Masukรัศมีแห่งหงส์เหนือแผ่นดิน
เมื่อฉลองพระองค์ตัวนอกซึ่งถักทอด้วยไหมทองคำสลับดิ้นแดงเข้มถูกสวมทับลงบนบ่า น้ำหนักของผ้าไหมเนื้อหนาที่ทับซ้อนกันหลายชั้นกดทับลงมาอย่างหนักแน่น น้ำหนักนั้นมิใช่เพียงอาภรณ์ แต่คือภาระหน้าที่และอำนาจวาสนาที่นางต้องแบกรับไว้ด้วยความเต็มใจ มู่หรงเสวี่ยยืดแผ่นหลังให้ตรงกว่าเดิม นางไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากน้ำหนักนั้น แต่นางกลับรู้สึกถึง "เกราะ" ที่กำลังห่อหุ้มจิตใจที่เคยแตกร้าวของนางไว้
บนศีรษะของนางประดับด้วย มงกุฎทองคำรูปหงส์คาบแก้วระย้า ที่สลักเสลาอย่างประณีตหยดเย้อย ปีกหงส์แต่ละข้างแผ่สยายประดุจจะพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า มุกน้ำงามที่ห้อยระย้าสั่นไหวไปมาตามจังหวะการเยื้องกราย ก่อเกิดเสียงโลหะทองคำกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง กังวานใสสะอาดประดุจเสียงพิณสวรรค์ ทว่าในความใสสะอาดนั้นกลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่ข่มขวัญผู้ที่ได้ยิน
ใบหน้าที่เคยซูบซีดจากความอดอยาก และกร้านลมฝนจากการตรากตรำในโรงซักล้าง บัดนี้ถูกชโลมด้วยแป้งหอมเนียนละเอียดประดุจหยกขาวชั้นเลิศ แต่งแต้มด้วยชาดสีแดงเข้มดุจโลหิตที่ริมฝีปากและหางตา เสริมให้นัยน์ตาหงส์ดูดุดันและทรงอำนาจ
ความงามของนางในยามนี้ไม่ใช่ความงามที่อ่อนหวานชวนให้ปกป้องเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นความสง่างามที่เปี่ยมไปด้วยความนิ่งขรึมและน่าเกรงขามประดุจเทพธิดาสงคราม แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะความเศร้าสร้อยกลับวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งความเชื่อมั่นและความแค้นที่ถูกขัดเกลาจนคมปลาบ
ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ตงฟางเย่ ประทับยืนอยู่ท่ามกลางแสงตะวันที่สาดส่อง พระองค์ทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องหน้าด้วยพระทัยที่เต้นระรัว ทั้งความรัก ความผิด และความยำเกรงประดังเข้ามาในคราวเดียว
"เสวี่ยเอ๋อ..." ตงฟางเย่รับสั่งเสียงพร่า พลางยื่นหัตถ์ที่สั่นเทาหมายจะสัมผัสชายอาภรณ์ของนาง "ในที่สุดเจ้าก็กลับมา... กลับมาสวมชุดนี้เพื่อข้า"
มู่หรงเสวี่ยขยับกายเพียงเล็กน้อย หลบเลี่ยงสัมผัสนั้นอย่างละมุนละไมทว่าชัดเจน ชายกระโปรงยาวเหยียดที่ลากไปกับพื้นหินอ่อนส่งเสียงสืบเนื่องกันอย่างทรงพลัง นางหมุนกายกลับมาสบตาพระองค์ แววตานั้นนิ่งสนิทดุจผิวน้ำในบ่อลึก
"ฝ่าบาททรงเรียกใครหรือเพคะ?" นางเอ่ยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าบาดลึก "สตรีที่ชื่อ 'เสวี่ยเอ๋อร์' ผู้โง่เขลาและบูชาความรักนั้น ถูกฝ่าบาทสั่งประหารไปตั้งแต่วันที่หยกพยัคฆ์ขาวแตกสลายแล้ว... มู่หรงเสวี่ยในยามนี้ มีเพียงหน้าที่ในฐานะ 'มู่หรงฮองเฮา' ของแผ่นดินเท่านั้น"
ตงฟางเย่สะอึกในลำคอ พระพักตร์ซีดเผือด "เจ้ายังโกรธข้า... ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว ข้าจะชดเชยให้เจ้าทุกอย่าง"
"ชดเชยหรือเพคะ?" นางเหยียดยิ้มที่มุมปาก แววตาวาวโรจน์ขึ้นชั่วครู่ "เช่นนั้นก็ทรงเตรียมพระทัยไว้เถิด เพราะสิ่งที่หม่อมฉันจะเรียกคืนจากทุกคนที่ทำลายตระกูลมู่หรงนั้น... มันไม่ได้จบลงเพียงแค่ตำแหน่งฮองเฮานี้แน่"
