LOGIN“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด
แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่ “ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเหลือบตามองบุตรสาวเล็กน้อย "อี้เหย เจ้าเอาใบชาห่อนี้ไปเก็บในหีบให้เรียบร้อย" "เจ้าค่ะแม่นม" ซืออิ๋งมองตามอี้เหย หลานสาวท่านป้าหัวหน้าโรงครัวไปจนสุดสายตา แต่ก็มิได้ซักไซร้อันใดให้มากความ เพราะอีกฝ่ายทำงานและคอยช่วยดูแลมารดานางคัดแยกใบชามาตั้งแต่นางจำความได้ ด้วยมีความรู้ในด้านนี้พอตัวจึงได้รับความไว้วางใจไหว้วานใช้งานอยู่หลายครั้งจากแม่ทัพเล่อหยางหลง … ผ่านไปหนึ่งเดือน ที่แม่นางกุ้ยไป๋หลานเริ่มเดินหน้าจีบแม่ทัพเล่อหยางหลง บางครั้งบางครานางก็ถอดถอนท้อใจยิ่งนักเพราะอีกฝ่ายใจแข็งเด็ดเดี่ยวเหลือเกิน มิยอมเปิดโอกาสให้นางได้ใกล้ชิดเลยแม้แต่น้อย แต่นางหรือจะยินยอม ดื้อรั้นหัวชนฝา อย่างไรก็ต้องทำให้เขายอมรับกับนางให้ได้ว่าเขาเองก็แอบต้องตาชอบพอนางอยู่มิน้อยเช่นเดียวกัน ทว่ามันหาได้ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากถึงเพียงนั้นไม่ เพราะยังมีแม่นางซือเหย่เด็กน้อยจอมแก่แดดที่คอยทำตัวใหญ่โตคับจวนราวกับตนได้กลายเป็นฮูหยินของจวนนี้ไปเสียแล้ว “ข้าทำขนมบัวลอยน้ำขิงของโปรดท่านแม่ทัพมาให้เจ้าค่ะ ลองชิมดูเถิดเจ้าค่ะข้าทำสุดฝีมือเชียวนะเจ้าคะ” ยังไม่ทันได้รีรอคำอนุญาตหรือตอบตกลงให้เข้ามาในห้องทำงาน กุ้ยไป๋หลานก็ถือวิสาสะย่างกรายแล้ววางชามขนมหวานลงบนโต๊ะไม้สักพร้อมฉีกยิ้มหวาน ๆ ให้เขาหนึ่งที “ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเข้ามาในเรือนข้า” แม่ทัพหยางหลงทิ้งด้ามพู่กันที่กำลังตวัดอักษรลงบนกระดาษอย่างอารมณ์เสีย นับวันนางสตรีวิปลาสผู้นี้ยิ่งถือดี อวดเก่งเข้าไปใหญ่ พยายามทำตัวสนิทสนมใกล้ชิดกับเขาปานว่าชอบพอเขาเข้าแล้ว! แต่จะเป็นไปได้เยี่ยงไรกัน เหอะ! หัวใจนางมอบให้บุรุษผู้นั้นจนมิเหลือพื้นที่ให้เขาแล้วมิใช่หรือ นี่นางคงอยากกลับออกไปหาคนรักจนใจจะขาดจึงพยายามดิ้นรนทำทุกอย่างถึงเพียงนี้! ช่างโง่เขลากระไรเยี่ยงนี้! บุรุษผู้นั้นหาได้ทุกข์ร้อนกระวนกระวายหรือพยายามดิ้นรนออกตามหาสตรีที่บอกว่ารักนักรักหนาเยี่ยงนางไม่ ควงแม่นางหลินฟางเหมยร่วมงานออกหน้าออกตาคล้ายกับเป็นกลายประกาศกลาย ๆ แล้วว่า นางคือว่าที่สะใภ้คนใหม่ของตระกูลเล่อ “ก็ข้านี่อย่างไรเจ้าคะ ข้าเป็นคนที่อนุญาตให้ข้าเข้ามาในเรือนของท่านแม่ทัพเอง” นางฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะใช้สองฝ่ามือบอบบางวางค้ำลงบนโต๊ะทำงานแล้วตั้งใจยื่นหน้าเข้าไปในระยะประชิดเพื่อให้ปลายจมูกชนกัน “ไร้ยางอาย! สตรีเช่นเจ้าหน้าหนาหน้าทนยิ่งนัก ข้าหาได้เคยเห็นสตรีนางใดวิปริตวิปลาสเช่นเจ้าไม่” แม่ทัพเล่อหยางหลงใช้ฝ่ามือดันศีรษะนางให้ออกห่างจากกาย “ก็แม่นางซือเหย่ของท่านแม่ทัพอย่างไรเล่าเจ้าคะ… ดูก็รู้ว่านางคิดเช่นใดกับท่าน มีแต่ท่านผู้เดียวกระมังที่หลับหูหลับตามิรู้ความสิ่งใด เอ…หรือท่านจะทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัดกันเจ้าคะ” “ข้าหาได้คิดเยี่ยงนั้นกับกับเหย่เหย่ไม่ และที่สำคัญหากข้าจะคิดหรือไม่คิดกับผู้ใดก็หาใช่ธุระกงการของเจ้า” สายตาที่เขาเหลือบมองนางยังเต็มไปด้วยความเย็นชาเหมือนวันแรกไม่มีผิด นางอยากจะรู้เหลือเกินว่าเขาจะเสแสร้งแกล้งทำเป็นว่ามิได้รู้สึกสิ่งใดกับนางไปถึงเมื่อไหร่กัน “ถ้าเช่นนั้นท่านแม่ทัพลองชิมบัวลอยน้ำขิงที่ข้าอุตส่าห์ตั้งไจทำไว้ให้ก่อนเถิดนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวจะเย็นชืดไม่อร่อยกันพอดี” นางพูดพร้อมกับผายมือไปยังชามขนมหวานที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว แต่ทว่าเขามิมีแม้กระทั่งชายตาแลมองทำเพียงใช้ฝ่ามือและผลักเลื่อนดันมันออกไปให้ออกห่างจากระยะสายตา “ข้าไม่กิน” พูดพลางก็สะบัดหน้าหนีเชิดไปทางอื่น แต่อย่างไรนางหาได้สนใจไม่เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางโดนเขาปฏิเสธและทำตัวเฉยชาเยี่ยงคนไม่มีหัวใจเช่นนี้ “กินหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุตส่าห์ลงครัวตั้งแต่เช้าตรู่เลยนะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานยังคงไม่ยอมเลิกราฉวยจับถ้วยขนมหวานแล้วเดินอ้อมโต๊ะไม้สักข้ามไปอยู่ฟากฝั่งเดียวกันกับบุรุษ “นี่ข้าต้องขอบใจเจ้าใช่หรือไม่?” เขาถามอย่างกระแทกแดกดัน “ออกไป!” “ท่านแม่ทัพจะยอมกินดี ๆ หรือจะให้ข้าป้อนด้วยปากเจ้าคะ?” “เหอะ! เจ้ากล้าหรือ” แม่ทัพเล่อหยางหลงเค้นเสียงหัวเราะในลำคอพร้อมชำเลืองมองนางด้วยสายตาดูถูกดูหมิ่น “สตรีเช่นเจ้าจะทำอะไรข้าได้ ช่างน่าขันนัก” กุ้ยไป๋หลานกระตุกยิ้มมุมปาก ช่วยไม่ได้… หากจะถูกกล่าวหาว่าลวนลามบุรุษแต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อเขาพูดท้าทายดูถูกดูหมิ่นนางเอง ฉะนั้นนางก็จะสั่งสอนและให้เขารู้ว่าสตรีเยี่ยงนางนี่แหละที่กล้าทำเรื่องเช่นนั้น “เจ้าค่ะ” “จะให้ข้าเสียเวลากับเจ้าอีกนานหรือไม่ อะอะ ไหนไหนก็ไหนไหนแล้ว ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าสตรีเยี่ยงเจ้าจะทำสิ่งใดได้บ้างนอกเสียจากดีแต่ปากพูดพร่ำพะ…” แม่ทัพเล่อหยางหลงยังไม่ทันพูดจนจบประโยคริมฝีปากหยักก็ถูกประกบกดทับด้วยริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว สองฝ่ามือเล็กประคองกรอบใบหน้าหล่อเหลาเอาไว้ให้มั่นคงเพื่อตั้งรับรอยจูบที่นางกำลังปรนเปรอ แม้ว่าจะเก้งกังติดขัดไปบ้างเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าทำได้ดีเลยมิน้อยทีเดียวสำหรับครั้งแรก ทางฝั่งของแม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าสตรีผู้นี้จะหาญกล้าทำเรื่องเช่นนี้กับเขาจริง ในตอนนี้ถึงสมองจะออกคำสั่งให้ใช้สองฝ่ามือผลักออกแสร้งแสดงทีท่าว่ารังเกียจนางเข้ากระดูกดำ แต่เหตุใดตัวเขาจึงแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ถึงเพียงนี้ ยืนตัวเกร็งยินยอมรับรอยจูบจากนางโดยมิมีปฏิเสธ ด้วยลึก ๆ แล้วในใจก็อยากหยุดเวลาเอาไว้แล้วกอบโกยช่วงความสุขนี้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไอ้หัวใจไม่รักดี!!! “อื้อ…” กุ้ยไป๋หลานเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มมีปฏิกิริยาบางอย่างตอบสนองกลับมานั่นก็คือการยินยอมปริปากให้นางได้ส่งปลายลิ้นเข้าไปสอดแทรกควานหาความหวาน จึงค่อย ๆ เลื่อนแขนเรียวบางลงมาลูบไล้แผงอกแกร่งกำยำอย่างเต็มฝ่ามือสักครั้งก็นับว่าเป็นวาสนานางได้ตายตาหลับแล้ว ดูเหมือนสติสัมปชัญญะของแม่ทัพเล่อหยางหลงก็ค่อย ๆ เลือนหายไป รอยเกลียด รอยชิงชังที่พยายามเสแสร้งขึ้นมาเป็นกำแพงหนาคอยขวางกั้นระหว่างนางและเขาก็ถูกพังทลายลงให้เหลือเพียงความรู้สึกที่ถูกซ่อนลึกอยู่ภายใต้จิตสามัญสำนึกที่เริ่มทำหน้าที่ของมันด้วยการออกคำสั่งให้ฝ่ามือหยาบกร้านเลื่อนลงไปประคองเอวคอดกิ่วเอาไว้แล้วออกแรงบีบคลึงบั้นสะโพกเบา ๆ ตามสัญชาตญาณบุรุษ “อื้อ…” ทั้งสองนัวเนียกันอยู่นานสองนาน จนสายเชือกที่รัดอาภรณ์ของสตรีอยู่ถูกปลดออกด้วยฝีมือของบุรุษเสียตั้งแต่เมื่อใดแล้วก็มิอาจรู้ตัวทราบได้ ร่างบางถูกผลักให้เป็นฝ่ายโดนจู่โจมบ้างในชั่วพริบตาเดียว…นางถูกยกขึ้นนั่งบนโต๊ะไม้สักหรูหราและเลื่อนแขนเรียวบางขึ้นไปคล้องคอบุรุษไว้ ทุกอย่างกำลังไปในทิศทางที่ดีเกือบจะเข้าได้เข้าเข็มแล้วแท้ ๆ หากมิมีมารผจญเปิดประตูเข้ามาขัดจังหวะในโอกาสเหมาะเจาะเช่นนี้เสียก่อน “ท่านพี่!!!!!!!!!!!!!!” เสียงแหลมของแม่นางซือเหย่กรีดร้องออกมาจากในลำคอ ก่อนจะรีบสาวท้าวกระทืบเร่า ๆ เข้ามาแยกทั้งสองคนออกจากกันแล้วถลนตามองกุ้ยไป๋หลานอย่างเอาเรื่องเอาราวหมายจะเอาเลือดหัวนางออกเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







