Masukนางเป็นเพียงเด็กกำพร้าสกปรก หิวโซ และกำลังจะตายท่ามกลางกองหิมะในฤดูหนาวที่โหดร้าย ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จนกระทั่ง เขา ปรากฏตัวขึ้น
บุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าซ่อนอยู่ในเงามืด หรือบางครั้งก็ภายใต้หน้ากาก รัศมีของเขาลึกลับและอันตราย แต่ฝ่ามือที่ยื่นมาฉุดนางขึ้นจากความตายกลับอบอุ่นยิ่งนัก
'อยากจะมีชีวิตอยู่หรือไม่?' เสียงทุ้มต่ำของเขาถามในวันที่นางไร้ซึ่งความหวัง
'อยากเจ้าค่ะ ข้ายอมทำทุกอย่าง ขอเพียงได้มีชีวิต' นางตอบกลับไปด้วยเสียงแหบแห้ง
นับแต่นั้น ชีวิตของนางก็เป็นของเขา 'คุณชาย' หรือที่นางแอบเรียกในใจว่า 'พี่ชายเผย' เขาชุบเลี้ยงนาง มอบชื่อใหม่ให้ว่า 'หลิวชิง' มอบอาหาร ที่พัก และวิชาความรู้ เขาไม่ได้สอนให้นางเย็บปักถักร้อยดั่งกุลสตรี แต่สอนให้นางอ่านเขียน เรียนรู้จริตมารยา การร่ายรำ ดนตรี และจิตวิทยาในการควบคุมบุรุษ
เขาจ้างครูที่ดีที่สุดมาสอนนางขัดเกลาร่างกายและผิวพรรณ ด้วยสมุนไพรหายากนับพันชนิดที่เขาเสาะหามาแช่ตัวนางตั้งแต่เด็ก จนร่างกายของนางซึมซับกลิ่นหอมของสมุนไพรและดอกไม้นานาพันธุ์ ผสมผสานจนกลายเป็นกลิ่นกายเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ กลิ่นหอมดุจดอกบัวสวรรค์นี้ คือผลงานการสร้างสรรค์ของเขา
และเสี่ยวเปา สาวใช้ผู้นี้ก็คือเด็กกำพร้าอีกคนที่เขาเก็บมาเลี้ยงดู เพื่อให้เป็นคนสนิทที่นางไว้ใจได้ที่สุด
ภารกิจของนางมิใช่การเป็นนางโลมเพื่อกอบโกยเงินทองให้เหนียงเยว่
แต่เหนียงเยว่เองก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ 'คุณชาย' วางไว้ เถ้าแก่เนี้ยผู้โลภมากคิดว่าตนเองโชคดีที่ได้เพชรน้ำงามมาครอบครอง หารู้ไม่ว่าตนกำลังเลี้ยงดูอสรพิษร้ายที่จะนำหายนะมาสู่ศัตรูของนายเหนือหัว
เป้าหมายที่แท้จริงคือการแทรกซึมเข้าสู่ขั้วอำนาจ การใช้ความงามล่มเมืองนี้สั่นคลอนราชสำนัก และเป้าหมายแรกที่นางได้รับมอบหมาย คือการดึงดูดความสนใจของบุรุษผู้สูงศักดิ์
นางต้องเป็นนางจิ้งจอกที่บุรุษแย่งชิง ต้องเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง
"พี่หญิง ท่านเหม่อลอยอีกแล้ว คิดถึง 'คนผู้นั้น' อยู่หรือเจ้าคะ?" เสี่ยวเปากระซิบถามเบาๆ เมื่อเห็นหลิวชิงกำปิ่นไม้แน่น
หลิวชิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเก็บปิ่นไม้ลงในลิ้นชักอย่างรวดเร็ว ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม "เปล่า ข้าเพียงแค่ตื่นเต้นกับงานคืนนี้"
"ท่านโกหกไม่เก่งเลยเจ้าค่ะ" เสี่ยวเปายิ้มเศร้าๆ "แต่ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะอยู่ข้างกายท่านเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
หลิวชิงหันมากุมมือเสี่ยวเปา "เสี่ยวเปา ชีวิตพวกเราแขวนอยู่บนเส้นด้าย เบื้องหลังความงดงามนี้คือหุบเหวลึก หากวันใดข้าพลาดพลั้ง เจ้าต้องรีบหนีไป เข้าใจหรือไม่?"
