Masukรถม้าประจำจวนโหวเคลื่อนตัวมาถึงย่านการค้าใจกลางเมืองที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนอย่างช้าๆ ก่อนจะหยุดนิ
ยามสาย ณ ร้านขายธัญพืชสกุลโจว สวี่เยว่หรานได้นำอาหารสูตรพิเศษและขนมฝีมือของนางมาที่ร้านธัญพืช เพื่อให้ลู่เฉียนและจางซาน สหายสนิทผู้ร่วมหุ้นทำภัตตาคารกับโจวอวิ๋นเฟิง ได้ทดลองชิมรสชาติเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดร้านอาหารหน้าตาน่ารับประทานถูกจัดวางไว้อย่างประณีต คุณชายทั้งสองใช้นะตะเกียบหยิบอาหารเข้าปากลิ้มลองรสชาติ ทันทีที่เคี้ยวลงไป ทั้งสองคนก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ รสชาติที่กลมกล่อม แปลกลิ้น และอร่อยล้ำไม่เหมือนร้านใดในเมืองหลวงทำให้พวกเขาต้องอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความชื่นชม“รสชาตินี้ช่างยอดเยี่ยมและแปลกใหม่ยิ่งนัก พี่สะใภ้ ข้าไม่เคยลิ้มลองอาหารรสชาติวิเศษเช่นนี้มาก่อนเลย ท่านทำมาให้เลือก พวกเราไม่เลือกหรอก ท่านทำอะไรมาก็คงขายดีทั้งนั้น” จางซานเอ่ยชมด้วยความตื่นเต้นลู่เฉียนพยักหน้ารับเห็นพ้องด้วยแววตาเป็นประกาย “จริงอย่างที่จางซานว่า ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้ช่างเลิศล้ำ อาหารจานนี้หากนำไปขายในภัตตาคารของเรา รับรองว่าต้องเรียกแขกให้แห่กันมาอุดหนุนจนแน่นร้านแน่ๆ”หญิงสาวยิ้มรับคำชม ก่อนจะเอ่ยด้วยความเขินอาย“คุณชายทั้งสอง อย่าเรียกข้าว่าพี
เมื่อจางลี่อิงพูดจบและทรุดตัวร้องไห้ตีโพยตีพายด่าทออดีตภรรยา หลินอวี่เฉียงก็แค่นหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชตัวเองและมารดา“ท่านแม่ ท่านยังกล้าพูดคำนี้ออกมาอีกหรือ ท่านลองลืมตาดูความจริงเสียบ้างเถิด ข้าวของเครื่องใช้ที่พวกเราใช้ ยาสมุนไพรที่ท่านดื่ม หรือแม้แต่เงินทองและเรือนหลังใหม่ก่อนหน้านี้ ท่านคิดว่ามันมาจากไหนกัน มันก็มาจากความสามารถของไป๋ซูหนิงที่เป็นคนหามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของนางเองทั้งสิ้น”หลินอวี่เฉียงกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนเก่าที่ทรุดโทรม ก่อนจะหันมาตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายให้มารดาและฮูหยินคนใหม่ของตนฟังทีละคำชัดๆ“ทรัพย์สินเงินทองที่นางหามาได้ งอกเงยขึ้นมาได้ก็เพราะมันสมองและความสามารถในการค้าขายของนาง ก่อนที่นางจะแต่งเข้ามา สกุลหลินของเรามีสภาพความเป็นอยู่อย่างไรท่านแม่คงจำได้ดี เรายากจนข้นแค้นและแทบไม่มีอันจะกิน และพอนางจากเราไปด้วยความแค้น นางจะทวงคืนสิ่งที่นางหามาได้ ทวงคืนสุขภาพของท่านที่นางเฝ้าดูแล และทำให้สกุลหลินกลับมามีสภาพเหมือนก่อนมีนางเข้ามา มันก็สมควรแล้วมิใช่หรือ... บาปกรรมงั้นหรือ ใช่แล้ว นี่คือบาปกรรมที่เราทำกับนาง” ชายหนุ่มสูดหายใ
ที่เรือนพักพิงหลังเก่าของสกุลหลินมีเสียงโวยวายที่ดังระงมไม่เว้นแต่ละวัน นับตั้งแต่เหตุการณ์ความพินาศในอดีตผ่านมา หลินอวี่เฉียงผู้เคยเย่อหยิ่งและมั่นใจว่าภรรยาจะไม่มีวันทอดทิ้งตนไปไหน บัดนี้ได้สำนึกรู้ซึ้งถึงความยากลำบากของชีวิตกิจการร้านค้าข้าวของสกุลหลินที่เคยตกต่ำจนเกือบเอาตัวไม่รอด ในตอนนี้ด้วยความช่วยเหลือและการประคับประคองอย่างสุดกำลังของหลินเช่อผู้เป็นบิดา ทำให้ร้านค้าข้าวกลับมาพออยู่ตัวได้ แม้จะไม่ได้รุ่งเรืองเฟื่องฟูเหมือนในยุคที่เคยรุ่งเรืองขีดสุดที่ไป๋ซูหนิงทำเอาไว้ แต่ก็ยังพอมีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องและประคับประคองร้านให้ค้าขายต่อไปได้วันต่อวันทว่าปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เรื่องกิจการร้านค้า หากแต่เป็นความวุ่นวายภายในครอบครัวที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆในเรือนหลัง จางลี่อิงผู้เป็นมารดาเขา ซึ่งล้มป่วยเรื้อรังจากการวางหมากทิ้งเอาไว้ของไป๋ซูหนิงก่อนหายตัวไป บัดนี้อาการป่วยของนางได้หายเป็นปกติและร่างกายกลับมาแข็งแรงขึ้นทุกวันแล้ว และเมื่อร่างกายกลับมามีเรี่ยวแรงสมบูรณ์ดี สิ่งแรกที่นางนึกถึงก็คือการทวงคืนอำนาจ และการระบายความอัดอั้นตันใจที่เคยสะ
