LOGINยามเหม่า แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านมุ้งผ้าไหมเนื้อดีสีแดงชาด ปลุกให้ร่างอรชรที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงตั่งไม้จันทน์หอมตื่นจากนิทรา
ทันทีที่นางขยับกาย กลิ่นหอมประหลาดพลันฟุ้งกระจายไปทั่วห้องหอ กลิ่นนั้นมิใช่กลิ่นเครื่องหอมจากร้านรวงชื่อดังในตลาดตะวันออก และมิใช่กลิ่นแป้งผัดหน้าที่สตรีชาววังนิยมใช้ หากแต่เป็นกลิ่นหอมเย็นระรื่น สดชื่นและบริสุทธิ์ราวดอกบัวสวรรค์ที่เพิ่งแย้มบานรับหยาดน้ำค้างแรกแย้ม เป็นกลิ่นหอมที่กำเนิดขึ้นจากเนื้อหนังมังสาของนางเอง หลิวชิง
สตรีผู้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘นางโลมอันดับหนึ่ง’ แห่งหอโคมแดง
หลิวชิงหยัดกายลุกขึ้นนั่ง เส้นผมดำขลับดุจน้ำหมึกสยายลงมาเคลียไหล่ขาวเนียน รูปร่างของนางเย้ายวนดึงดูดสายตา เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผาย ใบหน้ารูปไข่งดงามหมดจด คิ้วโก่งดั่งคันศร นัยน์ตาหงส์ซุกซ่อนแววตาโศกซึ้งที่ชวนให้บุรุษอยากปกป้องทะนุถนอม ริมฝีปากแดงระเรื่อโดยมิต้องแต้มชาด
นางถอนหายใจแผ่วเบา มองดูเงาสะท้อนของตนในคันฉ่องทองเหลือง ความงามนี้คืออาวุธ และกลิ่นกายนี้คือคำสาปที่สวรรค์ประทานมาให้ หรือบางที อาจจะเป็นนรกที่เป็นผู้มอบให้เสียมากกว่า
"คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"
เสียงสดใสของเด็กสาวดังขึ้นพร้อมกับประตูไม้แกะสลักที่ถูกผลักออก เสี่ยวเปา สาวใช้คนสนิทวัยสิบหกปีเดินเข้ามาพร้อมอ่างน้ำล้างหน้าทองแดงที่มีไอร้อนกรุ่นลอยฟุ้ง เสี่ยวเปามิใช่บ่าวไพร่ทั่วไป แต่นางเปรียบเสมือนน้องสาวร่วมสาบานที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่หลิวชิงยังเป็นเพียงเด็กกำพร้าข้างถนน
"เสี่ยวเปา ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่าคุณหนู ให้เรียกว่าพี่หญิง" หลิวชิงเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาที่มองเด็กสาวเปี่ยมด้วยความเอ็นดู
"โธ่ พี่หญิง ที่นี่คือหอโคมแดงนะเจ้าคะ หาก แม่เล้าเหนียงเยว่ มาได้ยินเข้า ข้าคงถูกหักเบี้ยหวัดจนหมดตัวแน่" เสี่ยวเปาทำหน้ามุ่ย ก่อนจะรีบนำผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดใบหน้าให้นายหญิงของตนอย่างเบามือ "วันนี้ข้างล่างคึกคักยิ่งนักเจ้าค่ะ แขกเหรื่อมารอจองโต๊ะกันตั้งแต่ไก่โห่ เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าท่านตอนเปิดหน้าต่างยามสาย"
หลิวชิงยิ้มบางๆ แต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา "พวกเขามิได้มาดูข้าหรอกเสี่ยวเปา พวกเขามาดูสินค้า สินค้าที่มีราคาแพงที่สุดในหอโคมแดงแห่งนี้"
