LOGINหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องกระจกที่เขียนเอาไว้หน้าห้องว่า Human Resource Department (แผนก HR) ภายในห้องมีชั้นเอกสารวางด้านหลัง ถัดมาจะเป็นช่องล็อกให้คนในแผนกทำงานกว่าสิบช่อง บางคนตั้งใจจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า บางคนหัวเราะคิกคักกับโทรศัพท์มือถือ บางคนก็มีทั้งหมอนผ้าห่มฟุบลงตรงโต๊ะ นิลมณีปราดตามองแต่สายตาของเธอนั้นไม่ได้เหมือนคนทั่วไป
กลิ่นไอพลังงานเชิงลบในห้องนี้อบอวลไปหมด จากสิบมีเพียงหนึ่งคนที่ตั้งใจทำงานจริงจังแต่ก็คงไม่วายโดนวานให้ทำจึงได้เกิดควันสีดำจางๆแผ่ออกมาจากตัวของคนคนนั้นด้วยความเครียดแค้น นิลมณียกยิ้มขึ้นเมื่อเห็นว่าความชั่วร้ายหมกมุ่น ความขี้เกียจ ความริษยา ความโลภ ความโกรธแค้น ความหลง ทุกบาปมีอยู่เต็มห้องนี้ไปหมด
“เอ่อ...ค่ะ” ซันนี่เอ่ยตอบหน้าเจื่อน นิลมณีดึงสายตากลับไปมองพนักงานสาวหน้าล็อบบี้ครู่หนึ่ง ท่าทางของเธอดูหงอยลงไปอย่างนึกเกรงกลัวพนักงานฝ่ายบุคคลนี้
“สวัสดีค่ะคุณนิลมณี ฉันพัชรินทร์หรือเรียกว่าพัชรก็ได้ค่ะ เป็นหัวหน้าHR” หันไปเอ่ยทักทายนิลมณีด้วยใบหน้าเรียบนิ่งดูหยิ่งยโสไม่ต่างจากเธอเลยแม้แต่น้อย
“อ้อ ค่ะ”
“ฉันจะเป็นคนพาคุณขึ้นไปพบคุณดนุวัศเองค่ะ เผื่อเกิดความผิดพลาดอะไร ซึ่งคุณดนุวัศไม่ชอบความผิดพลาดเท่าไหร่ หากพนักงานใหม่ทำอะไรเปิ่นๆจะได้ไล่ออกได้ทันที”
พัชรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งออกแนวเย้ยหยันนิลมณีหน่อยๆ นิลมณียกยิ้มอย่างชอบใจก่อนจะโน้เมหน้าเข้าไปใกล้ๆหัวหน้าสาว
“ฉันอยู่ในตำแหน่งเลขาของคุณดีน...ไม่สิ คุณดนุวัศใช่ไหมคะ? นั่นหมายความว่า...ฉันมีตำแหน่งสูงพอที่จะสั่งคุณได้สินะคะคุณพัชรินทร์”
“อึก....” พัชรรินทร์เม้มปากแน่นอย่างนึกเจ็บใจ ไหนจะคำเรียกที่นิลมณีเรียกชื่อเล่นของซีอีโอของเขาอีกนั่นย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่ มันน่าแปลกใจอยู่แล้วที่นิลมณีได้เข้ามาเริ่มงานโดยไม่ผ่านการสัมภาษณ์ใดๆ ทั้งที่จะต้องผ่านการสัมภาษณ์จากแผนกHRด้วย แต่นี่เพียงสมัครงานวันแรกวันเดียวก็รับเข้าทำงานเลยมันจึงดูน่าแปลก
