LOGIN
“ข้ารักเจ้า ฮูหยิน...” เสียงแหบพร่ากระซิบข้างใบหู ก่อนที่ร่างกำยำบนตัวของหญิงสาวจะเกร็งเข้าหายามถึงจุดสูงสุดแห่งบทสวาท ตามมาด้วยเสียงหายใจหอบระรัวของคู่สามีภรรยา
บนเตียง ไป๋ซูหนิง หญิงสาวจากโลกปัจจุบันที่ทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณ กำลังนอนอิงแอบแนบชิดอยู่กับ หลินอวี่เฉียง สามีที่นางแต่งงานด้วยมานานถึงสามปี ทั้งสองเพิ่งผ่านพ้นค่ำคืนอันแสนหวานชื่น ใบหน้าของหญิงสาวยังคงเปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุข
“หนิงหนิง...” อวี่เฉียงเรียกชื่อภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ไป๋ซูหนิงขยับตัวเล็กน้อยเพื่อซุกหน้าเข้าหาอกกว้างของเขาอย่างออดอ้อน
“เจ้าคะ ท่านพี่” นางขานรับอย่างมีความสุข
บัณฑิตหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “แต่งงานกันมาสามปีแล้ว แม้ว่าพวกเราจะรักกันมากเพียงใด แต่ท่านแม่ก็ยังคงเป็นห่วงเรื่องทายาท ท่านปรารถนาที่จะอุ้มหลานเหลือเกิน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวค่อยๆ จางลง หัวใจของนางเต้นแรง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหวังเล็กๆ ที่จะสานต่อความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นางกำลังจะเปิดปากเอ่ยชวนให้เขามีลูกด้วยกัน แต่ยังไม่ทันที่คำพูดนั้นจะหลุดออกมา สามีก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านแม่จึงตัดสินใจแล้ว... ว่าจะรับอนุให้ข้า”
ร่างกายนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ ความสุขที่เพิ่งได้รับเมื่อครู่นี้หายไปในพริบตา เหมือนหัวใจถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด นางเงยหน้าขึ้นมองสามีด้วยสายตาที่สั่นไหว
“แล้วท่าน... ท่านยอมงั้นหรือเจ้าคะ”
หลินอวี่เฉียงหลบสายตาของนาง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนลำบากใจ และเย็นชาขึ้นเล็กน้อย “ไม่ยอมก็ต้องยอม ท่านแม่สั่งมา อีกสิบวันก็จะรับอนุเข้าบ้านแล้ว”
หญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะหายใจไม่ออก คำพูดของเขาเหมือนมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจ นางพยายามรวบรวมสติและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ทำไมกัน ท่านบอกว่าอยากมีลูก เหตุใดท่านจึงไม่ยอมมีกับข้า เหตุใดท่านจึงตัดสินใจรับอนุโดยไม่ปรึกษาข้าก่อน”
เขาถอนหายใจอย่างรำคาญ “แต่งงานกันมาสามปีแล้ว หากจะมีก็มีไปนานแล้ว”
หญิงสาวเงียบไป ใช่แล้ว... แต่งงานสามปีแต่ยังไม่มีทายาท แต่นั่นหาใช่ความผิดของนางไม่ เป็นเขาเองที่บอกว่ายังไม่อยากมีลูก เพราะอยากจะอยู่กับนางในทุกคืน ไม่อยากให้ตั้งครรภ์และต้องทนทุกข์ทรมาน นางถึงได้ยอมกินยาห้ามครรภ์มาตลอดสามปีที่ผ่านมา ยาที่ทำให้ร่างกายของนางอ่อนแอลงและมีลูกได้ยากขึ้น