"พี่หญิงอย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าคะ ท่านงดงามดุจเทพธิดา กลิ่นกายก็หอมหวน ใครได้อยู่ใกล้ล้วนต้องหลงใหล" เสี่ยวเปากล่าวพลางหยิบหวีไม้จันทน์มาสางผมให้ "ข้าได้ยินพวกบัณฑิตหนุ่มๆ ลือกันว่า เพียงแค่ได้สูดดมกลิ่นกายของแม่นางหลิวชิง ก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ไปครึ่งตัวแล้ว"
หลิวชิงแค่นหัวเราะในลำคอ ขึ้นสวรรค์หรือ? บุรุษพวกนั้นเพียงแค่ตัณหากลับ หลงใหลในเปลือกนอกและกลิ่นคาวโลกีย์ที่ถูกฉาบด้วยความหอมหวานนี้เท่านั้น
ชีวิตในหอโคมแดงแห่งเมืองหลวงนี้ ช่างหรูหราฟุ้งเฟ้อ แต่กลับกลวงเปล่า หลิวชิงถูกวางตัวให้อยู่ในเรือนรับรองชั้นบนสุดที่แยกขาดจากความวุ่นวายเบื้องล่าง ห้องหอของนางตกแต่งด้วยเครื่องเรือนล้ำค่า ผ้าไหมต่วนราคาแพง แจกันลายครามจากสมัยราชวงศ์ก่อน ทุกอย่างล้วนคัดสรรมาเพื่อปรนเปรอและยกระดับค่าตัวของนางให้สูงเทียมฟ้า
เหนียงเยว่ เถ้าแก่เนี้ยผู้ดูแลหอโคมแดง เป็นสตรีวัยกลางคนที่ยังคงเค้าความงามแต่แววตาเต็มไปด้วยความโลภ นางดูแลหลิวชิงประดุจไข่ในหิน มิใช่เพราะความรักใคร่ แต่เพราะหลิวชิงคือ 'ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง' ที่จะสั่นสะเทือนเมืองหลวงและกอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋านางอย่างมหาศาล
"เสียงดังเอะอะอะไรกันแต่เช้า!"
เสียงแหลมสูงทรงอำนาจดังขึ้นก่อนตัว เหนียงเยว่เดินนวยนาดเข้ามาในห้อง นางสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋น ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางหนาเตอะ พัดจีบในมือโบกสะบัดเบาๆ สายตากวาดมองหลิวชิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความพึงพอใจ
"อาชิงของข้า วันนี้เจ้างดงามยิ่งนัก" เหนียงเยว่เดินเข้ามาเชยคางมนของหลิวชิงขึ้น พิจารณาผิวพรรณที่ไร้ตำหนิ "คืนนี้เป็นคืนสำคัญ เป็นคืนที่เจ้าจะต้อง 'เปิดตัว' อย่างเป็นทางการในฐานะนางโลมอันดับหนึ่ง งานแห่บุปผางามรอบเมืองหลวงจะเริ่มขึ้นยามโหย่ว เจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง?"
หลิวชิงหลุบตาลง ซ่อนความชิงชังไว้ภายใต้ขนตายาวงอน "ข้าน้อยทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านป้าเหนียงมิต้องกังวล ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง"
"ดี! จำไว้นะอาชิง ข้าชุบเลี้ยงเจ้ามา ลงทุนกับเจ้าไปไม่น้อยกว่าจะขัดเกลาเด็กกำพร้ามอมแมมให้กลายเป็นเพชรน้ำงามเช่นนี้ได้ อย่าได้คิดตุกติกหรือเล่นตัวจนเกินงาม หน้าที่ของเจ้าคือยั่วยวนบุรุษ ให้พวกเขาคลั่งไคล้ ยอมควักหัวใจและเงินทองออกมาแทบเท้าเจ้า" เหนียงเยว่จีบปากจีบคอพูด ก่อนจะหันไปสั่งเสี่ยวเปา "ดูแลนายของเจ้าให้ดี อย่าให้มีริ้วรอยแม้แต่รอยแมวข่วน หากคืนนี้มีอะไรผิดพลาด ข้าจะขายเจ้าไปเป็นทาสในโรงซักล้าง!"