“ขอใช้อำนาจนั้นเลยแล้วกันค่ะ ฉันจะไปกับคุณซันนี่ เนื่องจาก...ไม่ค่อยสบายใจถ้าอยู่กับคุณพัชรเท่าไหร่ คงไม่ต้องให้แปลหรอกนะคะว่าหมายความว่ายังไง” นิลมณีเอ่ยพลางยิ้มเยาะ ไม่ต่างจากคำพูดที่เย้ยหยันของพัชรินทร์เมื่อคครู่เลย
พัชรินทร์กัดฟันเชิดหน้ามองจ้องนิลมณีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ เลขาคนใหม่ของซีอีโอที่ตัวเองเล็งไว้และให้ท่าตลอดนั้นรูปร่างหน้าตาสวยเฉี่ยวน่าหลงใหลจนใจเจ็บ แม้แต่พัชรินทร์เองที่คิดเสมอว่าตนสวยเด่นกว่าคนอื่นยังต้องยอมแพ้ แต่ของแบบนี้ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องได้ด้วยกล มารยาสาไถเธอมีไม่น้อยจึงไม่คิดจะยอมแพ้เรื่องดีน
“อย่าคิดว่าเป็นเลขาที่คุณดนุวัศรับเข้ามาแล้วจะไม่มีทางตกกระป๋องนะคะ ถึงจะเป็นเด็กเส้น...ที่ใช้วิธีไหนไต่เต้าขึ้นมาก็ตาม เห็นมาเยอะแล้วเวลาถูกที่เขี่ยทิ้งจะได้ไม่เจ็บมากเพราะหวังมาก” พัทรินทร์เอ่ยกระซิบข้างใบหูของนิลมณี
“ช่วยเยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวด้วยนะคะ” นิลมณียังไปส่งยิ้มให้ มองยังไงก็รู้ว่ารอยยิ้มนั้นแสร้งทำ ก่อนจะหันไปคว้ามือของซันนี่แล้วคว้าประวัติส่วนตัวของตัวเองจากมือของพัชรินทร์แล้วเดินหันหลังจากไป ยังไม่วายยกมือขึ้นโบกลาพัชรินทร์ที่ยืนหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ มุมปากยกแหลมตอนเหลียวมองหัวหน้าสาวอย่างสะใจพลางทิ้งท้ายคำพูดไว้ให้คิดหนัก
“ระวังขาเก้าอี้ด้วยนะคะคุณหัวหน้า” สงครามประสาทได้เริ่มต้นขึ้น...
ราวกับโชคชะตาเล่นตลกเมื่อเดินไปคุยไปกับพนักงานหน้าล็อบบี้สาวชื่อว่า ซันนี่ ถึงได้รับรู้รายละเอียดของบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่นั้นเป็นบริษัทที่ผลิตอาหาร และอุปกรณ์ของสัตว์เลี้ยง ทั้งที่ท่าทางของซีอีโอนั้นดูจะเลี้ยงสัตว์ไม่เป็นเอาเสียเลย จากการที่จับแมวอาบน้ำ ด้วยเป้าหมายที่เธอจะเข้ามาสืบหาจอมปีศาจในบริษัทแห่งนี้จึงไม่ได้สนใจเรื่องอื่นใด
“ถึงแล้วค่ะ ฉันคงเข้าไปด้วยไม่ได้นะคะคุณนิล...ดีใจมากเลยค่ะที่คุณนิลช่วยฉันเมื่อครู่และยังยอมเป็นเพื่อนกับฉันอีก”
“ใครเป็นเพื่อนคุณ ฉันแค่....”
