เข้าสู่ระบบยามดึก หลินอวี่เฉียงเดินตรงเข้ามาหาภรรยาที่กำลังนั่งอยู่ขอบเตียง ร่างสูงสวมกอดนางจากด้านหลังทันที ใบหน้าคมคายโน้มลงซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของนางด้วยความโหยหา และพยายามจะเริ่มบทสวาทตามความคุ้นเคยเดิมๆ
ไป๋ซูหนิงขยับตัวหลบเล็กน้อย นัยน์ตาคู่สวยฉายแววเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง
“ท่านพี่ วันนี้ข้าจัดการงานในร้านค้าเหนื่อยมาทั้งวัน รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวนัก เกรงว่าจะปรนนิบัติท่านพี่ในคืนนี้ไม่ได้” นางเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและราบเรียบ
ชายหนุ่มชะงักค้างไปเล็กน้อย เขากวาดสายตามองใบหน้าที่ซีดเซียวและเรียบเฉยของนาง เมื่อเห็นว่าใบหน้างามดูอ่อนล้าจริงๆ เขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเห็นใจและไม่ได้บังคับฝืนใจนาง
ร่างกำยำขยับขึ้นมานอนเคียงข้าง ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงร่างของภรรยาเข้ามากอดแนบอก แล้วเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ข้ารู้ว่าเจ้าน้อยใจและเสียใจเรื่องที่ข้ากำลังจะรับแม่นางหลิวเข้าจวน แต่เจ้าเชื่อข้าเถอะนะหนิงหนิง ที่ข้าต้องยอมรับนางเข้ามา ก็ทำไปเพื่อให้ท่านแม่สบายใจเท่านั้น ในใจของข้ามีเพียงเจ้าคนเดียว ข้าไม่ได้รักนางเลยแม้แต่น้อย เมื่อถึงเวลาข้าจะชดเชยความรู้สึกให้เจ้าอย่างแน่นอน” หลินอวี่เฉียงเอ่ยเน้นย้ำด้วยแววตาจริงจัง
ไป๋ซูหนิงนอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา ดวงตากลมโตจ้องมองออกไปที่ความมืดเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ความเย็นชาที่ฉายชัดในแววตาของนาง ทำให้หลินอวี่เฉียงรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาอย่างกะทันหันราวกับทำบางอย่างหายไปและไม่อาจนำกลับมาได้ เขารีบละล่ำละลักแก้ตัวต่อด้วยความร้อนรน
“อีกอย่างนะหนิงหนิง วันนั้นที่นางมาฟ้องท่านแม่เรื่องที่ร้านค้า... ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจหรอก ข้าเข้าใจดีว่า ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้ารักข้ามากเกินไปต่างหาก เจ้าถึงได้หึงหวงจนขาดสติและเผลอทำตัวไม่น่ารักใส่นางไปบ้าง” เขารีบหาข้ออ้างเข้าข้างภรรยา
หญิงสาวแค่นยิ้มหยันในลำคอเบาๆ ดึงสายตากลับมาสบตากับสามีด้วยแววตานิ่งสนิท “จนถึงตอนนี้ ท่านก็ยังคงปักใจเชื่อว่าทั้งหมดเป็นความผิดของข้าอยู่ดีสินะ”
หลินอวี่เฉียงชะงักไปเมื่อเจอคำพูดทิ่มแทงใจดำนั้น เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความอึดอัดใจ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเฮือกใหญ่
“หนิงหนิง... เจ้าเป็นถึงฮูหยินเอก เหตุใดเจ้าถึงไม่รู้จักใจกว้างให้มากกว่านี้เล่า การมีอนุร่วมชายคา เป็นเรื่องธรรมดาของบุรุษตระกูลใหญ่ เจ้าควรจะเข้าใจข้าสิ ไม่ใช่ว่าข้าจะทอดทิ้งเจ้าเสียหน่อย”
