ログインเมื่อการสวมอาภรณ์เสร็จสิ้น มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้นช้าๆ นางมองภาพสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ สตรีในนั้นดูสง่างามจนน่าเกรงขาม แววตาที่เคยหม่นแสงบัดนี้คมปลาบดุจปลายกระบี่
"ฮองเฮาทรงพระสิริโฉมยิ่งนักพะย่ะค่ะ" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความสวามิภักดิ์ดังขึ้นจากด้านหลัง
มู่หรงเสวี่ยไม่ได้หันไปมอง แต่นางรู้ดีว่าเป็นใคร "พี่หลิวซิง... ท่านคิดว่าชุดที่หนักอึ้งนี้ จะช่วยปกปิดรอยแผลเป็นที่ใจข้าได้หรือไม่?"
หลิวซิงในชุดเกราะแม่ทัพเต็มยศคุกเข่าลงข้างหนึ่ง "รอยแผลเป็นเหล่านั้นคือเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดของพระองค์พะย่ะค่ะ ชุดสีแดงนี้มิได้ถูกย้อมด้วยสีจากเปลือกไม้ แต่ถูกย้อมด้วยหัวใจที่ทรหดของพระองค์ บัดนี้ถึงเวลาที่พญาหงส์จะทวงคืนน่านฟ้าแล้ว"
มู่หรงเสวี่ยยกมือขึ้นลูบไล้ลายปักเฟิ่งหวงบนอกเสื้อ มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบ "จริงของท่าน... ความเจ็บปวดในวันนั้น คือน้ำมันที่เคี่ยวกรำให้เพลิงในใจข้าโชติช่วงขึ้นในวันนี้ ไปบอกตงฟางเย่... ข้าพร้อมจะไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่ 'พวกนาง' จัดเตรียมไว้ให้ข้าแล้ว"
นางกำนัลอาวุโสประคอง 'มงกุฎหงส์ทองคำ' ขึ้นด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย มงกุฎนี้คือยอดงานประณีตศิลป์ที่หล่อหลอมขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ สลักเสลาเป็นรูปหงส์คาบแก้วที่แลดูราวกับมีชีวิต ปีกหงส์แต่ละข้างประดับด้วยขนกะลิงคตสีครามสดจัดสลับกับทับทิมน้ำเอกสีแดงฉานดุจโลหิต
เมื่อมงกุฎถูกสวมลงบนศีรษะของ มู่หรงเสวี่ย อย่างบรรจง น้ำหนักของมันย้ำเตือนให้นางรู้ว่า บัดนี้อำนาจสูงสุดได้กลับมาอยู่ในมือนางแล้ว เสียงกระดิ่งทองเล็กๆ ที่ห้อยระย้าอยู่รอบมงกุฎส่งเสียง กรุ๊งกริ๊ง ใสกระจ่างยามนางขยับกาย ทว่าในความกังวานนั้นกลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบอย่างประหลาด กลิ่นหอมของเครื่องกำยานมังกรและอำนาจที่แผ่กระจายออกมาจากตัวนาง ทำให้เหล่านางกำนัลที่หมอบกราบอยู่แทบเท้าต้องสั่นสะท้าน
มู่หรงเสวี่ยยกหัตถ์ขึ้นลูบไล้จี้ทับทิมที่หน้าผาก แววตาที่สะท้อนในคันฉ่องนั้นไม่ใช่เด็กสาวผู้บูชาความรักอีกต่อไป นางไม่ใช่คู่หมั้นที่เคยออดอ้อนภายใต้ต้นท้อ แต่คือ 'ฮองเฮาผู้กุมชะตา' ที่จุติขึ้นจากเถ้าถ่านแห่งความทรยศ
นางก้าวเดินออกมาจากหลังม่านมุกที่กระทบกันดังเกรียวกราว ท่วงท่าการเยื้องกรายนั้นมั่นคงและทรงพลังยิ่งกว่าครั้งใด ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นตำหนักคุณหนิงดูราวกับจะสยบทุกสิ่งให้ศิโรราบ
