน ค่ำคืนนี้... คงมิได้เสด็จมาเพคะ”
“อ้อ... อย่างนั้นหรอกหรือ” ชิงเยว่พยักหน้าเบา ๆ ความโล่งใจฉายชัดในแววตาครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นไฟแห่งนักสู้ อย่างน้อยสวรรค์ก็ให้เวลานางได้เตรียมตัว
เจ้าของดวงตาเฉี่ยวสำรวจร่างกายใหม่ในคันฉ่องอย่างละเอียดอีกครั้ง แม้จะงามล่มเมืองแต่ก็ดูซูบผอมและซีดเซียวเกินไป หุ่นเพรียวบางจนดูไร้เรี่ยวแรง และที่แปลกที่สุดคือฝ่ามือที่หยาบกร้านราวกับคนทำงานหนัก ไม่สมกับฐานะองค์หญิงแม้แต่น้อย นางต้องบำรุงให้หนักเพื่อให้ร่างนี้สวยสะพรั่งยิ่งกว่าเดิม
“มามา ไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าที จัดหากลีบดอกมู่ตาน รากบัว และสมุนไพรที่ช่วยผ่อนคลายสรรพคุณบำรุงผิวมาใส่ในน้ำอาบให้มากด้วย...”
ชิงเยว่ร่ายรายการสมุนไพรประหนึ่งกำลังสั่งผู้จัดการส่วนตัว “ส่วนมื้อเย็น... ข้าไม่กินแป้งและของมัน จัดปลาตุ๋น ผักใบเขียว และน้ำแกงบำรุงเลือดมาให้ข้าด้วย อ้อ ขอรสไม่จัดนะ เดี๋ยวสิวขึ้น”
จางมามามองเจ้านายที่สั่งการคล่องแคล่วด้วยความฉงนปนทึ่งก่อนจะรับคำ “พะ... เพคะ บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เมื่ออยู่ลำพัง ชิงเยว่หันกลับมามองเงาตัวเองในกระจกอีกครั้งด้วยแววตามาดมั่น
ในเมื่อต้องรับบทบาทใหม่ที่ต้องใช้ทั้งเสน่ห์และมารยาเพื่อความอยู่รอด นางก็ต้องปั้นร่างนี้ให้ ‘แซ่บ’ ยิ่งกว่าเดิม ผิวต้องโกลว์ หน้าอกต้องอิ่ม สะโพกต้องผาย... นางจะทำให้ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีทั่วทั้งวังหลวงต้องมาสยบอยู่แทบอกนางให้ได้!
บทส่งท้าย 4ภายในศาลาริมน้ำอันร่มรื่นของจวนรุ่ยอ๋อง บรรยากาศการรับประทานอาหารมื้อกลางวันของสองเจ้านายช่างดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เฟยอวี้ในชุดคลุมผ้าไหมตัวกว้างสีหวาน นั่งเอนกายอย่างสง่างามโดยมีหมอนนุ่มรองแผ่นหลัง ครรภ์ของนางเห็นว่านูนกว่าเดิมชัดเจนบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยของอร่อยนานาชนิด โดยเฉพาะขาหมูน้ำแดงที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล เฟยอวี้คีบเนื้อนุ่มเข้าปากด้วยความสำราญใจ แววตาเป็นประกายสดใส ต่างจากบุรุษผู้เกรียงไกรที่นั่งอยู่ห่างออกไปรุ่ยอ๋องที่เคยสง่างามแต่บัดนี้ใบหน้าคมสันกลับซีดเซียวราวกับกระดาษ เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าสีเข้มปิดจมูกไว้แน่น ดวงตาคมกริบที่เคยสยบศัตรูนับหมื่นกลับดูโรยแรงและสั่นระริกทุกครั้งที่กลิ่นอาหารลอยมาปะทะ“อุ่ก...” เขาชะงักพลางหันหน้าหนี กลิ่นขาหมูที่ชายารักกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยกลับเหม็นจนเขาแทบจะรักษามาดพยัคฆ์ไว้ไม่อยู่“ท่านพี่ ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ? ลองชิมสักคำไหม ขาหมูนี้เชฟทำได้นุ่มลิ้นนัก” เฟยอวี้แสร้งถามด้วยน้ำเสียงซื่อ ๆ ทว่ามุมปากกลับแอบกลั้นยิ้มขำเมื่อเห็นสามีขยับหนี“เจ้า... เจ้ากินเถิดเสี่ยวเฟย พี่แค่นั่งดูเจ้าก็พอ” เขาตอบเสียงอู้อี้ผ่านผ้าเช็ดหน้า แต่