"ไม่เจ้าค่ะ! ข้าจะไม่ทิ้งท่าน ชีวิตของข้าก็เป็นของคุณชายที่ช่วยไว้เช่นกัน หากต้องตาย ข้าก็ขอตายข้างๆ ท่าน"
คำตอบของเสี่ยวเปาทำให้หลิวชิงน้ำตาคลอ นางรู้ดีว่าเส้นทางนี้ไม่มีวันหวนกลับ นางถูกฝึกมาเพื่อเป็นเครื่องสังหารที่ไร้คมดาบ แต่ใช้ความลุ่มหลงมัวเมาเป็นอาวุธ สังหารศัตรูให้ตายทั้งเป็น
เสียงประทัดดังขึ้นจากด้านล่าง บ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาเริ่มงานแห่แล้ว
หลิวชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืนหน้าคันฉ่องอีกครั้ง คราวนี้นางหยิบแป้งผัดหน้าขึ้นมาแตะแต้มเพียงบางเบา เขียนคิ้วให้คมเข้มขึ้นเล็กน้อย เลือกปิ่นทองระย้าลายหงส์มาประดับมวยผม สวมชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงที่ขับเน้นผิวขาวผ่องให้โดดเด่นสะดุดตา ชายกระโปรงยาวลากพื้นปักดิ้นทองเป็นลายดอกบัวบานสะพรั่ง
เมื่อนางหมุนตัว กลิ่นหอมนั้นก็ตลบอบอวล ยิ่งรุนแรงและเย้ายวนใจกว่าเดิม
"ไปกันเถิดเสี่ยวเปา" หลิวชิงเอ่ยเสียงเรียบ "ได้เวลาที่นางโลมล่มเมืองจะออกโรงแล้ว"
นางก้าวเดินออกจากห้องด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งนางพญา ทิ้งความอ่อนแอและความโหยหาในอดีตไว้เบื้องหลัง นับจากวินาทีนี้นางคือหลิวชิง สตรีที่จะทำให้บุรุษทั่วหล้าต้องศิโรราบ และทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ต้องลุกเป็นไฟตามความประสงค์ของเขาผู้มีพระคุณ
แต่ในใจลึกๆ นางกลับหวาดหวั่น หวาดหวั่นว่าในเปลวเพลิงแห่งการแก้แค้นและชิงอำนาจนี้ หัวใจของนางอาจจะเป็นสิ่งแรกที่มอดไหม้จนไม่เหลือชิ้นดี
ประตูบานใหญ่ของหอโคมแดงเปิดออก เสียงอื้ออึงของผู้คนเงียบกริบลงชั่วขณะ เมื่อร่างงดงามดุจภาพวาดก้าวออกมาสู่สายตาธารกำนัล ท่ามกลางแสงโคมไฟนับพันดวง ไม่มีแสงใดจะเจิดจรัสเท่ากับประกายตาของนาง และไม่มีกลิ่นสุราชั้นดีใดจะมอมเมาผู้คนได้เท่ากับกลิ่นกายดอกบัวสวรรค์นี้
ละครโรงใหญ่ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว
"ชนะพ่อรึ? เจ้ายังต้องฝึกการยืนม้าอีกสามปี!" เผยชวนหัวเราะ ลุกขึ้นจับลูกชายโยนขึ้นฟ้าแล้วรับไว้ เรียกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ"ท่านพี่ อย่าแกล้งลูกนักเลย" หลิวชิงส่ายหน้าขำๆ ขณะอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบที่เดินเตาะแตะตามพี่ชายเข้ามาเผยเหยา ลูกสาวคนเล็ก หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาแป้งปั้น ดวงตากลมโตเหมือนแม่ นางกางแขนป้อมๆ ออกมา"ท่านพ่อ อุ้ม"หัวใจแกร่งดั่งหินผาของอดีตยอดฝีมือละลายกลายเป็นน้ำในพริบตา เผยชวนรีบวางลูกชายลง แล้วอุ้มลูกสาวขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวา"นางฟ้าตัวน้อยของพ่อ ตื่นแล้วรึ? วันนี้อยากขี่คอพ่อไปดูดอกไม้ไหม?""ไปเจ้าค่ะ! ไป!" เสี่ยวเหยาปรบมือดีใจบรรยากาศในกระท่อมไม้ไผ่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น เป็นความสุขที่เรียบง่ายแต่เติมเต็มหัวใจที่เคยเว้าแหว่งของเผยชวนให้สมบูรณ์สายวันนี้ เผยชวนออกไปล่าสัตว์และเก็บฟืน เขาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ล่าสัตว์มาแลกของใช้จำเป็นจากหมู่บ้านตีนเขา แม้จะไม่มีบ่าวไพร่คอยรับใช้ ไม่มีอาหารเลิศรสระดับชาววัง แต่เขากลับรู้สึกว่าอาหารฝีมือหลิวชิงอร่อยที่สุดในโลกยามบ่าย เขาพาลูกชายไปฝึกวรยุทธ์ที่ลานกว้างริมลำธาร"จำไว้
