หน้าหลัก / รักโบราณ / นางหงส์เหนือบัลลังก์ / บทที่ 16 รัศมีแห่งหงส์เหนือแผ่นดิน

แชร์

บทที่ 16 รัศมีแห่งหงส์เหนือแผ่นดิน

ผู้เขียน: อักษรามณี
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-28 16:23:14

รัศมีแห่งหงส์เหนือแผ่นดิน

เมื่อฉลองพระองค์ตัวนอกซึ่งถักทอด้วยไหมทองคำสลับดิ้นแดงเข้มถูกสวมทับลงบนบ่า น้ำหนักของผ้าไหมเนื้อหนาที่ทับซ้อนกันหลายชั้นกดทับลงมาอย่างหนักแน่น น้ำหนักนั้นมิใช่เพียงอาภรณ์ แต่คือภาระหน้าที่และอำนาจวาสนาที่นางต้องแบกรับไว้ด้วยความเต็มใจ มู่หรงเสวี่ยยืดแผ่นหลังให้ตรงกว่าเดิม นางไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากน้ำหนักนั้น แต่นางกลับรู้สึกถึง "เกราะ" ที่กำลังห่อหุ้มจิตใจที่เคยแตกร้าวของนางไว้

บนศีรษะของนางประดับด้วย มงกุฎทองคำรูปหงส์คาบแก้วระย้า ที่สลักเสลาอย่างประณีตหยดเย้อย ปีกหงส์แต่ละข้างแผ่สยายประดุจจะพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า มุกน้ำงามที่ห้อยระย้าสั่นไหวไปมาตามจังหวะการเยื้องกราย ก่อเกิดเสียงโลหะทองคำกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง กังวานใสสะอาดประดุจเสียงพิณสวรรค์ ทว่าในความใสสะอาดนั้นกลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่ข่มขวัญผู้ที่ได้ยิน

ใบหน้าที่เคยซูบซีดจากความอดอยาก และกร้านลมฝนจากการตรากตรำในโรงซักล้าง บัดนี้ถูกชโลมด้วยแป้งหอมเนียนละเอียดประดุจหยกขาวชั้นเลิศ แต่งแต้มด้วยชาดสีแดงเข้มดุจโลหิตที่ริมฝีปากและหางตา เสริมให้นัยน์ตาหงส์ดูดุดันและทรงอำนาจ

ความงามของนางในยามนี้ไม่ใช่ความงามที่อ่อนหวานชวนให้ปกป้องเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นความสง่างามที่เปี่ยมไปด้วยความนิ่งขรึมและน่าเกรงขามประดุจเทพธิดาสงคราม แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความเศร้าสร้อยกลับวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งความเชื่อมั่นและความแค้นที่ถูกขัดเกลาจนคมปลาบ

ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ตงฟางเย่ ประทับยืนอยู่ท่ามกลางแสงตะวันที่สาดส่อง พระองค์ทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องหน้าด้วยพระทัยที่เต้นระรัว ทั้งความรัก ความผิด และความยำเกรงประดังเข้ามาในคราวเดียว

"เสวี่ยเอ๋อ..." ตงฟางเย่รับสั่งเสียงพร่า พลางยื่นหัตถ์ที่สั่นเทาหมายจะสัมผัสชายอาภรณ์ของนาง "ในที่สุดเจ้าก็กลับมา... กลับมาสวมชุดนี้เพื่อข้า"

มู่หรงเสวี่ยขยับกายเพียงเล็กน้อย หลบเลี่ยงสัมผัสนั้นอย่างละมุนละไมทว่าชัดเจน ชายกระโปรงยาวเหยียดที่ลากไปกับพื้นหินอ่อนส่งเสียงสืบเนื่องกันอย่างทรงพลัง นางหมุนกายกลับมาสบตาพระองค์ แววตานั้นนิ่งสนิทดุจผิวน้ำในบ่อลึก

"ฝ่าบาททรงเรียกใครหรือเพคะ?" นางเอ่ยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าบาดลึก "สตรีที่ชื่อ 'เสวี่ยเอ๋อร์' ผู้โง่เขลาและบูชาความรักนั้น ถูกฝ่าบาทสั่งประหารไปตั้งแต่วันที่หยกพยัคฆ์ขาวแตกสลายแล้ว... มู่หรงเสวี่ยในยามนี้ มีเพียงหน้าที่ในฐานะ 'มู่หรงฮองเฮา' ของแผ่นดินเท่านั้น"

ตงฟางเย่สะอึกในลำคอ พระพักตร์ซีดเผือด "เจ้ายังโกรธข้า... ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว ข้าจะชดเชยให้เจ้าทุกอย่าง"