ไป๋ซูหนิงรู้สึกจุกที่ลำคอ น้ำตาคลอเบ้า นางพยายามจะอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่นางก็รู้ดีว่ามันไร้ค่า เพราะเขามองนางเป็นเพียงภรรยาที่ไร้ที่พึ่งพิงมที่ไหน นอกจากเขาเท่านั้น
“แต่อย่างไรก็ตาม ข้าก็รักเจ้าเพียงคนเดียว อนุก็แค่อนุ รับมาผลิตทายาทเท่านั้น” บัณฑิตหลินเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน แต่ทว่าคำพูดนี้ยิ่งทำให้นางเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก
รักเดียวใจเดียวงั้นหรือ นี่คือรักเดียวใจเดียวที่นางเฝ้าถนอมมาตลอดสามปีงั้นหรือ
“ท่านพี่... ท่านจำที่ข้าเคยบอกท่านได้หรือไม่ หากวันหนึ่งท่านมีคนอื่น ข้าจะหายไปจากชีวิตท่านตลอดกาล” ไป๋ซูหนิงกัดฟันแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม ตอกย้ำคำพูดเมื่อวันวานที่เคยบอกเขาอย่างหนักแน่น
หลินอวี่เฉียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขารู้ว่านางรักเขามากเพียงใด นางไม่มีญาติมิตรที่ไหนนอกจากเขา คำว่าหายไปตลอดกาล ช่างฟังดูน่าขบขันยิ่งนัก
“ไร้สาระ บุรุษทุกคนก็มีอนุกันทั้งนั้น เจ้าอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เอาละๆ นอนเถอะ ข้าง่วงแล้ว” เขาพูดตัดบทในตอนท้าย วงแขนแกร่งสวมกอดนางจากด้านหลังแล้วซุกจมูกที่ซอกคอของนาง ท่ากอดประจำที่เขามักจะกอดนางแบบนี้เสมอ
ไป๋ซูหนิงเงียบไป นางหลับตาลงอย่างช้าๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเป็นสาย เหตุผลเรื่องทายาทคงเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น ข้ออ้างที่ใช้ปกปิดความจริงที่ว่า เขากำลังมีคนอื่นนอกจากนาง
ท่ามกลางความเงียบสงบ หญิงสาวทบทวนเรื่องที่นางทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณโดยมีระบบคอยสั่งการและให้ทำภารกิจแลกรางวัล ภารกิจของนางคือการผูกรักกับบุรุษรักเดียวใจเดียว และนางก็เลือกเขาในตอนนั้น
ภายในห้าปีหากเขาซื่อสัตย์ต่อนางเพียงคนเดียว ถือว่าภารกิจสำเร็จ นางสามารถเลือกได้ว่าจะอยู่ต่อจนสิ้นอายุขัยแล้วกลับไปรับรางวัลในภายหลัง หรือว่ากลับได้เลยทันทีเพื่อรับรางวัลจากระบบ แต่หากวันหนึ่งเขานอกใจ ภารกิจถือว่าล้มเหลว นางจะต้องกลับโลกปัจจุบันโดยไม่ได้รับรางวัลใดๆ
และตอนนี้ผ่านมาสามปีแล้ว อีกเพียงสองปีเท่านั้นภารกิจก็จะเสร็จสิ้น นางเคยคิดด้วยซ้ำว่าจะอยู่กับเขาตลอดจนสิ้นอายุขัย เพื่อใช้ชีวิตให้ดี แต่นางไม่คิดเลยว่าภารกิจจะล้มเหลว
หญิงสาวไม่ได้เสียดายเงินรางวัลหนึ่งร้อยล้านหยวนนั้นหรอก แต่นางเสียใจ เสียใจที่เลือกคนผิด เสียใจที่เชื่อคำพูดของบุรุษที่นางเลือกเองกับมือ
‘บุรุษไม่ว่าหน้าไหน สุดท้ายก็ไม่มีวันที่จะรักเดียวใจเดียวได้จริงๆ สินะ’ ซูหนิงคิดในใจ สมเพชตัวเองที่หลงเชื่อใจผู้ชายคนนี้ คิดว่าตนเองเลือกดีแล้ว สุดท้ายก็พลาด
นางมาที่นี่อย่างโดดเดี่ยว เขาดูแลนางเป็นอย่างดี ตบแต่งทั้งที่ไม่รู้ภูมิหลังของนาง ให้สถานะภรรยาเพียงหนึ่งเดียว ประกาศกร้าวจะไม่รับอนุตลอดชีวิต สุดท้าย... ก็หาเป็นดังคำสัตย์สัญญานั้นไม่
[โฮสต์จะยอมให้ผู้หญิงอื่นมาทำลายภารกิจงั้นหรือ จะยอมแพ้เพียงเท่านี้หรือ ทำไมไม่พยายามวางแผนจัดการเรื่องนี้ล่ะ อีกแค่สองปีเองนะ ภารกิจก็จะสำเร็จแล้ว]
เสียงจากระบบที่ไม่ได้ยินนานเกือบสามปีดังขึ้นมาในช่วงเวลาที่ภารกิจกำลังสั่นคลอน
‘วางแผนหรือ หึ ไม่ดีกว่า ดูท่าแล้วเขาเต็มใจที่จะมีอนุเอง วางแผนผูกรั้งอะไรไปก็เสียเวลาเปล่า ข้าเหนื่อยแล้ว ได้เวลากลับบ้านเสียที’ นางตอบกลับในใจด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
หญิงสาวหลับตาลงอย่างคนที่ปลงแล้ว ปล่อยให้หัวใจของนางค่อยๆ ด้านชาลงทีละน้อย
**********************
ภายในห้องครัวของเรือนรอง เต็มไปด้วยกลิ่นหอมชวนลิ้มลองของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสสูตรพิเศษสวี่เยว่หรานยืนกำกับดูแลความเรียบร้อยอยู่ใกล้ๆ โดยมีพ่อครัวฝีมือดีสองคนคือ เฉินไห่และหลิวหยวน กำลังตั้งอกตั้งใจปรุงอาหารตามสูตรที่นางถ่ายทอดให้ ทั้งสองคนตักเครื่องปรุงรสจากไหดินเผามาผสมคลุกเคล้ากับวัตถุดิบต่างๆ ด้วยความชำนาญที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออาหารชุดแรกเสร็จสิ้นลงและถูกตักใส่จาน สวี่เยว่หรานได้ลองชิมรสชาติเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย พวกเขาสามารถควบคุมระดับไฟและสัดส่วนเครื่องปรุงได้อย่างแม่นยำ รสชาติอาหารมีความกลมกล่อมและคงที่ไม่มีผิดเพี้ยนจากต้นตำรับเลยแม้แต่น้อย“ฝีมือของพวกเจ้าพัฒนาขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก รสชาติอาหารคงที่และอร่อยกลมกล่อมดีมาก แบบนี้ค่อยวางใจได้หน่อย” ฮูหยินน้อยสกุลโจวเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มพึงพอใจเมื่อมั่นใจว่าอาหารคาวไร้ที่ติแล้ว งานสำคัญลำดับต่อไปก็คือการจัดการเรื่องของหวาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าเข้าร้านภัตตาคารรสเลิศล้ำเนื่องจากขั้นตอนการทำขนมหวานมีความประณีต ละเอียดอ่อน และใช้เวลาค่อนข้างมาก สวี่เยว่หรานจึงวางแผน
หลังจากที่บิดากล่าวถึงการแต่งงาน ความรู้สึกร้อนรุ่มและกระวนกระวายใจก็เกาะกุมจิตใจของโจวอี้หยางอย่างไม่อาจหลบเลี่ยงได้ในอดีต แม้เขาจะไม่ได้ใส่ใจหรือมีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งอะไรกับเสิ่นซูหนาน คู่หมั้นหมายตามธรรมเนียมของตน ทว่านับตั้งแต่เขาได้ล่วงรู้ธาตุแท้อันน่ารังเกียจของหญิงสาวรวมถึงการได้พบพานสตรีสกุลเสิ่นอีกนาง หัวใจของซื่อจื่อหนุ่มก็เริ่มเอนเอียงและเกิดความรู้สึกพึงพอใจในคุณหนูเสิ่นสายรองอย่างเงียบๆเขากลายเป็นบุรุษผู้ตกอยู่ในห้วงความอึดอัด เพราะหากปล่อยให้เรื่องดำเนินไปตามความต้องการของบิดาที่หวังดีอยากเร่งรัดวันแต่งงาน เขาจะต้องตบแต่งกับสตรีร้ายกาจผู้นั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วยังสูญเสียสตรีที่ตนเองกำลังพึงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทนรับได้อีกต่อไปแล้วด้วยความร้อนรุ่มใจที่เกรงว่าบิดาจะส่งแม่สื่อไปทาบทามและกำหนดฤกษ์มงคลโดยเร็ว แม้น้องสะใภ้รับปากจะช่วยเหลือก็เกรงว่าอาจไม่ทันการณ์ โจวอี้หยางจึงอยากปรึกษากับมารดาเพื่อหาทางออกในขณะที่บิดากำลังต้อนรับสหายขุนนางและเดินหมากกันในสวน โจวซื่อจื่อก็ใช้โอกาสนั้นไปหามารดาที่นั่งจิบชาผ่อนคลายอยู่ภายในห้องโถ