"สำหรับข้า... เจ้าคือสตรีที่กล้าหาญที่สุดในแผ่นดิน เป็นคู่ชีวิตที่ข้าภาคภูมิใจที่สุด หากไม่มีเจ้า... ก็ไม่มีบัลลังก์มังกรในวันนี้"น้ำตาของหลิวชิงไหลพรากลงมา แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าอีกต่อไป มันคือน้ำตาแห่งการถูกปลดปล่อยกำแพงน้ำแข็งในใจนางที่ก่อตัวขึ้นมานานปี ถูกความอบอุ่นของเยี่ยซานหลอมละลายจนหมดสิ้นนางยิ้มออกมา... ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่สดใสและงดงามที่สุด รอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตา รอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจจริงๆ ครั้งแรกในรอบหลายปี"หม่อมฉันอาจจะไม่ใช่ดอกไม้ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกแล้วเพคะ..." นางเอ่ยเสียงเครือเยี่ยซานยิ้มตอบ ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน"แต่เจ้าคือดอกไม้เหล็กที่งดงามและแข็งแกร่งที่สุด"เขาโน้มใบหน้าลงมา ประทับจุมพิตที่หน้าผากของนางอย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน เป็นจูบที่ปราศจากตัณหาราคะ แต่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความทะนุถนอม และคำสัญญาชั่วนิรันดร์"ดอกไม้ในเรือนกระจกอาจสวยงามแต่น่าเบื่อ... แต่ดอกไม้ที่บานท่ามกลางพายุฝนและเปลวไฟเช่นเจ้า ต่างหากที่ล้ำค่าและหาที่เปรียบมิได้""จากนี้ไป... เราจะสร้างตำนานบทใหม่ด้วยกัน"หลิวชิงโผเข้ากอดเขาแน่น ซุกหน้าลงก
แต่หลิวชิงไม่หันกลับมามองอีกเลยนางก้าวเดินขึ้นบันไดหินทีละขั้น... ทีละขั้น ออกจากความมืดมิด สู่แสงสว่างเบื้องบนเมื่อพ้นประตูคุก แสงแดดอุ่นอาบไล้ใบหน้าของนาง หลิวชิงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ความหนักอึ้งในใจที่แบกรับมานานนับสิบปี มลายหายไปจนหมดสิ้นโซ่ตรวนแห่งกรรมที่พันธนาการนางไว้กับอดีต ได้ถูกทำลายลงแล้วนางเงยหน้ามองท้องฟ้า... วันนี้ฟ้าใสเหลือเกินเบื้องหน้า... เยี่ยซานยืนรออยู่ เขายิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมอ้อมแขนที่เปิดกว้างนั่นคือบ้านที่แท้จริงของนาง... บ้านที่ไม่ได้สร้างจากอิฐและปูน แต่สร้างจากความรักและการให้อภัย.ราชโองการฉบับสุดท้ายในคดีกบฏของ เผยชวน ถูกประกาศก้องท้องพระโรง ท่ามกลางความเงียบงันของเหล่าขุนนางนับร้อยโทษประหารชีวิตนั้นง่ายดายเกินไปสำหรับความผิดที่ก่อ... การตัดศีรษะเพียงชั่วพริบตา ไม่อาจชดใช้ความเจ็บปวดที่เขากระทำต่อแผ่นดินและต่อหัวใจของคนสองคนได้ฮ่องเต้เยี่ยซาน ทรงมีพระราชวินิจฉัย... ให้ไว้ชีวิตแต่เป็นชีวิตที่ไร้ซึ่งเกียรติยศ ชื่อของ 'เผยชวน' ถูกลบออกจากสารบบราชวงศ์ เขาถูกปลดเป็นสามัญชน ถูกตัดเส้นเอ็นวรยุทธ์ และถูกนำตัวไปขังลืม ณ 'หอคอยทมิฬ' ที่ตั้งอย
