LOGIN"โอ้! ท่านไม่ต้องห่วง หอโคมแดงจ่ายหนัก ข้าจะให้เบี้ยหวัดท่านเดือนละห้าสิบตำลึงทอง! และท่านจะได้เป็นหัวหน้าคนคุ้มกันส่วนตัวของแม่นางหลิวชิง ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับแขกคนอื่น" เหนียงเยว่รีบเสนอข้อแลกเปลี่ยน นางรู้ดีว่าหลังจากคืนนี้ ผู้คนจะยิ่งบ้าคลั่งหลิวชิงมากขึ้น นางจำเป็นต้องมีคนฝีมือดีอย่างเขาไว้ข้างกาย
เยี่ยซานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "ตกลง"
เหนียงเยว่ปรบมืออย่างดีใจ แล้วหันไปตะโกนสั่งบ่าวไพร่ "พวกเจ้า มัวยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบพาแม่นางหลิวชิงกลับเข้าหอ แล้วจัดห้องพักให้ท่านเยี่ยซานอยู่ใกล้ๆ เรือนรับรองของนาง!"
ขณะที่ความวุ่นวายเริ่มคลี่คลาย เยี่ยซานหันไปมองสตรีบนเกี้ยวอีกครั้ง
คราวนี้ หลิวชิงเองก็กำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน สายตาของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟสลัว
เยี่ยซานชะงักกึก วินาทีที่สบตา กลิ่นหอมประหลาดนั่นก็พุ่งเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของเขาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่กลิ่นฉุนรุนแรง แต่เป็นกลิ่นหอมลึกซึ้งที่แทรกซึมเข้าไปในกระแสเลือด กลิ่นหอมที่ปลุกสัญชาตญาณดิบเถื่อนในกายบุรุษให้ตื่นเพริด
หัวใจของเยี่ยซานกระตุกวูบ เขาเผลอสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว กลิ่นนั้นหอมหวานจนเขาเกือบจะมึนงง แต่นั่นเพียงแค่ชั่ววูบ สติสัมปชัญญะที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักในกองทัพดึงเขากลับมา
'กลิ่นบ้านี่มันอะไรกัน?' เยี่ยซานคิดในใจด้วยความระแวง 'ยาเสน่ห์? หรือมนต์ดำ?'
หลิวชิงจ้องมองบุรุษชุดดำเบื้องล่าง ภายใต้หน้ากากแห่งความสงบนิ่ง หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย มิใช่เพราะความเสน่หา แต่เพราะนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหารที่คุ้นเคย กลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับ 'คุณชาย' ของนาง
บุรุษผู้นี้ อันตราย
นางค่อยๆ ค้อมศีรษะให้เขาเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ก่อนจะปล่อยม่านเกี้ยวลง ปิดกั้นสายตาของเขาและโลกภายนอก
ขบวนแห่เคลื่อนตัวเข้าไปในหอโคมแดง เยี่ยซานเดินตามหลังเกี้ยวไปในฐานะคนคุ้มกันคนใหม่ เขาพยายามกลั้นหายใจเป็นพักๆ เพื่อไม่ให้กลิ่นกายของนางรบกวนสมาธิ แต่ยิ่งพยายามปฏิเสธ ร่างกายกลับยิ่งจดจำกลิ่นนั้นได้แม่นยำขึ้น
เมื่อมาถึงเรือนรับรองชั้นบนสุด ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับคนนอก เยี่ยซานยืนกอดอกพิงเสาอยู่ที่หน้าประตู มองดูเสี่ยวเปาประคองหลิวชิงลงจากเกี้ยว
"ท่านเยี่ยซาน" เหนียงเยว่เดินเข้ามาสั่งความ "นับจากนี้ หน้าที่ของท่านคือเฝ้าหน้าเรือนนี้ ห้ามใครเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า และห้ามแตะต้องสินค้าของข้าเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?"