"จะ เจ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย!" เสี่ยวเปารับคำเสียงสั่น
เมื่อเหนียงเยว่จากไป ความเงียบก็กลับคืนสู่ห้องหออีกครั้ง หลิวชิงลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้ฉลุลวดลายมังกรหงส์ถูกปิดสนิท นางแง้มมันออกเพียงเล็กน้อย มองลงไปเบื้องล่าง เห็นผู้คนขวักไขว่ รถลาก รถม้า และบุรุษมากหน้าหลายตาที่เริ่มมาจับจองพื้นที่หน้าร้าน เพื่อรอคอยการปรากฏตัวของนาง
ในสายตาของคนทั้งเมือง นางคือสาวงามผู้โชคร้ายที่ประสบอุทกภัยจนบ้านแตกสาแหรกขาด ต้องระเหเร่ร่อนมายังเมืองหลวงและถูกหลอกขายให้หอโคมแดง เรื่องราวชีวิตที่น่ารันทดบวกกับความงามเหนือโลกมนุษย์ ทำให้ชื่อเสียงของนางขจรขจายไปไกล
แต่ความจริง มิได้เป็นเช่นนั้น
หลิวชิงปิดหน้าต่างลง เดินกลับมานั่งหน้าคันฉ่องอีกครั้ง มือเรียวบางเลื่อนไปเปิดลิ้นชักลับใต้โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบปิ่นปักผมไม้เนื้อแข็งเรียบง่ายอันหนึ่งออกมา ปิ่นไม้นั้นดูไร้ราคาเมื่อเทียบกับปิ่นทองคำฝังพลอยที่วางเกลื่อนกลาดอยู่บนโต๊ะ แต่มันกลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นางอุ่นวาบในหัวใจ
นิ้วมือลูบไล้รอยแกะสลักบนเนื้อไม้ นึกย้อนไปถึงอดีตเมื่อสิบปีก่อน
"ชนะพ่อรึ? เจ้ายังต้องฝึกการยืนม้าอีกสามปี!" เผยชวนหัวเราะ ลุกขึ้นจับลูกชายโยนขึ้นฟ้าแล้วรับไว้ เรียกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ"ท่านพี่ อย่าแกล้งลูกนักเลย" หลิวชิงส่ายหน้าขำๆ ขณะอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบที่เดินเตาะแตะตามพี่ชายเข้ามาเผยเหยา ลูกสาวคนเล็ก หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาแป้งปั้น ดวงตากลมโตเหมือนแม่ นางกางแขนป้อมๆ ออกมา"ท่านพ่อ อุ้ม"หัวใจแกร่งดั่งหินผาของอดีตยอดฝีมือละลายกลายเป็นน้ำในพริบตา เผยชวนรีบวางลูกชายลง แล้วอุ้มลูกสาวขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวา"นางฟ้าตัวน้อยของพ่อ ตื่นแล้วรึ? วันนี้อยากขี่คอพ่อไปดูดอกไม้ไหม?""ไปเจ้าค่ะ! ไป!" เสี่ยวเหยาปรบมือดีใจบรรยากาศในกระท่อมไม้ไผ่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น เป็นความสุขที่เรียบง่ายแต่เติมเต็มหัวใจที่เคยเว้าแหว่งของเผยชวนให้สมบูรณ์สายวันนี้ เผยชวนออกไปล่าสัตว์และเก็บฟืน เขาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ล่าสัตว์มาแลกของใช้จำเป็นจากหมู่บ้านตีนเขา แม้จะไม่มีบ่าวไพร่คอยรับใช้ ไม่มีอาหารเลิศรสระดับชาววัง แต่เขากลับรู้สึกว่าอาหารฝีมือหลิวชิงอร่อยที่สุดในโลกยามบ่าย เขาพาลูกชายไปฝึกวรยุทธ์ที่ลานกว้างริมลำธาร"จำไว้