โจวอวิ๋นเฟิงกำลังนั่งตรวจดูบัญชีวัสดุและรายการอาหารสำหรับการเปิดภัตตาคารแห่งใหม่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ เมื่อเห็นภรรยาเดินเข้ามา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นระคนอยากรู้อยากเห็นทันทีชายหนุ่มรีบวางพู่กันในมือลง ลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปหาภรรยา พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น“เยว่หราน เป็นอย่างไรบ้าง ขนมตั้นเกาที่เจ้ามอบให้คุณหนูเสิ่นในงานวันเกิด พวกเขาว่าอย่างไรกันบ้าง มีคนชอบกันหรือไม่”สวี่เยว่หรานเห็นท่าทางตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยที่รอคอยคำชมของสามี นางก็อดที่จะอมยิ้มออกมาไม่ได้ นัยน์ตากลมโตฉายแววพึงพอใจ ร่างอรชรเดินเข้าไปนั่งลงที่โต๊ะน้ำชาโดยมีโจวอวิ๋นเฟิงคอยประคองดูแลไม่ห่าง“ท่านพี่วางใจได้เลย ขนมตั้นเกาฝีมือของข้าในวันนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามยิ่งนักเจ้าค่ะ ผู้คนในงานต่างพากันชื่นชอบและเอ่ยปากชมไม่ขาดปากเลยทีเดียว” สวี่เยว่หรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความภูมิใจคุณชายรองโจวได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกายด้วยความตื่นเต้นดีใจยิ่งขึ้นไปอีก เขารีบขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามย้ำด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “จริงหรือ คนในงานเขาชื่นชอบกันขนา
ในขณะเดียวกัน ภายในจวนกั๋วกงกลับไม่ได้เงียบสงบและชื่นมื่นเหมือนดั่งเช่นภายนอก ภายในห้องนอนส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างประณีตของเสิ่นซูหนาน หญิงสาวผู้เพิ่งอายุครบสิบเจ็ดเต็ม กลับเต็มไปด้วยความกดดันและความอึดอัดที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกมุมแม้ว่าในใจของนางจะเต็มไปด้วยเพลิงโทสะและความแค้นเคืองที่สุมแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา แต่นางกลับเลือกที่จะเก็บงำเรื่องราวความอับอายขายหน้าทั้งหมดในงานวันเกิดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ยอมปริปากนำเรื่องนี้ไปฟ้องบิดาหรือแม้กระทั่งท่านปู่กั๋วกงผู้เป็นที่รักของนางเลยแม้แต่น้อยเหตุผลนั้นเรียบง่ายและน่าสมเพชในเวลาเดียวกัน เสิ่นซูหนานรู้ดีแก่ใจว่า หากนางตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปฟ้องผู้ใหญ่ เพื่อให้ท่านปู่หรือบิดาช่วยทวงความยุติธรรมและแก้แค้นให้ นางจำเป็นต้องเล่าต้นสายปลายเหตุทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อความจริงปรากฏขึ้นว่า ต้นตอของความอับอายทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะตัวนางเองที่เป็นฝ่ายหาเรื่องกลั่นแกล้งเสิ่นซินหลิง แถมยังตั้งใจจะหักหน้าสวี่เยว่หรานแต่กลับพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถต่อหน้าพระพักตร์องค์หญิงเจ็ดแล้วล่ะก็ มีหวังว่านางคงจะถูกท่านปู่ตำหนิอย่างรุนแรงว่าไ
หลังจากที่สวี่เยว่หรานเอ่ยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดจบลง บรรยากาศภายในห้องหนังสือก็เงียบงันลงชั่วขณะ โจวฮูหยินรับฟังเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในงานวันเกิดของจวนกั๋วกงจนสมองรู้สึกตื้อและปวดหัวหนึบขึ้นมาทันที ความขัดแย้งระหว่างว่าที่ลูกสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเป็นสิ่งสุดท้ายที่นางอยากให้เกิดขึ้นภายในตระกูลโจวยิ่งคิดถึงนิสัยใจคอของเสิ่นซูหนานที่สะใภ้รองบรรยายมา ก็ยิ่งทำให้ฮูหยินเอกจวนโหวรู้สึกหนักใจจนหายใจไม่ทั่วท้องโจวฮูหยินยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ สีหน้าฉายแววเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด “เรื่องราวในงานคงจะอลหม่านน่าดูทีเดียว เอาเถอะ เยว่หราน เจ้ากลับไปพักผ่อนที่เรือนของเจ้าก่อนเถิด วันนี้เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว ข้าเองก็รู้สึกอ่อนเพลีย คงต้องขอตัวกลับไปพักผ่อนที่ห้องเสียหน่อยเหมือนกัน”สวี่เยว่หรานและโจวอี้หยางรีบลุกขึ้นประสานมือทำความเคารพพร้อมกันเมื่อโจวฮูหยินเดินออกไปจากห้องหนังสือแล้ว เหลือเพียงแค่พวกเขาตามลำพัง ซื่อจื่อหนุ่มจึงหันมามองหน้าน้องสะใภ้ด้วยแววตาพินิจ เขายกมือขึ้นกอดอกก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดตลกแกมกังวลเล็กน้อย“นี่น้องสะใภ้ เจ้าจงใจเล่าเร







