FAZER LOGINเรือนใหญ่ตระกูลเล่อ
"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ "อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถูกซัดเข้าไปที่ศีรษะของบ่าวรับใช้จนหัวแตก คราบเลือดสีแดงสดไหลซิบอาบนองหน้า "เหตุใดมึงสะเพร่าเยี่ยงนี้! กูบอกแล้วมิใช่หรือว่ากูต้องได้ดื่มทุกวัน แล้วไยมึงไม่จัดเตรียมไว้อีเฟย" "บะ...บ่าว บ่าวขอโทษเจ้าค่ะฮูหยิน บ่าวขอโทษ บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” นางเฟยรีบหมอบราบกราบไหว้ด้วยความสำนึกผิดและเกรงกลัวว่านางจะโดนลงหวายจนหลังลายพร้อยเยี่ยงอ้ายอีสาวใช้คนอื่น ๆ ที่เคยทำอันใดให้เล่อฮูหยินขุ่นเคืองใจเข้า เดิม นางเฟย เองก็เคยเป็นเพียงสาวรับใช้ก้นครัวที่มิได้มีความสลักสำคัญอันใดมากมาย ทว่าในครานั้นเล่อฮูหยินมีอาการเครียด ฟุ้งซ่านบ่อยครั้งเพราะมิสามารถหาหนทางกลั่นแกล้งและกำจัดเสี้ยนหนามที่มันทิ่มแทงตำหัวใจอยู่เยี่ยงแม่นางกุ้ยไป๋หลานคนรักของบุตรชายได้สำเร็จ…นางที่มักใหญ่ใฝ่สูง อยากได้หน้า เอาความดีความชอบจึงเสนอตัวนำชาดอกท้อที่ตนได้มาจากสหายคนสนิทนามว่า อี้เหย ต้มให้เล่อฮูหยินลองชิม ปรากฏว่าเล่อฮูหยินชอบใจยิ่งนัก เอ่ยชมชาที่นางนำมาให้มิขาดปาก นางก็เลยกลายเป็นสาวใช้คนสนิทข้างกายไปโดยปริยาย ทว่าช่างโชคร้าย ราวสามสี่วันก่อนนางได้ไปพบสหาย อี้เหย และขอซื้อใบชาดอกท้อจากนางเช่นทุกครั้ง แต่กลับได้ยินข่าวที่มิใคร่สู้ดีสักเท่าใดนัก ใบชาดอกท้อที่สวนถูกเผาวอดจากศัตรูทางการค้าที่หวังจะยื้อแย่งกลุ่มลูกค้าประจำ จนตอนนี้มิเหลือใบชาสักใบ อาจต้องรอให้พ้นหนาวนี้ไปก่อนจึงจะได้ใบชารอบใหม่ “มึงไปหาใบชามาให้กู!! หาไม่กูจะสั่งโบยมึงสักร้อยหวาย ไป!!!” “ฮูหยินเจ้าคะ…” “หากทำตามคำสั่งกูมิสำเร็จ มึงก็ไม่ต้องเสนอหน้ากลับมาให้กูเห็น ไป!!!!” เล่อฮูหยินฉวยจับอันใดที่อยู่ข้างกายได้ก็ปาใส่นางเฟยไม่ยั้งด้วยความโมโห หลินฟางเหมยเองก็แปลกใจมิใช่น้อย เพียงแค่ชาดอกท้อนั่นเหตุใดจึงทำให้ว่าที่แม่สามีนางอาการหนักได้ถึงเพียงนี้ อาการนางคล้ายกับคนเสพติดไปเสียแล้ว “ท่านแม่จะทำเช่นไรต่อไปเจ้าคะ เหมยเหมยจนปัญญาแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ เห็นทีชาตินี้เหมยเหมยคงมิมีวาสนาที่จะได้เคียงคู่เป็นฮูหยินของท่านพี่แน่แท้ วาสนาเหมยเหมยช่างน้อยนัก” หลินฟางเหมยแสร้งสะอึกสะอื้น