"สำหรับข้า... เจ้าคือสตรีที่กล้าหาญที่สุดในแผ่นดิน เป็นคู่ชีวิตที่ข้าภาคภูมิใจที่สุด หากไม่มีเจ้า... ก็ไม่มีบัลลังก์มังกรในวันนี้"น้ำตาของหลิวชิงไหลพรากลงมา แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าอีกต่อไป มันคือน้ำตาแห่งการถูกปลดปล่อยกำแพงน้ำแข็งในใจนางที่ก่อตัวขึ้นมานานปี ถูกความอบอุ่นของเยี่ยซานหลอมละลายจนหมดสิ้นนางยิ้มออกมา... ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่สดใสและงดงามที่สุด รอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตา รอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจจริงๆ ครั้งแรกในรอบหลายปี"หม่อมฉันอาจจะไม่ใช่ดอกไม้ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกแล้วเพคะ..." นางเอ่ยเสียงเครือเยี่ยซานยิ้มตอบ ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน"แต่เจ้าคือดอกไม้เหล็กที่งดงามและแข็งแกร่งที่สุด"เขาโน้มใบหน้าลงมา ประทับจุมพิตที่หน้าผากของนางอย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน เป็นจูบที่ปราศจากตัณหาราคะ แต่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความทะนุถนอม และคำสัญญาชั่วนิรันดร์"ดอกไม้ในเรือนกระจกอาจสวยงามแต่น่าเบื่อ... แต่ดอกไม้ที่บานท่ามกลางพายุฝนและเปลวไฟเช่นเจ้า ต่างหากที่ล้ำค่าและหาที่เปรียบมิได้""จากนี้ไป... เราจะสร้างตำนานบทใหม่ด้วยกัน"หลิวชิงโผเข้ากอดเขาแน่น ซุกหน้าลงก
แต่หลิวชิงไม่หันกลับมามองอีกเลยนางก้าวเดินขึ้นบันไดหินทีละขั้น... ทีละขั้น ออกจากความมืดมิด สู่แสงสว่างเบื้องบนเมื่อพ้นประตูคุก แสงแดดอุ่นอาบไล้ใบหน้าของนาง หลิวชิงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ความหนักอึ้งในใจที่แบกรับมานานนับสิบปี มลายหายไปจนหมดสิ้นโซ่ตรวนแห่งกรรมที่พันธนาการนางไว้กับอดีต ได้ถูกทำลายลงแล้วนางเงยหน้ามองท้องฟ้า... วันนี้ฟ้าใสเหลือเกินเบื้องหน้า... เยี่ยซานยืนรออยู่ เขายิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมอ้อมแขนที่เปิดกว้างนั่นคือบ้านที่แท้จริงของนาง... บ้านที่ไม่ได้สร้างจากอิฐและปูน แต่สร้างจากความรักและการให้อภัย.ราชโองการฉบับสุดท้ายในคดีกบฏของ เผยชวน ถูกประกาศก้องท้องพระโรง ท่ามกลางความเงียบงันของเหล่าขุนนางนับร้อยโทษประหารชีวิตนั้นง่ายดายเกินไปสำหรับความผิดที่ก่อ... การตัดศีรษะเพียงชั่วพริบตา ไม่อาจชดใช้ความเจ็บปวดที่เขากระทำต่อแผ่นดินและต่อหัวใจของคนสองคนได้ฮ่องเต้เยี่ยซาน ทรงมีพระราชวินิจฉัย... ให้ไว้ชีวิตแต่เป็นชีวิตที่ไร้ซึ่งเกียรติยศ ชื่อของ 'เผยชวน' ถูกลบออกจากสารบบราชวงศ์ เขาถูกปลดเป็นสามัญชน ถูกตัดเส้นเอ็นวรยุทธ์ และถูกนำตัวไปขังลืม ณ 'หอคอยทมิฬ' ที่ตั้งอย
