LOGINเธอยกมือกุมขมับ ภาพจำนวนมากไหลเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว เรือนขนาดใหญ่ กำแพงสีแดง สวนดอกไม้ หญิงสาววัยกลางคนในชุดหรูหราที่มองมาด้วยสายตาเย็นชา เด็กหญิงคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่หน้าประตู เสียงผู้หญิงต่อว่า
“คุณหนูเล็ก หากรู้ว่าตัวเองไร้ความสามารถก็ควรอยู่นิ่ง ๆ อย่าสร้างเรื่องให้ฮูหยินต้องปวดหัว”
ภาพเปลี่ยนไป ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางกำลังลูบศีรษะเด็กหญิงด้วยความเอ็นดู
“เยว่หลิง อย่าร้อง พ่อกลับมาแล้ว”
ความรู้สึกอบอุ่นแล่นผ่านหัวใจอย่างประหลาด จากนั้นภาพใหม่ก็เข้ามาแทน หญิงสาวสวมชุดงดงามยืนอยู่หน้ากระจก ผู้คนรอบตัวเรียกนางว่า
“คุณหนูเสิ่น”
“คุณหนูเล็ก”
“เสิ่นเยว่หลิง”
เอมี่เบิกตากว้าง ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน เสิ่นเยว่หลิง...นางเป็นบุตรสาวคนเล็กของเสนาบดีเสิ่น มารดาแท้ ๆ เสียชีวิตตั้งแต่นางยังเด็ก บิดาจึงแต่งภรรยาใหม่เข้ามาดูแลจวน ในสายตาคนนอก ฮูหยินใหม่เป็นสตรีอ่อนโยน ดูแลบุตรสาวของสามีอย่างดี
แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เมื่อลับหลังบิดา เสิ่นเยว่หลิงถูกเมิน ถูกกด ถูกสั่งให้อยู่ในกรอบ และถูกทำให้เชื่อมาตลอดว่าตนเป็นคนไร้ประโยชน์ นางเติบโตมาเป็นหญิงสาวสวยแต่ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าเถียง ไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าแม้แต่จะปกป้องตัวเอง แม้แต่สาวใช้บางคนในจวนยังรู้ว่าสามารถกดหัวคุณหนูคนเล็กผู้นี้ได้โดยไม่มีผลตามมา
เอมี่หลับตาแน่น ภาพความทรงจำยังไหลเข้ามาไม่หยุด มีชายคนหนึ่งปรากฏชัดขึ้น องค์ชายรองเซียวเฉิงเยี่ย เสิ่นเยว่หลิงเคยถูกกำหนดให้แต่งกับเขา นางรักเขาหรือไม่ เอมี่ตอบไม่ได้แน่ชัด ความรู้สึกของร่างเดิมเต็มไปด้วยความหวาดเกรง ความคาดหวัง และความยินดีที่อย่างน้อยการแต่งงานอาจทำให้นางหลุดพ้นจากจวนเสนาบดี นางจึงเฝ้ารอวันแต่งงาน เตรียมชุดเจ้าสาว เก็บของที่เขาเคยมอบให้ทุกชิ้นอย่างดี
แต่แล้วทุกอย่างพังลงในวันเดียว ทหารหลวงบุกเข้าไปในจวนเสิ่น มีราชโองการกล่าวหาว่าเสนาบดีเสิ่นสมคบคิดกับกองกำลังชายแดนเพื่อก่อการกบฏ คนในจวนถูกจับ ทรัพย์สินถูกยึด ขุนนางที่เคยสนิทกับตระกูลเสิ่นพากันตีตัวออกห่าง และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ราชสำนักได้รับหนังสือจากตำหนักองค์ชายรอง