การก้าวเดินสู่บัลลังก์
"ฮองเฮาเพคะ... ถึงเวลาเสด็จแล้วเพคะ"
แม่นมเฉิน ผู้ที่เคยเห็นนางตกระกำลำบากมาตั้งแต่วันแรก เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความยินดี น้ำตาแห่งความปิติรื้นอยู่ที่ขอบตาเมื่อเห็นนกน้อยในวันนั้นเติบโตเป็นพญาหงส์ที่สง่างามเพียงนี้
มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้นช้าๆ นางมองภาพสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ประกาศชัยชนะต่อทุกเล่ห์เหลี่ยมและคำสบประมาท นางยื่นมือนวลเนียนไปวางบนมือของแม่นมเฉิน
"ไปเถิด... ข้าจะไปพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เลือดมังกรที่ไหลเวียนในกายของลูกข้านั้น บริสุทธิ์และสูงส่งเพียงใด และจะไม่มีสุนัขรับใช้ตัวไหนมาพ่นยาพิษใส่ครอบครัวของข้าได้อีก!"
ทุกย่างก้าวที่นางก้าวออกจากตำหนักคุณหนิง เหล่านางกำนัลและองครักษ์ต่างก้มกราบลงราบคาบพื้นประดุจคลื่นมนุษย์ พญาหงส์แดงกำลังจะมุ่งหน้าสู่ท้องพระโรงเพื่อสยบข่าวลือและจัดการกับอำมาตย์ชั่วให้สิ้นซากในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองนี้เอง!
เมื่อประตูตำหนักเปิดออก มู่หรงเสวี่ยก้าวออกมาอย่างช้าๆ ท่วงท่าของนางมั่นคงและสง่างามดุจหงส์เหิน นางก้าวเดินไปตามทางลาดหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ที่ทอดยาวไปสู่ท้องพระโรงไท่เหอ สองข้างทางคือทหารเกราะทองนับพันนายที่ชูอาวุธขึ้นฟ้าเพื่อแสดงความเคารพ
เบื้องหน้าของนาง บนยอดสูงสุดของบันไดหินเก้าสิบเก้าขั้น ตงฟางเย่ ในชุดมังกรเต็มยศสีเหลืองทองยืนรออยู่ พระองค์หาได้ประทับอยู่บนบัลลังก์เพื่อรอนางคลานเข่าเข้าหาไม่ แต่พระองค์กลับก้าวลงมาตามบันไดทีละขั้น... ทีละขั้น จนมาหยุดอยู่ตรงหน้านางต่อหน้าเหล่าขุนนางนับร้อยที่หมอบกราบอยู่แทบเท้า
"เสวี่ยเอ๋อ..." ตงฟางเย่กระซิบ พร้อมกับยื่นพระหัตถ์มาตรงหน้านาง
มังกรในพันธนาการ... เล่ห์สุดท้ายของนางมารเพลิงไหม้ยังคงลุกโชนอยู่ตามมุมต่างๆ ของพระราชวัง แสงเพลิงสะท้อนกับพระจันทร์สีเลือดทำให้ท้องฟ้าดูน่าสยดสยองประดุจขุมนรกบนดิน ในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังกวาดล้างหน่วยเดนตายที่เชิงเทิน เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากทาง ตำหนักเฉียนชิง ทิศทางที่ตงฟางเย่เพิ่งเสด็จไป"ฝ่าบาท!" มู่หรงเสวี่ยอุทานด้วยความตกใจ นางรีบทะยานร่างลงจากกำแพงเมืองมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลวงทันทีทว่าภาพที่นางเห็นเมื่อไปถึงกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ตงฟางเย่ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่เคลือบยาพิษสลายกำลัง พระองค์ประทับคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงที่รายล้อมด้วยนักฆ่า "เงาสีคราม" ที่เหลืออยู่ โดยมี อวี้หลัน ยืนถือกริชจ่ออยู่ที่ลำคอของพระองค์อวี้หลันในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมีแผลจากการปะทะ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม นางบังคับให้ตงฟางเย่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร ซึ่งมีม้วนผ้าไหมเหลืองทองและแท่นหมึกสีชาดวางรออยู่"หยุดอยู่ตรงนั้น! มู่หรงเสวี่ย!" อวี้หลันตวาดก้อง เสีย