ณ คุกใต้ดินสถานที่แห่งนี้อับชื้น เหม็นอับด้วยกลิ่นราและสิ่งปฏิกูล เป็นสถานที่ที่แสงตะวันไม่เคยส่องถึง มีเพียงความหนาวเหน็บและเสียงหยดน้ำที่ดังก้องสะท้อนความเงียบเหงาหลิวชิง ในชุดคลุมสีขาวเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน เดินถือตะเกียงลงมาตามบันไดหินที่ลาดชัน ทุกย่างก้าวของนางมั่นคง แต่หัวใจกลับหนักอึ้ง นางได้ขออนุญาตเยี่ยซานเพื่อมาเยี่ยม 'นักโทษ' คนสำคัญเป็นครั้งสุดท้าย เยี่ยซานมิได้ห้ามปราม เพียงแต่บีบมือนางเบาๆ และบอกว่าจะรออยู่ที่ตำหนักนางเดินผ่านห้องขังที่ว่างเปล่า เข้าสู่ห้องขังชั้นในสุด... ห้องขังที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแน่นหนาที่สุด และสกปรกที่สุดที่นั่น... ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่บนกองฟางเน่าๆเผยชวน... อดีตผู้สำเร็จราชการที่เคยยิ่งใหญ่เทียมฟ้า บัดนี้สภาพของเขาดูแทบไม่ได้ เส้นผมดำขลับที่เคยถูกเกล้าอย่างประณีต บัดนี้ยุ่งเหยิงเป็นกระเซิงและจับตัวเป็นก้อนด้วยคราบเลือดและฝุ่นดิน ชุดนักโทษสีขาวขุ่นมัวเปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเย่อหยิ่ง เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและหนวดเครารุงรังเมื่อแสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้า เผยชวนหยีตาขึ้นมอง ร่างกายที่อ่อนระโหยโรยแรงพลันกระตุกวูบเมื่
ทหารซยงนูกรูกันเข้ามาสังหารทหารรักษาพระองค์ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เผยชวนชักกระบี่ออกมาเตรียมสู้ตาย สถานการณ์ดูเหมือนจะเข้าทางฝ่ายซยงนูจนหมดสิ้นแต่ทว่า...ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังครอบงำกองทัพต้าเยี่ย เสียงประตูกลไกจากตำหนักด้านหลังพลันเปิดออก เสียงดังสนั่นดุจฟ้าผ่าครืนนนนน!ทุกสายตาหันไปมองเป็นตาเดียวร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด แสงตะวันสาดส่องกระทบ ชุดเกราะทองคำ ที่สวมใส่อยู่จนเกิดประกายเจิดจ้าบาดตา รัศมีแห่งอำนาจราชศักดิ์แผ่ซ่านออกมาจนผู้คนต้องกลั้นหายใจชุดเกราะนั้นคือ 'เกราะมังกรสวรรค์' ชุดเกราะประจำกายของปฐมกษัตริย์ที่หลิวชิงแอบขโมยออกมาจากท้องพระคลังและเก็บรักษาไว้อย่างดีเพื่อวันนี้บุรุษผู้นั้นแม้ใบหน้าจะซูบตอบ แต่ดวงตากลับดุดันและทรงอำนาจเหนือผู้ใดในใต้หล้า"หยุดเดี๋ยวนี้!"เสียงตะโกนกึกก้องกัมปนาท แฝงด้วยพลังลมปราณที่ฟื้นคืน สะกดทุกความเคลื่อนไหวในสนามรบให้หยุดชะงักเผยชวนหันไปมอง แล้วเบิกตากว้างราวกับเห็นผี มือที่ถือกระบี่สั่นระริก"ยะ... เยี่ยซาน..."เยี่ยซานเดินย่างสามขุมออกมาที่หน้าระเบียง ชักกระบี่อาญาสิทธิ์ชูขึ้นฟ้า ประกาศก้อง"ทรราชเผยชวน! ข้าเยี่ยซ