บทส่งท้าย 3นางผลักเขาเบา ๆ ให้แผ่นหลังกว้างพิงกับขอบหินอ่อน ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนกายเข้าหาแทรกตัวอยู่ระหว่างขาแกร่งของเขาในน้ำที่เริ่มร้อนรุ่ม มือซุกซนเริ่มลูบไล้ไปตามแผงอกที่มีมัดกล้ามสมบูรณ์ ลากผ่านหน้าท้องที่ตึงเคร่งลงไปสู่เบื้องล่างใต้ผิวน้ำ สัมผัสที่แผ่วเบาแต่จงใจปลุกเร้านั้นทำให้รุ่ยอ๋องถึงกับต้องขบกรามแน่นนางไม่ยอมให้เขาเป็นฝ่ายคุมเกมฝ่ายเดียวอีกต่อไป มือเรียวเล็กลากไล้ลงไปสัมผัสกับแก่นกายที่ตึงเคร่งภายใต้น้ำร้อนอุ่นจัด สัมผัสที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นจงใจวนเวียนอยู่ตรงจุดอ่อนไหว ทำเอาเยี่ยนจงเหลียนถึงกับสะดุ้งโหยง ลมหายใจของเขาขาดช่วงไปทันที“เฟยอวี้... เจ้า...” เขาพร่าเสียงเรียกนางคล้ายจะปรามแต่กลับเต็มไปด้วยแรงอารมณ์นางไม่ตอบใบหน้างามค่อยเคลื่อต่ำลงมุดลงใต้ผิวน้ำชั่วครู่ สัมผัสจากริมฝีปากที่อุ่นจัดและปลายลิ้นที่ร้ายกาจของนางทำเอาเยี่ยนจงเหลียนแทบจะสิ้นสติ เขาตกใจในความใจกล้าของนาง ทว่าความเสียวซ่านที่โถมเข้าใส่ระลอกแล้วระลอกเล่ากลับทำให้เขาแทบคลั่ง สตรีที่เคยอ่อนหวานบัดนี้กลายเป็นนางมารยั่วสวาทที่ปรนเปรอเขาจนสติกระเจิง“อา... พอ... พอก่อนเฟยอวี้” เยี่ยนจงเหลียนครางกระเส่า มือห
บทส่งท้าย 2“ทีเสด็จพี่รบกวนเวลาสงบสุขของกระหม่อมคราแล้วคราเล่า กระหม่อมยังไม่ว่าอันใดเลย!” เยี่ยนจงเหลียนเอ่ยประชดประชันอย่างไม่เกรงกลัว “คอยดูเถิด กระหม่อมจะมาเรียกพระองค์ตอนดึกสงัด ในยามที่พระองค์กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับเหล่าสนมบ้าง ถึงตอนนั้นเสด็จพี่คงจะทรงเข้าใจความรู้สึกของกระหม่อม!”แทนที่จะโกรธเคือง ฮ่องเต้กลับทรงระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสำราญพระทัย แววตาคู่นั้นดูนิ่งสงบผิดกับน้องชายที่กำลังเดือดพล่าน “เจ้าก็เอาสิ... ข้ามิได้ว่าอะไรเจ้าเสียหน่อย หากเจ้ามีปัญญาเรียกข้าออกมาจากกองฎีกาพวกนี้ได้น่ะนะ”รุ่ยอ๋องชะงักไปเล็กน้อย จริงที่ว่าพี่ชายของเขาเป็นฮ่องเต้ผู้บ้างานยิ่งกว่าสิ่งใด เหล่าสนมนางในนับร้อยในวังหลังก็เป็นเพียงดอกไม้ที่ประดับไว้ตามธรรมเนียม หาได้มีสตรีนางใดเคยทำให้จักรพรรดิผู้เย็นชาองค์นี้เสียอาการได้เหมือนที่เฟยอวี้ทำกับเขา“ข้าเรียกเจ้ามา เพราะเห็นว่าเจ้าเหนื่อยยากมานาน...” ฮ่องเต้ทรงคลี่ราชโองการฉบับหนึ่งโยนให้ผู้เป็นน้องอย่างเป็นกันเอง “ข้าจะมอบวันหยุดยาวให้เจ้าพารุ่ยหวังเฟยไปพักผ่อน จะไปแช่น้ำพุร้อนหรือไปที่ใดก็เชิญตามใจเจ้า ข้าจะไม่ให้ใครไปกวนใจเจ้าแม้แต่คนเดียว”แม
