LOGINเพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่
“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ “จะ…เจ้า!!! นางสตรีอวดดี” ซือเหย่กลืนน้ำลายก้อนเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก คราวนี้นางเจอคนจริงเข้าเสียแล้ว ซ้ำตอนนี้ยังตัวผู้เดียว มิมีคนคอยเลียแข้งเลียขาจิกหัวใช้ให้เข้าไปรุม จึงจำเป็นต้องรีบถอยกรูดเอาตัวรอดไปหลบหลังบุรุษร่างแกร่งกำยำแล้วเริ่มแผนการบทที่สองนั่นก็คือเส้แสร้งเป็นนางเอกแสนดีที่โดนกระทำ “ท่านพี่เจ้าคะ ท่านพี่ดูนางเถิดเจ้าค่ะ นับวันนางสตรีผู้นี้เหิมเกริมยิ่งนัก ทำตัวกร่างหาได้สนใจว่าท่านพี่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคนไม่ ท่านพี่ต้องสั่งสอนนางให้ข้านะเจ้าคะ มิเช่นนั้นข้าไม่ยอมจริง ๆ ด้วย” "ถ้าเมื่อครู่ท่านมิได้ตามืดบอดหรือเสียสติไปแล้วก็คงจะเห็นว่านางคือฝ่ายที่เข้ามาทำร้ายร่างกายข้าก่อน ส่วนข้าก็เพียงป้องกันตัวเท่านั้น ข้าผิดด้วยหรือเจ้าคะ" กุ้ยไป๋หลานพูดพลางก็เอาแขนเรียวบางกอดอกแล้วจ้องมองแม่นางซือเหย่อย่างไม่ยอมความ "..." แม่ทัพเล่อหยางหลงอ้ำอึ้งพูดสิ่งใดไม่ออก เพราะมิอาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่นางพูดหาใช่ความจริง ทุกอย่างล้วนประจักษ์แจ้งว่าซือเหย่คือผู้ที่เข้ามาหาเรื่องและลงไม้ลงมือแก่นางก่อน...ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจไม่หายนั่นคือ การโต้ตอบกลับไปของนางต่างหากเล่า เมื่อก่อน กุ้ยไป๋หลานมิมีแม้กระทั่งแหงนหน้าขึ้นมาสู้สบตาหรือร้องขอ ตะโกนร้องเรียกให้ผู้อื่นเข้ามาช่วยเหลือ นางทำเพียงนิ่งเงียบ นั่งอย่างสงบเสงี่ยมรอรับแรงกระแทกทั้งมือ ทั้งตีน และคำพูดดูถูกดูแคลนถากถางน้ำใจจนกว่าอีกฝ่ายจะสาแก่ใจ ทว่าเหตุใดตอนนี้นางจึงเปลี่ยนแปลงไปราวกับคนละคนกันเล่า? แววตาอาฆาตจ้องมองอย่างเอาเรื่องที่เพ่งไปยังแม่ซือเหย่เมื่อครู่เขามิเคยพบเคยพานมาก่อน ซ้ำร้ายการกระทำหาญกล้า กระชากเส้นผมถกดึงจนแทบหลุดติดมือ ก่อนจะเหวี่ยงแขนเรียวบางที่เคยปล่อยให้ผู้อื่นบีบ เขย่าจนเป็นรอยจ้ำแดง ๆ ช้ำ ๆ ไปหลายวันฟาดลงบนใบหน้านุ่มอย่างแรงทำให้นางหัวตุงทิ่มลงพื้น นี่มันบทนางร้ายในนวนิยาย หาใช่นางเอกผู้แสนดีเยี่ยงกุ้ยไป๋หลานคนเก่าที่เขาคอยเฝ้าสะกดรอยตามทุกฝีเก้าไม่ "ท่านพี่!!! ท่านพี่ต้องลงโทษนางให้ข้านะเจ้าคะ ท่านพี่" นางจับแขนแกร่งกำยำของบุรุษแล้วออกแรงเขย่าเร่า ๆ ราวกับเด็กน้อยที่เอาแต่ใจตน "ซือเหย่..." "ท่านพี่!!! นางใช้มารยาใดยั่วยวนท่านพี่หรือเจ้าคะ! ท่านพี่! ท่านต้องลงโทษนางให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าหายอมความไม่" "ซือเหย่!!! ออกไปก่อน" แม่ทัพเล่อหยางหลงหงุดหงิดเต็มที เหตุใดสตรีจึงได้ทำตัวงี่เง่าน่ารำคาญใจได้ถึงเพียงนี้ "ท่านพี่!!! ท่านไล่ข้าหรือเจ้าคะ!!!!" ซือเหย่กระฟัดกระเฟียดส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอยาโดนขัดใจ "ซือเหย่.." เขาเริ่มกดเสียงทุ้มต่ำ "ก็ได้เจ้าค่ะ" ซือเหย่ยินยอมรับปากแต่โดยดี หาใช่เพราะนางยอมพ่ายแพ้ให้แก่สตรีหน้าด้านไร้ยางอายที่มาให้ท่ายวนยั่วแม่ทัพเล่อหยางหลงถึงในเรือนไม่ แต่ด้วยนางรู้จักนิสัยใจคอท่านพี่ของนางดีต่างหากว่าเป็นคนอย่างไร ในยามที่เขาฉุนเฉียว ขึ้นหน้าขึ้นตา หรือตะเบ็งเสียงเกรี้ยวกราดยังมิน่ากลัวเท่าอาการนิ่งเงียบที่มาพร้อมอายสังหาร ความกดดันที่สามารถบีบให้ผู้คนหวาดกลัวจนฉี่ราดได้เลยแม้แต่น้อย "ฝากเอาไว้ก่อนเถิด ไว้ข้าจะกลับมาเอาคืนทบต้นทบดอกกับเจ้าในภายหลัง" "รีบกลับมาเอาคืนไปนะเจ้าคะ ข้าคร้านจะรับฝากไว้นาน" นางตะโกนตามหลังซือเหย่พร้อมกับหัวเราะคิกคักอย่างนึกชอบใจ แต่เมื่อเหลือบมองใบหน้าของท่านแม่ทัพเล่อหยางหลงที่ราบเรียบราวกับคนไร้วิญญาณก็พาลบทำให้เสียอารมณ์จนต้องถอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ๆ "ไยต้องทำหน้าบูดหน้าบึ้งถึงเพียงนั้นด้วยเล่าเจ้าคะ" พูดพลางก็ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวจิ้มลงบนแผงอกล่ำสั่นขิงเขาสองสามครั้งทว่าโดนปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี "อย่ามาแตะต้องตัวข้า" "โธ่" นิ้วเรียวยาวที่ถูกเขาปัดทิ้งอย่างไม่ใยดีเมื่อครู่เลื่อนขึ้นไปวางทาบบนกลีบปากหยักได้รูปของบุรุษ "ทำมาพูดว่าอย่ามาแตะต้องตัวข้า แล้วเมื่อครู่ผู้ใดกันหรือเจ้าคะที่จูบข้าปานจะกลืนกินข้าเข้าไปทั้งตัว ซ้ำยังล่วงเกินข้าจนสายรัดอาภรณ์ข้าหลุดลุุ่ยเยี่ยงนี้อีก เห็นทีท่านแม่ทัพคงต้องรับผิดชอบข้าเสียแล้วกระมังเจ้าคะ" "พูดออกมาได้หน้าตาเฉย เจ้าไม่รู้สึกละอายปากบ้างเลยหรืออย่างไร" เขาเหลืออดเหลือทนกับกุ้ยไป๋หลานคนนี้เต็มทีแล้ว "เหตุใดข้าต้องรู้สึกละอายปากด้วยเล่าเจ้าคะ ในเมื่อสิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น ข้าหาได้โป้ปดไม่ ท่านเองก็รู้" "แม่นางไป๋หลาน เจ้าต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่" "ข้าชอบท่านเจ้าค่ะ" "..." "ข้ารู้ดีว่าคำพูดของข้าในตอนนี้คงไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ท่านเชื่อว่าข้าชอบพอท่านจริง ๆ แต่ข้าอยากให้ท่านรู้เอาไว้ว่าความรู้สึกของข้าที่มีต่อท่านหาใช่เรื่องโกหกไม่" นางขยับตัวเข้าไปใกล้ชิดแม่ทัพเล่อหยางหลง "อดีตที่ผ่านมามิว่าใจของข้าจะเคยตกเป็นของผู้ใด แต่บัดนี้มันเป็นของท่านผู้เดียวเท่านั้น ข้าเองอาจเคยหลงผิดไปบ้าง แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าหาได้คิดกับชายผู้นั้นเหมือนเดิมได้อีกไม่" "..." "ข้ายอมรับว่าเมื่อก่อนข้ามันโง่งม รักจนยอมแม้กระทั่งถวายชีวิต ถวายศักศรีดิ์ความเป็นคนให้คนพวกนั้นข่มเหงรังแกตามใจชอบ ทว่าตั้งแต่ที่ข้าได้มาอยู่ในจวนของท่าน ได้รู้จักกับท่าน ความรู้สึกของข้าก็เปลี่ยนไป ยิ่งตอนที่ข้าได้ใกล้ชิดกับท่าน หัวใจข้ามันเต้นแรงเสียแทบจะทะลุออกมาด้านนอกมันยิ่งบ่งชัดย้ำเตือนว่าตอนนี้ข้าคง...