ณ คุกใต้ดินสถานที่แห่งนี้อับชื้น เหม็นอับด้วยกลิ่นราและสิ่งปฏิกูล เป็นสถานที่ที่แสงตะวันไม่เคยส่องถึง มีเพียงความหนาวเหน็บและเสียงหยดน้ำที่ดังก้องสะท้อนความเงียบเหงาหลิวชิง ในชุดคลุมสีขาวเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน เดินถือตะเกียงลงมาตามบันไดหินที่ลาดชัน ทุกย่างก้าวของนางมั่นคง แต่หัวใจกลับหนักอึ้ง นางได้ขออนุญาตเยี่ยซานเพื่อมาเยี่ยม 'นักโทษ' คนสำคัญเป็นครั้งสุดท้าย เยี่ยซานมิได้ห้ามปราม เพียงแต่บีบมือนางเบาๆ และบอกว่าจะรออยู่ที่ตำหนักนางเดินผ่านห้องขังที่ว่างเปล่า เข้าสู่ห้องขังชั้นในสุด... ห้องขังที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแน่นหนาที่สุด และสกปรกที่สุดที่นั่น... ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่บนกองฟางเน่าๆเผยชวน... อดีตผู้สำเร็จราชการที่เคยยิ่งใหญ่เทียมฟ้า บัดนี้สภาพของเขาดูแทบไม่ได้ เส้นผมดำขลับที่เคยถูกเกล้าอย่างประณีต บัดนี้ยุ่งเหยิงเป็นกระเซิงและจับตัวเป็นก้อนด้วยคราบเลือดและฝุ่นดิน ชุดนักโทษสีขาวขุ่นมัวเปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเย่อหยิ่ง เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและหนวดเครารุงรังเมื่อแสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้า เผยชวนหยีตาขึ้นมอง ร่างกายที่อ่อนระโหยโรยแรงพลันกระตุกวูบเมื่
ทหารซยงนูกรูกันเข้ามาสังหารทหารรักษาพระองค์ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เผยชวนชักกระบี่ออกมาเตรียมสู้ตาย สถานการณ์ดูเหมือนจะเข้าทางฝ่ายซยงนูจนหมดสิ้นแต่ทว่า...ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังครอบงำกองทัพต้าเยี่ย เสียงประตูกลไกจากตำหนักด้านหลังพลันเปิดออก เสียงดังสนั่นดุจฟ้าผ่าครืนนนนน!ทุกสายตาหันไปมองเป็นตาเดียวร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด แสงตะวันสาดส่องกระทบ ชุดเกราะทองคำ ที่สวมใส่อยู่จนเกิดประกายเจิดจ้าบาดตา รัศมีแห่งอำนาจราชศักดิ์แผ่ซ่านออกมาจนผู้คนต้องกลั้นหายใจชุดเกราะนั้นคือ 'เกราะมังกรสวรรค์' ชุดเกราะประจำกายของปฐมกษัตริย์ที่หลิวชิงแอบขโมยออกมาจากท้องพระคลังและเก็บรักษาไว้อย่างดีเพื่อวันนี้บุรุษผู้นั้นแม้ใบหน้าจะซูบตอบ แต่ดวงตากลับดุดันและทรงอำนาจเหนือผู้ใดในใต้หล้า"หยุดเดี๋ยวนี้!"เสียงตะโกนกึกก้องกัมปนาท แฝงด้วยพลังลมปราณที่ฟื้นคืน สะกดทุกความเคลื่อนไหวในสนามรบให้หยุดชะงักเผยชวนหันไปมอง แล้วเบิกตากว้างราวกับเห็นผี มือที่ถือกระบี่สั่นระริก"ยะ... เยี่ยซาน..."เยี่ยซานเดินย่างสามขุมออกมาที่หน้าระเบียง ชักกระบี่อาญาสิทธิ์ชูขึ้นฟ้า ประกาศก้อง"ทรราชเผยชวน! ข้าเยี่ยซ
