Masukภายในห้องนอนอันเงียบสงบ หลินอวี่เฉียงประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของภรรยากลับเข้ามาด้านในอย่างทะนุถนอม เขาสั่งการให้สาวใช้รีบต้มน้ำอุ่น เตรียมสำรับอาหารอ่อนๆ และเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้นางด้วยความร้อนรนระคนรู้สึกผิด ก่อนที่เขาจะนั่งเฝ้าไม่ห่างอยู่ข้างเตียงด้วยความกังวลใจ
ไป๋ซูหนิงนอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียง ปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปครู่ใหญ่จนกระทั่งประเมินได้ว่าสมควรแก่เวลาแล้ว หญิงสาวจึงเริ่มขยับตัวเล็กน้อย แสร้งทำเป็นส่งเสียงครางแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวดระคนหวาดผวา
“อื้อ... ท่านแม่... อย่าตีข้าเลยเจ้าค่ะ ข้ายอมแล้ว... ข้าไม่ได้ตั้งใจ... อย่าไล่ข้าออกไปจากจวนเลยนะเจ้าคะ” ไป๋ซูหนิงขมวดคิ้ว ปากก็พึมพำละเมอออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและหวาดกลัวสุดขีด
นางแสร้งทำเป็นผวากอดตัวเอง น้ำตาเม็ดโตไหลรินออกจากหางตาอย่างน่าเวทนา ก่อนจะเปล่งเสียงร้องเรียกหาที่พึ่งด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านพี่... ท่านพี่ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ”
หัวใจของสามีบีบรัดด้วยความสงสารและเจ็บปวด เขาไม่รอช้ารีบโผเข้าไปสวมกอดร่างบางของไป๋ซูหนิงเอาไว้แนบอก ลูบหลังลูบไหล่นางเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
“หนิงหนิง เจ้าตื่นแล้วหรือ ไม่ต้องกลัวนะ ข้าอยู่นี่แล้ว ไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้ทั้งนั้น...”
ไป๋ซูหนิงค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาใส ทันทีที่นางเห็นหน้าสามี ก็โผเข้ากอดรอบคอเขาแน่น ซบหน้าลงกับอกแกร่งแล้วปล่อยโฮออกมาเสียงดังราวกับเด็กน้อยที่โดนรังแก
‘ผู้ชายชอบนักบทดอกบัวขาว เช่นนั้นก็ดูการแสดงของข้าให้เต็มที่’
“ท่านพี่...” ไป๋ซูหนิงสะอื้นไห้ ตัวสั่นเทาอย่างน่าสงสาร
“ท่านแม่... ขังข้าไว้ในห้องโถงบรรพชนตั้งแต่เช้า หนาวก็หนาว ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลยสักคำ”
หลินอวี่เฉียงกอดภรรยาไว้แน่น มือหนาลูบผมนุ่มของนางด้วยความเวทนา หัวใจรู้สึกหน่วงหนักเมื่อได้ยินคำฟ้องนั้น แต่ในขณะเดียวกัน นิสัยรักครอบครัวและเกรงใจมารดาของเขาก็ทำให้เขาเผลอหลุดคำพูดที่ทำร้ายจิตใจนางออกมาอีกครั้ง
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้านะหนิงหนิง...” หลินอวี่เฉียงเอ่ยเสียงนุ่มเพื่อปลอบใจ
“แต่ท่านแม่เองก็คงแค่อยากตักเตือนด้วยความหวังดีเท่านั้น เจ้าอย่าถือสาเลยนะ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเจือความอึดอัด
“เอาเป็นว่า เดี๋ยวเรื่องนี้ข้าจะหาโอกาสไปพูดคุยทำความเข้าใจกับท่านแม่ให้เอง แต่อย่าลืมว่าเจ้าเป็นผู้น้อย เป็นสะใภ้ในบ้านหลังนี้ มีอะไรก็ควรอดทนและยอมถอยให้ผู้ใหญ่เสียหน่อยเถอะนะ เจ้าทำตัวให้อ่อนข้อให้ท่านบ้าง ยอมท่านสักนิด ครอบครัวเราจะได้สงบสุข”
ในอ้อมกอดนั้น ไป๋ซูหนิงที่กำลังซบหน้าสะอื้นไห้ ลอบแสดงรอยยิ้มเย้ยหยันและแววตาสมเพชขึ้นในดวงตาคู่งาม
‘หวังดีงั้นหรือ ยอมถอยให้งั้นหรือ ช่างเป็นคำพูดที่เห็นแก่ตัวและไร้หัวใจสิ้นดี’
นางกัดริมฝีปากแน่นจนห้ามหยาดน้ำตาที่ไหลรินด้วยความคับแค้นใจไม่อยู่ แต่ไม่ได้เอ่ยปากเถียงหรือโวยวายออกไปแม้แต่คำเดียว นางทำเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ อย่างว่าง่าย เพื่อตบตาคนตรงหน้าต่อไป
“เจ้าค่ะ... ข้าเข้าใจแล้ว” ฮูหยินน้อยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและน่าสงสาร
หลินอวี่เฉียงนึกว่าภรรยาเริ่มเข้าใจและยอมจำนน เขายิ่งรู้สึกโล่งอกและรักใคร่นางมากขึ้น เขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาดันร่างอรชรให้นอนพักผ่อนบนเตียง ปรนนิบัติดึงผ้าห่มมาคลุมกายให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยปากขอตัวออกไปด้านนอก โดยไม่ลืมกำชับให้สาวใช้คอยดูแลปรนนิบัตินางอย่างใกล้ชิด
เมื่อร่างของสามีเดินลับสายตาออกไปจากห้อง ความอ่อนแอและคราบน้ำตาบนใบหน้าของหญิงสาวก็หายวับไป เหลือเพียงแววตานิ่งสงบ
หญิงสาวนอนลืมตามองเพดานไม้ด้านบนด้วยจิตใจที่ด้านชา ทันใดนั้น เสียงทุ้มใสของระบบช่วยเหลือก็ดังแว่วเข้ามาในห้วงความคิดของนางอีกครั้ง
[นับถอยหลังอีกแค่สามวันเท่านั้น ก็จะถึงวันรับอนุเข้าจวนและเป็นคืนเข้าหอ... หากถึงเวลานั้น หลินอวี่เฉียงเข้าพิธีและร่วมหอลงโรงกับหลิวจื่อหยาจริงๆ โฮสต์จะรับไหวแน่หรือ]
ไป๋ซูหนิงแค่นหัวเราะเยาะหยันในลำคอเบาๆ
‘รับไหวหรือไม่อย่างงั้นหรือ มาถึงขั้นนี้แล้ว ความจริงทุกอย่างมันก็ฟ้องอยู่ทนโท่ ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ได้รักใครอย่างแท้จริงนอกจากตัวของเขาเอง’ ไป๋ซูหนิงตอบกลับระบบในใจ
บุรุษจอมปลอมอย่างเขา ปรารถนาที่จะเก็บรักษาผู้หญิงไว้ถึงสองคนในเวลาเดียวกัน คนหนึ่งคือรักแรกที่เขาโหยหาและไม่อยากเสียไป ส่วนอีกคนคือภรรยาเอกผู้เพียบพร้อมที่คอยเกื้อหนุน สร้างฐานะ และไม่อยากให้ห่างกายไปไหน
การเก้บสตรีสองคนที่รักไว้พร้อมกัน ในโลกนี้มีเรื่องดีเช่นนั้นอยู่ที่ไหนกัน
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกสะอิดสะเอียนตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก
[ถ้าเช่นนั้น โฮสต์จะต้องหายไป ไม่สามารถกลับมาที่นี่ได้อีกแล้ว มั่นใจแล้วใช่ไหม]
ระบบเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ ไป๋ซูหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นและงดงามปรากฏขึ้นที่มุมปาก
‘ในเมื่อพวกเขาเลือกที่จะเหยียบย่ำและเล่นตลกกับความจริงใจของข้า อีกสามวันข้างหน้า ข้าก็จะทำให้พวกเขาได้รู้ซึ้งว่า เล่นผิดคน’
**********************
ณ ห้องรับรองชั้นสองของร้านธัญพืช ทันทีที่เห็นเสิ่นซินหลิงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด สวี่เยว่หรานจึงรีบวางพู่กันลง ผายมือต้อนรับสหายสนิทด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“ซินหลิง ดูท่าทางเจ้าไม่ค่อยสู้ดีเลย มีเรื่องร้อนใจอันใดหรือ ถึงได้รีบร้อนมาหาข้าถึงที่นี่” การที่คุณหนูเสิ่นมาหาตนถึงสองวันติดเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลเสิ่นซินหลิงนั่งลงฝั่งตรงข้าม ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแกมระอา“เยว่หราน เจ้าเชื่อหรือไม่ว่า เมื่อครู่นี้เสิ่นซูหนานจู่ๆ ก็มาหาข้าที่เรือน ทำทีเป็นสำนึกผิดแล้วเอ่ยปากชวนข้าให้เดินทางไปทำบุญขอพรให้ท่านปู่ที่อารามบนในอีกสองวันข้างหน้านี้ ข้ารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย น้องสาวของข้าไม่มีทางคิดทำดีโดยไม่มีจุดประสงค์แน่นอน แต่พอนางอ้างชื่อท่านปู่ ข้าเลยปฏิเสธไม่ได้... เจ้าว่านางกำลังคิดจะเล่นตลกอะไรอยู่กันแน่” นางขมวดคิ้วแน่นขณะที่ระบายความกลัดกลุ้มออกมาคำบอกเล่าของสหายคนใหม่ทำให้สวี่เยว่หรานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งทันที ประสบการณ์จากการอ่
ภายในห้องโถงรับรองของจวนแม่ทัพในยามสาย เสิ่นซูหนานนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้วยท่าทีที่พยายามปรับเปลี่ยนให้ดูอ่อนโยนและนอบน้อมที่สุด แม้ว่าในอกของนางเวลานี้จะร้อนรุ่มไปด้วยไฟแห่งความริษยาและความแค้นเคืองที่ยังคงสุมแน่นจากเหตุการณ์เมื่อวานซืนหลังจากที่นางระบายอารมณ์ใส่สาวใช้จนบอบช้ำ และจมอยู่กับความคิดอันบิดเบี้ยวว่าญาติผู้พี่อย่างเสิ่นซินหลิงกำลังร่วมมือกับสวี่เยว่หรานเพื่อหักหน้าและแย่งชิงทุกสิ่งไปจากนาง คุณหนูเสิ่นก็พลันเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาในหัว นางตั้งใจจะใช้แผนการขั้นเด็ดขาดเพื่อกำจัดญาติผู้พี่ให้พ้นทาง และทำลายชื่อเสียงของสตรีตรงหน้าให้ย่อยยับไปตลอดกาล ทว่าการจะหลอกล่อให้เสิ่นซินหลิงก้าวเข้าไปสู่หลุมพรางที่นางขุดไว้ จำเป็นต้องมีข้ออ้างที่แนบเนียนและไร้พิรุธเสียก่อนร่างระหงของเสิ่นซินหลิงในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนนั่งในตำแหน่งเจ้าบ้าน ดวงตาคู่สวยกวาดมองน้องสาวร่วมตระกูลด้วยแววตาเรียบนิ่งระคนระแวดระวัง นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้เยื่อใย“เจ้ามาหาข้าถึงเรือนแต่เช้าตรู่เช่นนี้ มีธุระอันใดอีกเล่า”เสิ่นซูหนานรีบปรับสีหน้าให้ดูสำนึกผิด ดวงตาค