“ยังไงก็เถอะค่ะ ไม่ว่าคุณนิลอาจจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับฉันแต่ฉันอยากเป็นเพื่อนกับคุณนิลจริงๆค่ะ” ซันนี่เอ่ยพลางรวบมือเรียวทั้งสองข้างขึ้นมาจับกุมไว้ ออร่าของความจริงใจแผ่ออกมาจนนิลมณีรู้สึกขนลุกเกลียวราวกับโดนไฟช็อตอย่างไรอย่างนั้น
“เฮ้อ...ฉันไม่ใช่คนใจดี ไม่ใช่คนดีหรอกนะ”
“ไม่หรอกค่ะ ถึงคุณนิล...เอ่อ..จะทำให้ฉันรู้สึกขนลุกแปลกๆก็เถอะ แต่ว่าคุณคงไม่ใช่คนร้ายลึกแบบนั้น” ซันนี่เอ่ยต่อ
“อย่ารู้ดี เธอไม่รู้จักฉันด้วยซ้ำ ขอตัว” นิลมณีเลือกที่จะปฏิเสธ ดึงมือตัวเองกลับแล้วก้าวฉับๆไปหยุดหน้าประตูห้องๆหนึ่งที่เขียนป้ายติดไว้ด้านหน้าว่า CEO MR.DANUWAT แล้วเอื้อมมือไปเคาะประตูเบาๆ
ก๊อกๆ
“เชิญครับ” คนในห้องขานรับราวกับกำลังรออยู่
ประตูถูกเปิดเข้าไปภายในห้องถูกประดับอย่างเรียบหรูและเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะเป็นสีดำขาว แม้แต่โซฟากลางห้องทำงานที่เอาไว้ใช้รับแขกยังเป็นสีดำครึ่งขาวครึ่งเลย ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาใส่แส่นตาใสไร้ขอบเสื้อเชิ้ตสีกรมท่าชะโงกหน้ามองผู้ที่เข้ามาเยือนก่อนจะละจากคอมพิวเตอร์ตรงหน้า ประสานมือใหญ่วางไว้หน้าโต๊ะทำงาน สายตาจ้องมองหญิงสาวพลางยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ
“สวัสดีครับคุณนิลมณี...ว่าแต่คุณพัชรินทร์ไม่ได้มาส่ง?” ดีนเลื่อนสายตามองไปยังด้านหลังของหญิงสาวที่เดินเข้ามาหาเขาพร้อมเอกสารในมือของตัวเอง ท่าทางสะโอดสะองค์เดินนวยนาดเข้ามาชวนมอง แม้ใบหน้าของหญิงสาวจะเรียบนิ่งแต่ทว่าการเดินบุคลิกภาพที่เย้ายวนอย่างเป็นธรรมชาตินั้นมันช่างน่าหลงใหลจนละสายตาไม่ได้
“นี่ค่ะ เอกสาร”
“เอ่อ...แล้ว...”
“คุณพัชรินทร์งานยุ่งน่ะค่ะ” เธอเอ่ย
“แต่ที่ผมได้ยินมาไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ไม่รู้ว่าคุณไปวางอำนาจยังไงเธอถึง...”
“ชอบฟังคนขี้ฟ้องพูดเหรอคะ? ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องพูด” นิลมณีตัดบทอย่างไม่ใส่ใจ ดีนเงยหน้ามองหญิงสาวที่ยินจังก้าดอกอกอยู่ตรงหน้าไม่ยอมนั่งลงหรือไม่แม้แต่มีความเกรงกลัวเขาที่เป็นหัวหน้าของเธอ ช่างดูหยิ่งเสียจริง ไม่ต่างจากวันแรกที่เจอกันที่ร้านอาหารเลย...
“ยังไงกฎของบริษัทคุณก็ต้องทำตาม ถ้าทำไม่ได้คุณก็ต้องยอมรับผล” ชายหนุ่มเอ่ย
“งั้นหรือคะ?” ตอบอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก
“เอาล่ะครับ ถือว่าครั้งนี้ผมยอมให้ก่อนเพราะมันครั้งแรก” ดีนพูดพลางหลบเลี่ยงสายตาเฉี่ยวคมของเธอก้มลงมองเอกสารที่เธอวางเอาไว้ ตรวจสอบมันอย่างละเอียดว่าตรงกับที่ส่งมาในอีเมล์หรือเปล่า เห็นทีแรกก็นึกชอบใจหลงใหลในเสน่ห์ของเธออยู่หรอก แต่ถ้าดื้อด้านเขาเองก็ไม่ไหวเหมือนกัน
“โต๊ะทำงานของฉันอยู่ไหนล่ะคะ จะได้เริ่มงานสักที...หน้าห้องหรือเปล่า?”
“ไม่ โต๊ะของคุณอยู่ในห้องทำงานของผม...”