"ข้าไม่สนใจสตรีของใคร" เยี่ยซานตอบเสียงเรียบ
"ดี! ปากแข็งให้ได้ตลอดรอดฝั่งเถอะ พ่อหนุ่ม" เหนียงเยว่หัวเราะคิกคักพลางเดินสะบัดก้นจากไป
เมื่อเหลือเพียงความเงียบสงัดและทหารยามคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ห่างออกไป เยี่ยซานลอบสังเกตโครงสร้างของเรือนรับรอง สายตาคมกริบประเมินทางหนีทีไล่และจุดที่น่าจะซ่อนเอกสารลับ
ทันใดนั้น ประตูห้องหอก็เปิดแง้มออกเล็กน้อย เสี่ยวเปาโผล่หน้าออกมา
"ท่านจอมยุทธ์" นางเอ่ยเรียกเสียงเบา "พี่หญิง เอ่อ นายหญิงของข้า เชิญท่านเข้าไปดื่มชาร้อนๆ สักจอก เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยนางไว้เมื่อครู่เจ้าค่ะ"
เยี่ยซานหรี่ตาลง 'เชิญเข้าห้องตั้งแต่คืนแรกเลยรึ? นางจิ้งจอกนี่ ร้ายกาจสมคำร่ำลือ'
เขาควรจะปฏิเสธเพื่อรักษาภาพลักษณ์ผู้คุ้มกันที่เคร่งครัด แต่สัญชาตญาณนักสืบบอกให้เขาเข้าไป ยิ่งใกล้ชิด ยิ่งมีโอกาสหาข่าว
"ย่อมได้" เยี่ยซานตอบรับสั้นๆ แล้วก้าวเท้าเข้าไปในห้อง
ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู กลิ่นหอมรัญจวนใจก็โอบล้อมกายเขาไว้ราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น ภายในห้องตกแต่งอย่างหรูหรา แสงเทียนสั่นไหวสร้างเงาวูบวาบ หลิวชิงนั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชา นางผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จากชุดพิธีการรุ่มร่าม เป็นชุดผ้าแพรบางเบาสีขาวบริสุทธิ์ ผมยาวสยายคลอเคลียแผ่นหลัง
นางเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาที่เคยเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนหวานหยาดเยิ้ม ริมฝีปากแย้มยิ้มที่ทำให้บุรุษแทบหยุดหายใจ
"ท่านจอมยุทธ์เยี่ย" เสียงของนางหวานใสราวกระดิ่งแก้ว "หลิวชิงขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิต น้ำชานี้ ข้าตั้งใจชงให้ท่าน"
มือเรียวขาวผ่องยื่นจอกชามาตรงหน้า ปลายนิ้วสัมผัสโดนมือเขาเพียงแผ่วเบา แต่กระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่างเยี่ยซาน
เขารับจอกชามา จ้องมองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
"เจ้าเป็นใครกันแน่ แม่นางหลิว?" เยี่ยซานถามหยั่งเชิง "สตรีธรรมดาไม่น่าจะมีกลิ่นอายเช่นนี้"
หลิวชิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะแผ่วเบา นางขยับตัวเข้ามาใกล้เขาอีกนิด จนกลิ่นกายของนางปะทะจมูกเขาเต็มๆ
"ข้าก็เป็นเพียงนางโลมผู้ต่ำต้อย ที่รอคอยบุรุษผู้แข็งแกร่งมาปกป้อง" นางช้อนตามองเขา "ท่านเยี่ยซาน ท่านจะปกป้องข้าได้หรือไม่?"
เยี่ยซานกระตุกยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เขาโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหูนาง
"ข้าจะปกป้องเจ้า ตราบใดที่เจ้าไม่เป็นภัยต่อข้า แต่จำไว้ แม่นางหลิว ข้าไม่ใช่เหยื่อของเจ้า และข้าเกลียดกลิ่นบุปผาที่ฉุนเกินไป"
เขาผละตัวออก วางจอกชาลงโดยไม่แตะต้อง แล้วหันหลังเดินกลับไปยืนเฝ้าที่หน้าประตู ทิ้งให้หลิวชิงมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
'ไม่ง่าย' หลิวชิงคิดในใจ รอยยิ้มหวานเลือนหายไป เหลือเพียงความเคร่งขรึม 'บุรุษผู้นี้ จิตใจแข็งแกร่งดั่งหินผา และเขากำลังสงสัยข้า พี่ชายเผย ท่านส่งใครมาให้ข้าเจอกันแน่?'
ภายนอกห้อง เยี่ยซานยืนพิงเสา มือจับด้ามกระบี่แน่น พยายามระงับจังหวะหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติ
"อ๋องห้า" เขากัดฟันกรอด "เจ้าซ่อนอะไรไว้ในหอนี้กันแน่? และนางแพศยาผู้นี้ เกี่ยวข้องอะไรกับแผนการกบฏของเจ้า?"