"ชดเชยหรือเพคะ?" นางเหยียดยิ้มที่มุมปาก แววตาวาวโรจน์ขึ้นชั่วครู่ "เช่นนั้นก็ทรงเตรียมพระทัยไว้เถิด เพราะสิ่งที่หม่อมฉันจะเรียกคืนจากทุกคนที่ทำลายตระกูลมู่หรงนั้น... มันไม่ได้จบลงเพียงแค่ตำแหน่งฮองเฮานี้แน่"

การก้าวเดินสู่บัลลังก์

"ฮองเฮาเพคะ... ถึงเวลาเสด็จแล้วเพคะ"

แม่นมเฉิน ผู้ที่เคยเห็นนางตกระกำลำบากมาตั้งแต่วันแรก เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความยินดี น้ำตาแห่งความปิติรื้นอยู่ที่ขอบตาเมื่อเห็นนกน้อยในวันนั้นเติบโตเป็นพญาหงส์ที่สง่างามเพียงนี้

มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้นช้าๆ นางมองภาพสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ประกาศชัยชนะต่อทุกเล่ห์เหลี่ยมและคำสบประมาท นางยื่นมือนวลเนียนไปวางบนมือของแม่นมเฉิน

"ไปเถิด... ข้าจะไปพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เลือดมังกรที่ไหลเวียนในกายของลูกข้านั้น บริสุทธิ์และสูงส่งเพียงใด และจะไม่มีสุนัขรับใช้ตัวไหนมาพ่นยาพิษใส่ครอบครัวของข้าได้อีก!"

ทุกย่างก้าวที่นางก้าวออกจากตำหนักคุณหนิง เหล่านางกำนัลและองครักษ์ต่างก้มกราบลงราบคาบพื้นประดุจคลื่นมนุษย์ พญาหงส์แดงกำลังจะมุ่งหน้าสู่ท้องพระโรงเพื่อสยบข่าวลือและจัดการกับอำมาตย์ชั่วให้สิ้นซากในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองนี้เอง!

เมื่อประตูตำหนักเปิดออก มู่หรงเสวี่ยก้าวออกมาอย่างช้าๆ ท่วงท่าของนางมั่นคงและสง่างามดุจหงส์เหิน นางก้าวเดินไปตามทางลาดหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ที่ทอดยาวไปสู่ท้องพระโรงไท่เหอ สองข้างทางคือทหารเกราะทองนับพันนายที่ชูอาวุธขึ้นฟ้าเพื่อแสดงความเคารพ

เบื้องหน้าของนาง บนยอดสูงสุดของบันไดหินเก้าสิบเก้าขั้น ตงฟางเย่ ในชุดมังกรเต็มยศสีเหลืองทองยืนรออยู่ พระองค์หาได้ประทับอยู่บนบัลลังก์เพื่อรอนางคลานเข่าเข้าหาไม่ แต่พระองค์กลับก้าวลงมาตามบันไดทีละขั้น... ทีละขั้น จนมาหยุดอยู่ตรงหน้านางต่อหน้าเหล่าขุนนางนับร้อยที่หมอบกราบอยู่แทบเท้า

"เสวี่ยเอ๋อ..." ตงฟางเย่กระซิบ พร้อมกับยื่นพระหัตถ์มาตรงหน้านาง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 108 หน้ากากและเงา ความลับในตำหนักรับรอง

    คมดาบที่ปะทะกับหยาดน้ำตามู่หรงเสวี่ยจ้องมองหยางลู่เอ๋อร์ด้วยแววตาที่เย็นเยียบ นางรู้ทันทีว่านี่คือ "หมากตาย" ที่อ๋องเจ็ดเตรียมไว้พังทลายสติของตงฟางเย่"ท่านอ๋อง... ท่านช่างสรรหา 'ของเลียนแบบ' มาได้ถูกที่ถูกเวลาจริงเพคะ" มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้าไปหาหยางลู่เอ๋อร์ที่สั่นเทาอยู่บนพื้น "เจ้าบอกว่าเจ้ามิรู้เรื่องการค้าอาวุธ เช่นนั้นเจ้าอธิบายได้ไหมว่าเหตุใดตราประทับของบิดาเจ้า จึงไปปรากฏอยู่บนสัญญาลับของเป่ยหรงที่ข้าเพิ่งยึดมาได้?"หยางลู่เอ๋อร์ร้องไห้โฮ หมอบลงแทบพระบาทตงฟางเย่ "ฝ่าบาท! หม่อมฉันมิรู้จริงๆ เพคะ ตรานั้นอาจถูกคนชั่วขโมยไปป้ายสีบิดาผู้ล่วงลับของหม่อมฉัน... ฮองเฮาทรงเกลียดชังหม่อมฉันนัก เพราะหม่อมฉันมีใบหน้าคล้ายพระนางในยามที่ยังได้รับความรักจากพระองค์!""มู่หรงเสวี่ย! พอได้แล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดลั่น "เจ้าเห็นไหมว่านางหวาดกลัวเพียงใด? หลักฐานที่เจ้าได้มา อาจเป็นแผนซ้อนแผนของพวกเป่ยหรงที่ต้องการให้เราพี่น้องแตกคอกันก็ได้!"มู่หรงเสวี่ยนิ่งอึ้ง "ฝ่าบาท... พระองค์ทรงเห็นภาพลวงตาตรงหน้านี้สำคัญกว่าความปลอดภัยของแผ่นดินงั้นหรือเพคะ? หลั