“คะ? มันดูผิดปกติหรือเปล่าคะ? เลขาต้องอยู่หน้าห้อง....”
“ผมต้องการดูการทำงานของคุณ และอีกอย่างผมจะได้จับตาดูคุณได้ด้วย เลขาแทบจะมีอำนาจพอๆกับผม เพราะหากผมสั่งการอะไรไปคุณก็จะต้องเอาไปสื่อสารต่อ” ดีนเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบนิ่งปราดสายตาของเธอครู่หนึ่ง นิลมณีได้แต่ยืนกอดอกหน้านิ่วคิ้วขมวดมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจนัก เพราะจากคำพูดของดีนเหมือนกับว่าเขาไม่ไว้วางใจเธอเลยแม้แต่น้อย
“ทำไม? คุณคิดว่าผมต้องการจะจีบคุณอย่างนั้นเหรอ?”
บรรยากาศในโต๊ะอาหารค่ำวันนี้ดูเงียบสงบกว่าปกติ แสงไฟสีวอร์มไวท์ในห้องอาหารขับเน้นใบหน้าสวยซึ้งของนิลมณีให้ดูหม่นเศร้าจนคนมองใจหาย ดีนนั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาแสร้งทำเป็นตัดสเต็กในจานไปเรื่อยๆ แต่สายตาคมกริบกลับลอบสังเกตทุกอากัปกิริยาของหญิงสาวภาพเมื่อช่วงบ่ายที่เขาเห็นผ่านหน้าต่างห้องทำงานยังติดตา... นิลมณีไม่ได้ยืนรดน้ำต้นไม้ธรรมดาอย่างที่เธอบอก แต่เธอยืนอยู่ท่ามกลางเงาดำประหลาด และเขาเห็นชัดเจนว่าเธอเหมือนกำลังโต้เถียงกับ 'อะไรบางอย่าง' ที่ไร้ตัวตน"สเต็กไม่อร่อยเหรอ?" ดีนถามทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงไว้ด้วยการจับผิดนิลมณีสะดุ้งเล็กน้อย รวบช้อนส้อมลง "อร่อยค่ะ... นิลแค่... อิ่มเร็วนิดหน่อย"ดีนวางมีดลง กระดกไวน์แดงขึ้นจิบก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพันของคู่สนทนา "นิล... ตั้งแต่เราสู้กับฮู่ลี่เสร็จ คุณมีอะไรที่ยังไม่ได้บอกผมหรือเปล่า? อย่างเช่น... เรื่องของมิติปีศาจ หรือกฎเกณฑ์อะไรที่คุณต้องแลกมาเพื่อที่จะ
“ถ้าอยากรู้เรื่องมากกว่านี้ก็แวะมาที่เรือนกู” สิ้นเสียงของชายในชุดนักรบเหมือนท่านขุน ใบหน้าเหมือนเพื่อนของเขา ร่างนั้นก็หายไปเหลือไว้เพียงแต่แสงสีส้มระยิบระยับเหมือนหิ่งห้อย“นี่มันอะไรกันวะ” ดีนเริ่มหน้าเสีย เมื่อภาพตรงหน้ามันบ่งบอกชัดเจนว่าเพื่อนคนสนิทไม่ใช่มนุษย์ ก่อนที่เขาจะหันไปทางนิลมณีซึ่งเธอจ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้ว“อย่าบอกนะว่าคุณรู้อยู่แล้ว” เขาเอ่ยถาม“ค่ะ...ตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอคุณอัคคีแล้ว” เธอตอบ“แล้วทำไมไม่บอกผมตั้งแต่แรกว่าเพื่อนผมเป็นผี”“ขนาดตอนนี้ที่พลังปีศาจไหลเวียนอยู่ในตัว คุณยังกลัวเลย...แล้วถ้าเป็นตอนนั้นจะไม่เสียสติเลยหรือคะ” นิลมณีพูดอย่างยิ้มๆ ทำเอาดีนถึงกลับกลืนน้ำลายลงคอ เพราะมันก็เป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ ถ้ารู้ตอนนนั้นเขาคงแย่แน่ๆ“เอาเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไปถามไอ้อัคคี...