ยกเลิกการแต่งงาน ไม่มีการขออภัย ไม่มีการถามไถ่ ไม่มีแม้แต่คำอธิบาย เซียวเฉิงเยี่ยตัดเสิ่นเยว่หลิงออกจากชีวิตทันทีที่ตระกูลนางกลายเป็นผู้ต้องหา ภาพหนึ่งชัดเจนขึ้น เสิ่นเยว่หลิงยืนอยู่กลางห้อง มือสั่นขณะถือหนังสือยกเลิกการหมั้น สาวใช้ข้างกายร้องไห้ แต่นางกลับไม่ร้อง เพียงนั่งลงอย่างไร้เรี่ยวแรง เหมือนโลกทั้งใบพังลงตรงหน้า
“ไม่จริง” เอมี่พึมพำกับตัวเอง ความทรงจำยังไม่หยุด เสียงเร่งเร้า เสียงล้อรถม้า เสียงม้าร้อง กลางคืนมืดสนิท หญิงสาวถูกพาออกจากจวนอย่างลับ ๆ เพราะบิดาเคยเตรียมทางหนีไว้ก่อนถูกจับ มีคนรับใช้อยู่หลายคน แต่พอรถม้าออกนอกเมืองกลับถูกไล่ตาม
ชายชุดดำ ลูกธนู เสียงกรีดร้อง รถม้าพุ่งไปบนทางเขา ม้าตื่นตกใจ ล้อรถกระแทกก้อนหิน จากนั้นทุกอย่างก็พลิกคว่ำ ร่างของเสิ่นเยว่หลิงกระแทกเข้ากับผนังรถม้า ภาพสุดท้ายคือท้องฟ้าหมุนกลับด้าน ก่อนความมืดจะกลืนทุกอย่าง เอมี่ลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมหอบหายใจแรง เธอนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางซากรถม้า
“นี่ไม่ใช่ความฝัน”
ความรู้สึกทั้งหมดชัดเจนเกินไป ความรักของเสิ่นเยว่หลิงที่มีต่อบิดา ความกลัวแม่เลี้ยง ความอับอายเวลาถูกหัวเราะเยาะ ความผิดหวังจากชายที่ควรจะแต่งงานด้วย และความหวาดกลัวในคืนที่ถูกตามฆ่า
ทั้งหมดไม่ได้เหมือนความทรงจำที่เธอเพิ่งสร้างขึ้น แต่มันเหมือนชีวิตของคนอีกคนถูกยัดเข้ามาอยู่ในหัวของเธอ เอมี่สูดลมหายใจยาวเพื่อควบคุมสติ เธอเคยผ่านสถานการณ์เลวร้ายมากกว่านี้ สนามรบ พื้นที่สารพิษ เหตุระเบิด คนไข้ที่หัวใจหยุดเต้นต่อหน้า สิ่งแรกที่ต้องทำคืออย่าตื่นตระหนก
“หนึ่ง ประเมินอาการตัวเอง” เธอพูดออกมาเบา ๆ “สอง ตรวจพื้นที่”
เอมี่ใช้กิ่งไม้ช่วยพยุงตัวขึ้น ข้อเท้าเจ็บแต่ยังเดินได้ เธอเข้าใกล้ซากรถม้าอย่างระมัดระวัง
“สาม หาอุปกรณ์ น้ำ อาหาร และคนรอดชีวิต”
ทันทีที่คำว่า “คนรอดชีวิต” หลุดออกมา ความทรงจำของเสิ่นเยว่หลิงก็ทำให้หัวใจนางกระตุก สาวใช้ องครักษ์ คนขับรถม้า ตอนออกจากเมืองมีคนอยู่กับนางอย่างน้อยหกคน แต่ตอนนี้บริเวณโดยรอบกลับเงียบเกินไป
“มีใครอยู่ไหม!”
เอมี่ตะโกน ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงน้ำจากลำธารด้านล่าง
“ได้ยินฉันไหม!”