ท่ามกลางราตรีที่ยาวนาน การห้ำหั่นกันด้วยเล่ห์เหลี่ยมระหว่างนางโลมเจ้ามารยากับอ๋องหนุ่มจอมจับผิด เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และเดิมพันครั้งนี้ อาจหมายถึงหัวใจ หรือไม่ก็ชีวิตของพวกเขาเอง
"ชนะพ่อรึ? เจ้ายังต้องฝึกการยืนม้าอีกสามปี!" เผยชวนหัวเราะ ลุกขึ้นจับลูกชายโยนขึ้นฟ้าแล้วรับไว้ เรียกเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ"ท่านพี่ อย่าแกล้งลูกนักเลย" หลิวชิงส่ายหน้าขำๆ ขณะอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบที่เดินเตาะแตะตามพี่ชายเข้ามาเผยเหยา ลูกสาวคนเล็ก หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาแป้งปั้น ดวงตากลมโตเหมือนแม่ นางกางแขนป้อมๆ ออกมา"ท่านพ่อ อุ้ม"หัวใจแกร่งดั่งหินผาของอดีตยอดฝีมือละลายกลายเป็นน้ำในพริบตา เผยชวนรีบวางลูกชายลง แล้วอุ้มลูกสาวขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวา"นางฟ้าตัวน้อยของพ่อ ตื่นแล้วรึ? วันนี้อยากขี่คอพ่อไปดูดอกไม้ไหม?""ไปเจ้าค่ะ! ไป!" เสี่ยวเหยาปรบมือดีใจบรรยากาศในกระท่อมไม้ไผ่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น เป็นความสุขที่เรียบง่ายแต่เติมเต็มหัวใจที่เคยเว้าแหว่งของเผยชวนให้สมบูรณ์สายวันนี้ เผยชวนออกไปล่าสัตว์และเก็บฟืน เขาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ล่าสัตว์มาแลกของใช้จำเป็นจากหมู่บ้านตีนเขา แม้จะไม่มีบ่าวไพร่คอยรับใช้ ไม่มีอาหารเลิศรสระดับชาววัง แต่เขากลับรู้สึกว่าอาหารฝีมือหลิวชิงอร่อยที่สุดในโลกยามบ่าย เขาพาลูกชายไปฝึกวรยุทธ์ที่ลานกว้างริมลำธาร"จำไว้
"สำหรับข้า... เจ้าคือสตรีที่กล้าหาญที่สุดในแผ่นดิน เป็นคู่ชีวิตที่ข้าภาคภูมิใจที่สุด หากไม่มีเจ้า... ก็ไม่มีบัลลังก์มังกรในวันนี้"น้ำตาของหลิวชิงไหลพรากลงมา แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าอีกต่อไป มันคือน้ำตาแห่งการถูกปลดปล่อยกำแพงน้ำแข็งในใจนางที่ก่อตัวขึ้นมานานปี ถูกความอบอุ่นของเยี่ยซานหลอมละลายจนหมดสิ้นนางยิ้มออกมา... ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่สดใสและงดงามที่สุด รอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตา รอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจจริงๆ ครั้งแรกในรอบหลายปี"หม่อมฉันอาจจะไม่ใช่ดอกไม้ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกแล้วเพคะ..." นางเอ่ยเสียงเครือเยี่ยซานยิ้มตอบ ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน"แต่เจ้าคือดอกไม้เหล็กที่งดงามและแข็งแกร่งที่สุด"เขาโน้มใบหน้าลงมา ประทับจุมพิตที่หน้าผากของนางอย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน เป็นจูบที่ปราศจากตัณหาราคะ แต่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความทะนุถนอม และคำสัญญาชั่วนิรันดร์"ดอกไม้ในเรือนกระจกอาจสวยงามแต่น่าเบื่อ... แต่ดอกไม้ที่บานท่ามกลางพายุฝนและเปลวไฟเช่นเจ้า ต่างหากที่ล้ำค่าและหาที่เปรียบมิได้""จากนี้ไป... เราจะสร้างตำนานบทใหม่ด้วยกัน"หลิวชิงโผเข้ากอดเขาแน่น ซุกหน้าลงก