ไม่สิ ต้องเรียกว่ายังไงล่ะ” ดีนเริ่มไม่แน่ใจสรรพนามที่ต้องใช้เรียกเพื่อนของตัวเอง “เอาเป็นว่าตอนนี้เราพักผ่อนกันก่อนดีกว่า”จบการสนทนาด้วยการที่ดีนพูดแบบนั้นก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันไปอาบน้ำอาบท่าเพื่อเตรียมตัวพักผ่อน ในเมื่อเธอต้องลงมาอยู่ในโลกมนุษย์แล้วก็ยังคงต้องทำหน้าทีทุกวันคือเป็น
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักสุดหรูของดีน มันควรจะเป็นเช้าที่สดใสที่สุดหลังจากศึกหนักกับปีศาจจิ้งจอกจบลง แต่นิลมณีที่ตื่นขึ้นมาก่อนกลับรู้สึกว่าแสงแดดนั้นช่างบาดลึกเข้าไปในความทรงจำเธอขยับตัวเข้าไปซุกในอ้อมกอดของดีนที่ยังหลับใหล ลมหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอของเขาคือทำนองเพลงที่เธออยากฟังไปชั่วชีวิต มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสโครงหน้าคมสัน ไล่ตั้งแต่คิ้วหนา จมูกโด่ง จนถึงริมฝีปากที่เคยก่นด่าเธอสารพัดแต่ก็เป็นปากเดียวกันนี้ที่พร่ำบอกรักเธอ"ถ้าข้าพาเจ้าลงไปอยู่ใต้มิติพิภพด้วยกันได้...ข้าคงทำไปแล้ว" นิลมณีพึมพำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน "แต่หัวใจมนุษย์ของเจ้า คงมิอาจทนทานความเย็นเยียบในเมืองปีศาจได้แม้แต่ราตรีเดียว"ดีนเริ่มขยับตัว ลืมตาขึ้นมาเห็นดวงตาสีอำพันที่จ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้ว เขาเผลอยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่หาดูได้ยากจากผู้ชายขี้เก๊กคนนี้"อรุณสวัสดิ์... วันนี้ตื่นก่อนผมเหรอ ยัยแมวผี" เขาใช้เสียงงัวเงียขยี้หัวเธอเล่น "มองหน้าผมแบบนี้ คิดแผนจะแกล้งอะไรอีก หรือว่าหิว?""นิลไม่ได้หิว... นิลแค่อยากมองหน้าคุณ" เธอไม่สวนกลับด้วยคำพูดร้ายๆ เหมือนทุกที แต่น้ำเสียงกลับหวานจน
ทุกอย่างเหมือนกับว่ากำลังจะจบลงด้วยดีและยังมีเรื่องราวใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเช่นกัน จุดจบของบางสิ่งเพื่อเริ่มต้นบางอย่าง... บรรยากาศภายในรถครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะของลุงเพิ่มและดีนที่พูดคุยล้อเล่นกันไปมาตามประสาผู้ชาย อาจจะเป็นเพราะหมดเรื่องที่ทำให้หนักใจไปแล้ว นิลมณีได้แต่นั่งมองดีนพร้อมรอยยิ้มบางๆ เธอไม่คิดเหมือนกันว่าสุดท้ายราชินีปีศาจอย่างเธอจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับเขาที่โลกมนุษย์ แต่ก็ใช่ว่าเธอจะทิ้งโลกปีศาจที่ตัวเองปกครองอยู่เพียงแค่อาจจะต้องไปๆมาๆ“พูดตามตรงว่าผมนี่มันดวงซวยเหมือนกันนะ” ดีนพูดอย่างยิ้มพร้อมหันไปมองนิลมณี “รอดจากนางปีศาจจิ้งจอกมาได้ก็จริง แต่ต้องมาเห็นผีเนี่ยสิน่าคิดหนัก” เขาพุดต่อ“นั่นสิ...” นิลมณีพูดพร้อมยกยิ้มก่อยนจะหันหน้าออกนอกกระจกรถ “แต่ก็ดีกว่าเหลือตัวคนเดียวนะคะ อย่างน้อยฉันก็อยู่ข้างๆคุณ”
