Se connecter“ฉันอยากถามเรื่องรายงานภารกิจค่ะ”
“ว่ามา”
“แผนปฏิบัติการทั้งหมดที่นำเสนอวันนี้เป็นแผนของฉัน แต่ในรายงานกลับระบุว่าร้อยโทวิลสันเป็นคนเสนอ”
ฮาร์เปอร์เอนหลังพิงเก้าอี้
“คุณกำลังจะพูดว่ารายงานผิดอย่างนั้นหรือ”
“มันไม่ได้ผิดค่ะ มันถูกเปลี่ยน”
บรรยากาศภายในห้องเงียบลงทันที
ฮาร์เปอร์มองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ
“เอมี่ คุณเป็นแพทย์”
“และฉันก็เป็นเจ้าหน้าที่ในภารกิจนี้ค่ะ”
“หน้าที่หลักของคุณคือช่วยชีวิตคน”
“ฉันช่วยค่ะ และแผนที่ช่วยพวกเขาก็เป็นของฉัน”
น้ำเสียงของเธอยังสงบ แต่แววตาแข็งขึ้นทุกคำ
ฮาร์เปอร์วางปากกาลง
“คุณต้องการอะไร เหรียญรางวัลหรือคำชม”
คำถามนั้นทำให้เอมี่นิ่งไปชั่วขณะ
“ฉันต้องการให้รายงานบันทึกความจริง”
“มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ”
“สำหรับคนที่ทำงานมาสิบปี มันสำคัญค่ะ”
ชายตรงหน้าเริ่มแสดงสีหน้ารำคาญ
“มาร์คกำลังถูกพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง เขาต้องการผลงานที่ชัดเจน ส่วนคุณมีประวัติการทำงานดีอยู่แล้ว การยกเครดิตให้เขาครั้งนี้ไม่ได้ทำให้คุณเสียอะไร”
เอมี่แทบไม่เชื่อหู
“ไม่ได้ทำให้ฉันเสียอะไรหรือคะ”
“อย่าทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่”
เธอกำมือแน่น
“ถ้าความดีความชอบไม่สำคัญ แล้วทำไมต้องยกให้เขา”
คำถามนั้นทำให้ฮาร์เปอร์เงียบ เอมี่จ้องหน้าเขาตรง ๆ
“ถ้ามันไม่มีค่า คุณคงไม่ต้องขโมยมันไปให้ใคร”
สีหน้าของชายวัยกลางคนเย็นลงทันที “ระวังคำพูดด้วย หมอหยาง”
“ฉันระวังมาตลอดค่ะ” เธอตอบ “ฉันระวังคำพูด ระวังหน้าที่ ระวังชีวิตคนอื่น ฉันทำงานทุกครั้งตามคำสั่ง ต่อให้ต้องเข้าไปในพื้นที่ที่คนอื่นไม่กล้าเข้า ฉันก็ไม่เคยปฏิเสธ แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือการเห็นชื่อของคนอื่นอยู่บนงานของตัวเอง”
“พอได้แล้ว”
ฮาร์เปอร์ขึ้นเสียง
“นี่เป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา”
เอมี่หัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในนั้น “เข้าใจแล้วค่ะ”
เธอหมุนตัวเดินออกจากห้อง ก่อนเปิดประตู ฮาร์เปอร์ยังพูดตามหลัง
“เอมี่ โลกการทำงานไม่ได้ยุติธรรมทุกเรื่อง คุณควรเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน”
มือของเธอหยุดอยู่บนลูกบิดประตู “ฉันรู้ค่ะ”
เธอไม่ได้หันกลับ “เพียงแต่ไม่คิดว่าสักวันฉันจะต้องได้ยินประโยคนี้จากคนที่เคยสอนฉันว่าเครื่องแบบหมายถึงเกียรติและความรับผิดชอบ”
ประตูปิดลงเบา ๆ แต่สำหรับเอมี่ สิ่งบางอย่างในใจกลับปิดลงแรงยิ่งกว่านั้น ช่วงเย็นเธอกลับไปเก็บของในห้องทำงานตามปกติ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีเพียงเพื่อนร่วมทีมสองสามคนที่เข้ามาแสดงความยินดีกับภารกิจสำเร็จ เอมี่เพียงยิ้ม
“ขอบคุณ”
