LOGINหลังจากร่างของหลินอวี่เฉียงลับสายตาไป ไป๋ซูหนิงที่ยืนนิ่งสงบมาตลอดพลันผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ท่ามกลางความว่างเปล่าภายในห้อง จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มใสแต่ราบเรียบดังขึ้นในโสตประสาทของหญิงสาว เป็นเสียงของระบบช่วยเหลือที่ผูกจิตอยู่กับนางตลอดหลายปีที่ผ่านมา
[โฮสต์ดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดจนเกือบเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว แสดงชัดเจนว่าตัดสินใจเด็ดขาดที่จะตัดใจและจากไปจากสกุลหลินอย่างแน่นอน แต่ทำไมยามที่อยู่ต่อหน้าเขา โฮสต์ยังคงยอมให้เขาสวมกอด ยอมปรนนิบัติแต่งตัวให้อย่างอ่อนโยน หรือแม้แต่เอ่ยวาจาอ่อนข้อให้เช่นนั้นอีก หรือว่าโฮสต์จะเปลี่ยนใจในภายหลัง]
เสียงของระบบเอ่ยขึ้นด้วยความเคลือบแคลงใจ
ไป๋ซูหนิงแค่นยิ้มเย็นชาในลำคอ นางก้าวเดินไปหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างใจเย็น ดวงตากลมเจ้าเล่ห์เกินกว่าที่ใครจะคาดเดา
“ข้าผ่านการอ่านนิยายมานับไม่ถ้วนแล้ว เจ้าคิดว่าการจากไปแบบไหนกันเล่า ที่จะทำให้คนข้างหลังเจ็บปวดและทรมานมากที่สุด” ไป๋ซูหนิงตอบกลับระบบในห้วงความคิดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
ระบบชะงักไปครู่หนึ่งราวกับกำลังประมวลผล
[แบบไหนกันล่ะ]
ไป๋ซูหนิงแย้มยิ้มเย้ยหยัน
“ไม่ใช่การหนีไปทั้งที่ยังโกรธเกรี้ยว หรือการทิ้งคำด่าทอไว้ให้พวกเขาจำหรอก การจะทำให้คนเห็นแก่ตัวพวกนั้นทรมานจนแทบกระอักเลือด คือการทำดีกับพวกเขาให้ถึงที่สุด ให้พวกเขาตายใจ คิดว่าข้าคือภรรยาที่อ่อนแอ ยอมจำนน รังแกง่าย และสามารถควบคุมหรือบงการได้ดั่งใจนึก” หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด
“ข้ากำลังทำให้พวกเขาย่ามใจ ให้พวกเขามั่นใจว่า ไม่ว่าพวกเขาจะทำร้ายจิตใจข้าสักแค่ไหน ข้าก็ไม่มีวันหนีไปไหนพ้น และเมื่อใดที่ทุกอย่างกลับตาลปัตร เมื่อถึงวันที่ความจริงเปิดเผย แล้วพวกเขาพบว่าข้าไม่ได้อ่อนแอและโง่เขลาอย่างที่เคยคิด ตอนนั้นแหละ คือวันที่พวกเขาจะคลั่งจนสติแตก และจมดิ่งสู่ความพินาศ”
ไป๋ซูหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มงดงามแต่งแต้มด้วยความสะใจ
[อื้อหือ...] ระบบส่งเสียงอุทานในหัวของนางอย่างตกตะลึง ก่อนจะกล่าวเสียงอ่อย
[โฮสต์ ช่างใจร้ายและเจ้าเล่ห์เสียจริง]
ไป๋ซูหนิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววประชดประชันกลับไปในทันที
“ข้าเนี่ยนะใจร้าย ระบบ... เจ้าต่างหากล่ะที่ใจร้ายที่สุด ส่งข้าทะลุมิติมาทำภารกิจบ้าๆ บอๆ ในยุคสมัยที่บุรุษสามารถตบแต่งอนุภรรยาได้อย่างอิสรเสรีเช่นนี้ ให้มาทนร่วมหอลงโรงกับคนมักมากและเห็นแก่ตัว”
หญิงสาวถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเหนื่อยหน่ายในโชคชะตาที่ระบบมอบให้ ภารกิจบีบบังคับให้ต้องตามหาบุรุษผู้มีรักเดียวใจเดียว ในโลกที่ชายเป็นใหญ่เช่นนี้ หากนางไม่เข้มแข็งพอและใช้วิธีการมัดใจบุรุษ รวมไปถึงการใช้ทักษะทางธุรกิจทำให้สกุลหลินเติบโต นางคงต้องตรอมใจตายอยู่ในจวนตระกูลหลินแห่งนี้อย่างน่าสมเพชไปนานแล้ว
ระบบนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งราวกับจนด้วยถ้อยคำจะเถียง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามหน้าที่
[เข้าใจแล้ว เช่นนั้น ขออวยพรให้แผนการของโฮสต์ในอีกสามวันข้างหน้า ดำเนินไปอย่างราบรื่นและงดงามก็แล้วกัน]
ไป๋ซูหนิงไม่ได้ตอบอะไรกลับไปอีก นางเพียงแค่หลับตาลงช้าๆ ซึมซับความเงียบงันที่อัดแน่นอยู่ในอก
‘อีกแค่สามวันเท่านั้น... ละครฉากใหญ่ที่ข้าสร้างขึ้นมา จะเปิดฉากให้พวกมันได้รู้ซึ้งถึงความหายนะที่แท้จริง’ นางคิดในใจอย่างแน่วแน่
ทว่าความสงบสุขนั้นกลับอยู่ได้ไม่นานนัก เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงช่วงสาย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่ด้านนอก ก่อนที่ประตูห้องของไป๋ซูหนิงจะถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้มารยาท
สาวใช้คนสนิทของจางลี่อิงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึงและแววตาหยิ่งผยอง นางส่งเสียงเชิดใส่ทันที
“ฮูหยินน้อย รีบตามข้าไปที่ห้องโถงบรรพชนเดี๋ยวนี้ ท่านฮูหยินรออยู่”
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย แสร้งทำเป็นตื่นตระหนกและหวาดกลัว นางถูกสาวใช้สองคนตรงเข้ามาประกบซ้ายขวาแล้วออกแรงฉุดกระชากบังคับให้เดินตามออกไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ได้ปฏิเสธแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงห้องโถงบรรพชน หลินฮูหยินผู้เป็นแม่สามีตวัดสายตามองมาที่ไป๋ซูหนิงด้วยความชิงชัง ข้างกายมีหลิวจื่อหยายืนก้มหน้าทำทีน่าสงสารอยู่ไม่ห่าง
“ไป๋ซูหนิง เจ้ามันมารยาพันเล่ห์นัก ทั้งที่ข้าบอกเจ้าแล้วว่าวันนี้ให้เปิดคลังเตรียมสินสอดที่จะให้จื่อหยาให้พร้อม แต่กลับมาแสร้งป่วย แกล้งสำออยเพื่อเรียกร้องความสนใจ คิดว่าข้าดูไม่ออกหรือไงว่าเจ้ากำลังเล่นละครตบตา”
ไป๋ซูหนิงแสร้งทำเป็นตัวสั่นเทา ดวงตากลมโตคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตา ใบหน้าซีดเซียวแสดงความตื่นกลัวอย่างน่าสงสาร นางทรุดตัวลงคุกเข่าลงกับพื้นห้องโถงที่เย็นเยียบ เอ่ยปากอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ท่านแม่ ข้าเปล่านะเจ้าคะ ข้าป่วยจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะ...”