ร่างกายสั่นโยกสั่นคลอนยกฝ่ามือขึ้นมาปาดน้ำตาพลางพูดด้วยถ้อยคำน้อยเนื้อต่ำใจ “เจ้าหาได้ต้องเป็นกังวลไม่เหมยเหมย มิว่าอย่างไรแม่ก็จะทำให้เจ้าได้ตบแต่งเป็นฮูหยินของเยี่ยนเอ๋อร์ เจ้ารออีกหน่อยเถิดแล้วแม่จะจัดการทุกอย่างให้เจ้าเอง” เล่อฮูหยินเลื่อนแขนเรียวบางขึ้นไปบีบฝ่ามือว่าที่ลูกสะใภ้เบา ๆ สองสามครั้ง เล่อฮูหยินเองก็หวาดกลัวอยู่ไม่น้อยว่าแม่นางหลินฟางเหมยจะสามารถทนรอบุตรชายหน้าโง่ของนางได้อีกนานเท่าใดกันเชียว...นางถือกำเนิดในตระกูลหลินที่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาหลายชั่วอายุคน มิเคยต้องมัวหมองตกเป็นเบี้ยให้ผู้อื่นเขาครหาติฉินนินทาว่าร้าย ซ้ำนางยังเพียบพร้อมทั้งหน้าตางดงาม เรือนร่างสะโอดสะอง ความรู้ศาสตร์ศิลป์ทั้งห้า งานบ้านงานเรือน และกิริยามารยาทมิเคยขาดตกบกพร่อง...ดูอย่างไรก็เหมาะสมกับตำแหน่งสะใภ้ตระกูลเล่อยังมิต้องสงสัย "ท่านป้าจะมิให้ข้ากังวลได้อย่างไรกันเล่าเจ้าคะ ลำพังเหมยเหมยเองปักใจรักท่านมิแปรเปลี่ยนเป็นแน่แท้แล้ว แต่ท่านพ่อท่านแม่ของเหมยเหมยเล่า พวกเขาโกรธท่านพี่ยิ่งนักที่ท่านพี่ปฏิเสธสัญญาคำมั่นหมายของบรรพบุรุษซึ่งเคยให้ไว้ ครั้งหนึ่งพวกท่านเกือบจะยกเหมยเหมยให้แต่งงานไปกับคุณชายผู้หนึ่งเสียแล้ว แต่เหมยเหมยยังประวิงเวลาเอาไว้ ขอร้องอ้อนวอนพวกท่านให้เห็นแก่ความรักของเหมยเหมย พวกท่านจึงใจอ่อน ทว่าหากปล่อยให้เวลาเนิ่นนานปานฉะนี้เหมยเหมยเองก็อาจตกเป็นเป้านินทาได้ว่าอยากได้สามีผู้อื่นจนตัวสั่น คงมิมีพ่อแม่ที่ไหนอยากให้ลูกโดนนินทาหรอกใช่หรือไม่เจ้าคะท่านป้า" หลินฟางเหมยหยิบยกเหตุผลในข้อนี้มาอ้างเพื่อบีบบังคับให้เล่อฮูหยินรีบวางแผนการจัดแจงให้นางตบแต่งไปกับท่านพี่เล่อเยี่ยนเฉินเสียโดยเร็วเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายอยากจะได้นางเป็นสะใภ้มากเพียงใด ได้ยินความนางเข้าคงจะร้อนรนใจวิ่งเนื้อเต้นรีบทำตามคำร้องขอของนางเป็นแน่ "แม่จะรีบจัดการบัดเดี๋ยวนี้! นางสตรีแพศยานั่นก็ช่างกระไรตัวไปแล้วเหตุใดจึงสร้างความรำคาญใจให้ข้าไม่เลิก!! วันนั้นเจ้าเห็นกับตาจริงใช่หรือไม่เหมยเหมยว่านางหนีไปกับชายชู้คนรักของนางแล้วทิ้งจดหมายเอาไว้" เล่อฮูหยินเหลือบตามองว่าที่ลูกสะใภ้เล็กน้อย เหตุการณ์ในคืนนั้นนางหาได้เห็นประจักษ์เต็มสองตาตนเองไม่ เพียงแค่ทราบเรื่องจากหลินฟางเหมยอีกทีหนึ่งแต่ก็มิมีเหตุอันใดที่จะมิเชื่อ... "เหมยเหมยจะพูดโป้ปดโกหกด้วยเหตุอันใดเล่าเจ้าคะ ในคืนนั้นเหมยเหมยรู้ดีว่าตนเองคงหมดวาสนาที่จะได้เคียงคู่ท่านพี่แล้วเพราะท่านพี่คงมิคิดยกย่องสตรีนางใดอีก เหมยหมยก็เลยตั้งใจนำน้ำชาไปแสดงความยินดีกับแม่นางไป๋หลาน แต่เหมยเหมยดันเห็นนางกำลังยืนกอดจูบพลอดรักอยู่กับชายอื่น นางไหวตัวทันจึงเข้ามาจับเหมยเหมยไว้ คนรักนางก็ข่มขู่ว่าหากข้าเอาเรื่องนี้ไปโพทนา มันจะทำร้ายตบตีจนเสียโฉม เหมยเหมยจึงจำยอมเจ้าค่ะ" "แพศยายิ่งนัก!!!" ... ... @จวนแม่ทัพเล่อหยางหลง “ข้าจะทำเยี่ยงไรดีจึงจะกำจัดนางหญิงสติวิปลาสผู้นั้นให้พ้นหูพ้นตาออกไปจากจวนได้เสียที พี่หญิงไยท่านยังนิ่งเฉยอยู่ได้! ช่วยข้าคิดหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าร้อนรนใจจนแทบบ้าอยู่แล้ว” ซือเหย่กระวนกระวายจนนั่งไม่ติดที่เพราะกลัวว่าตำแหน่งว่าที่ฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพหยางหลงจะต้องตกไปเป็นของสตรีมือสองผู้นั้นแทนนางที่เฝ้านับวันมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี “เหตุใดเจ้าต้องร้อนใจถึงเพียงนี้ด้วยเล่า นางจะอยู่ที่นี่หรือไม่อยู่ก็หาใช่ธุระกงการใดของเจ้าไม่เหย่เหย่ ผู้ที่จะมีสิทธิ์ให้นางอยู่และให้นางไปก็คือท่านพี่หยางหลงต่างหาก” ซืออิ๋งถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางกรอกตามองบนอย่างเอือมระอาให้กับความขี้อิจฉาริษยาของน้องสาวนาง “พี่หญิง! ท่านหาว่าข้ายื่นมือเข้าไปสอดในเรื่องที่มิใช่เรื่องของตนเองใช่หรือไม่” นางหวีด ๆ เหวใส่พี่สาว “ท่านจะไม่ให้ข้าร้อนรนใจได้อย่างไร เมื่อครู่ข้าบังเอิญได้ยินอีพวกบ่าวรับใช้พูดกันว่าท่านพี่ของข้าให้นางสตรีแพศยานั่นเข้าไปนอนในหอนอน! พี่หญิงรู้หรือไม่ แม้แต่ข้า ข้าที่อยู่ใกล้ชิดท่านพี่ตั้งแต่เด็ก ๆ ท่านพี่ยังมิเคยให้ข้าได้แม้ย่างกรายเข้าไป เพราะใครต่างก็ทราบดีว่าท่านพี่หวงความเป็นส่วนตัวมากเพียงใดแล้วไย! ไยท่านพี่จึงให้นางเข้าไป!!!” “เช่นนั้นหรือ?” ซืออิ๋งทำหน้าครุ่นคิดตามคำพูดของน้องสาว “หรือท่านพี่จะชอบพอแม่นางไป๋หลานผู้นั้นเข้าเสียแล้ว ขนาดข้าที่เป็นสตรีเคยเห็นนางอยู่หลายครั้งหลายครายามมาเดินจับจ่ายซื้อของกับแม่ทัพเยี่ยนเฉินยังมิสามารถละสายตาจากนางได้เลย