LOGINสายตาของเขาที่เคยมองนางด้วยความชิงชัง บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิดและรักอันล้นปรี่ เขาเอื้อมมือหนาไปกุมมือที่เล็กกว่า... มือนั้นหาได้นุ่มนวลปานกลีบบัวเหมือนคุณหนูในห้องหอไม่ แต่มันกลับหยาบกร้าน และมีรอยแผลจากการตรากตรำซักล้างผ้าหนักอึ้งท่ามกลางน้ำแข็งมานับครั้งไม่ถ้วน เขาประคองมือนั้นขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า ก่อนจะก้มลงจุมพิตที่หลังมือของนางอย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนนับร้อยที่เฝ้ามองอยู่
"มู่หรงเสวี่ย..." น้ำเสียงของเขาที่เคยดุดันสั่งการ บัดนี้กลับทุ้มต่ำและอ่อนโยนจนลมหายใจของนางสะดุด "ข้าเป็นคนเขลาที่ปล่อยให้เมฆหมอกแห่งความระแวงบังตา จนเกือบจะเสียเจ้าไปชั่วนิรันดร์ ข้าปล่อยให้เจ้าต้องทนทุกข์ในที่ที่มืดมิดที่สุด ทั้งที่เจ้าควรจะเป็นแสงสว่างข้างกายข้า"
เขากระซิบประโยคที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนวิญญาณที่เคยแหลกสลายกำลังถูกโอบอุ้มด้วยไออุ่น "แต่นับจากวันนี้ไป ชื่อของตระกูลมู่หรงจะถูกจารึกไว้ในพงศาวดารว่าเป็นผู้ซื่อสัตย์ภักดีต่อราชบัลลังก์ด้วยเลือดและวิญญาณ และเจ้า... เสวี่ยเอ๋อของข้า... เจ้าจะไม่อยู่ในฐานะนางกำนัลซักล้างชั้นต่ำที่ใครจะดูหมิ่นได้อีกต่อไป"
ตงฟางเย่เหยียดกายตรง แววตากลับมาทรงอำนาจดุจพญามังกร เขายกมือนางขึ้นชูต่อหน้าเหล่าขุนนางและข้าราชบริพาร ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยเสียงที่ดังกังวานไปถึงสุดกำแพงวังหลวง
"ข้าขอประกาศต่อฟ้าดินและราษฎรทุกตัวคน ข้าขอแต่งตั้ง มู่หรงเสวี่ย ขึ้นเป็นฮองเฮาคู่บัลลังก์แต่เพียงผู้เดียว! ผู้ใดที่บังอาจลบหลู่ศิรินาง ผู้นั้นเท่ากับลบหลู่ข้า!"
สิ้นคำประกาศ น้ำตาที่มู่หรงเสวี่ยเคยพยายามสะกดกลั้นมาตลอดสามปี น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ ความร้าวรานจากการถูกตราหน้าว่าเป็นลูกกบฏ และความเหน็บหนาวในโรงซักล้างที่กัดกินกระดูก บัดนี้มันไหลร่วงหล่นลงมาปานสายเลือดที่เหือดแห้งไปแล้ว ทว่ามันคือน้ำตาแห่งความตื้นตันและปลดปล่อย
นางสะอื้นไห้ในอ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่เคยสัมมา ความเจ็บปวดที่เคยเป็นบาดแผลฉกรรจ์ดูเหมือนจะเลือนลางไปพร้อมกับวงแขนแข็งแรงที่โอบรัดนางไว้แน่น ราวกับเขาจะไม่ยอมปล่อยให้นางต้องเผชิญกับลมหนาวเพียงลำพังอีกต่อไป
แม้จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งนี้จะเต็มไปด้วยเพลิงแค้นและการหักหลัง แต่ในค่ำคืนนี้ กลีบดอกท้อที่เคยร่วงหล่นแห้งเหี่ยวกลางกองหิมะในฤดูหนาวอันยาวนาน กลับได้รับหยาดน้ำค้างแห่งความรักจนผลิบานสะพรั่งอีกครั้ง... ในอ้อมกอดของวสันตฤดูที่รอคอยมาแสนนาน
เสียงแตรเขาสัตว์ดังกังวานไปทั่วเก้าประตูวังหลวง สอดประสานกับเสียงรัวกลองศึกที่ดังกึกก้องประหนึ่งเสียงคำรามของมังกรเหนือฟากฟ้า วันนี้คือวันที่ทั่วทั้งแผ่นดินต้าตงต้องจดจำ เมื่อท้องถนนทุกสายในเมืองหลวงถูกปูด้วยผ้าไหมสีแดงฉาด และกลีบดอกไม้โปรยปรายลงมาดุจสายฝน เพื่อเฉลิมฉลองพิธีสถาปนาฮองเฮาที่กลับมาดำรงตำแหน่งอันชอบธรรมของนางอีกครั้ง