"ฝ่าบาทเสด็จ!" เสียงขันทีประกาศก้องหน้าตำหนัก
ตงฟางเย่ ก้าวเข้ามาในห้องโถง ทว่าฝีเท้าของเขากลับต้องชะงักลงทันทีที่เห็นสตรีในชุดแดงเพลิงตรงหน้า แววตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและโหยหา บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความตะลึงลานในความสง่าที่แฝงไปด้วยความอำมหิตของนาง
ความรักที่ตายไป... กับความแค้นที่รุ่งโรจน์
"เสวี่ยเอ๋อ..." ตงฟางเย่พึมพำเสียงแผ่ว พลางยื่นหัตถ์หมายจะสัมผัสปรางนวล "เจ้าในชุดนี้... ช่างงดงามเหมือนที่ข้าเคยฝันไว้ไม่มีผิด"
มู่หรงเสวี่ยเบี่ยงกายหลบสัมผัสนั้นอย่างนิ่มนวลทว่าเย็นชา นางแย้มสรวลที่มุมปาก แต่ดวงตากลับว่างเปล่า "ฝ่าบาททรงเรียกผิดคนแล้วเพคะ 'เสวี่ยเอ๋อร์' ของพระองค์นั้นตายไปแล้ว... ตายไปพร้อมกับเศษหยกพยัคฆ์ขาวที่ถูกทิ้งไว้กลางสายฝนหน้าตำหนักใหญ่เมื่อหลายปีก่อน"
ตงฟางเย่พระพักตร์ซีดเผือด "เจ้ายังโกรธข้า... ข้าพยายามจะชดเชยให้เจ้าทุกอย่างแล้ว ทั้งตำแหน่งฮองเฮา ทั้งเกียรติยศของตระกูลมู่หรงที่ข้าคืนให้"
"ชดเชยหรือเพคะ?" มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้าไปใกล้จนกลิ่นหอมของนางปะทะกับกลิ่นฉลองพระองค์มังกร "ตำแหน่งนี้หม่อมฉันไม่ได้มาเพราะความเมตตาของพระองค์ แต่หม่อมฉันทวงมันคืนมาด้วยหยาดเลือดและน้ำตาในโรงซักล้างต่างหาก ส่วนเกียรติยศ... หม่อมฉันจะใช้ 'อำนาจ' ที่พระองค์มอบให้นี้ สะสางทุกคนที่เคยทำลายชีวิตหม่อมฉันให้ย่อยยับลงไปทีละคน... เริ่มจากเหล่าสนมรักของพระองค์ในงานเลี้ยงคืนนี้ดีไหมเพคะ?"
"เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าริษยาจนเสียสติไปแล้วหรือ!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด
"หม่อมฉันไม่ได้ริษยาเพคะฝ่าบาท..." นางหมุนกายเดินมุ่งหน้าสู่ประตูตำหนักโดยไม่หันกลับมามองมังกรผู้เดียวดาย "หม่อมฉันเพียงแค่กำลัง 'ทำความสะอาด' วังหลังให้สมกับฐานะของหม่อมฉันเท่านั้น... เหมือนที่พระองค์เคยตรัสไว้ไงเพคะ ให้ความสกปรกชะล้างสิ่งที่มันควรจะหายไป!"
ชายกระโปรงสีแดงเพลิงที่ปักลายหงส์สยายปีกพัดผ่านพื้นหินอ่อนราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน มู่หรงเสวี่ยก้าวออกจากตำหนักคุณหนิงมุ่งหน้าสู่อุทยานหลวง ที่ซึ่งเหล่าศัตรูในคราบสนมและขุนนางกำลังรอต้อนรับนาง
ภายใต้ฉลองพระองค์ที่งดงามที่สุด คือหัวใจที่เย็นชาที่สุด และคืนนี้... วังหลวงจะได้รับรู้ว่า ราคาของการทำให้พญาหงส์หลั่งน้ำตานั้น แพงยิ่งกว่าลมหายใจของพวกเขาทั้งหมดรวมกัน!