ยังไม่มีเสียง เธอเริ่มค้นพื้นที่รอบซากรถ พบรอยเลือดบนก้อนหิน พบรองเท้าผ้าของผู้ชายหนึ่งข้าง พบเศษดาบ แต่ไม่มีศพ
“แปลก”
หากทุกคนตกลงมาพร้อมรถม้า ควรมีคนอยู่แถวนี้ นอกจากพวกเขาจะรอดและออกไปก่อน หรือถูกใครพาตัวไป เอมี่ก้มตรวจรอยพื้นดิน ฝนก่อนหน้านี้ทำให้รอยเท้าไม่ชัด แต่ยังพอมองเห็นว่ามีรอยหลายชุดตรงบริเวณซากรถม้า
บางรอยมาจากรองเท้าพื้นแข็ง ไม่เหมือนรองเท้าของคนรับใช้ที่ปรากฏในความทรงจำ เธอหรี่ตาลง มีคนอื่นมาที่นี่หลังรถตก คำถามคือคนเหล่านั้นเป็นใคร ผู้ช่วยเหลือ หรือคนที่ตามฆ่าเสิ่นเยว่หลิง
เอมี่เงยหน้ามองป่า ความรู้สึกจากการฝึกทหารทำให้เธอเริ่มระวังภัยทันที เธอไม่ควรอยู่ตรงนี้นาน เอมี่ค้นของในรถม้าที่พอใช้ได้ มีถุงน้ำเล็กหนึ่งใบ ขนมแห้งที่ยังไม่เปียก มีดสั้นสำหรับตัดเชือก ผ้าสะอาดบางส่วน เงินกับเครื่องประดับเล็กน้อย
เซียวจื่อเหิงมองนาง คำตอบนี้เกินกว่าที่คนทั่วไปคาดจากบุตรสาวที่เพิ่งเห็นบิดาถูกทรมาน เยว่หลิงพูดต่อ“หม่อมฉันต้องการให้ท่านพ่อออกมาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะพระเมตตา”ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางนานขึ้น“เจ้าต่างจากข่าวที่เราเคยได้ยินมาก”เยว่หลิงหัวใจสะดุด ประโยคคล้ายกับที่เซียวจื่อเหิงเคยพูด นางจึงตอบเพียง“คนเราย่อมเปลี่ยนได้เพคะ”ฮ่องเต้ไม่ได้ซักต่อ พระองค์มองเอกสารตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนรับสั่งกับเซียวจื่อเหิง“ฟังให้ดี”องค์รัชทายาทคุกเข่าลง “กระหม่อมรับพระบัญชา”“ตรวจราชโองการฉบับนี้ใหม่ ตรวจผู้เขียน ผู้รับคำสั่ง ผู้ใช้ตรา ผู้ส่งเอกสาร และหลักฐานกบฏทั้งหมด”“พ่ะย่ะค่ะ”“เรียกพยานเดิมกลับมาสอบใหม่ทุกคนที่ยังมีชีวิต”“พ่ะย่ะค่ะ”“ตรวจบันทึกการประชุม บันทึกเสบียง และรายชื่อขุนนางที่ถูกจับในช่วงเดียวกันด้วย”เผยจิ้งหรงเงยหน้าขึ้นทันที คำสั่งสุดท้ายขยายวงการตรวจสอบเกินกว่าตระกูลเสิ่นแล้ว เซียวจื่อเหิงเองก็เข้าใจ“เสด็จพ่อต้องการตรวจคดีอื่นด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ตอบช้า
เผยจิ้งหรงสูดลมหายใจช้า ๆ“ฝ่าบาท บันทึกเวรอาจไม่ละเอียด พระองค์ทรงลืมพระเนตรช่วงสั้น ๆ”เยว่หลิงมองนาง นี่เป็นคำแก้ที่ยังตรวจสอบได้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเท็จทันที ฮ่องเต้เองก็ไม่ได้รีบกล่าวหา พระองค์ถาม“ใครอยู่กับเราในช่วงนั้น”ฮองเฮาตอบ “หม่อมฉัน ขันทีเฝ้าพระองค์ และหมอหลวงบางคนเพคะ”“เรียกมา”เผยจิ้งหรงชะงัก “ฝ่าบาท ตอนนี้…”“เรียกคนทั้งหมดที่อยู่เวรคืนนั้นมา” ฮ่องเต้รับสั่งชัดเจน “รวมทั้งอาลักษณ์ผู้เขียนราชโองการ”เซียวจื่อเหิงรับคำทันที “พ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาจึงไม่สามารถพูดอะไรต่อได้ ฮ่องเต้วางราชโองการลงบนพระเพลา พระพักตร์ของพระองค์เริ่มซีดขึ้นจากความเหนื่อย เยว่หลิงจึงขยับเข้าไป“ฝ่าบาท ควรทรงพักก่อนเพคะ”พระองค์มองนาง“เรายังไม่หมดแรงถึงขั้นอ่านกระดาษไม่ได้”“หม่อมฉันไม่ได้ห้ามอ่านเพคะ แต่ถ้าพระองค์ทรงหมดพระสติอีกครั้ง การสอบสวนจะยิ่งช้า”คำพูดตรงเกินไปจนหมอหลวงเจิ้งถึงกับกระแอม เซียวจื่อเหิงกลับมีแววยิ้มบาง ๆ ฮ่องเต้มองเยว่หลิงอยู่ครู่หนึ่ง“เจ้าพูดกับเราเหมือนพูดกับค
ฮ่องเต้รับกระดาษมาเอง พระหัตถ์ยังสั่นเล็กน้อยจากความอ่อนแรง แต่สายพระเนตรกลับชัดเจนขึ้นมาก แล้ว พระองค์อ่านทีละบรรทัดอย่างช้า ๆ ตอนแรกสีพระพักตร์ยังสงบ แต่ยิ่งอ่านมากเท่าไร พระขนงก็ยิ่งขมวดแน่น เยว่หลิงมองอยู่ห่าง ๆเอกสารฉบับนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ครอบครัวหนึ่งพังพินาศในคืนเดียว ทำให้บิดาของร่างนี้ถูกจับ ทำให้จวนเสิ่นถูกปิด ทำให้เซียวเฉิงเยี่ยถอนหมั้น ทำให้คนในบ้านแตกกระจาย และสุดท้ายทำให้มีคนพยายามฆ่าเสิ่นเยว่หลิงระหว่างหลบหนี กระดาษเพียงฉบับเดียว แต่เบื้องหลังมันอาจซ่อนมือของคนจำนวนมาก ฮ่องเต้อ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย ก่อนทอดพระเนตรตราประทับท้ายราชโองการ พระองค์นิ่งอยู่นาน จากนั้นถาม“ใครนำเอกสารนี้ออกจากห้องทรงพระอักษร”หัวหน้าขันทีรีบตอบ “ตามบันทึก เป็นขันทีจากฝ่ายพระราชเลขานำไปส่งกรมอาญาพ่ะย่ะค่ะ”“ใครเป็นคนเขียน”“บันทึกระบุว่าเป็นอาลักษณ์หลวงตามคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”“คำสั่งของใคร”ขันทีเงียบ ฮ่องเต้ถามซ้ำ “คำสั่งของใคร”คราวนี้เผยจิ้งหรงเป็นฝ่ายตอบ “ของฝ่าบาทเพคะ”ทุกสายตาหันไปทางนาง ฮ่องเต้มองพระนางนิ่ง“เรา?”
“เสด็จพ่อ”ฮ่องเต้หันพระเนตรไปตามเสียง ใช้เวลาหลายอึดใจกว่าจะเพ่งเห็นใบหน้าพระโอรส ริมพระโอษฐ์ขยับ แต่ไม่มีเสียง เยว่หลิงรีบบอก“ยังไม่ต้องฝืนตรัสเพคะ”นางให้ขันทีใช้ช้อนเล็กแตะน้ำที่ริมพระโอษฐ์เพียงเล็กน้อย ฮ่องเต้กลืนได้ ทุกคนยิ่งมีความหวัง แต่เยว่หลิงยังไม่ยอมให้ดื่มมาก“ช้า ๆ”เผยจิ้งหรงนั่งลงข้างพระแท่น “ฝ่าบาท หม่อมฉันอยู่นี่เพคะ”ฮ่องเต้หันพระเนตรไปทางนาง แววตายังไม่ชัดว่ารู้สึกอย่างไร จากนั้นมองเลยไปยังซูเหวินหลัน หมอหลวง และเยว่หลิง เมื่อเห็นหญิงสาวแปลกหน้า พระองค์ขมวดพระขนง“นาง…” เสียงแหบจนแทบฟังไม่ออก เยว่หลิงคุกเข่าทันที“หม่อมฉันเสิ่นเยว่หลิงเพคะ”ฮ่องเต้ชะงัก ชื่อสกุลเสิ่นดูเหมือนกระตุ้นความทรงจำบางอย่าง พระเนตรของพระองค์เปลี่ยนทันที“เสิ่น…”เซียวจื่อเหิงก้าวเข้าใกล้ “เสด็จพ่อ อย่าเพิ่งทรงฝืน หากมีเรื่องใดไว้…”ฮ่องเต้กลับยกพระหัตถ์ขึ้นอย่างอ่อนแรง ทุกคนหยุดพูด พระองค์หลับตาเหมือนกำลังรวบรวมสติ จากนั้นลืมขึ้นใหม่และมองเซียวจื่อเหิงตรง ๆ“กี่วัน…”องค์รัชทายาทตอบ “พระองค์