บทส่งท้าย 1สามวันก่อนถึงกำหนดการประหารชีวิตของฉู่เจิ้งหนาน บรรยากาศในคุกหลวงอันหนาวเหน็บและอับชื้นชวนให้หดหู่ตั้งแต่ก้าวเดินเข้าไป แต่เฟยอวี้ก็ยังคิดจะมาหาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาฉู่เจิ้งหนานถูกจองจำในสภาพนักโทษประหารด้วยความผิดฐานสมคบคิดกับกองกำลังเถื่อนนอกด่านที่ลอบเข้ามาสร้างความวุ่นวายในเมืองหลวงช่วงเร็ว ๆ นี้ แต่ตระกูลฉู่รอดพ้นจากการถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรมาได้ ก็เพราะเฟยอวี้ร่วมมือกับพี่ชายคนโตอย่างฉู่หยุนเซียว โดยใช้ความลับของเจ้าตัวเป็นเครื่องต่อรองเพื่อเข้าถึงหลักฐานมัดตัวบิดาใจทมิฬผู้นี้ได้เยี่ยนจงเหลียนยืนเคียงข้างเฟยอวี้อยู่หน้ากรงขัง แววตาของเขายังคงเย็นชาดุจน้ำแข็งขณะจ้องมองชายในกรงที่สภาพดูไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นฉู่เจิ้งหนานก็ยังใช้สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังไม่ต่างจากเดิมมองเฟยอวี้เช่นเดิม“ข้ามาที่นี่... เพื่อถามคำถามเดียวที่ยังติดค้างในใจ” เฟยอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ทำไมท่านต้องฆ่าท่านแม่ ท่านทำลงไปได้อย่างไร”ฉู่เจิ้งหนานหัวเราะร่าทันใด เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูบ้าคลั่งทว่าสงบงันอย่างน่าขนลุก “ใช่! ข้าลงมือเอง ข้าเป็นคนสั่งวางยาแม่เจ้า!” เขาตะคอกใส่หน้ากร
บทที่ 40บัดนี้สติที่เหลือเพียงน้อยนิดของเฟยอวี้ล่องลอยอยู่ในมิติที่ไร้ขอบเขต พื้นที่รอบกายขาวโพลนอ้างว้างจนสุดลูกหูลูกตา นางก้าวเดินไปบนความว่างเปล่าอย่างคนหลงทาง กระทั่งเบื้องหน้าปรากฏร่างเงาสูงส่งที่แผ่กลิ่นอายกดดันดั่งเขาคือผู้ควบคุมโลกใบนี้“เจ้าใกล้ตายแล้ว... เฟยอวี้” เสียงนั้นดังกังวานคล้ายจะเย้ยหยัน “เจ้าสละชีวิตเพื่อช่วยสามี ทั้งที่เป้าหมายของเขาก็คือการส่งเจ้ากลับมาเกิดใหม่คือเพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตอีกครั้งแท้ ๆ”เฟยอวี้ชะงักฝีเท้า หัวใจที่ดวงจิตสั่นไหวด้วยความสับสนกับคำพูดของบุรุษแปลกหน้าตรงหน้า “หมายความว่าอย่างไร... อะไรคือที่ท่านบอกว่าใครเป็นคนส่งข้ากลับมา?”ร่างเงานั้นเค่นหัวเราะทุ้มต่ำก่อนเอ่ยตอบ “ช่างน่าเสียใจแทนคนที่อุตส่าห์แลกทุกสิ่งเพื่อดึงเจ้ากลับมาจากความตายในชาตินั้นเสียจริง... รุ่ยอ๋องของเจ้าอย่างไรเล่า! ในอดีตชาติที่เจ้าจากไปอย่างเดียวดาย เขาใช้บารมีทั้งชีวิตของชาติก่อนที่สั่งสมมา สละทั้งบุญวาสนาและตบะทั้งหมดเพียงเพื่อแลกกับโอกาสให้เจ้าได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง”หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้มของเฟยอวี้ทันทีที่ความจริงถูกเปิดเผย ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้ามาจุกที่อกจนแทบจะ