แล้วจะนับประสาอันใดกับบุรุษเล่า…” “พี่หญิง!!!!!!!!!” “อยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ เจ้าจะตะเบ็งเสียงดังเรียกพี่ไปไย” น้องสาวนางก็ช่างกระไร รู้แจ้งแก่ใจแล้วแท้ ๆ ว่าเช่นใดแม่ทัพหยางหลงก็มองนางเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น หาได้สามารถคิดอื่นไกลไม่ “ก็ดูพี่หญิงกล่าวเถิดเจ้าค่ะ! กล้าชมสตรีนางนั้นต่อหน้าข้าได้เยี่ยงไร ข้ามิแลเห็นความงามของนางเลยแม้แต่น้อย จะมองเยี่ยงไรก็ดูขี้ริ้วขี้เหร่เทียบเคียงข้าไม่ติดเลยสักนิด ที่พี่หญิงบอกว่านางงามนั่นพี่หญิงใช้ตาหรือใช้ตีนมองกันเจ้าคะ” ซือเหย่รู้สึกขุ่นเคืองใจพี่สาวตนเองยิ่งนัก เหตุใดจึงได้เข้าข้างผู้อื่นแทนที่จะเข้าข้างน้องในไส้ที่คลานตามกันออกมาเยี่ยงตนเล่า “ก็ข้าพูดตามความจริง” “พี่หญิงไม่คิดสนับสนุนส่งเสริมให้ข้าได้เป็นฮูหยินของท่านพี่ข้าไม่เคยว่า แต่อย่ายื่นมือเข้ามาสอดมาขัดขวางเรื่องของข้าก็แล้วกัน เพราะหากวันใดที่ข้าได้ดิบได้ดีขึ้นมา วันนั้นพี่หญิงจักเดือดร้อน” เมื่อกล่าวจนจบซือเหย่ก็สะบัดชายอาภรณ์แล้วเดินกระทืบเท้าออกไปจากเรือนทันที “เกิดอันใดขึ้นอิ๋งเอ๋อร์” แม่นมซือเหยาเพิ่งกลับมาจากเรือนแม่ทัพหยางหลงก็เดินสวนกับบุตรสาวคนเล็กที่ตัวปลิวลอยออกไปด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ก็พอคาดเดาได้ทันทีเลยว่าคงมีสิ่งใดหรือผู้ใดไปขัดใจทำให้นางหงุดหงิดอีกเป็นแน่ “ท่านแม่อย่าได้ใส่ใจเลยเจ้าค่ะ นางก็เป็นเยี่ยงนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” “ก็จริงเช่นเจ้าว่า มาเถิดอิ๋งเอ๋อร์ มาช่วยข้าคัดแยกใบชา” “เจ้าค่ะ” … “ท่านแม่เจ้าคะ ใบชานี่เหตุใดจึงมีกลิ่นหอมได้ถึงเพียงนี้” นางหยิบใบชาที่มีลักษณะใบแปลก ๆ ขึ้นมาสูดดมเข้าเต็มปอด ทว่าโดนมารดากระชากออกไปจากมือเสียก่อน “เจ้าอย่าได้สูดดมใบชามั่วซั่วเยี่ยงนี้อีกเชียว! ใบชาบางชนิดหาได้เอาไว้ดื่มแก้กระหายอย่างเดียวไม่ แต่มันมีสรรพคุณทางยาที่หากดื่มกินมาก ๆ ก็อาจก่อเกิดเป็นพิษต่อร่างกายเจ้าได้” แม่นมซือเหยาซึ่งมีความถนัดในการคัดแยกใบชาและยาสมุนไพรหลากหลายชนิด เนื่องจากเดิมทีครอบครัวของนางเคยเป็นเฒ่าแก่ร้านขายยามาก่อนที่จะถูกยึดทรัพย์หมดตัว นางจึงมีโอกาสได้เรียนรู้และสืบทอดวิชาต่อจากบิดามารดาเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