ไป๋ซูหนิงเม้มริมฝีปากแน่น ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับคนเห็นแก่ตัวเช่นนี้อีกต่อไป ความรู้สึกเอือมระอากัดกินจิตใจจนหมดสิ้น นางจึงตัดบทตัดความรำคาญด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้าค่ะ... ข้าเข้าใจแล้ว” กล่าวจบ ร่างอรชรก็สะบัดตัวพลิกกายหันหลังให้ทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้สามีได้เอ่ยปากพูดอะไรต่ออีก
หลินอวี่เฉียงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งกับท่าทีที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนของภรรยา ก่อนที่เขาจะขยับเข้าไปสวมกอดร่างบางจากด้านหลังอีกครั้ง คางแหลมเกยอยู่บนลาดไหล่บางของนางเหมือนอย่างที่ชอบทำ น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยกระซิบข้างใบหูด้วยความอาลัยอาวรณ์
“นอนเถอะนะหนิงหนิง ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็รักเจ้าที่สุด”
ในความมืดมิด หญิงสาวหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้น้ำตาที่ไร้ความหมายหยดหนึ่งไหลรินผ่านหางตาลงสู่หมอน แม้จะตัดใจได้แล้ว แต่ความผูกพันที่เคยมีก็ทำให้นางอดหลั่งน้ำตาไม่ได้
‘รักที่สุดงั้นหรือ ช่างน่าขันสิ้นดี’ ไป๋ซูหนิงคิดในใจอย่างเย้ยหยัน
นางไม่ได้ต้องการให้เขารักนางที่สุด แต่นางต้องการให้เขารักนางคนเดียว แต่ในเมื่อบุรุษผู้นี้ไม่สามารถมอบความซื่อสัตย์เพียงหนึ่งเดียวให้นางได้ นับจากนี้เป็นต้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างเขากับนาง ก็ไม่มีความหมายใดหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
**********************
ยามเช้า นับถอยหลังอีกสามวัน ไป๋ซูหนิงกำลังยืนทำหน้าที่ปรนนิบัติสามี จัดการความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายให้แก่เขาเช่นทุกวันที่ผ่านมา มือเรียวบรรจงจัดสาบเสื้อผ้าแพรเนื้อดีและผูกสายคาดเอวอย่างคล่องแคล่วและประณีต
หลินอวี่เฉียงก้มลงมองใบหน้าของภรรยาที่ดูซีดเซียวและอ่อนล้า คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่านางยังอยู่ในชุดนอนตัวหลวม ไม่ได้แต่งตัวเตรียมตัวออกไปข้างนอกเหมือนทุกครา จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความสงสัย
“หนิงหนิง เหตุใดเจ้าจึงยังไม่รีบแต่งตัวอีกเล่า ท่านพ่อกับท่านแม่กำลังรอพวกเราอยู่ที่ห้องโถงใหญ่เพื่อร่วมรับประทานมื้อเช้าพร้อมหน้ากัน รีบไปแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวท่านแม่จะตำหนิเอาได้” เขาจ้องมองภรรยาด้วยแววตาห่วงใยเจือตำหนิเล็กน้อย
ไป๋ซูหนิงหยุดมือที่กำลังจัดเสื้อผ้าให้สามีลงช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาด้วยแววตาสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ท่านพี่... ร่างกายของข้ายังรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก เกรงว่าจะแพร่เชื้อไข้หวัดไปสู่ท่านพ่อท่านแม่เข้า เช้านี้ข้าคงร่วมโต๊ะด้วยไม่ได้ ขอตัวนอนพักผ่อนอยู่ในห้องนี้ก่อนเถอะเจ้าค่ะ สายๆ หน่อย เมื่ออาการดีขึ้น ข้าถึงจะออกไปจัดการสะสางร้านค้าข้าวสารต่อ”