บทที่ 39เฟยอวี้สาวเท้าไปตามเส้นทางเงียบสงัดมุ่งสู่สวนดอกเหมยตามสถานที่นัดหมาย เบื้องหน้าคือแผ่นหลังของบิดาที่นางเคยเคารพและถามหาความเมตตา ทว่าในยามนี้ เมื่อภาพเหตุการณ์ในชาติก่อนและความจริงที่ได้รับรู้จากจ้าวซื่อผุดขึ้นมาในหัว นัยน์ตาของนางก็กลับกลายเป็นเย็นเยียบไร้ความรู้สึกใดบิดาหันกลับมามองนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและเข้าเรื่องทันทีอย่างไร้เยื่อใย "ข้านัดเจ้ามาเพราะอยากเตือนให้เจ้าเลิกทำตัวเป็นศัตรูกับตระกูลฉู่เสียที ไม่ว่าเจ้าจะแค้นเคืองจ้าวซื่อเพียงใดแต่ข้านั้นจัดการให้เจ้าแล้ว และอย่าลืมข้าคือบิดาที่เลี้ยงดูเจ้ามาจนได้ดีเป็นถึงพระชายา!"เฟยอวี้แค่นยิ้มหยัน แววตานิ่งสงบจนน่ากลัว “เจิ้งหนาน... เจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลจากการกระทำของพวกเจ้าเองทั้งสิ้น ส่วนเรื่องที่ท่านเลี้ยงดูข้ามา...” นางเว้นจังหวะพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ข้ายังสงสัยนักว่าท่านเลี้ยงข้ามาเพื่อให้เป็นหมากในมือหรือบุตรสาวกันแน่”สีหน้าของเจิ้งหนานเปลี่ยนไปชั่วครู่ แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยไม่อาจรอดพ้นสายตานางไปได้ “ทำอะไรไว้ อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้ ท่านเองก็เตรียมรับผลกรรมที่ก่อไว้ด้วยเถิ
บทที่ 14.1ล้วงความลับ“เจ้าเมาแล้ว ชิงเยว่... เช่นนั้นข้าว่าเรามาเล่นอันใดสนุก ๆ กันเถอะ?”เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากเกือบจรดกัน แววตาคมปลาบจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่พยายามจะค้อนใส่เขา “เจ้าอยากเจอหูเหวินหมิงทำไม? กำลังวางแผนจะทำอะไรกันแน่”“ใครบอกว่าหม่อมฉันวางแผนอะไรอีก... ก็แค่... อยา
บทที่ 12.1เจ้าช่ำชองเพียงนี้ชิงเยว่ใช้ฟันขาวนวลกัดริมฝีปากล่างของตนเองเบา ๆ ก่อนจะขยับขึ้นไปชิดจนลมหายใจอุ่นรดรินอยู่ที่ลำคอของเขา มือหนึ่งลูบไล้แผ่นอกแกร่งผ่านเนื้อผ้าไหมเนื้อดี อีกมือหนึ่งค่อย ๆ ปลดสายคาดเอวของฮ่องเต้หนุ่มออกอย่างใจเย็น นิ้วเรียวเกี่ยวรั้งอาภรณ์ให้แยกออกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้า
บทที่ 9.1เที่ยวเทศกาลเจอคนคุ้นเคยภายในตำหนักของเต๋อเฟยยามบ่ายวันนี้ถูกปกคลุมด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรและเช่นเดิมมีสองสตรีนอนทอดกายเคียงกันบนตั่งนุ่ม ใบหน้าและผิวพรรณถูกฉาบไว้ด้วยโคลนดำสนิทอันเป็นสูตรลับที่ชิงเยว่คุยนักคุยหนาว่าดีต่อผิวพรรณยิ่งลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาเอื่อยๆ ชวนให้เคลิ้มหลับ ท่ามก
บทที่ 8จางมามาเริ่มเปลี่ยนไปพอลับหลังฮ่องเต้จอมเผด็จการ ชิงเยว่ถอนหายใจทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง พลางขยับสาบเสื้อที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ รสสัมผัสจาบจ้วงเมื่อครู่ยังทิ้งรอยช้ำไว้ที่มุมปาก แต่นางยังไม่ทันจะได้สำรวจตัวเองให้ดีประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงเสียแล้วจางมามาพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อ