แต่หลิวชิงไม่หันกลับมามองอีกเลยนางก้าวเดินขึ้นบันไดหินทีละขั้น... ทีละขั้น ออกจากความมืดมิด สู่แสงสว่างเบื้องบนเมื่อพ้นประตูคุก แสงแดดอุ่นอาบไล้ใบหน้าของนาง หลิวชิงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ความหนักอึ้งในใจที่แบกรับมานานนับสิบปี มลายหายไปจนหมดสิ้นโซ่ตรวนแห่งกรรมที่พันธนาการนางไว้กับอดีต ได้ถูกทำลายลงแล้วนางเงยหน้ามองท้องฟ้า... วันนี้ฟ้าใสเหลือเกินเบื้องหน้า... เยี่ยซานยืนรออยู่ เขายิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน พร้อมอ้อมแขนที่เปิดกว้างนั่นคือบ้านที่แท้จริงของนาง... บ้านที่ไม่ได้สร้างจากอิฐและปูน แต่สร้างจากความรักและการให้อภัย.ราชโองการฉบับสุดท้ายในคดีกบฏของ เผยชวน ถูกประกาศก้องท้องพระโรง ท่ามกลางความเงียบงันของเหล่าขุนนางนับร้อยโทษประหารชีวิตนั้นง่ายดายเกินไปสำหรับความผิดที่ก่อ... การตัดศีรษะเพียงชั่วพริบตา ไม่อาจชดใช้ความเจ็บปวดที่เขากระทำต่อแผ่นดินและต่อหัวใจของคนสองคนได้ฮ่องเต้เยี่ยซาน ทรงมีพระราชวินิจฉัย... ให้ไว้ชีวิตแต่เป็นชีวิตที่ไร้ซึ่งเกียรติยศ ชื่อของ 'เผยชวน' ถูกลบออกจากสารบบราชวงศ์ เขาถูกปลดเป็นสามัญชน ถูกตัดเส้นเอ็นวรยุทธ์ และถูกนำตัวไปขังลืม ณ 'หอคอยทมิฬ' ที่ตั้งอย
ณ คุกใต้ดินสถานที่แห่งนี้อับชื้น เหม็นอับด้วยกลิ่นราและสิ่งปฏิกูล เป็นสถานที่ที่แสงตะวันไม่เคยส่องถึง มีเพียงความหนาวเหน็บและเสียงหยดน้ำที่ดังก้องสะท้อนความเงียบเหงาหลิวชิง ในชุดคลุมสีขาวเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน เดินถือตะเกียงลงมาตามบันไดหินที่ลาดชัน ทุกย่างก้าวของนางมั่นคง แต่หัวใจกลับหนักอึ้ง นางได้ขออนุญาตเยี่ยซานเพื่อมาเยี่ยม 'นักโทษ' คนสำคัญเป็นครั้งสุดท้าย เยี่ยซานมิได้ห้ามปราม เพียงแต่บีบมือนางเบาๆ และบอกว่าจะรออยู่ที่ตำหนักนางเดินผ่านห้องขังที่ว่างเปล่า เข้าสู่ห้องขังชั้นในสุด... ห้องขังที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแน่นหนาที่สุด และสกปรกที่สุดที่นั่น... ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่บนกองฟางเน่าๆเผยชวน... อดีตผู้สำเร็จราชการที่เคยยิ่งใหญ่เทียมฟ้า บัดนี้สภาพของเขาดูแทบไม่ได้ เส้นผมดำขลับที่เคยถูกเกล้าอย่างประณีต บัดนี้ยุ่งเหยิงเป็นกระเซิงและจับตัวเป็นก้อนด้วยคราบเลือดและฝุ่นดิน ชุดนักโทษสีขาวขุ่นมัวเปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเย่อหยิ่ง เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและหนวดเครารุงรังเมื่อแสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้า เผยชวนหยีตาขึ้นมอง ร่างกายที่อ่อนระโหยโรยแรงพลันกระตุกวูบเมื่
ทหารซยงนูกรูกันเข้ามาสังหารทหารรักษาพระองค์ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เผยชวนชักกระบี่ออกมาเตรียมสู้ตาย สถานการณ์ดูเหมือนจะเข้าทางฝ่ายซยงนูจนหมดสิ้นแต่ทว่า...ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังครอบงำกองทัพต้าเยี่ย เสียงประตูกลไกจากตำหนักด้านหลังพลันเปิดออก เสียงดังสนั่นดุจฟ้าผ่าครืนนนนน!ทุกสายตาหันไปมองเป็นตาเดียวร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด แสงตะวันสาดส่องกระทบ ชุดเกราะทองคำ ที่สวมใส่อยู่จนเกิดประกายเจิดจ้าบาดตา รัศมีแห่งอำนาจราชศักดิ์แผ่ซ่านออกมาจนผู้คนต้องกลั้นหายใจชุดเกราะนั้นคือ 'เกราะมังกรสวรรค์' ชุดเกราะประจำกายของปฐมกษัตริย์ที่หลิวชิงแอบขโมยออกมาจากท้องพระคลังและเก็บรักษาไว้อย่างดีเพื่อวันนี้บุรุษผู้นั้นแม้ใบหน้าจะซูบตอบ แต่ดวงตากลับดุดันและทรงอำนาจเหนือผู้ใดในใต้หล้า"หยุดเดี๋ยวนี้!"เสียงตะโกนกึกก้องกัมปนาท แฝงด้วยพลังลมปราณที่ฟื้นคืน สะกดทุกความเคลื่อนไหวในสนามรบให้หยุดชะงักเผยชวนหันไปมอง แล้วเบิกตากว้างราวกับเห็นผี มือที่ถือกระบี่สั่นระริก"ยะ... เยี่ยซาน..."เยี่ยซานเดินย่างสามขุมออกมาที่หน้าระเบียง ชักกระบี่อาญาสิทธิ์ชูขึ้นฟ้า ประกาศก้อง"ทรราชเผยชวน! ข้าเยี่ยซ