เยว่หลิงชะงักเพียงครู่ แต่ไม่ได้ตอบ เซียวจื่อเหิงกลับมองนางอีกครั้ง เขาจำรายงานเกี่ยวกับเสิ่นเยว่หลิงคนเดิมได้ดี หญิงสาวอ่อนแอ กลัวเลือด ไม่กล้าพูดต่อหน้าคนมาก แต่คนที่ยืนตรงนี้กลับเถียงหมอหลวงต่อหน้าฮองเฮาได้โดยไม่กะพริบตา ความสงสัยในตัวนางไม่ได้ลดลง ตรงกันข้าม ยิ่งเพิ่มขึ้น เพียงแต่ตอนนี้เขามีเรื่องสำคัญกว่าต้องจัดการ องค์รัชทายาทเดินออกจากห้องบรรทมไปยังห้องข้าง องครักษ์คนสนิทเข้ามารายงานทันที“ตรวจรายชื่อคนเข้าออกห้องพระโอสถเบื้องต้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พบอะไร”“ช่วงสามเดือนมีขันทีและหมอฝึกหัดยี่สิบกว่าคน แต่หลังพระอาการทรุดหนัก จำนวนคนที่เข้าออกลดลงเหลือไม่กี่คน”“ใครเป็นคนสั่งลด”องครักษ์ชะงัก“คำสั่งจากฝ่ายในพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่ายใด”ชายคนนั้นลดเสียง “ตำหนักฮองเฮา”แววตาเซียวจื่อเหิงเย็นลง “เหตุผล?”“กล่าวว่าเพื่อป้องกันความผิดพลาดและรักษาความลับพระอาการ”ฟังดูสมเหตุผล และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะค
ฮ่องเต้ลืมพระเนตรหลังเซียวจื่อเหิงมีคำสั่งปิดตำหนักใหญ่ บรรยากาศภายในวังก็เปลี่ยนไปทันทีไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้นำยา อาหาร น้ำ หรือภาชนะออกจากเขตตำหนักโดยไม่ผ่านการตรวจ คนที่เคยเข้าออกห้องพระโอสถทั้งหมดถูกเรียกมาลงชื่อ หมอหลวงต้องตรวจบัญชีย้อนหลังทีละฉบับ ขณะที่ถ้วยยา หม้อยา กากสมุนไพร และวัตถุดิบทุกชนิดถูกแยกเก็บเป็นหลักฐานอย่างเป็นระบบตามที่เยว่หลิงเสนอแต่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานั้นไม่ใช่การหาคนผิด คือการรักษาชีวิตฮ่องเต้ก่อน เยว่หลิงไม่คิดว่าการถอนสิ่งต้องสงสัยออกจากตำรับแล้วพระองค์จะฟื้นทันที ร่างกายได้รับสารบางชนิดสะสมมาหลายเดือน ต่อให้หยุดแหล่งที่รับเข้าสู่ร่างกายแล้ว อวัยวะภายในก็ยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ยิ่งพระองค์อาเจียนต่อเนื่องและแทบเสวยอะไรไม่ได้ ร่างกายยิ่งอ่อนแอ นางจึงเสนอให้ลดการใช้ยาทุกอย่างที่ไม่จำเป็นลงก่อน“หยุดหมด?” หมอหลวงกัวถามอย่างไม่เห็นด้วย“ไม่ใช่หยุดทุกอย่าง” เยว่หลิงตอบ“หยุดเฉพาะตำรับที่มีส่วนผสมซ้ำหรือยังตรวจไม่ชัด ส่วนยาที่ใช้ประคับประคองอาการต้องเลือกเท่าที่จำเป็น”หมอหลวงเจิ้งถาม “แล้วเ