สวี่เยว่หรานใช้เวลาตลอดช่วงเช้าอยู่ภายในห้องครัวของเรือนรอง เพื่อลงมือถ่ายทอดวิธีทำอาหารและเคล็ดลับความอร่อยให้กับพ่อครัวฝีมือดีสองคนที่นางคัดเลือกไว้สำหรับเตรียมเปิดภัตตาคารใหม่กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสสูตรพิเศษลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณครัว หญิงสาวเดินไปเปิดไหดินเผาใบใหญ่ที่ปิดผนึกไว้อย่างดี ภายในบรรจุเครื่องปรุงรสสูตรลับเฉพาะที่นางผสมขึ้นเองด้วยวัตถุดิบชั้นดีและกรรมวิธีอันพิถีพิถัน นางตักเครื่องปรุงนั้นใส่ลงในกระทะตามสัดส่วนที่พอเหมาะ ก่อนจะผัดคลุกเคล้ากับวัตถุดิบต่างๆ จนเกิดเป็นกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอพ่อครัวทั้งสองยืนดูขั้นตอนการทำอย่างตั้งใจและจดจำทุกรายละเอียด เมื่ออาหารเสร็จสิ้นและถูกตักใส่จาน ทั้งสองคนก็ได้รับอนุญาตให้ทดลองชิมฝีมือของตนเองที่ทำตามคำแนะนำของฮูหยินน้อยทันทีที่อาหารรสเลิศสัมผัสปลายลิ้น พ่อครัวทั้งสองถึงกับเบิกตากว้างด้วยความทึ่งและชื่นชม รสชาติที่กลมกล่อม มีมิติ แปลกใหม่ และอร่อยล้ำไม่ซ้ำใครเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อนในเมืองหลวงเลยแม้แต่ร้านเดียว“อร่อยมาก อร่อยเหลือเกินขอรับฮูหยิน รสชาติกลมกล่อมและหอมเค
อาคารไม้ขนาดใหญ่สองชั้นตั้งอยู่บนทำเลทองย่านการค้าฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง ในยามนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อเตรียมเปิดตัวเป็นภัตตาคารแห่งใหม่ที่ผู้คนต่างจับตามองโจวอวิ๋นเฟิง ลู่เฉียน และจางซาน อดีตคุณชายเสเพลทั้งสามที่เคยขึ้นชื่อเรื่องความไม่เอาไหน พวกเขากำลังร่วมหุ้นลงทุนในกิจการภัตตาคารแห่งนี้ ทั้งสามต่างพากันเดินสำรวจตรวจสอบความเรียบร้อยภายในร้านอย่างละเอียด ตั้งแต่ห้องโถงรับรองแขกชั้นล่าง ห้องครัวเตรียมอาหารที่กว้างขวาง ไปจนถึงห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสองที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันคึกคักของท้องถนนด้านนอกได้อย่างชัดเจนคุณชายทั้งสามเดินตรวจดูโครงสร้างหลักของอาคาร พลางสลับกันออกความเห็นและปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง“โครงสร้างเดิมของอาคารหลังนี้ถือว่าแข็งแรงและคำนวณคานรับน้ำหนักเอาไว้ได้ดีมากจริงๆ พวกเราแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักอะไรเลย แค่เก็บงานรายละเอียด ขัดผิวไม้ใหม่ ตกแต่งภายในเพิ่มอีกสักนิดหน่อย เสริมโคมไฟและฉากกั้นไม้แกะสลักเข้าไปอีกนิด ภัตตาคารของเราก็จะดูหรูหรา โอ่อ่า และลงตัวสมบูรณ์แบบแล้วล่ะ” ลู่เฉียนเอ่ยขึ้น พลางใช้ม
