Se connecterหยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร!
เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขาด เพราะมันเป็นการหยามหยามเกียรติบุรุษชายชาตรีชาติทหาร! หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ต้องขู่เข็นเค้นเอาความจริงจากปากนางให้จนได้ “มิใช่นะเจ้าคะ! ข้าไม่ได้หมายความว่าไอ้นั่นของท่านแม่ทัพเล็กจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดเสียหน่อย ข้าจะพูดโป้ปดไปไยในเมื่อมันใหญ่แทบทิ่มตาข้าถึงเพียงนั้น อุ้ป!” นางรีบเม้มปากปิดสนิท อยากจะฟาดปากตนเองแรง ๆ เหลือเกิน เป็นเช่นนี้ต่อไปนางจะกล้าสู้หน้าเขาได้เยี่ยงไรกันเล่าในเมื่อดันสารภาพกับเขาไปตามตรงว่านางลักลอบแอบดูเขาเปลือยกาย!! อีหมูหวานเอ้ย!!!!! ขาดสติก็เป็นเยี่ยงนี้ทุกที “เจ้า! เห็นหรือไม่ในที่สุดเจ้าก็สารภาพออกมาแล้วเจ้าแอบลักลอบมองข้าอาบน้ำจริง ๆ เจ้า! เจ้า! นางสตรีหน้าด้าน! เป็นสตรีเยี่ยงไรแอบดูเรือนร่างของบุรุษอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้ มิละอายแก่ใจบ้างเลยหรือ” ใบหน้าของบุรุษแดงระเรื่อซาบซ่านขึ้นมาเพราะความรู้สึกแปลกพิลึกที่มันกำลังเต้นตุบตับอยู่กลางหัวใจจนต้องผลักนางให้ออกห่างกายแล้วรีบหันหลังให้ “เมื่อครู่…เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด” คำสารภาพที่ว่าแท่งหยกของเขายาวใหญ่ถึงเพียงนั้นจะมองไม่เห็นว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดได้อย่างไรกันเล่าย่อมเป็นเรื่องจริงแน่แท้โดยมิต้องพิสูจน์เพราะหลักฐานมันก็เด่นหราคาตาอยู่กลางกายเขา นั่นแสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่นางอาจบังเอิญได้ยินไอ้ความรู้สึกที่เขาพยายามเก็บซ่อนมันเอาไว้มาตลอดระยะเวลาหลายปี “ขะ…ข้า” “หากเจ้าไม่ตอบตามความจริงข้าจะควักลูกตาเจ้าโยนทิ้งเสีย” เขาทำเสียงดังเสียงเข้มเข้าขู่เพื่อกลบเกลื่อนอาการแปลกพิลึกชอบกลของตนที่มันร้อนรนแถมใจยังเต้นรัวระทึกยิ่งกว่าตอนที่วิ่งไล่ต้อนข้าศึกเสียอีก “ท่านแน่ใจแล้วหรือเจ้าคะว่าปรารถนาให้ข้าตอบตามความจริง” นางเลิกคิ้วถามอย่างกล้ากล้ากลัวกลัวเพราะมิรู้ว่าตัวเองสมควรพูดมันออกไปหรือไม่ “เจ้ายั่วยวนกวนประสาทข้าเช่นนั้นหรือนางสตรีหน้าตาย!!! หากข้าไม่ต้องการให้เจ้าตอบตามความจริง ข้าจะซักถามเจ้าให้เปลืองน้ำลายไปไย โง่เง่ายิ่งนักในหัวเจ้ามันมีสมองบ้างหรือไม่หรือเอาไว้แค่ขบคิดเพียงเรื่องของไอ้บุรุษชาติชั่วผู้นั้นอย่างเดียว” แม่ทัพเล่อหยางหลงหมุนตัวกลับไปแล้วเข้าประชันหน้ากับกุ้ยไป๋หลานที่ถอยร่นจนแผ่นหลังแนบชิดติดกับกำแพง นางหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัวและความรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกที่จู่ๆ ก็ได้เข้าใกล้บุรุษน่าขนหัวลุกผู้นี้ ทั้ง ๆ ที่ นี่หาใช่ครั้งแรกไม่เพราะมันเกิดขึ้นหลายต่อหลายคราแต่ล้วนด้วยนางไปยั่วยุให้เขาเกิดโทสะชักนำ ทว่ากลับกันครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหน ๆ ด้วยเพิ่งได้รับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเขาว่าคิดเช่นใดกับนาง “ขะ…ข้า” “ตอบมา!!!” เขาตะคอกอีกรอบจนนางสะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ อยู่ใกล้กันจนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจกัน มิเข้าใจเสียจริงว่าเหตุใดต้องตะเบ็งเสียงจนลำคอแกร่งขึ้นเอ็นถึงเพียงนั้นด้วยเล่า ทำไปเพื่อสิ่งใด ต้องการข่มขู่โอ้อวดว่าตัวเองน่าเกรงขามว่าอย่างนั้นเถิด “ขะ…ข้ามา ตั้งแต่ท่านใช้ชื่อข้าช่วยตัวเองเจ้าค่ะ!” กุ้ยไป๋หลานหลับตาปี๋รวบรวมความกล้าทั้งหมดโพร่งปากพูดออกไปรวดเดียว “เจ้า!!! หน้าไม่อาย” ทั้งใบหน้าและใบหูแม่ทัพเล่อหยางหลงแดงระเรื่อคล้ายผลตำลึงสุกยามได้ยินจากปากนางผู้นี้ว่ามานานจวบจนได้ยินว่าเขากำลังจินตนาการถึงหน้านางจนเปล่งเสียงครวญครางเอ่ยเรียกขานนามออกมายามกำลังนั่งสาวแท่งหยกเพื่อปลดปล่อยอารมณ์รัญจวนที่มันอัดแน่นอยู่ในกายแทบปะทุออกมาเสียเต็มประดา “ท่านแม่ทัพเขินหรือเจ้าคะ เหตุใดใบหูถึงได้แดงก่ำเยี่ยงนี้” นางเอียงคอพลางเลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้ากระเซ้าแหย่ แล้วค่อย ๆ เหยียดแขนเรียวบางขึ้นไปพยายามใช้ปลายนิ้วเล็กแตะสัมผัสใบหูเขาเป็นท่าทางประกอบการพูดให้เห็นภาพที่ชัดเจน “เขินอันใดของเจ้า!! อย่ามาพูดจาหลงตัวเองให้มากความ เจ้าหาได้มีสิ่งใดให้ข้าต้องขวยเขินไม่” เมื่อโดนนางจับจ้องด้วยสายตาคาดคั้นคล้ายหมายจะจับผิดเยี่ยงนั้น แม่ทัพเล่อหยางหลงผู้ที่เก่งฉกาจมิเคยยอมพ่ายแพ้ต่อศัตรู ตั้งคำปฏิญาณมั่น 'ตาต่อตาฟันต่อฟัน' มิมีสิ่งใดที่เขาผู้นี้หวาดกลัวหรือยำเกรงทั้งสิ้น ทว่าตอนนี้กลับมิกล้าสบสายตาสตรีเพียงนางเดียวที่หาได้มีความน่ากลัวใด ๆ ไม่ นางก็แค่ลูกไก่ตัวน้อย ๆ ที่อยู่ในกำมือ จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด "เช่นนั้นหรือเจ้าคะ? เอ๋...ข้ามีข้อสงสัยเจ้าค่ะ" ตั้งแต่ที่รู้ว่าเขาแอบพึงใจในตัวตนเองอยู่มิใช่น้อยก็มีความมั่นหน้ามั่นใจขึ้นมาระดับหนึ่งว่าอย่างไรเขาก็คงไม่กล้ากระทำรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือต้องเลือดตกยางออกมากกว่านี้ ถึงแม้นคนที่แม่ทัพเล่อหยางหลงรู้สึกชอบพอจะเป็นกุ้ยไป๋หลานเจ้าของร่างเดิม แต่ในเมื่อแม่นางผู้นั้นหมดบุญ แล้ววิญญาณของนางที่ตายในชาติภพปัจจุบันก็เข้ามาสิงร่างแทน ฉะนั้นนางก็จะสานฝันให้ตัวเองและเขาได้สมหวังเอง... นางหาใช่แม่นางกุ้ยไปหลานนางเอกของเรื่องไม่ เช่นนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องเคียงคู่กับพระเอกโง่เง่า หูเบาที่ฟังคำผู้อื่นมากกว่าสตรีคนรักของตนเช่นเล่อเยี่ยนเฉิน! ที่สำคัญนางมิอาจรู้หรอกว่าผู้อื่นจะมองเห็นหรือไม่ แต่สำหรับนางแล้วบุรุษร้ายกาจผู้นี้มีสเน่ห์เย้ายวนใจมากกว่าเล่อเยี่ยนเฉินเป็นไหน ๆ หรือหากเป็นในชาติภพของนางเขาก็เป็นผู้ชายทรงแบดบอยคนหนึ่งที่สาว ๆ กรี๊ดกร๊าด วาสนาของนางแท้ ๆ ที่จะมีสามีในอนาคตที่ทั้งรูปงาม ดุดัน เกรี้ยวกราดและมั่นใจว่าเขาจะสามารถปกป้อง ดูแล ต่อกรจากไอ้อีที่มันหมายจะรังแกนางได้จากนิสัยไม่สนโลก ไม่สนห่าเหวอะไรของเขานี่แหละ "สงสัยอันใดของเจ้า!" "ข้าสงสัยว่าเหตุใดท่านแม่ทัพต้องใช้ชื่อของข้าในการช่วยตัวเองด้วยเล่าเจ้าค่ะ หรือ ท่านแม่ทัพชอบพอในตัวข้าเข้าแล้ว..." กุ้ยไป๋หลานพูดพลางก็บิดตัวไปมาคล้ายกับกำลังขวยเขินแต่ทว่ามองอย่างไรมันก็ดูเหมือนนางกำลังล้อเลียนเขาเสียมากกว่า "พูดออกมาได้อย่างน่ามิอาย!" คนตัวโตกว่าตะเบ็งเสียงเข้ากลบเกลื่อนเพราะสิ่งที่แม่นางกุ้ยไป๋หลานพูดเมื่อครู่ดันตรงกับความจริงเสียได้ ทว่าดันเป็นเรื่องที่นางและผู้อื่นมิสมควรรับรู้ "ส่องกระจกดูเงาตัวเองบ้างเถิดว่าเจ้ามีอันใดให้ข้ารู้สึกชอบพอหรือไม่" "เช่นนั้นหรือเจ้าคะ" "ออกไป! ออกไปให้พ้นหน้าข้าบัดเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะสั่งโบยเจ้าให้หลังลาย" "เจ้าค่ะ" นางยินยอมออกมาโดยดี เพราะอย่างน้อย ๆ หนทางการได้พ่อตัวร้ายรูปหล่อผู้นี้เป็นสามีก็มิได้มืดบอดอีกต่อไป ... "ผู้ใดทำให้ท่านแม่ทัพโมโหได้ถึงเพียงนี้กันเจ้าคะ" "ท่านแม่ ท่านแม่หายป่วยแล้วหรือขอรับ วันก่อนซือเหย่บอกข้าว่าท่านแม่มิใคร่สบาย ข้ายุ่ง ๆ กับงานราชการบ้านเมืองเลยไม่มีเวลาไปเยี่ยมเยียนท่าน แต่ข้าได้ฝากใบชาชั้นดีให้พวกนางต้มให้ท่านแม่แล้ว ท่านแม่ได้กินหรือยังขอรับ" ท่านแม่ ที่ถูกขานออกมาจากริมฝีปากของเล่อหยางหลงหาใช่มารดาผู้ให้กำเนิดไม่ แต่เป็นแม่นมซือเหยาสาวรับใช้คนสนิทของมารดาและเป็นคนที่คอยเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เยาว์วัย เขาจึงให้ความเคารพ ให้ความนับถือนางเสมือนมารดาแท้ ๆ อีกคนหนึ่ง “แม่หาได้เป็นอันใดมากไม่ แค่เจ็บออด ๆ แอด ๆ ตามประสาคนแก่ จะให้แข็งแรงเหมือนคนหนุ่มสาวเห็นทีคงยากแล้ว” แม่นมซือเหยาพูดพร้อมกับวางถ้วยขนมหวานลงบนโต๊ะแล้วปรายสายตาเหลือบมองรอบ ๆ ห้องเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจมากนัก “แม่ทำขนมยุเหวียนเซียว (ขนมบัวลอยน้ำขิงไส้งาดำ) มาให้ จำได้ว่าหยางเอ๋อร์ลูกแม่ชอบนัก เพราะทุกครั้งกินหมดเป็นหม้อ ๆ เชียว” “ก็ฝีมือท่านแม่อร่อยและถูกปากข้ายิ่งนักนี่ขอรับ ข้าก็เลยกินคนเดียวจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือสักหยด” พูดจบบุรุษก็เอื้อมแขนแกร่งกำยำเหยียดออกไปหยิบถ้วยขนมหวานขึ้นมาตักรับประทาน หากวันที่มารดาหมดสิ้นลมหายใจลง แล้วไม่มีแม่นมซือเหยาผู้นี้คอยเลี้ยงดู อุ้มชู มอบความรักเสมือนเขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขในอก เขาก็ไม่รู้ชะตากรรมชีวิตของตนเองเลยว่าจะเป็นอย่างไร จะมีวันนี้หรือไม่… “หยางเอ๋อร์ลูกแม่ปากหวานยิ่งนัก แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาสักกี่ปีแม่ก็ยังอดเสียดายแทนเจ้ามิหายเลยจริง ๆ ที่ฮูหยินมาด่วนจากไปตั้งแต่เจ้ายังเล็กนัก เจ้าก็เลยมีีวาสนาได้ชิมฝีมือการทำอาหารของมารดาเจ้าเพียงน้อยนิดเท่านั้น” พูดพลางใบหน้าเหี่ยวย่นมีรอยตีนกาตามประสาหญิงสาววัยห้าสิบปลายปลายก็แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มแย้มแห่งความชื่นชมจากใจจริง “หยางเอ๋อร์เจ้าพอจะจดจำได้หรือไม่ว่าฝีมือมารดาเจ้าอร่อยเพียงใด”เขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