ในขณะเดียวกัน เสิ่นซินหลิงเพิ่งได้รับรายงานเรื่องความวุ่นวายภายในรถม้าเมื่อวานนี้จากบ่าวในจวน นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ใบหน้างดงามฉายแววเหนื่อยหน่ายและกังวลใจอย่างปิดไม่มิด“เอาแต่สร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน อารมณ์ร้ายขึ้นทุกวันจนกู่ไม่กลับแล้วจริงๆ”ชุนฮวาที่ยืนคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง “คุณหนู ท่านกำลังกังวลเรื่องของคุณหนูซูหนานหรือเจ้าคะ บ่าวเห็นท่านถอนหายใจหลายรอบแล้ว”เสิ่นซินหลิงส่ายหน้าช้าๆ แววตาทอประกายความซับซ้อน “ข้าไม่ได้กังวลแค่ตัวนางหรอกชุนฮวา แต่ข้าเป็นห่วงสวี่เยว่หรานต่างหากเล่า”ชุนฮวาขยับเข้าไปใกล้ด้วยความงุนงง “เหตุใดท่านจึงไปเป็นห่วงคุณหนูสวี่เล่าเจ้าคะ นางเป็นฮูหยินน้อยจวนโหว เกี่ยวอะไรกับคุณหนูญาติผู้น้อง”“เจ้าลืมแล้วหรือว่านางเป็นคู่หมั้นของโหวซื่อจื่อ หากวันข้างหน้าเสิ่นซูหนานแต่งเข้าจวนโหวไปจริงๆ ด้วยความเจ้าคิดเจ้าแค้นและนิสัยพาลหาเรื่องของนาง เกรงว่าจวนโหวคงไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป และข้าเกรงว่าคุณหนูสวี่จะต้องเหนื่อยยากและลำบากใจในการรับมือกับคนอารมณ์ร้ายเช่นนี้”ในใจของเสิ
เมื่อก้าวขึ้นมานั่งบนรถม้าประจำจวนเสิ่นกั๋วกง ที่จอดรออยู่หน้าประตูใหญ่ บรรยากาศภายในห้องโดยสารแคบๆ ก็อัดแน่นไปด้วยโทสะ เสิ่นซูหนานนั่งหอบหายใจสะท้าน ตัวสั่นเทาด้วยความแค้นเคืองที่สุมอกความคิดอันบิดเบี้ยวของหญิงสาวในตอนนี้ นางปักใจเชื่ออย่างไร้ข้อกังขาว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือแผนการอันชั่วร้ายของสวี่เยว่หราน ที่จงใจเชิญเสิ่นซินหลิงไปเพื่อเยาะเย้ยถากถางตน จงใจดึงญาติสนิทของตนไปเป็นพวกเพื่อตบหน้า และจงใจจุดไฟให้พี่น้องต้องแตกคอกัน“นังสารเลวสวี่เยว่หราน เจ้ามันรนหาที่ตายนัก” คุณหนูเสิ่นกรีดร้องออกมาลั่นรถม้า นางหันไปมองเสี่ยวซูที่นั่งหดหัวตัวลีบอยู่มุมรถม้าด้วยสายตาดุจดั่งปีศาจร้ายสาวใช้ตกใจจนหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดจนชิดผนังรถม้า “คุณหนู... มีอะไรหรือเจ้าคะ”“พวกไร้ประโยชน์ คอยเป็นภาระไม่เคยช่วยอะไรได้เลย!” เสิ่นซูหนานสติหลุดกระเจิง นางพุ่งเข้าใส่สาวใช้คนสนิทราวกับคนบ้า สองมือจิกทึ้งเส้นผมของเสี่ยวซูอย่างแรงแล้วกระชากจนศีรษะสั่นคลอน จากนั้นก็เงื้อมือขึ้นตบหน้าสาวใช้ผู้ภักดีฉาดใหญ่ เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวภายในรถม้าแคบๆ“โอ๊ย! คุณหนู! อย่า