เธอไม่ได้เล่าเรื่องในห้องประชุมให้ใครฟัง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอเคยถูกมองข้ามหลายครั้ง เคยเข้าเวรแทนคนอื่น เคยอยู่ในพื้นที่อันตรายขณะที่คนบางคนรอรับรายงานอยู่ด้านหลัง และเคยเห็นคนที่พูดเก่งได้รับการยอมรับเร็วกว่าคนที่ลงมือทำจริง
เธอเคยคิดว่าตนทนได้ ตราบใดที่คนไข้รอด ตราบใดที่ภารกิจสำเร็จ ตราบใดที่สิ่งที่เธอทำมีความหมาย แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะคนที่ขโมยผลงานของเธอไม่ได้ทำอย่างลับ ๆ พวกเขาทำต่อหน้าทุกคน และยังบอกให้เธอยอมรับเสียด้วย โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นขึ้น ข้อความหนึ่งปรากฏจากมาร์ค
“เอมี่ ผมอยากอธิบายเรื่องวันนี้”
เธอมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนปิดหน้าจอโดยไม่ตอบ ไม่นานข้อความที่สองตามมา
“ผมไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเรื่องรายงาน”
เอมี่ยิ้มเย็น แน่นอนว่าเขาอาจไม่ใช่คนตัดสินใจ แต่เขาก็ยืนรับเสียงปรบมือโดยไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียวว่าความจริงคืออะไร เธอหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาแล้วออกจากอาคาร ด้านนอกฝนเริ่มตกหนัก
ท้องฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ ลมพัดเม็ดฝนกระแทกกระจกอาคารจนเกิดเสียงดังต่อเนื่อง เพื่อนคนหนึ่งเดินตามออกมา
“เอมี่ ฝนแรงมาก รอให้เบาก่อนดีไหม”
“ไม่เป็นไร ฉันขับได้”
“แน่ใจนะ สีหน้าเธอดูไม่ดีเลย”
เอมี่พยายามยิ้ม
“แค่เหนื่อยนิดหน่อย”
“เรื่องประชุมวันนี้หรือเปล่า”
เธอชะงัก อีกฝ่ายถอนหายใจ “พวกเรารู้ว่าแผนนั้นเป็นของเธอ”
ประโยคสั้น ๆ กลับทำให้ความอดทนที่เธอพยายามรักษาไว้เกือบแตกสลาย เอมี่หลบสายตา
“รู้แล้วทำอะไรได้”
“ถ้าเธอร้องเรียน พวกเราจะเป็นพยานให้”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง “ขอบคุณนะ”
ครั้งนี้รอยยิ้มของเธอดูจริงขึ้นเล็กน้อย “แต่คืนนี้ฉันอยากกลับบ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยคิดว่าจะทำยังไง”
“งั้นขับช้า ๆ”
เอมี่พยักหน้าแล้วเดินออกไปกลางสายฝน รถสีดำเคลื่อนออกจากฐานปฏิบัติการเข้าสู่ถนนสายภูเขา ฝนตกหนักจนใบปัดน้ำฝนทำงานแทบไม่ทัน แสงไฟหน้ารถสะท้อนพื้นถนนเปียกเป็นเงาวาว
“รัชทายาท เจ้าให้นางเข้าถึงเอกสารพระโอสถมากเกินไปแล้ว”เขาหันไป “เสด็จพ่อประชวรมาหลายเดือน ถ้าเอกสารพวกนี้ช่วยหาสาเหตุได้ เหตุใดต้องปิด”คำถามนั้นทำให้ฮองเฮาไม่อาจคัดค้านตรง ๆ ไม่นานบันทึกหลายชุดถูกนำมา เยว่หลิงใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วยามไล่ดูอย่างละเอียด นางไม่ได้อ่านทุกอย่างแบบหมอจีน แต่มองรูปแบบ วันไหนใช้ตำรับที่มีแร่ชนิดนี้ วันไหนใช้ซ้ำสองตำรับ วันไหนเพิ่มยาบำรุงใหม่จากนั้นให้ขันทีนำบันทึกพระอาการมาเทียบ ความผิดปกติเริ่มปรากฏ ช่วงที่หยุดยาบางตำรับ อาการดีขึ้นเล็กน้อย ช่วงที่กลับมาใช้พร้อมกัน อาการทรุด วันที่เพิ่มยาบำรุงใหม่ ความถี่ของอาเจียนและมือสั่นมากขึ้นในสองถึงสามวันถัดมา มันยังไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาด แต่ชัดพอจะทำให้เยว่หลิงเปลี่ยนจากสงสัยเป็นเชื่ออย่างมีเหตุผล“หยุดยาบำรุงนี้ทันที”หมอหลวงกัวลุกขึ้น “ไม่ได้ ฝ่าบาททรงอ่อนพระกำลัง หากหยุด…”“ยิ่งอ่อนเพราะยานี้ก็เป็นไปได้”“เจ้ากำลังกล่าวว่าตำรับของสำนักหมอหลวงเป็นพิษ?”“ข้ากำลังบอกว่ามีส่วนประกอบซ้ำมากเกินไป และพระอาการสอดคล้องกับการได้รับมันสะสม”เผยจิ้งหรงถาม “เจ้
หมอหลวงผู้หนึ่งหันมาทันที“เหตุใด”“กลิ่นรบกวนการตรวจ”เผยจิ้งหรงถาม“เครื่องหอมนี้ใช้มานานแล้ว”“ยิ่งเป็นสิ่งที่ใช้ประจำ ยิ่งควรแยกออกชั่วคราวเพคะ ไม่ได้หมายความว่ามีปัญหา แต่หม่อมฉันต้องลดสิ่งรบกวน”เซียวจื่อเหิงพยักหน้า ขันทีจึงนำกระถางเครื่องหอมออกไป เยว่หลิงเดินเข้าใกล้พระแท่น เมื่อเห็นฮ่องเต้ชัดเจน สีหน้าของนางก็เคร่งขึ้น พระพักตร์ซีดจนเห็นได้ชัด ริมพระโอษฐ์แห้ง พระเนตรปิดสนิท ลมหายใจไม่สม่ำเสมอ บางช่วงเร็ว บางช่วงช้าลง หมอหลวงเจิ้งกล่าว“เมื่อครู่ฝ่าบาทเพิ่งหมดพระสติไปอีกครั้ง”“ก่อนหน้านั้นอาเจียน?”“ใช่”“กี่ครั้ง”“ตั้งแต่เมื่อคืนรวมสี่ครั้ง”“มีเลือดหรือไม่”“ไม่มี”“พระบังคน?”คำถามทำให้คนรอบข้างชะงัก เพราะไม่ค่อยมีใครคาดว่าหญิงสาวจะถามตรงขนาดนี้ หมอหลวงเจิ้งกลับตอบ“ไม่ปกติ บางวันถ่ายเหลว บางช่วงท้องผูก”เยว่หลิงพยักหน้า“ขอจับชีพจร”หมอหลวงอีกคนมองฮองเฮา เผยจิ้งหรงไม่ตอบ เซียวจื่อเหิงกล่าว“ให้นางตรวจ”เยว่หลิงจึงนั่งข้างพระ
“ยังพ่ะย่ะค่ะ”“แล้วจะขวางคนที่ข้าพามาตรวจเพิ่มด้วยเหตุใด”“แต่นางมิใช่หมอหลวง”เสียงสตรีดังขึ้นจากด้านใน ทุกคนหันไปพร้อมกัน เผยจิ้งหรงฮองเฮาเดินออกมาจากตำหนักด้วยท่าทีสง่างาม แม้สีหน้าจะดูอ่อนล้าราวกับเฝ้าพระสวามีมาทั้งคืน แต่ทุกก้าวยังคงสงบนิ่ง นางสวมชุดเรียบกว่าปกติ เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกสองชิ้น ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของฮองเฮาผู้ห่วงใยฮ่องเต้ดูน่าเชื่อถือขึ้น เยว่หลิงมองหญิงตรงหน้าเป็นครั้งแรกอย่างตั้งใจงดงาม สุขุม ไม่มีท่าทีลนลานแม้สถานการณ์จะวุ่นวาย นี่คือผู้หญิงที่ซูกุ้ยเฟยสงสัยว่าอาจอยู่เบื้องหลังราชโองการปลอมและการกำจัดขุนนางฝ่ายองค์รัชทายาท แต่เยว่หลิงเตือนตัวเองทันที สงสัยไม่ใช่หลักฐาน นางจะไม่ตัดสินใครจากคำบอกเล่า เผยจิ้งหรงหยุดตรงหน้าเซียวจื่อเหิง“รัชทายาท เจ้ามาเฝ้าเสด็จพ่อ ข้าไม่ขัด แต่หญิงผู้นี้เข้าไปไม่ได้”เซียวจื่อเหิงตอบ “นางมาถวายการรักษา”สายตาฮองเฮาเลื่อนไปยังเยว่หลิง “เสิ่นเยว่หลิง?”“หม่อมฉันถวายพระพรฮองเฮา”“บุตรสาวเสนาบดีเสิ่นผู้ต้องหากบฏ?”บรรยากาศโดยรอบเงียบลงทันที คำถามนี้ไม่ได้ถามเ