เยี่ยซานยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาลูบแก้มของนาง สัมผัสถึงคราบน้ำตาและความอบอุ่น“ข้าฝัน... ฝันร้ายยาวนานเหลือเกิน...” เยี่ยซานเอ่ยเสียงเบา แต่แววตาคมกริบดุจเดิม “ข้าฝันเห็นเจ้าร้องไห้... ฝันเห็นเผยชวนหัวเราะเยาะ...”เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่จิตวิญญาณแห่งโอรสสวรรค์ได้ตื่นขึ้นแล้ว“พิษร้ายสลายไปแล้ว...” เยี่ยซานกำหมัดแน่น พลังภายในเริ่มไหลเวียน “หลิวชิง... เจ้าช่วยชีวิตข้า”“เราจะช่วยกัน...” หลิวชิงจูบที่หน้าผากเขา “ท่านข่านหลับอยู่ เผยชวนกำลังประมาทนี่คือโอกาสเดียวของเรา”“รอข้า...” เยี่ยซานมองไปที่โซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้ แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว “ข้าจะทวงคืนทุกอย่าง ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า มังกรที่แท้จริงไม่มีวันตาย!”ในห้องลับอันมืดมิด แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของสองร่างที่โอบกอดกันคืนนี้... นางจิ้งจอกได้ขโมยยาวิเศษมามอบให้มังกร และเมื่อมังกรตื่นขึ้น... พายุโลหิตย่อมจะพัดถล่มแผ่นดินต้าเยี่ย เพื่อชำระล้างความแค้นให้สิ้นซาก!ท่ามกลางความมืดมิดในห้องลับหลังฉากกั้นไม้จันทน์หอม แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังขยับกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า แม้ร่างกายจะซูบผอม
"เจ้าค่ะ" หลิวชิงบีบน้ำตาให้ไหลรินลงมาอีกครั้ง "หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ว่าฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ในขณะที่กำลัง กำลังล่วงเกินลูกสะใภ้ ชื่อเสียงของราชวงศ์จะป่นปี้เพียงใด? ท่านพี่ทำถูกแล้วที่สร้างเรื่องกบฏขึ้นมา ท่านกตัญญูที่สุดแล้วที่รักษาหน้าตาให้บิดาในวาระสุดท้าย"คำพูดของนางเปรียบเสมือนยาวิเศษที่ชะ
นางก้มหน้าลงปักผ้าต่อ ลวดลายมงคล 'มังกรคู่หงส์' ที่นางกำลังปักให้นางโลมผู้นั้น ช่างดูน่าขันและน่าสมเพชยิ่งนักที่มุมมืดของหลังคาตำหนักบูรพา เผยชวน ในชุดองครักษ์เงา เฝ้ามองดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้นด้วยสายตาเย็นชาเขามองเห็นขุนนางที่เดินคอตกออกจากตำหนัก มองเห็นความแตกแยกที่เริ่มร้าวลึกในฐานอำนาจของเยี
"ข้าได้ยินเสียงกุกกักที่หน้าต่าง นึกว่ามีคนร้ายบุกเข้ามา จึงรีบเข้ามาตรวจสอบ" เขาโกหกหน้าตาย น้ำเสียงจริงจังจนน่าเชื่อถือ "เจ้าเป็นสินค้าสำคัญของหอโคมแดง ข้าไม่อาจปล่อยให้เกิดอันตรายได้"หลิวชิงจ้องมองเขา นัยน์ตาคู่นั้นดูเหมือนจะมองทะลุคำโกหกของเขา แต่แล้วนางกลับเลือกที่จะเชื่อ หรือแสร้งทำเป็นเชื่อ
"คนเราเลือกเกิดไม่ได้ และเลือกทางเดินไม่ได้เสมอไปหรอกเจ้าค่ะ" หลิวชิงยิ้มเศร้า นางขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จนอกเสื้อของนางเกือบชิดแผงอกเขา "บางครั้ง เพื่อความอยู่รอด เราจำต้องขายวิญญาณ แต่ท่านรู้หรือไม่ ท่านเยี่ยซาน ทุกครั้งที่ข้าต้องปรนนิบัติบุรุษเหล่านั้น ข้าจินตนาการว่า ข้ากำลังถูกโอบกอดโดยใครสัก