“หุบปากซะ!” หลินฮูหยินตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด ไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น
“คนเห็นแก่ตัวเช่นเจ้า ไม่สมควรได้รับการให้อภัย คิดจะใช้วิธีสกปรกมาขัดขวางงานมงคลของตระกูลหลินงั้นหรือ ฝันไปเถอะ! คุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่นี่ซะ แล้วภายในพรุ่งนี้ นำสินสอดเตรียมให้พร้อม ข้าจะยกเป็นสินเดิมให้แก่นาง”
กล่าวจบ จางลี่อิงก็โบกมือสั่งการเสียงดัง “พวกเจ้าจัดการขังไว้ อย่าให้ใครหน้าไหนปล่อยตัวนางออกมาเด็ดขาด”
บ่าวรับใช้ลากตัวไป๋ซูหนิงเข้าไปในห้อง นางจึงแสร้งทำเป็นดิ้นรนขัดขืนเล็กน้อย ก่อนจะยอมปล่อยให้พวกเขาผลักไสเข้าไปขังไว้ในห้องโถงบรรพชนด้านในสุด ประตูไม้บานใหญ่ถูกปิดกระแทกอย่างแรง ตามด้วยเสียงโซ่เหล็กหนาที่ถูกนำมาคล้องปิดจนแน่นหนาจากด้านนอก
เสียงฝีเท้าและเสียงต่อว่าด่าทอค่อยๆ ห่างออกไป จนกระทั่งทั่วทั้งห้องโถงบรรพชนกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
ภายในห้องที่มืดสลัวและมีกลิ่นธูปคละคลุ้ง ไป๋ซูหนิงที่เมื่อครู่ยังนั่งคุกเข่าด้วยท่าทางน่าเวทนา ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ใบหน้าที่เคยซีดเซียวและเปื้อนคราบน้ำตาแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัวหรือความเสียใจใดๆ ทั้งสิ้น
นางกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงบรรพชนที่มีป้ายวิญญาณบรรพบุรุษตั้งเรียงราย ก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะหมู่บูชาที่มีเครื่องเซ่นไหว้ ผลไม้สดและขนมมงคลวางเรียงรายอยู่เพียบ
มือเรียวหยิบผลสาลี่ลูกโตขึ้นมาจากถาดเซ่นไหว้ ใช้แขนเสื้อเช็ดเบาๆ แล้วกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะเดินสำรวจรอบห้องแล้วพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มเยาะ
“มีที่ไหน แม่สามีให้สินเดิมกับสะใภ้... แถมจะแต่งเข้าในอีกไม่กี่วันเจ้าสาวก็ยังเสนอหน้ามาบ้านฝ่ายชายไม่หยุด”
นางเดินไปหยิบขนมเซ่นไหว้ขึ้นมา พร้อมทั้งจิบสุราเซ่นไหว้ที่วางอยู่ในห้องนั้น
“วันนี้ข้ากำลังขี้เกียจไม่อยากออกไปสะสางบัญชีหรือขายข้าวหาเงินให้พวกเจ้าพอดี ได้มานอนกินขนมเล่นในนี้ ก็นับว่าไม่เลว”
**********************
กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารมื้อค่ำถูกจัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน โจวอวิ๋นเฟิงและสวี่เยว่หรานนั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเงียบสงบ โดยมีเสิ่นชิงหรูนั่งร่วมโต๊ะด้วย และเอ่ยชมอาหารแปลกลิ้นที่ลูกสะใภ้ทำไม่หยุดทว่าในระหว่างที่กำลังคีบอาหารเข้าปาก หญิงสาวก็คล้ายกับนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ นางจึงวางตะเกียบลงเบาๆ แล้วหันไปสบตากับผู้เป็นสามีด้วยแววตารอบคอบ“ท่านพี่ เจ้าค่ะ...” สวี่เยว่หรานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดึงความสนใจของทุกคนบนโต๊ะให้หันมามอง“เรื่องการเปิดภัตตาคารรสเลิศล้ำ นอกจากเรื่องทำเลและสูตรอาหารแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยคือ การบริหารคนเจ้าค่ะ โดยเฉพาะบรรดาพ่อครัวแม่ครัวที่เรากำลังจะรับเข้ามาทำงาน หากพวกเขาเรียนรู้สูตรอาหารของเราไปแล้ว วันหนึ่งเกิดถูกซื้อตัวหรือแอบนำสูตรลับเหล่านี้ไปเปิดร้านแข่งเสียเอง กิจการของเราย่อมได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงแน่นอนเจ้าค่ะ”โจวอวิ๋นเฟิงพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้องทันที ดวงตาคมฉายแววครุ่นคิด “เจ้าพูดมีเหตุผล คนเรามักเห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า หากมีคู่แข่งรายอื่นกล้าทุ่มเงินก้อ