ภายในตำหนักคุณหนิงที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบเหงา บัดนี้กลับมีชีวิตชีวาด้วยไอร้อนจากกำยานและเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างสำรวม บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสะอาดของไม้จันทน์ผสานกับเครื่องหอม 'หลงเฉียน' ชั้นเลิศที่ปรุงขึ้นสำหรับเจ้าของตำหนักเพียงผู้เดียว แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านช่องบานหน้าต่างไม้แกะสลักลายมงคล กระทบเข้ากับม่านมุกที่ทิ้งตัวยาวระย้าจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับล้อแสงตะวัน ราวกับเม็ดฝนทองคำที่ร่วงหล่นลงมากลางห้องโถง
มู่หรงเสวี่ย ยืนนิ่งสงบดุจรูปปั้นหยกขาวอยู่เบื้องหลังม่านมุกนั้น นางหลับตาลงช้าๆ สัมผัสถึงความเงียบที่ทรงพลัง ปล่อยให้ภาพจำอันขมขื่นของหยดน้ำด่างที่กัดกินปลายนิ้ว ความหนาวเหน็บยามซักผ้าท่ามกลางหิมะ และเสียงดุด่าในโรงซักล้าง ค่อยๆ มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในเตากำยานแห่งอดีต นางไม่ได้กลับมาเพื่อเสวยสุข แต่กลับมาเพื่อสวมทับอำนาจที่ครั้งหนึ่งเคยถูกพรากไป
อาภรณ์แห่งการจุติใหม่
นางกำนัลอาวุโสนับสิบนางที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดีเยี่ยมที่สุดในวังหลวง ต่างก้มหน้าทำงานด้วยความยำเกรง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ขณะที่พวกนางช่วยกันบรรจงปรนนิบัติสวมอาภรณ์แห่งเกียรติยศที่สูงส่งที่สุดของสตรีในใต้หล้า
ชุดพิธีการ ‘เฟิ่งกวนหงจวง’ (อาภรณ์หงส์แดง) ถูกคลี่ออกอย่างประณีตประหนึ่งงานศิลปะล้ำค่า ตัวชุดถักทอด้วยไหมทองคำแท้ที่สะท้อนแสงแวววาวสลับกับด้ายไหมห้าสีมงคล ลวดลายนกเฟิ่งหวงสยายปีกพุ่งทะยานสู่เมฆาถูกปักอย่างวิจิตรบรรจงด้วยไข่มุกน้ำงามนับพันเม็ดที่คัดสรรมาอย่างดีจากท้องทะเลลึก ทุกฝีเข็มที่ปักลงไปมิใช่เพียงความงาม แต่คือความหมายแห่งการเกิดใหม่จากกองฟอน
"ระวังหน่อย อย่าให้รอยจีบเคลื่อนแม้เพียงนิด" นางกำนัลอาวุโสกำชับเสียงแผ่วเบา ขณะที่กำลังรัดสายคาดเอวประดับหยกมังกรคู่
มังกรในพันธนาการ... เล่ห์สุดท้ายของนางมารเพลิงไหม้ยังคงลุกโชนอยู่ตามมุมต่างๆ ของพระราชวัง แสงเพลิงสะท้อนกับพระจันทร์สีเลือดทำให้ท้องฟ้าดูน่าสยดสยองประดุจขุมนรกบนดิน ในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังกวาดล้างหน่วยเดนตายที่เชิงเทิน เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากทาง ตำหนักเฉียนชิง ทิศทางที่ตงฟางเย่เพิ่งเสด็จไป"ฝ่าบาท!" มู่หรงเสวี่ยอุทานด้วยความตกใจ นางรีบทะยานร่างลงจากกำแพงเมืองมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลวงทันทีทว่าภาพที่นางเห็นเมื่อไปถึงกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ตงฟางเย่ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่เคลือบยาพิษสลายกำลัง พระองค์ประทับคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงที่รายล้อมด้วยนักฆ่า "เงาสีคราม" ที่เหลืออยู่ โดยมี อวี้หลัน ยืนถือกริชจ่ออยู่ที่ลำคอของพระองค์อวี้หลันในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมีแผลจากการปะทะ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม นางบังคับให้ตงฟางเย่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร ซึ่งมีม้วนผ้าไหมเหลืองทองและแท่นหมึกสีชาดวางรออยู่"หยุดอยู่ตรงนั้น! มู่หรงเสวี่ย!" อวี้หลันตวาดก้อง เสีย