ผู้เป็นสามีชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำอธิบายนั้น เขากวาดสายตามองสำรวจใบหน้าซีดเซียวของภรรยา ความกังวลใจผุดขึ้นมาในแววตาของบัณฑิตหนุ่ม หลินอวี่เฉียงพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยความเห็นใจ โดยไม่ทันเอะใจเลยแม้แต่น้อยว่าทั้งหมดเป็นเพียงการแสดงละครฉากหนึ่งของนาง
“เช่นนั้นก็ดี เจ้าควรพักผ่อนดูแลตัวเองให้มากๆ เสียบ้าง ช่วงนี้งานในจวนและร้านค้าคงทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อยเกินไปแล้ว” หลินอวี่เฉียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนที่ร่างสูงจะก้าวเข้าไปสวมกอดร่างเล็กไว้แนบอก ฝังปลายจมูกลงบนเรือนผมนุ่มสลวยของนางเพื่อสูดดมความหอม ก่อนจะผละตัวออกแล้วกล่าวลา
“ข้าต้องไปก่อนล่ะ เดี๋ยวสายๆ จะแวะกลับมาดูอาการ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อย่ากังวลเรื่องของข้าจนเสียงานเลย” ไป๋ซูหนิงยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดนั้นโดยไม่ได้ขัดขืน ใบหน้างดงามยังคงเรียบเฉย
กระทั่งร่างของสามีเดินลับสายตาและประตูห้องถูกปิดลง รอยยิ้มเย็นชาและแววตาสมเพชจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
**********************
ยามสาย ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านค้าธัญพืชสกุลโจว ลู่เฉียนและจางซานสหายสนิททั้งสองคนมาถึงก็ถูกเชิญขึ้นมาที่ห้องรับรองทันที“คุณชายลู่ คุณชายจาง” นางเอ่ยทักทายเสียงหวานพร้อมก้มศีรษะให้เล็กน้อย ตามศักดิ์แล้วนางเป็นสะใภ้จวนโหว ทั้งสองควรเป็นคนที่คารวะทักทายนางก่อนเสียด้วยซ้ำ“พี่สะใภ้ เกรงใจไปแล้ว” จางซานเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มกว้างตามนิสัยร่าเริง เรียกภรรยาของสหายอย่างให้เกียรติ ส่วนลู่เฉียนพยักหน้ารับและประสานมือยิ้มให้อย่างสุภาพ“พี่สะใภ้อะไรกันเล่า” โจวอวิ๋นเฟิงเอามือลูบท้ายทอยด้วยความเขินอาย ที่สหายเรียกภรรยาตนอย่างให้เกียรติ และเป็นการให้เกียรติผู้เป็นสามีเช่นตนไปด้วย ว่าทั้งคู่นับถือเขา“เรียกพี่สะใภ้ถูกแล้ว” ลู่เฉียนกล่าวพลางหัวเราะ“ตามสบายเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ข้าตั้งใจทำอาหารมาให้พวกท่านได้ลองชิมกันดู เพื่อนำมาปรึกษาหารือเรื่องอาหารจานเด็ดประจำภัตตาคารของเรา” สวี่เยว่หรานกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นกันเองหลังจากนั่งลงประจำที่ สวี่เยว่หรานก็กวาดสายตามองชายหนุ่มทั้งสามก่อนจะเริ่มเป
ยามบ่าย สาวใช้ที่สวี่เยว่หรานส่งตัวออกไปสืบข่าวเรื่องของตระกูลรองของเสิ่นกั๋วกง ก็รีบเร่งฝีเท้ากลับมารายงานถึงข้อมูลเชิงลึกที่ไปสืบมาได้ทั้งหมดทันทีตามข้อมูลที่เสี่ยวหลินรายงาน ตระกูลเสิ่นในเมืองหลวงนั้น แท้จริงแล้วถูกแบ่งออกเป็นสองสายใหญ่ๆ แม้จะใช้สกุลเดียวกันและพำนักอยู่ใกล้ชิดกันในย่านขุนนางชั้นสูง ทว่ากลับมีการแยกบ้านออกจากกันอย่างเป็นทางการอย่างชัดเจนในส่วนของจวนกั๋วกงสายหลัก เป็นที่พำนักของเสิ่นกั๋วกงผู้นำตระกูล ร่วมกับบุตรชายคนโต เสิ่นผิงเฟย ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง ซึ่งเป็นบิดาแท้ๆ ของเสิ่นซูหนานคุณหนูผู้เอาแต่ใจนั่นเอง ทางสายหลักนี้กุมอำนาจและผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของตระกูลไว้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการสืบทอดบรรดาศักดิ์กั๋วกงต่อไปในอนาคตส่วนอีกสายหนึ่งคือจวนสายรอง ซึ่งได้ทำการแยกบ้านออกมาตามธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูลใหญ่ เมื่อบุตรชายเติบโตและต่างคนต่างมีหน้าที่การงานใหญ่โตจนเรือนเดิมเริ่มคับแคบ การแยกบ้านนี้มิได้เกิดจากความบาดหมางหรือการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงสมบัติแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะความเหมาะสมตามสถานะจวนสายรองนี
ภายในห้องนอนยามค่ำคืน โจวอวิ๋นเฟิงในวัยสิบเก้าปี ทอดกายเอนหลังพิงหัวเตียงด้วยท่าทีผ่อนคลาย หลังจากผ่านพ้นเรื่องราววุ่นวายภายนอกมาทั้งวัน ในขณะที่ภรรยาของเขากลับยังคงนั่งขมวดคิ้วอยู่ปลายเตียง สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิดอย่างหนัก“เกิดอะไรขึ้น ฮูหยินของข้าจึงทำหน้าเครียดเช่นนั้น วันนี้ไม่ได้ออกไปดูร้านค้าวันเดียว เจ้าอย่าเป็นห่วงนักเลย ผู้ดูแลร้านค้าเองก็มีฝีมือและวางใจได้ไม่น้อย”“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกเจ้าค่ะ” นางถอนหายใจออกมา ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่สาวใช้คนสนิทไปพบเจอมาที่ร้านอาหารให้โจวอวิ๋นเฟิงฟังอย่างละเอียด ทั้งพฤติกรรมอันเย่อหยิ่งจองหอง และชอบใช้อำนาจรังแกผู้อื่นของเสิ่นซูหนาน ซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงคู่หมั้นหมายของโจวอี้หยางโจวอวิ๋นเฟิงถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ เมื่อฟังจบ เขายกมือขึ้นลูบศีรษะภรรยาเบาๆ อย่างปลอบโยน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“เรื่องนี้ข้าเองก็เคยได้ยินมาเช่นกัน แต่เยว่หราน... การจะถอนหมั้นกับตระกูลกั๋วกงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย ใครต่างก็รู้ว่าตระกูลเสิ่นมีอิทธิพลมากเพียงใดในราชสำนัก ยิ่งไปกว่
เสียงจอแจภายในภัตตาคารชื่อดังกลางเมืองหลวงที่ฟังดูคึกคักยิ่ง กลับต้องสะดุดลงด้วยเสียงโวยวายแหลมสูงที่ดังแทรกขึ้นมาเหนือเสียงพูดคุยทั้งปวงฟู่หลิงที่ได้รับมอบหมายให้ออกมาสำรวจตลาดและหาข้อมูลอาหารจานยอดนิยมตามคำสั่งของผู้เป็นนาย กำลังนั่งรอขนมที่แสร้งสั่งกลับจวนเพื่อนั่งสำรวจข้อมูล ในขณะที่ส่งสาวใช้อีกคนไปสืบข้อมูลของร้านอื่นนางกวาดสายตาจดบันทึกราคาและรายการอาหารที่ขายดีที่สุดในร้านลงในสมุดเล่มเล็ก ทว่าสายตากลับต้องเบนไปหยุดอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวใหญ่ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นร่างระหงในชุดอาภรณ์ผ้าแพรปักลายหงส์สีสดใสกำลังยืนเท้าสะเอว เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโสและไม่ยอมใคร เสิ่นซูหนาน หรือที่ผู้คนในละแวกนั้นต่างรู้จักกันดีในฐานะหลานสาวของเสิ่นกั๋วกง กำลังใช้นิ้วเรียวชี้หน้าเถ้าแก่เจ้าของร้านและลูกค้าโต๊ะข้างๆ ที่มาถึงก่อน นางกรีดร้องด้วยความไม่พอใจเนื่องจากโต๊ะริมหน้าต่างตัวที่ดีที่สุดถูกลูกค้ากลุ่มอื่นแย่งชิงไปก่อนหน้า“พวกเจ้าหูหนวกกันหมดหรืออย่างไร ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร” หญิงสาววัยสิบหกย่างสิบเจ็