บรรยากาศภายในห้องรับรองบนชั้นสองของร้านขายธัญพืชสกุลโจวพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ท่าทางการเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะอย่างใช้ความคิดของสวี่เยว่หราน ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจ แต่ยังกระชากวิญญาณของหลินอวี่เฉียงให้หลุดลอยไปชั่วขณะภาพท่วงท่า การวางมือ และแววตาที่เยือกเย็นลุ่มลึกยามใช้ความคิดเช่นนี้ ช่างถอดแบบพิมพ์เดียวกันออกมาจาก อดีตภรรยาผู้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาในอดีตไม่มีผิดเพี้ยนบัณฑิตหนุ่มเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ร่างกายชาวาบไปทั้งร่าง ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นแรงจนปวดหนึบ ความทรงจำเก่าๆ และความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนเขาควบคุมตัวเองไม่อยู่ ริมฝีปากแห้งผากสั่นเทา ก่อนที่เขาจะเผลอหลุดปากอุทานเรียกชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างลืมตัว“หนิงเอ๋อร์!”ท่าทางและคำเรียกขานที่หลุดออกมาจากปากของหลินอวี่เฉียงทำให้โจวอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความไม่พอใจ ชายหนุ่มจ้องมองแขกผู้ไร้มารยาทด้วยแววตาคมกริบและเต็มไปด้วยความระแวงสวี่เยว่หรานชะงักไปชั่วครู่ นางหยุดเคาะนิ้วลงทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอดีตสามีด้วยแววตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็
ในขณะที่สวี่เยว่หรานและโจวอวิ๋นเฟิงกำลังนั่งพูดคุยตรวจสอบบัญชีร่วมกันอยู่บนชั้นสอง หลงจู๊ประจำร้านก็รีบก้าวเดินขึ้นบันไดมาด้วยสีหน้าแปลกใจระคนลังเล ก่อนจะประสานมือรายงานขึ้น“เรียนคุณชายรองและฮูหยินน้อย ด้านล่างมีแขกผู้หนึ่งมาขอเข้าพบขอรับ เจ้าของร้านค้าข้าวสกุลหลิน บอกว่าธุระสำคัญบางประการที่อยากพูดคุยด้วยขอรับ”เมื่อได้ยินชื่อสกุลหลิน สวี่เยว่หรานก็ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมคู่สวยไหววูบด้วยความรู้สึกซับซ้อน แม้ว่าในตอนนี้ตัวนางจะอยู่ในร่างของสวี่เยว่หราน แต่อดีตที่นางเคยเป็นไป๋ซูหนิง และถูกครอบครัวสกุลหลินหักหลัง ก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำหญิงสาวมีความรู้สึกไม่อยากจะพบหน้าอดีตสามีไร้ค่าคนนี้ให้เสียเวลาและรกหูรกตา แต่ทว่าในขณะเดียวกัน นางก็ไม่ใช่คนที่จะเลือกหลบหนีปัญหาหรือตื่นตระหนกยามเผชิญหน้า อีกทั้งนางยังนึกอยากรู้ว่าเหตุใดอยู่ๆ บุรุษผู้โง่เขลาอย่างหลินอวี่เฉียงถึงดั้นด้นมาถึงร้านธัญพืชสกุลโจวได้เมื่อชั่งใจได้ชั่วครู่ สวี่เยว่หรานจึงตัดสินใจเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยสั่งหลงจู๊ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“จำได้ว่าครั้งก่อน เขาก็เคยมาที่ร้านเราครั้งหนึ่ง