“ข้ามีเงื่อนไข”เขาพูดขึ้น เยว่หลิงหันมาทันที ซูกุ้ยเฟยขมวดคิ้ว“จื่อเหิง”“ฟังข้าก่อน”เซียวจื่อเหิงมองเยว่หลิง “เจ้าจะไม่ลงมืออะไรโดยไม่อธิบายให้หมอหลวงอย่างน้อยสองคนฟัง”“ตกลง”“ห้ามถวายยาที่เจ้าปรุงเองโดยไม่มีพยาน”“ตกลง”“ห้ามกล่าวหาใครเรื่องวางยาจนกว่าจะมีหลักฐาน”“ข้าก็ตั้งใจเช่นนั้นอยู่แล้ว”“และทุกอย่างที่ตรวจพบต้องรายงานข้าก่อน”เยว่หลิงชะงัก“เหตุใด”“เพราะถ้ามีคนกำลังทำจริง ข่าวรั่วเพียงครั้งเดียวอาจทำให้หลักฐานหายทั้งหมด”ข้อนี้มีเหตุผล นางจึงพยักหน้า “ได้”ซูเหวินหลันมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าจะยอมจริงหรือ”เซียวจื่อเหิงตอบ “หมอหลวงหมดหนทางมาหลายเดือนแล้ว วันนี้พระอาการทรุดลงอีก หากนางมีสิ่งที่พวกเขาไม่เคยมอง อย่างน้อยก็ควรให้โอกาสตรวจ”“แต่ฐานะของนาง…”
“หมายความว่าอะไร”“ข้าจะไม่ขอแตะยาโดยลำพัง ไม่ขอเป็นคนเตรียมยาคนเดียว และทุกอย่างที่ตรวจให้หมอหลวงอยู่ด้วย”หมอเฉินขยับตัวเยว่หลิงกล่าวต่อ“ให้พวกเขาบันทึกสิ่งที่ข้าทำทุกอย่าง ยาที่ขอหยุด ยาที่ขอตรวจ น้ำที่ใช้ ภาชนะ ทุกอย่างต้องมีพยาน”ซูเหวินหลันเริ่มฟังจริงจังขึ้น“เจ้ากำลังป้องกันตัวเอง?”“ทั้งป้องกันตัวเองและป้องกันฮ่องเต้”“แล้วถ้ามีคนใส่ของบางอย่างลงไปหลังจากนั้น”“จึงต้องแยกคนรับผิดชอบแต่ละขั้นตอน”นางเริ่มอธิบายเหมือนกำลังวางระบบภาคสนาม“คนเก็บตัวอย่างไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนตรวจ คนต้มยาไม่ควรอยู่ลำพัง และยาทุกถ้วยต้องรู้ว่าผ่านมือใครบ้าง ถ้ามีปัญหา เราจะย้อนกลับได้”หมอเฉินฟังแล้วพยักหน้าช้า ๆ“วิธีนี้มีเหตุผล”ซูกุ้ยเฟยหันไปมองเขา“ท่านก็จะสนับสนุนนาง?”“ข้าไม่ได้บอกว่าสนับสนุนให้เข้าไปเสี่ยง แต่ถ้าต้องทำจริง วิธีของนางปลอดภัยกว่าการปล่อยให
คำถามนี้ทำให้เยว่หลิงเงียบ แน่นอนว่าไม่ง่าย เมื่อก้าวเข้าไปเกี่ยวกับพระอาการของฮ่องเต้แล้ว การถอยออกมาแทบเป็นไปไม่ได้ ซูเหวินหลันเห็นความเงียบของนางจึงพูดต่อ“อีกเรื่องหนึ่ง เจ้าคิดหรือไม่ว่าถ้าฮ่องเต้ประชวรเพราะมีคนทำจริง คนคนนั้นจะยอมให้เจ้าตรวจพบ?”เยว่หลิงตอบทันที “ไม่ยอม”“แล้ว?”“นั่นยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องรีบ”ซูกุ้ยเฟยขมวดคิ้ว เยว่หลิงอธิบายต่อ“ถ้ามีใครกำลังทำให้ฮ่องเต้ทรงอ่อนแอ คนผู้นั้นต้องการเวลา ยิ่งพระองค์ประชวรนานเท่าไร คนที่ควบคุมการเข้าเฝ้า คำสั่ง และราชการก็ยิ่งได้เปรียบ”“เจ้ากำลังพูดเรื่องการเมืองอีกแล้ว”“เพราะเรื่องนี้อาจไม่ใช่การแพทย์อย่างเดียว”นางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนพูดชัดขึ้น“และถ้าฮ่องเต้ทรงสิ้นพระชนม์ก่อนคดีท่านพ่อเปิดใหม่ ใครจะยอมรื้อคดีตระกูลเสิ่นอีกเพคะ”คำถามนั้นทำให้ซูเหวินหลันนิ่งไป เยว่หลิงมองนางตรง ๆ“ราชโองการจับท่านพ่อออกในช่วงที่ฮ่องเต้ประชวรหนัก และพระองค์เองย