หลังจากที่ลู่เฉียนและจางซานได้ลิ้มลองรสชาติอาหารอันแปลกใหม่และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ฝีมือของสวี่เยว่หรานจนหมดเกลี้ยงทุกจาน บรรยากาศภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านค้าธัญพืชก็เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังแห่งความฮึกเหิม ทุกคนต่างรู้ดีว่าก้าวแรกในการสร้างชื่อเสียงให้กับกิจการร่วมทุนครั้งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างงดงามแล้วเมื่อความประทับใจผ่านพ้นไป โจวอวิ๋นเฟิงจึงผายมือเชิญสหายทั้งสองเข้าสู่การหารือวาระสำคัญถัดไป นั่นคือการเลือกสรรทำเลที่ตั้งและชื่อของภัตตาคารแห่งใหม่“ในเมื่อรสชาติอาหารผ่านการทดสอบและเป็นที่ยอมรับของพวกเราทุกคนแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่เราต้องรีบจัดการให้เป็นรูปเป็นร่างโดยเร็วก็คือเรื่องของทำเลที่ตั้งและชื่อร้าน” โจวอวิ๋นเฟิงเอ่ยเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงจริงจังและคล่องแคล่วลู่เฉียนพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้อง มือหนายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะเอ่ยข้อมูลที่ตนเองไปสำรวจขึ้นมา“เรื่องทำเลร้าน ข้าได้ลองตระเวนสำรวจดูทั่วเมืองหลวงมาแล้ว อาคารขนาดใหญ่หลังเก่าบริเวณย่านการค้าฝั่งประตูตะวันออกของเมืองหลวงเพิ่งจะปิดกิจการและประกาศปล่อยเช่ารวมถึงขายขาด เดิมทีสถานที่แห่งนั้นเคยเ
ยามสาย ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านค้าธัญพืชสกุลโจว ลู่เฉียนและจางซานสหายสนิททั้งสองคนมาถึงก็ถูกเชิญขึ้นมาที่ห้องรับรองทันที“คุณชายลู่ คุณชายจาง” นางเอ่ยทักทายเสียงหวานพร้อมก้มศีรษะให้เล็กน้อย ตามศักดิ์แล้วนางเป็นสะใภ้จวนโหว ทั้งสองควรเป็นคนที่คารวะทักทายนางก่อนเสียด้วยซ้ำ“พี่สะใภ้ เกรงใจไปแล้ว” จางซานเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มกว้างตามนิสัยร่าเริง เรียกภรรยาของสหายอย่างให้เกียรติ ส่วนลู่เฉียนพยักหน้ารับและประสานมือยิ้มให้อย่างสุภาพ“พี่สะใภ้อะไรกันเล่า” โจวอวิ๋นเฟิงเอามือลูบท้ายทอยด้วยความเขินอาย ที่สหายเรียกภรรยาตนอย่างให้เกียรติ และเป็นการให้เกียรติผู้เป็นสามีเช่นตนไปด้วย ว่าทั้งคู่นับถือเขา“เรียกพี่สะใภ้ถูกแล้ว” ลู่เฉียนกล่าวพลางหัวเราะ“ตามสบายเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ข้าตั้งใจทำอาหารมาให้พวกท่านได้ลองชิมกันดู เพื่อนำมาปรึกษาหารือเรื่องอาหารจานเด็ดประจำภัตตาคารของเรา” สวี่เยว่หรานกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นกันเองหลังจากนั่งลงประจำที่ สวี่เยว่หรานก็กวาดสายตามองชายหนุ่มทั้งสามก่อนจะเริ่มเป
ยามบ่าย สาวใช้ที่สวี่เยว่หรานส่งตัวออกไปสืบข่าวเรื่องของตระกูลรองของเสิ่นกั๋วกง ก็รีบเร่งฝีเท้ากลับมารายงานถึงข้อมูลเชิงลึกที่ไปสืบมาได้ทั้งหมดทันทีตามข้อมูลที่เสี่ยวหลินรายงาน ตระกูลเสิ่นในเมืองหลวงนั้น แท้จริงแล้วถูกแบ่งออกเป็นสองสายใหญ่ๆ แม้จะใช้สกุลเดียวกันและพำนักอยู่ใกล้ชิดกันในย่านขุนนางชั้นสูง ทว่ากลับมีการแยกบ้านออกจากกันอย่างเป็นทางการอย่างชัดเจนในส่วนของจวนกั๋วกงสายหลัก เป็นที่พำนักของเสิ่นกั๋วกงผู้นำตระกูล ร่วมกับบุตรชายคนโต