พยัคฆ์ในเงามืด... การตลบหลังที่ไร้ความปรานี"เจ้าหญิงอวี้หลัน... เจ้าช่างชอบสีแดงนักนะ"น้ำเสียงเย็นเยียบดังกังวานมาจากมุมมืดของกำแพงเมือง อวี้หลันชะงักฝีเท้า พลันปรากฏร่างของ มู่หรงเสวี่ย ในชุดเกราะเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด นางก้าวออกมาพร้อมกับ หลิวซิง และกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ดูเหมือนจะ "หายตัวไป" ก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาซุ่มรอเวลานี้อยู่ในอุโมงค์ลับใต้กำแพงเมือง"มู่หรงเสวี่ย! เจ้ายังไม่ตาย!" อวี้หลันกัดฟันกรอด "แต่ต่อให้เจ้าฟื้นขึ้นมา ยามนี้กองทัพข้าเข้าเมืองมาแล้ว ตราพยัคฆ์ขาวอยู่ในมือข้า ทหารของเจ้าต้องฟังข้า!"มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ลองดูสิอวี้หลัน... ลองสั่งทหารที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าดูสิ ว่าพวกเขาจะทำตาม 'ก้อนหิน' ในมือเจ้า หรือจะทำตาม 'จิตวิญญาณ' ของแม่ทัพที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขามานับสิบปี"อวี้หลันชูตราหยกขึ้นสูง "ทหารพยัคฆ์ขาว! ข้ากุมอาญาสิทธิ์! จงสังหารนางกบฏมู่หรงเสวี่ยเดี๋ยวนี้!"ความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมไปชั่วขณะ ทหารพยัคฆ์ขาวนั
ท่ามกลางวงล้อม เล่ห์เหลี่ยมที่ล่มสลายหัวหน้าทัพซีหานชะงักม้า "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเสียอำนาจไปแล้ว! อำมาตย์กงบอกเราว่าเจ้าถูกกักบริเวณ!""อำมาตย์กงงั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มเย็น "ป่านนี้เขาคงกำลังสนุกกับการดู 'ปืนใหญ่' ของอวี้หลันที่เขาสะสมไว้... ระเบิดคฤหาสน์ของตัวเองอยู่กระมัง"ในวินาทีนั้นเอง เสียงระเบิดดังกัมปนาทมาจากทิศทิศใต้ของเมืองหลวง เปลวเพลิงสีส้มพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือคฤหาสน์ของอำมาตย์กงที่ถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่ที่อวี้หลันแอบวางกลไก "ทำลายตัวเอง" ไว้เพื่อฆ่าปิดปากขุนนางเฒ่า แต่หลิวซิงได้ชิงจุดชนวนก่อนเวลาเพื่อให้มันกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ราษฎร"พวกเจ้าถูกหลอกมาตายเพื่อความฝันของสตรีวิปลาสเพียงคนเดียว" มู่หรงเสวี่ยชี้ดาบลงมาเบื้องล่าง "ทหารพยัคฆ์ขาว! จัดการกบฏให้สิ้นซาก อย่าให้พวกมันรอดไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน!"ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!ลูกศรเพลิงนับพันถูกระดมยิงลงมาจากกำแพงเมือง กองทัพซีหานที่เคยฮึกเหิมกลับกลายเป็นเป้านิ่งในค่ายกลที่มู่หรงเสวี่ยวางไว้การเผชิญหน้าบนหอคอย
"ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่งนัก!" อำมาตย์กงรีบตัดบทก่อนที่ฮ่องเต้จะใจอ่อน "ในเมื่อส่งคืนตราแล้ว หม่อมฉันขอเสนอให้ส่งมอบการบังคับบัญชาชั่วคราวให้แก่อำมาตย์กรมกลาโหม เพื่อตรวจสอบรายชื่อทหารที่อาจจะเป็นไส้ศึกพะย่ะค่ะ!"