มังกรในพันธนาการ... เล่ห์สุดท้ายของนางมารเพลิงไหม้ยังคงลุกโชนอยู่ตามมุมต่างๆ ของพระราชวัง แสงเพลิงสะท้อนกับพระจันทร์สีเลือดทำให้ท้องฟ้าดูน่าสยดสยองประดุจขุมนรกบนดิน ในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังกวาดล้างหน่วยเดนตายที่เชิงเทิน เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากทาง ตำหนักเฉียนชิง ทิศทางที่ตงฟางเย่เพิ่งเสด็จไป"ฝ่าบาท!" มู่หรงเสวี่ยอุทานด้วยความตกใจ นางรีบทะยานร่างลงจากกำแพงเมืองมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลวงทันทีทว่าภาพที่นางเห็นเมื่อไปถึงกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ตงฟางเย่ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่เคลือบยาพิษสลายกำลัง พระองค์ประทับคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงที่รายล้อมด้วยนักฆ่า "เงาสีคราม" ที่เหลืออยู่ โดยมี อวี้หลัน ยืนถือกริชจ่ออยู่ที่ลำคอของพระองค์อวี้หลันในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมีแผลจากการปะทะ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม นางบังคับให้ตงฟางเย่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร ซึ่งมีม้วนผ้าไหมเหลืองทองและแท่นหมึกสีชาดวางรออยู่"หยุดอยู่ตรงนั้น! มู่หรงเสวี่ย!" อวี้หลันตวาดก้อง เสีย
พยัคฆ์ในเงามืด... การตลบหลังที่ไร้ความปรานี"เจ้าหญิงอวี้หลัน... เจ้าช่างชอบสีแดงนักนะ"น้ำเสียงเย็นเยียบดังกังวานมาจากมุมมืดของกำแพงเมือง อวี้หลันชะงักฝีเท้า พลันปรากฏร่างของ มู่หรงเสวี่ย ในชุดเกราะเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด นางก้าวออกมาพร้อมกับ หลิวซิง และกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ดูเหมือนจะ "หายตัวไป" ก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาซุ่มรอเวลานี้อยู่ในอุโมงค์ลับใต้กำแพงเมือง"มู่หรงเสวี่ย! เจ้ายังไม่ตาย!" อวี้หลันกัดฟันกรอด "แต่ต่อให้เจ้าฟื้นขึ้นมา ยามนี้กองทัพข้าเข้าเมืองมาแล้ว ตราพยัคฆ์ขาวอยู่ในมือข้า ทหารของเจ้าต้องฟังข้า!"มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ลองดูสิอวี้หลัน... ลองสั่งทหารที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าดูสิ ว่าพวกเขาจะทำตาม 'ก้อนหิน' ในมือเจ้า หรือจะทำตาม 'จิตวิญญาณ' ของแม่ทัพที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขามานับสิบปี"อวี้หลันชูตราหยกขึ้นสูง "ทหารพยัคฆ์ขาว! ข้ากุมอาญาสิทธิ์! จงสังหารนางกบฏมู่หรงเสวี่ยเดี๋ยวนี้!"ความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมไปชั่วขณะ ทหารพยัคฆ์ขาวนั
ท่ามกลางวงล้อม เล่ห์เหลี่ยมที่ล่มสลายหัวหน้าทัพซีหานชะงักม้า "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเสียอำนาจไปแล้ว! อำมาตย์กงบอกเราว่าเจ้าถูกกักบริเวณ!""อำมาตย์กงงั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มเย็น "ป่านนี้เขาคงกำลังสนุกกับการดู 'ปืนใหญ่' ของอวี้หลันที่เขาสะสมไว้... ระเบิดคฤหาสน์ของตัวเองอยู่กระมัง"ในวินาทีนั้นเอง เสียงระเบิดดังกัมปนาทมาจากทิศทิศใต้ของเมืองหลวง เปลวเพลิงสีส้มพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือคฤหาสน์ของอำมาตย์กงที่ถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่ที่อวี้หลันแอบวางกลไก "ทำลายตัวเอง" ไว้เพื่อฆ่าปิดปากขุนนางเฒ่า แต่หลิวซิงได้ชิงจุดชนวนก่อนเวลาเพื่อให้มันกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ราษฎร"พวกเจ้าถูกหลอกมาตายเพื่อความฝันของสตรีวิปลาสเพียงคนเดียว" มู่หรงเสวี่ยชี้ดาบลงมาเบื้องล่าง "ทหารพยัคฆ์ขาว! จัดการกบฏให้สิ้นซาก อย่าให้พวกมันรอดไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน!"ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!ลูกศรเพลิงนับพันถูกระดมยิงลงมาจากกำแพงเมือง กองทัพซีหานที่เคยฮึกเหิมกลับกลายเป็นเป้านิ่งในค่ายกลที่มู่หรงเสวี่ยวางไว้การเผชิญหน้าบนหอคอย
"ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่งนัก!" อำมาตย์กงรีบตัดบทก่อนที่ฮ่องเต้จะใจอ่อน "ในเมื่อส่งคืนตราแล้ว หม่อมฉันขอเสนอให้ส่งมอบการบังคับบัญชาชั่วคราวให้แก่อำมาตย์กรมกลาโหม เพื่อตรวจสอบรายชื่อทหารที่อาจจะเป็นไส้ศึกพะย่ะค่ะ!"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน นางมองไปที่อวี้หลันที่กำลังแอบยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่มุมปาก นางจึงเดินเข้าไปใกล้และกระซิบเพียงเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน"เจ้าได้ตราไปแล้วอวี้หลัน... แต่นักรบพยัคฆ์ขาวมิได้จงรักภักดีต่อ 'ก้อนหิน' พวกเขาจงรักภักดีต่อ 'จิตวิญญาณ' ข้าจะดูซิว่า... ก้อนหินไร้ชีวิตในมือเจ้า จะต้านทานกองทัพเงาของเจ้าได้จริงหรือเปล่า"อวี้หลันหน้าถอดสีครู่หนึ่ง แต่ความทะเยอทะยานบดบังทุกสิ่ง นางรีบประคองตงฟางเย่ให้เสด็จกลับตำหนัก ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางท้องพระโรงที่ว่างเปล่าหลิวซิงก้าวออกมาจากหลังเสา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "คุณหนู... เหตุใดถึงยอมถึงเพียงนี้? หากไม่มีตรานั่น เราจะสั่งการทหารอย่างไรพะย่ะค่ะ?"มู่หรงเสวี่ยเชิด
คมดาบที่คอหอย... ข้อกล่าวหาอันร้ายกาจบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้าตรู่มิได้อบอุ่นไปตามแสงตะวัน ทว่ากลับหนาวเหน็บด้วยบรรยากาศแห่งการพิพากษา ตงฟางเย่ ประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียดประดุจรูปสลักหิน แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและระแวงตามแผนการของมนตราที่ยังหลงเหลือและคำยุยงที่รุนแรงขึ้นทุกวันเบื้องล่างคือขุนนางนับร้อยที่นำโดย อำมาตย์กง ซึ่งถือฎีกาปึกใหญ่ที่มีรายชื่อขุนนางเกือบครึ่งราชสำนักร่วมลงนาม"ฝ่าบาท! หากมิจัดการในวันนี้ แผ่นดินต้าตงจะมิใช่ของตระกูลตงฟางอีกต่อไปพะย่ะค่ะ!" อำมาตย์กงกราบทูลด้วยเสียงอันดัง "เหตุการณ์ลอบสังหารนายกองในวังหลวงที่เกิดขึ้น รายชื่อผู้ตายล้วนแต่เป็นคนของฮองเฮา แต่น่าแปลกที่นางมิได้เร่งสืบหาคนร้าย ทว่ากลับสั่งเคลื่อนพลพยัคฆ์ขาวเข้าประชิดกำแพงเมืองชั้นในโดยมิได้รับอนุญาต นี่มิใช่การเตรียมการกบฏเพื่อบีบให้ฝ่าบาทสละราชสมบัติหรอกหรือพะย่ะค่ะ?""ไม่จริงพะย่ะค่ะ!" แม่ทัพฉิน พยายามท้วงติง "การเคลื่อนพลเป็นไปเพื่อการคุ้มก
คมดาบใต้เงาจันทร์... ปฏิบัติการ "เงาสีคราม"กลางดึกที่มืดมิดที่สุดของเดือน ความเงียบงันปกคลุมค่ายพักทหารพยัคฆ์ขาวนอกเขตพระราชฐานชั้นใน นายกองหาน หนึ่งในขุนพลคู่ใจของมู่หรงเสวี่ยที่ดูแลการลำเลียงเสบียง กำลังตรวจตราคลังอาวุธเป็นรอบสุดท้าย ทว่าในจังหวะที่เขาเดินผ่านซอกกำแพงหิน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นผ่านลำคอไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหาร ร่างในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มประดุจสีของท้องฟ้ายามราตรีปรากฏขึ้นดุจวิญญาณ นี่คือ "เงาสีคราม" หน่วยสังหารที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตที่สุดของซีหาน พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบยาวที่ส่งเสียงดัง แต่ใช้ "ลวดสังหาร" และ "เข็มพิษสั้น" ที่ปลิดชีพเหยื่อได้ในพริบตาฉับ!ลวดเหล็กกล้าเส้นบางเฉียบรัดเข้าที่ลำคอของนายกองหาน เขาพยายามจะเปล่งเสียงร้องแต่กลับมีเพียงเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมา ร่างของเขาถูกลากหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วและแนบเนียนในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง นายกองระดับหัวกะทิของมู่หรงเสวี่ยอีกสามนายถูกลอบสังหารในลักษณะเดียวกัน บ้างถูกพบเป็นศพในตรอกเ