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 107 เงาอดีตที่กลับมาทวงคืน

    มังกรประจัญหน้าหงส์กลับมาที่งานเลี้ยงในวังหลวง บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อองครักษ์คนสนิทของอ๋องเจ็ดวิ่งเข้ามาซุบซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด อ๋องเจ็ดถึงกับทำจอกเหล้าหลุดมือตกลงพื้นแตกกระจาย"มีอะไรหรืออาเจ็ด?" ตงฟางเย่ถามด้วยความแปลกใจอ๋องเจ็ดพยายามรักษาสีหน้า "มะ... ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายตาขุนนางทั้งปวง นางก้าวออกมากลางโถงแล้วก้มหัวถวายบังคมตงฟางเย่ "ทูลฝ่าบาท... งานเลี้ยงชมบุปผานี้ช่างรื่นรมย์นัก ทว่าในยามที่พระองค์กำลังเพลิดเพลินกับความงามของสนมใหม่ ที่ท่าเรือทิศใต้กลับมีการ 'ขนถ่ายอาวุธศัตรู' เข้ามาภายใต้ตราประทับของราชวงศ์เพคะ"เสียงฮือฮาดังไปทั่วโถง ซูไท่เฮาผุดลุกขึ้นด้วยโทสะ "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าพูดจาเหลวไหล! งานมงคลเช่นนี้เจ้ากล้าใส่ร้ายข้าและอาเจ็ดงั้นหรือ!""หม่อมฉันมิได้ใส่ร้ายเพคะพระพันปี" มู่หรงเสวี่ยจ้องตาแม่สามีอย่างไม่ลดละ "หลักฐานทั้งหมด รวมถึงรายชื่อขุนนางที่สมรู้ร่วมคิด... กำลังเดินทางมาถึงประตูวังในอีกไม่กี่ชั่วยาม ฝ่าบาทเพคะ!

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 106 หมากในคราบสนม

    ราตรีที่จันทร์เต็มดวงสาดแสงอาบไล้หลังคาสีทองของพระราชวังหลวง ดูเผินๆ ช่างเป็นคืนที่สงบและรื่นรมย์ ทว่าลึกลงไปใต้เปลือกนอกที่สวยงาม กลับมีคลื่นใต้น้ำสองสายที่กำลังจะเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ซูไท่เฮา พระพันปีหลวง ทรงเลือกคืนนี้ในการจัดงานเลี้ยงน้ำชาและชมบุปผาเพื่อเปิดตัวเหล่าสนมใหม่ที่คัดเลือกมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงคือการประกาศให้ทั้งราชสำนักเห็นว่า บัดนี้อำนาจในวังหลังไม่ได้อยู่ที่ตำหนักคุณหนิงอีกต่อไปโถงจัดเลี้ยงกลางอุทยานหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคล กลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและฮูหยินชั้นสูงต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สายตาหลายคู่คอยจับจ้องไปที่ มู่หรงเสวี่ย ที่บัดนี้ประทับนั่งเยื้องเบื้องหลังตงฟางเย่อย่างเงียบสงบ ผิดกับซูไท่เฮาที่ประทับเคียงข้างฮ่องเต้ในฐานะผู้กุมระเบียบวินัยหมากในคราบสนม"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" อ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้ ก้าวออกมากลางโถงด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอ่อนดูนุ่มนวล "คืนนี้อากาศเป็นใจ กระหม่อมและเสด็จแม่จึงได้คัดเลือกกิ่งหลิวอันงดง