ภายในห้องโถงของเรือนรอง ฟู่หลิงวิ่งกระหืดกระหอบกลับเข้ามาด้วยใบหน้าที่ยังคงตื่นตระหนกไม่หาย“เกิดอะไรขึ้นหรือฟู่หลิง เหตุใดเจ้าจึงดูตื่นตระหนกนัก” สวี่เยว่หรานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความสงสัยสาวใช้สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนจะรีบรายงานเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ฟังมาจากคนขับรถม้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฮูหยินเจ้าคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะเมื่อครู่นี้บ่าวเห็นรถม้าของโจวฮูหยินกลับมาถึงจวนด้วยบรรยากาศที่อึมครึม บ่าวจึงไปสอบถามคนขับรถม้ามา ได้ความว่า... วันนี้โจวฮูหยินเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่ตระกูลหลี่ เพื่อไปเจรจาขอร้องให้ใต้เท้าหลี่เลิกยุ่งเกี่ยวกับคุณชายรอง แต่ทางตระกูลหลี่กลับไม่ยอม โจวฮูหยินจึงหมดความอดทนและประกาศแตกหักกับตระกูลหลี่ต่อหน้าทุกคน เพื่อปกป้องคุณชายรองเจ้าค่ะ”สิ้นเสียงรายงานของสาวใช้ สะใภ้รองจวนโหวถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ทว่านางกลับไม่ได้รู้สึกตกใจหรือหวาดกลัวอย่างที่คิด ตรงกันข้าม ภายในอกกลับรู้สึกวูบไหวและเต็มไปด้วยความตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกสวี่เยว่หรานทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทิศทางที่ตั้งของเรือนหล
ภายในเรือนรอง สวี่เยว่หรานกำลังนั่งใช้ความคิดอย่างจดจ่ออยู่เบื้องหน้ากระดาษแผ่นใหญ่ นางกำลังร่างรายการอาหารและสูตรลับเฉพาะสำหรับนำไปใช้ในภัตตาคารแห่งใหม่ที่นางและสามีเพิ่งตกลงร่วมทุนกับสหายสนิททั้งสองสำหรับหญิงสาวผู้มาจากโลกอนาคต คลังความรู้เรื่องอาหารในหัวของนางนั้นมากมายยิ่งนัก ทว่าการจะนำอาหารยุคปัจจุบันมาประยุกต์ให้เข้ากับรสนิยมและการบริโภคของคนในยุคโบราณนั้น จำเป็นต้องมีการคัดสรรและปรับรสชาติให้มีความกลมกล่อมลงตัวมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นของว่างทานเล่นกับสุรา อาหารจานหลักรสชาติจัดจ้าน หรือแม้แต่ซุปบำรุงร่างกายที่เคี่ยวจนหอมกรุ่น ทุกเมนูล้วนถูกคัดมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อเปิดร้านแล้ว จะต้องสร้างความตื่นตะลึงให้กับแขกเหรื่อทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างแน่นอนหลังจากทบทวนรายการอาหารในกระดาษจนพอใจแล้ว มือเรียวของนางก็วางพู่กันลง หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิทที่ยืนคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ไม่ห่าง“ฟู่หลิง เจ้าเข้ามานี่สิ”สาวใช้หน้าตาหมดจดและท่าทางคล่องแคล่วรีบก้าวเข้ามาประสานมือรับคำทันที “เจ้าค่ะฮูหยิน มีสิ่งใดจ