เยี่ยซานยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาลูบแก้มของนาง สัมผัสถึงคราบน้ำตาและความอบอุ่น“ข้าฝัน... ฝันร้ายยาวนานเหลือเกิน...” เยี่ยซานเอ่ยเสียงเบา แต่แววตาคมกริบดุจเดิม “ข้าฝันเห็นเจ้าร้องไห้... ฝันเห็นเผยชวนหัวเราะเยาะ...”เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่จิตวิญญาณแห่งโอรสสวรรค์ได้ตื่นขึ้นแล้ว“พิษร้ายสลายไปแล้ว...” เยี่ยซานกำหมัดแน่น พลังภายในเริ่มไหลเวียน “หลิวชิง... เจ้าช่วยชีวิตข้า”“เราจะช่วยกัน...” หลิวชิงจูบที่หน้าผากเขา “ท่านข่านหลับอยู่ เผยชวนกำลังประมาทนี่คือโอกาสเดียวของเรา”“รอข้า...” เยี่ยซานมองไปที่โซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้ แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว “ข้าจะทวงคืนทุกอย่าง ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า มังกรที่แท้จริงไม่มีวันตาย!”ในห้องลับอันมืดมิด แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของสองร่างที่โอบกอดกันคืนนี้... นางจิ้งจอกได้ขโมยยาวิเศษมามอบให้มังกร และเมื่อมังกรตื่นขึ้น... พายุโลหิตย่อมจะพัดถล่มแผ่นดินต้าเยี่ย เพื่อชำระล้างความแค้นให้สิ้นซาก!ท่ามกลางความมืดมิดในห้องลับหลังฉากกั้นไม้จันทน์หอม แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังขยับกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า แม้ร่างกายจะซูบผอม
"เมื่อก่อน ท่านมองเขาด้วยความเกลียดชังและขยะแขยง ท่านอดทนเพียงเพื่อรอวันแก้แค้น" เสี่ยวเปากล่าวตรงไปตรงมา "แต่เดี๋ยวนี้ ท่านมองเขาด้วยความสงสาร ความห่วงใย และ ความอาลัยอาวรณ์"หลิวชิงนิ่งอึ้ง ปฏิเสธไม่ออก"ท่านไม่ได้แค่สงสารเขาหรอกเจ้าค่ะ" เสี่ยวเปาถอนหายใจ "ข้าเกรงว่า หัวใจของท่านจะเริ่มหวั่นไหวให
"หม่อมฉันอยู่นี่เพคะฝ่าบาท" หลิวชิงตอบเสียงเบา บีบมือตอบเขา "หม่อมฉันจะทิ้งท่านได้อย่างไร"เยี่ยซานยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยและเปี่ยมไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์ รอยยิ้มที่นางไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากบุรุษผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นทรราช"ข้ารู้ตัวดี อาชิง ข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน" เยี่ยซานกล่าวอย่างยากล
"ยังหรอก" เผยชวนเชยคางนางขึ้น แววตาเป็นประกายวาววับด้วยความปรารถนาและความสะใจ "การแก้แค้นที่หอมหวานที่สุด ไม่ใช่แค่การแย่งชิงอำนาจ แต่คือการแย่งชิง 'หัวใจ' ต่อหน้าต่อตา"เขามองไปยังเยี่ยซานที่นอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียงห่างออกไปเพียงฉากกั้นบางๆ"ข้าอยากรู้เหลือเกิน ว่าถ้าข้ารักเจ้าตรงนี้ ข้างๆ ห
"เจ้าค่ะ" หลิวชิงบีบน้ำตาให้ไหลรินลงมาอีกครั้ง "หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ว่าฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ในขณะที่กำลัง กำลังล่วงเกินลูกสะใภ้ ชื่อเสียงของราชวงศ์จะป่นปี้เพียงใด? ท่านพี่ทำถูกแล้วที่สร้างเรื่องกบฏขึ้นมา ท่านกตัญญูที่สุดแล้วที่รักษาหน้าตาให้บิดาในวาระสุดท้าย"คำพูดของนางเปรียบเสมือนยาวิเศษที่ชะ