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 105 สงครามเย็นในวังหลัง

    คมดาบที่ซ่อนไว้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากภายนอกทำให้หลิวซิงเร้นกายกลับเข้าสู่เงามืดอย่างรวดเร็ว อาซวง นางกำนัลสายลับเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำแกงรังนก ใบหน้าของนางยังคงความนอบน้อมที่ดูเสแสร้ง"ฮองเฮาเพคะ พระพันปีทรงเห็นว่าช่วงนี้พระนางทรงงานหนักและดูไม่สบายพระทัย จึงสั่งให้หม่อมฉันนำน้ำแกงรังนกตุ๋นยาสมุนไพรมาถวายเพื่อช่วยให้บรรทมหลับสบายเพคะ" อาซวงเอ่ยพลางวางชามน้ำแกงลงอย่างนุ่มนวลมู่หรงเสวี่ยเหลือบมองน้ำแกงนั้น แววตาของนางนิ่งสงบจนอาซวงเริ่มรู้สึกอึดอัด "พระพันปีช่างเมตตาข้านัก... อาซวง เจ้าอยู่ตำหนักพระพันปีมานาน ทรงเคยเปรยถึงแคว้นเป่ยหรงบ้างหรือไม่? ข้าได้ยินว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นนัก ของป่าและยาสมุนไพรย่อมมีความแปลกใหม่กว่าบ้านเรา"อาซวงชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มแข็งค้าง "หม่อมฉันมิเคยได้ยินพะย่ะค่ะ พระพันปีทรงเกลียดชังพวกนอกด่านเหล่านั้นนัก จะทรงเอ่ยถึงให้ระคายพระกรรณได้อย่างไรเพคะ?""งั้นหรือ..." มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาอาซวงช้าๆ "แต่ข้ากลับได้กลิ่น 'เครื่องเทศ' ของพวกเป่ยหรงลอยฟุ้งมาจากน้ำแกงชามนี

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 104 สัญญาสีเลือด

    มังกรผู้ปิดหูปิดตาคืนนั้น มู่หรงเสวี่ยเข้าเฝ้าตงฟางเย่เพื่อทูลเรื่องความผิดปกติของเงินกองทุน ทว่านางกลับพบกับกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม"เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว!" ตงฟางเย่ตวาดเบาๆ ด้วยความรำคาญใจ "อาเจ็ดช่วยข้าแก้ปัญหาที่เจ้าก่อไว้จนเกือบจะเกิดกบฏขุนนาง เจ้ายังจะตามไปจับผิดเขาอีกหรือ? เจ้าเห็นความดีของผู้อื่นไม่เป็นเลยหรืออย่างไร?"มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจถูกตบหน้า "ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ได้จับผิด แต่หม่อมฉันเห็นหลุมพรางที่เขากำลังขุด เงินเหล่านั้นถูกนำไปซ่องสุม...""พอเสียที!" ตงฟางเย่ลุกขึ้นก้าวมาหานาง แววตาฉายความห่างเหิน "อาเจ็ดบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนระแวงจัดเพราะเติบโตมาในค่ายทหาร ข้าไม่เคยเชื่อ... จนกระทั่งวันนี้ เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็น 'แม่ทัพ' ในห้องบรรทม ข้าเห็นว่าเราควรจะอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้เจ้าได้ทบทวนตัวเอง"มู่หรงเสวี่ยจ้องมองชายที่รัก แววตาของนางสั่นระริกทว่านางไม่ยอมให้หยาดน้ำตาไหลออกมา "หากพระองค์ทรงเห็นว่า 'ความสอพลอ' คือความหวังดี และ 'ความจริง' คือการจับผิด... เช่นนั้นหม่อมฉัน

  • นางหงส์เหนือบัลลังก์   บทที่ 103 เมตตาธรรมลวงใจ

    ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักพักของอ๋องเจ็ด ตงฟางอวี้กำลังดื่มฉลองกับเสนาบดีหวัง"ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ฮองเฮาหน้าซีดเผือดตอนที่ฝ่าบาททรงเห็นชอบกับพระองค์ ช่างสะใจยิ่งนัก!" เสนาบดีหวังหัวเราะร่าตงฟางอวี้ควงจอกเหล้าในมือ แววตาฉายประกายอำมหิต "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสนาบดีหวัง... เมื่อมังกรเริ่มรำคาญเสียงหงส์ที่คอยจิกตี และเริ่มโหยหาที่พักใจที่นุ่มนวลกว่า เมื่อนั้นกรงขังมู่หรงเสวี่ยจะถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า 'ความหวังดี' ที่ข้ามีต่อฮ่องเต้นั้น มันจะค่อยๆ กลายเป็นยาพิษที่ปลิดชีพพระองค์และนางไปพร้อมๆ กัน"เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังตำหนักคุณหนิงที่ยังเปิดไฟสลัว"มู่หรงเสวี่ย... ความเด็ดขาดของเจ้านั่นแหละ คือสิ่งที่จะทำลายเจ้าเอง"ยามเช้าในเขตพระราชฐานชั้นในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่บานสะพรั่ง ทว่าในห้องทรงอักษรของ ตงฟางเย่ บรรยากาศกลับยังคงอึมครึมด้วยไอระอุจากความขัดแย้งในวันก่อน ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งจ้องมองฎีกาคัดค้านการปฏิรูปที่ยังคงกองอยู่เบื้องหน้า แม้จ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status