ความมืดค่อย ๆ จางลง...แทนที่ด้วยแสงนวลสีเงินที่ส่องลอดผ่านม่านหมอกจาง ๆ อากาศอบอุ่นอย่างประหลาด คล้ายฤดูใบไม้ร่วงในโลกมนุษย์แต่กลับมีกลิ่นลมปีศาจเจืออยู่จาง ๆ นั่นคือสิ่งที่นิลมณีสร้างขึ้นเธอต้องการจบเรื่องนี้ให้มันเร็วที่สุด ทั้งเรื่องของเธอและเขาเสียงระลอกคลื่นกระทบฝั่งเบา ๆ ดังอยู่ไกล ๆดีนลืมตาขึ้นช้า ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิวไร้น้ำหนักเขานอนอยู่บนผืนน้ำที่นิ่งสนิทราวกับกระจก แต่เมื่อขยับตัวจึงรู้ว่าพื้นที่รองรับเขาไม่ใช่น้ำ หากเป็น แสง แสงสีเทาเงินที่ไหลวนช้า ๆ เหมือนสิ่งมีชีวิต“ที่นี่...ที่ไหน...” เขาพึมพำ“ระหว่างโลกของคุณ...กับของฉัน” เสียงหวานแผ่วลอยมาตามลม ดีนหันไปเห็นหญิงสาวในชุดสีดำยาวพลิ้ว ดวงตาสีเหลืองสะท้อนแสงราวกับดวงดาวกลางรัตติกาล นิลมณี กำลังยืนอยู่บนผืนน้ำแสงเช่นเดียวกับเขา“ผม...ยังไม่ตายสินะ” เขายิ้มแผ่ว ๆ“คุณไม่ตาย เพราะฉันดึงคุณมาที่นี่ก่อนที่พลังของฮู่ลี่จะกลืนไปหมด” เธอตอบด้วยเสียงสงบ แต
“นิลมณี...” เสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับลมหายใจที่หลุดจากอกอย่างยากเย็นร่างของหญิงสาวในชุดดำสนิทย่างก้าวออกมาจากหมู่ปีศาจที่แหวกทางให้ เส้นผมดำยาวสะบัดตามแรงลม ดวงตาสีมรกตคมลึกจับจ้องชายตรงหน้า ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่เป็นสายตาของความรัก สายที่บ่งบอกว่าจำต้องเผชิญหน้าในสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้“ดีน...” เธอเรียกชื่อเขาเบาๆ เสียงนั้นทำให้หัวใจของชายหนุ่มแทบหยุดเต้น“เธอ...เป็นปีศาจจริงๆงั้นเหรอ” คำถามที่เปล่งออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ มีทั้งความผิดหวังและไม่อยากเชื่อผสมอยู่นิลมณีไม่ได้ตอบในทันที เธอเพียงก้าวเข้าไปทีละก้าว ฝ่าฝูงปีศาจที่ยังคงยืนจ้องมองอย่างระแวดระวัง เพราะทุกตนต่างรู้ดีว่านางแมวผู้ถูกขนานนามว่า ราชินีปีศาจ นั้น ไม่ใช่ปีศาจธรรมดา“ฉันไม่เคยคิดจะปิดบัง...” เธอพูดในที่สุด “แต่ฉันรู้ว่าคุณจะรับมันไม่ได้ โลกของคุณกับฉัน มันต่างกันเกินไป”“แล้วที่เธอทำทั้งหมด...ก็เพื่อดวงจิตในตัวฉันใช่ไหม?” น้ำเสียงของเขาเย็นลง ดวงตาแดงฉานเริ่มปรากฏอีกครั้ง “เพื่อพลังปีศา