พยัคฆ์ในเงามืด... การตลบหลังที่ไร้ความปรานี"เจ้าหญิงอวี้หลัน... เจ้าช่างชอบสีแดงนักนะ"น้ำเสียงเย็นเยียบดังกังวานมาจากมุมมืดของกำแพงเมือง อวี้หลันชะงักฝีเท้า พลันปรากฏร่างของ มู่หรงเสวี่ย ในชุดเกราะเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด นางก้าวออกมาพร้อมกับ หลิวซิง และกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ดูเหมือนจะ "หายตัวไป" ก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาซุ่มรอเวลานี้อยู่ในอุโมงค์ลับใต้กำแพงเมือง"มู่หรงเสวี่ย! เจ้ายังไม่ตาย!" อวี้หลันกัดฟันกรอด "แต่ต่อให้เจ้าฟื้นขึ้นมา ยามนี้กองทัพข้าเข้าเมืองมาแล้ว ตราพยัคฆ์ขาวอยู่ในมือข้า ทหารของเจ้าต้องฟังข้า!"มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ลองดูสิอวี้หลัน... ลองสั่งทหารที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าดูสิ ว่าพวกเขาจะทำตาม 'ก้อนหิน' ในมือเจ้า หรือจะทำตาม 'จิตวิญญาณ' ของแม่ทัพที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขามานับสิบปี"อวี้หลันชูตราหยกขึ้นสูง "ทหารพยัคฆ์ขาว! ข้ากุมอาญาสิทธิ์! จงสังหารนางกบฏมู่หรงเสวี่ยเดี๋ยวนี้!"ความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมไปชั่วขณะ ทหารพยัคฆ์ขาวนั
ท่ามกลางวงล้อม เล่ห์เหลี่ยมที่ล่มสลายหัวหน้าทัพซีหานชะงักม้า "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเสียอำนาจไปแล้ว! อำมาตย์กงบอกเราว่าเจ้าถูกกักบริเวณ!""อำมาตย์กงงั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มเย็น "ป่านนี้เขาคงกำลังสนุกกับการดู 'ปืนใหญ่' ของอวี้หลันที่เขาสะสมไว้... ระเบิดคฤหาสน์ของตัวเองอยู่กระมัง"ในวินาทีนั้นเอง เสียงระเบิดดังกัมปนาทมาจากทิศทิศใต้ของเมืองหลวง เปลวเพลิงสีส้มพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือคฤหาสน์ของอำมาตย์กงที่ถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่ที่อวี้หลันแอบวางกลไก "ทำลายตัวเอง" ไว้เพื่อฆ่าปิดปากขุนนางเฒ่า แต่หลิวซิงได้ชิงจุดชนวนก่อนเวลาเพื่อให้มันกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ราษฎร"พวกเจ้าถูกหลอกมาตายเพื่อความฝันของสตรีวิปลาสเพียงคนเดียว" มู่หรงเสวี่ยชี้ดาบลงมาเบื้องล่าง "ทหารพยัคฆ์ขาว! จัดการกบฏให้สิ้นซาก อย่าให้พวกมันรอดไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน!"ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!ลูกศรเพลิงนับพันถูกระดมยิงลงมาจากกำแพงเมือง กองทัพซีหานที่เคยฮึกเหิมกลับกลายเป็นเป้านิ่งในค่ายกลที่มู่หรงเสวี่ยวางไว้การเผชิญหน้าบนหอคอย
"ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่งนัก!" อำมาตย์กงรีบตัดบทก่อนที่ฮ่องเต้จะใจอ่อน "ในเมื่อส่งคืนตราแล้ว หม่อมฉันขอเสนอให้ส่งมอบการบังคับบัญชาชั่วคราวให้แก่อำมาตย์กรมกลาโหม เพื่อตรวจสอบรายชื่อทหารที่อาจจะเป็นไส้ศึกพะย่ะค่ะ!"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน นางมองไปที่อวี้หลันที่กำลังแอบยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่มุมปาก นางจึงเดินเข้าไปใกล้และกระซิบเพียงเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน"เจ้าได้ตราไปแล้วอวี้หลัน... แต่นักรบพยัคฆ์ขาวมิได้จงรักภักดีต่อ 'ก้อนหิน' พวกเขาจงรักภักดีต่อ 'จิตวิญญาณ' ข้าจะดูซิว่า... ก้อนหินไร้ชีวิตในมือเจ้า จะต้านทานกองทัพเงาของเจ้าได้จริงหรือเปล่า"อวี้หลันหน้าถอดสีครู่หนึ่ง แต่ความทะเยอทะยานบดบังทุกสิ่ง นางรีบประคองตงฟางเย่ให้เสด็จกลับตำหนัก ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางท้องพระโรงที่ว่างเปล่าหลิวซิงก้าวออกมาจากหลังเสา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "คุณหนู... เหตุใดถึงยอมถึงเพียงนี้? หากไม่มีตรานั่น เราจะสั่งการทหารอย่างไรพะย่ะค่ะ?"มู่หรงเสวี่ยเชิด
คมดาบที่คอหอย... ข้อกล่าวหาอันร้ายกาจบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้าตรู่มิได้อบอุ่นไปตามแสงตะวัน ทว่ากลับหนาวเหน็บด้วยบรรยากาศแห่งการพิพากษา ตงฟางเย่ ประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียดประดุจรูปสลักหิน แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและระแวงตามแผนการของมนตราที่ยังหลงเหลือและคำยุยงที่รุนแรงขึ้นทุกวันเบื้องล่างคือขุนนางนับร้อยที่นำโดย อำมาตย์กง ซึ่งถือฎีกาปึกใหญ่ที่มีรายชื่อขุนนางเกือบครึ่งราชสำนักร่วมลงนาม"ฝ่าบาท! หากมิจัดการในวันนี้ แผ่นดินต้าตงจะมิใช่ของตระกูลตงฟางอีกต่อไปพะย่ะค่ะ!" อำมาตย์กงกราบทูลด้วยเสียงอันดัง "เหตุการณ์ลอบสังหารนายกองในวังหลวงที่เกิดขึ้น รายชื่อผู้ตายล้วนแต่เป็นคนของฮองเฮา แต่น่าแปลกที่นางมิได้เร่งสืบหาคนร้าย ทว่ากลับสั่งเคลื่อนพลพยัคฆ์ขาวเข้าประชิดกำแพงเมืองชั้นในโดยมิได้รับอนุญาต นี่มิใช่การเตรียมการกบฏเพื่อบีบให้ฝ่าบาทสละราชสมบัติหรอกหรือพะย่ะค่ะ?""ไม่จริงพะย่ะค่ะ!" แม่ทัพฉิน พยายามท้วงติง "การเคลื่อนพลเป็นไปเพื่อการคุ้มก
คมดาบใต้เงาจันทร์... ปฏิบัติการ "เงาสีคราม"กลางดึกที่มืดมิดที่สุดของเดือน ความเงียบงันปกคลุมค่ายพักทหารพยัคฆ์ขาวนอกเขตพระราชฐานชั้นใน นายกองหาน หนึ่งในขุนพลคู่ใจของมู่หรงเสวี่ยที่ดูแลการลำเลียงเสบียง กำลังตรวจตราคลังอาวุธเป็นรอบสุดท้าย ทว่าในจังหวะที่เขาเดินผ่านซอกกำแพงหิน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นผ่านลำคอไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหาร ร่างในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มประดุจสีของท้องฟ้ายามราตรีปรากฏขึ้นดุจวิญญาณ นี่คือ "เงาสีคราม" หน่วยสังหารที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตที่สุดของซีหาน พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบยาวที่ส่งเสียงดัง แต่ใช้ "ลวดสังหาร" และ "เข็มพิษสั้น" ที่ปลิดชีพเหยื่อได้ในพริบตาฉับ!ลวดเหล็กกล้าเส้นบางเฉียบรัดเข้าที่ลำคอของนายกองหาน เขาพยายามจะเปล่งเสียงร้องแต่กลับมีเพียงเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมา ร่างของเขาถูกลากหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วและแนบเนียนในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง นายกองระดับหัวกะทิของมู่หรงเสวี่ยอีกสามนายถูกลอบสังหารในลักษณะเดียวกัน บ้างถูกพบเป็นศพในตรอกเ