เสิ่นผิงเฟย ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง ซึ่งเป็นบิดาแท้ๆ ของเสิ่นซูหนานคุณหนูผู้เอาแต่ใจนั่นเอง ทางสายหลักนี้กุมอำนาจและผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของตระกูลไว้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการสืบทอดบรรดาศักดิ์กั๋วกงต่อไปในอนาคตส่วนอีกสายหนึ่งคือจวนสายรอง ซึ่งได้ทำการแยกบ้านออกมาตามธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูลใหญ่ เมื่อบุตรชายเติบโตและต่างคนต่างมีหน้าที่การงานใหญ่โตจนเรือนเดิมเริ่มคับแคบ การแยกบ้านนี้มิได้เกิดจากความบาดหมางหรือการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงสมบัติแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะความเหมาะสมตามสถานะจวนสายรองนี
ภายในห้องนอนยามค่ำคืน โจวอวิ๋นเฟิงในวัยสิบเก้าปี ทอดกายเอนหลังพิงหัวเตียงด้วยท่าทีผ่อนคลาย หลังจากผ่านพ้นเรื่องราววุ่นวายภายนอกมาทั้งวัน ในขณะที่ภรรยาของเขากลับยังคงนั่งขมวดคิ้วอยู่ปลายเตียง สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิดอย่างหนัก“เกิดอะไรขึ้น ฮูหยินของข้าจึงทำหน้าเครียดเช่นนั้น วันนี้ไม่ได้ออกไปดูร้านค้าวันเดียว เจ้าอย่าเป็นห่วงนักเลย ผู้ดูแลร้านค้าเองก็มีฝีมือและวางใจได้ไม่น้อย”“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกเจ้าค่ะ” นางถอนหายใจออกมา ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่สาวใช้คนสนิทไปพบเจอมาที่ร้านอาหารให้โจวอวิ๋นเฟิงฟังอย่างละเอียด ทั้งพฤติกรรมอันเย่อหยิ่งจองหอง และชอบใช้อำนาจรังแกผู้อื่นของเสิ่นซูหนาน ซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงคู่หมั้นหมายของโจวอี้หยางโจวอวิ๋นเฟิงถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ เมื่อฟังจบ เขายกมือขึ้นลูบศีรษะภรรยาเบาๆ อย่างปลอบโยน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“เรื่องนี้ข้าเองก็เคยได้ยินมาเช่นกัน แต่เยว่หราน... การจะถอนหมั้นกับตระกูลกั๋วกงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย ใครต่างก็รู้ว่าตระกูลเสิ่นมีอิทธิพลมากเพียงใดในราชสำนัก ยิ่งไปกว่
เสียงจอแจภายในภัตตาคารชื่อดังกลางเมืองหลวงที่ฟังดูคึกคักยิ่ง กลับต้องสะดุดลงด้วยเสียงโวยวายแหลมสูงที่ดังแทรกขึ้นมาเหนือเสียงพูดคุยทั้งปวงฟู่หลิงที่ได้รับมอบหมายให้ออกมาสำรวจตลาดและหาข้อมูลอาหารจานยอดนิยมตามคำสั่งของผู้เป็นนาย กำลังนั่งรอขนมที่แสร้งสั่งกลับจวนเพื่อนั่งสำรวจข้อมูล ในขณะที่ส่งสาวใช้อีกคนไปสืบข้อมูลของร้านอื่นนางกวาดสายตาจดบันทึกราคาและรายการอาหารที่ขายดีที่สุดในร้านลงในสมุดเล่มเล็ก ทว่าสายตากลับต้องเบนไปหยุดอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวใหญ่ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นร่างระหงในชุดอาภรณ์ผ้าแพรปักลายหงส์สีสดใสกำลังยืนเท้าสะเอว เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งยโสและไม่ยอมใคร เสิ่นซูหนาน หรือที่ผู้คนในละแวกนั้นต่างรู้จักกันดีในฐานะหลานสาวของเสิ่นกั๋วกง กำลังใช้นิ้วเรียวชี้หน้าเถ้าแก่เจ้าของร้านและลูกค้าโต๊ะข้างๆ ที่มาถึงก่อน นางกรีดร้องด้วยความไม่พอใจเนื่องจากโต๊ะริมหน้าต่างตัวที่ดีที่สุดถูกลูกค้ากลุ่มอื่นแย่งชิงไปก่อนหน้า“พวกเจ้าหูหนวกกันหมดหรืออย่างไร ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร” หญิงสาววัยสิบหกย่างสิบเจ็