ชอบท่านเข้าเสียแล้ว ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรให้ท่านเชื่อแต่ข้าเพียงแค่อยากจะขอโอกาสจากท่านสักครั้งจะได้หรือไม่เจ้าคะ ให้ข้าได้พิสูจน์ตัวเองว่าข้าหาใช่กุ้ยไป๋หลานคนโง่เง่าคนเดิมอีกต่อไปแล้วไม่ ลองมองข้าใหม่ เปิดใจรับข้าในฐานะสตรีธรรมดาคนหนึ่งที่มิใช่คนรักของศัตรููหมายเลขหนึ่งเถิดนะเจ้าคะ" แม่นางกุ้ยไป๋หลานเลื่อนฝ่ามือขึ้นไปบีบคลึงท่อนแขนแกร่งกำยำของแม่ทัพเล่อหยางหลงเบา ๆ เพื่อให้เขาคล้อยตามไปกับคำพูดของนาง ทว่ากลับไม่ได้ง่ายดายดั่งที่คิดเอาไว้สักเท่าใดนักเพราะความแค้นที่มันฝังรากฝังโคนอยู่ค่อนข้างลึกและแน่นเกินกว่าที่นางจะสามารถถอดถอนขึ้นมาได้หมดสิ้นภายในชั่วครั้งเดียว "ออกไป ข้าหาได้อยากฟังคำโกหกจากปากเจ้าไม่" "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าพูดเมื่อครู่ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ข้าชอบท่านจริง ๆ ท่านจะให้ข้าทำเยี่ยงไรท่านจึงจะเชื่อว่าข้ารู้สึกเช่นนั้นกับท่านจริง ๆ เจ้าคะ" กุ้ยไป๋หลานยังคงไม่ยอมความ "ต่อให้เจ้าจะทำอย่างไรข้าก็มิมีวันเชื่อความจากสตรีแพศยากลับกลอกเยี่ยงเจ้าเป็นอันขาด" "ถ้าเช่นนั้นข้าก็ยอมรับการตัดสินใจของท่านแม่ทัพ ข้าต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะที่ทำให้ท่านรู้สึกลำบากใจหากท่านมิสบายใจที่จะพบปะหน้าข้า ต่อไปนี้ข้าก็จะมิเสนอตัวเข้ามาในเรือนนี้ให้ท่านรู้สึกรำคาญอีก" กุ้ยไป๋หลานถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วก้มหน้าลงมองต่ำคล้ายกับกำลังรู้สึกสลด ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวหันหลังแล้วก้าวย่างทำท่าเดินออกมา "เดี๋ยว..." นั่นประไร!!!! นางตบเข่าดังฉาดในความคิด หากซื้อหวยแม่นได้เหมือนกับคำทำนายทายทักในตอนนี้นางคงจะร่ำรวยกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านหมื่นล้านไปเสียนานแล้วกระมัง นางฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเกือบครบสามสิบสองซี่ยามอยู่ลับหลัง แต่ทว่าเมื่อหมุนตัวกลับมาสบสายตากับอีกฝ่ายก็แสร้งตีสีหน้าสลดคล้ายกับตนเองสำนึกผิดแล้วจริงทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างเป็นเพียงการละครฉากใหญ่เท่านั้น "ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดอีกหรือเจ้าคะ..." หากอยู่ในยุคปัจจุบันนางคงได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมประจำปีแล้วกระมัง...นี่ขนาดมิเคยร่ำเรียนสาขานิเทศศาสตร์เอกการแสดงโดยตรง ซ้ำนับได้ว่าในครั้งนี้เป็นการสวมบทบาทครั้งแรกของนางแต่สามารถตีบทได้แต่กระจุยถึงเพียงนี้ หากมิใช่พรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็คงไม่รู้ว่าจะเป็นสิ่งอื่นใดได้อีกแล้วเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