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน นางมองไปที่อวี้หลันที่กำลังแอบยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่มุมปาก นางจึงเดินเข้าไปใกล้และกระซิบเพียงเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน"เจ้าได้ตราไปแล้วอวี้หลัน... แต่นักรบพยัคฆ์ขาวมิได้จงรักภักดีต่อ 'ก้อนหิน' พวกเขาจงรักภักดีต่อ 'จิตวิญญาณ' ข้าจะดูซิว่า... ก้อนหินไร้ชีวิตในมือเจ้า จะต้านทานกองทัพเงาของเจ้าได้จริงหรือเปล่า"อวี้หลันหน้าถอดสีครู่หนึ่ง แต่ความทะเยอทะยานบดบังทุกสิ่ง นางรีบประคองตงฟางเย่ให้เสด็จกลับตำหนัก ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางท้องพระโรงที่ว่างเปล่าหลิวซิงก้าวออกมาจากหลังเสา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "คุณหนู... เหตุใดถึงยอมถึงเพียงนี้? หากไม่มีตรานั่น เราจะสั่งการทหารอย่างไรพะย่ะค่ะ?"มู่หรงเสวี่ยเชิด
คมดาบที่คอหอย... ข้อกล่าวหาอันร้ายกาจบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้าตรู่มิได้อบอุ่นไปตามแสงตะวัน ทว่ากลับหนาวเหน็บด้วยบรรยากาศแห่งการพิพากษา ตงฟางเย่ ประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียดประดุจรูปสลักหิน แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและระแวงตามแผนการของมนตราที่ยังหลงเหลือและคำยุยงที่รุนแรงขึ้นทุกวันเบื้องล่างคือขุนนางนับร้อยที่นำโดย อำมาตย์กง ซึ่งถือฎีกาปึกใหญ่ที่มีรายชื่อขุนนางเกือบครึ่งราชสำนักร่วมลงนาม"ฝ่าบาท! หากมิจัดการในวันนี้ แผ่นดินต้าตงจะมิใช่ของตระกูลตงฟางอีกต่อไปพะย่ะค่ะ!" อำมาตย์กงกราบทูลด้วยเสียงอันดัง "เหตุการณ์ลอบสังหารนายกองในวังหลวงที่เกิดขึ้น รายชื่อผู้ตายล้วนแต่เป็นคนของฮองเฮา แต่น่าแปลกที่นางมิได้เร่งสืบหาคนร้าย ทว่ากลับสั่งเคลื่อนพลพยัคฆ์ขาวเข้าประชิดกำแพงเมืองชั้นในโดยมิได้รับอนุญาต นี่มิใช่การเตรียมการกบฏเพื่อบีบให้ฝ่าบาทสละราชสมบัติหรอกหรือพะย่ะค่ะ?""ไม่จริงพะย่ะค่ะ!" แม่ทัพฉิน พยายามท้วงติง "การเคลื่อนพลเป็นไปเพื่อการคุ้มก
คมดาบใต้เงาจันทร์... ปฏิบัติการ "เงาสีคราม"กลางดึกที่มืดมิดที่สุดของเดือน ความเงียบงันปกคลุมค่ายพักทหารพยัคฆ์ขาวนอกเขตพระราชฐานชั้นใน นายกองหาน หนึ่งในขุนพลคู่ใจของมู่หรงเสวี่ยที่ดูแลการลำเลียงเสบียง กำลังตรวจตราคลังอาวุธเป็นรอบสุดท้าย ทว่าในจังหวะที่เขาเดินผ่านซอกกำแพงหิน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นผ่านลำคอไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหาร ร่างในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มประดุจสีของท้องฟ้ายามราตรีปรากฏขึ้นดุจวิญญาณ นี่คือ "เงาสีคราม" หน่วยสังหารที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตที่สุดของซีหาน พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบยาวที่ส่งเสียงดัง แต่ใช้ "ลวดสังหาร" และ "เข็มพิษสั้น" ที่ปลิดชีพเหยื่อได้ในพริบตาฉับ!ลวดเหล็กกล้าเส้นบางเฉียบรัดเข้าที่ลำคอของนายกองหาน เขาพยายามจะเปล่งเสียงร้องแต่กลับมีเพียงเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมา ร่างของเขาถูกลากหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วและแนบเนียนในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง นายกองระดับหัวกะทิของมู่หรงเสวี่ยอีกสามนายถูกลอบสังหารในลักษณะเดียวกัน บ้างถูกพบเป็นศพในตรอกเ