ทันทีที่เสิ่นซินหลิงก้าวเท้าเข้ามาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพ สาวใช้ในจวนหน้าตาตื่นก็รีบเข้ามารายงานด้วยความร้อนรน“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูเสิ่นซูหนานมารอพบท่านที่ห้องโถงนานนับเค่อแล้ว ท่าทางดูไม่สู้ดีเลยเจ้าค่ะ”เสิ่นซินหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้อยู่แล้วว่าการไปเยือนจวนโหวในวันนี้จะต้องสร้างความไม่พอใจให้กับญาติผู้น้องจอมเอาแต่ใจคนนี้เข้าสักวัน แต่นางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาดักรอเอาเรื่องรวดเร็วปานนี้เมื่อนางก้าวเข้าสู่ห้องโถง เสิ่นซูหนานที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่บนเก้าอี้ไม้ก็มองมา ทันทีที่เห็นร่างเพรียวระหงของญาติผู้พี่เดินเข้ามา นางก็ผุดลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้ามาหาทันทีโดยไม่รักษากิริยาคุณหนูตระกูลใหญ่แม้แต่น้อย“พี่หญิงท่านไปไหนมาคิดว่าข้าไม่รู้หรือ ท่านกล้าดียังไงถึงแอบไปจวนโหวลับหลังข้า” เสิ่นซูหนานเปิดฉากโวยวายเสียงแหลมสูง ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว แสดงความริษยาชัดเจน“ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ชอบสวี่เยว่หราน เหตุใดท่านจึงต้องทำตัวสนิทสนมกับนาง หรือว่าท่านตั้งใจไปยั่วยวนน้องเขยของตัวเอง อยากจะปีนป่ายขึ้นเป็นซื่อจื่อเฟยแทนข้าหรือ”คำพูดที่ไร้ซึ่
เหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ในสายตาของสวี่เยว่หราน จากสายตาคนที่ผ่านโลกมามากและนักอ่านนิยายตัวยง สถานการณ์แบบนี้เหตุใดนางจะเดาไม่ออกว่าบุรุษตรงหน้ารู้สึกเช่นไรต่อสหายใหม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ“เรียนซื่อจื่อ คุณหนูเสิ่นกำลังจะกลับพอดี ข้ากำลังจะเดินไปส่งนาง เช่นนั้นหากไม่รบกวนซื่อจื่อ ข้าต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” หญิงสาวตั้งใจหยั่งเชิงท่าทีของพี่ชายสามี“เอ่อ เช่นนั้น ข้าเดินไปส่งคุณหนูเสิ่นด้วยคน ข้า... ข้ายังมีเรื่องต้องพูดคุยกับนาง”เสิ่นซินหลิงเอียงคอเล็กน้อยอย่างงุนงงที่เขาอยากเดินไปส่งนาง หัวใจเริ่มเต้นแรงอีกครั้งแต่ก็ยังรักษากิริยา เตือนสติตนเองอีกครั้งถึงความเป็นไปไม่ได้ในสถานะของเขาที่มีคู่หมายแล้ว และที่สำคัญ คู่หมายผู้นั้นคือญาติผู้น้องของตน นางจะไม่มีวันเสียเกียรติและลดศักดิ์ศรี แย่งบุรุษของผู้อื่นเด็ดขาด“หากไม่รบกวน เช่นนั้นซื่อจื่อนำทางเลยเจ้าค่ะ” น้องสะใภ้สาวรีบตอบรับอย่างรู้งานโจวอี้หยางพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ “ได้สิ เชิญคุณหนูเสิ่นเถิด”ทั้งสามเดินเคียงคู่กันไปจนถึงบริเวณหน้าประตูใหญ่ของจวนโหว ระหว่างทางก็ถามไถ่กันไม่มากพอเป็นพิธี“เร