เยี่ยซานยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาลูบแก้มของนาง สัมผัสถึงคราบน้ำตาและความอบอุ่น“ข้าฝัน... ฝันร้ายยาวนานเหลือเกิน...” เยี่ยซานเอ่ยเสียงเบา แต่แววตาคมกริบดุจเดิม “ข้าฝันเห็นเจ้าร้องไห้... ฝันเห็นเผยชวนหัวเราะเยาะ...”เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่จิตวิญญาณแห่งโอรสสวรรค์ได้ตื่นขึ้นแล้ว“พิษร้ายสลายไปแล้ว...” เยี่ยซานกำหมัดแน่น พลังภายในเริ่มไหลเวียน “หลิวชิง... เจ้าช่วยชีวิตข้า”“เราจะช่วยกัน...” หลิวชิงจูบที่หน้าผากเขา “ท่านข่านหลับอยู่ เผยชวนกำลังประมาทนี่คือโอกาสเดียวของเรา”“รอข้า...” เยี่ยซานมองไปที่โซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้ แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว “ข้าจะทวงคืนทุกอย่าง ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า มังกรที่แท้จริงไม่มีวันตาย!”ในห้องลับอันมืดมิด แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของสองร่างที่โอบกอดกันคืนนี้... นางจิ้งจอกได้ขโมยยาวิเศษมามอบให้มังกร และเมื่อมังกรตื่นขึ้น... พายุโลหิตย่อมจะพัดถล่มแผ่นดินต้าเยี่ย เพื่อชำระล้างความแค้นให้สิ้นซาก!ท่ามกลางความมืดมิดในห้องลับหลังฉากกั้นไม้จันทน์หอม แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังขยับกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า แม้ร่างกายจะซูบผอม
"เมื่อก่อน ท่านมองเขาด้วยความเกลียดชังและขยะแขยง ท่านอดทนเพียงเพื่อรอวันแก้แค้น" เสี่ยวเปากล่าวตรงไปตรงมา "แต่เดี๋ยวนี้ ท่านมองเขาด้วยความสงสาร ความห่วงใย และ ความอาลัยอาวรณ์"หลิวชิงนิ่งอึ้ง ปฏิเสธไม่ออก"ท่านไม่ได้แค่สงสารเขาหรอกเจ้าค่ะ" เสี่ยวเปาถอนหายใจ "ข้าเกรงว่า หัวใจของท่านจะเริ่มหวั่นไหวให
"หม่อมฉันอยู่นี่เพคะฝ่าบาท" หลิวชิงตอบเสียงเบา บีบมือตอบเขา "หม่อมฉันจะทิ้งท่านได้อย่างไร"เยี่ยซานยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยและเปี่ยมไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์ รอยยิ้มที่นางไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากบุรุษผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นทรราช"ข้ารู้ตัวดี อาชิง ข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน" เยี่ยซานกล่าวอย่างยากล
"ยังหรอก" เผยชวนเชยคางนางขึ้น แววตาเป็นประกายวาววับด้วยความปรารถนาและความสะใจ "การแก้แค้นที่หอมหวานที่สุด ไม่ใช่แค่การแย่งชิงอำนาจ แต่คือการแย่งชิง 'หัวใจ' ต่อหน้าต่อตา"เขามองไปยังเยี่ยซานที่นอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียงห่างออกไปเพียงฉากกั้นบางๆ"ข้าอยากรู้เหลือเกิน ว่าถ้าข้ารักเจ้าตรงนี้ ข้างๆ ห
"เจ้าค่ะ" หลิวชิงบีบน้ำตาให้ไหลรินลงมาอีกครั้ง "หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ว่าฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ในขณะที่กำลัง กำลังล่วงเกินลูกสะใภ้ ชื่อเสียงของราชวงศ์จะป่นปี้เพียงใด? ท่านพี่ทำถูกแล้วที่สร้างเรื่องกบฏขึ้นมา ท่านกตัญญูที่สุดแล้วที่รักษาหน้าตาให้บิดาในวาระสุดท้าย"คำพูดของนางเปรียบเสมือนยาวิเศษที่ชะ







