เข้าสู่ระบบหลังจากร่างของหลินอวี่เฉียงลับสายตาไป ไป๋ซูหนิงที่ยืนนิ่งสงบมาตลอดพลันผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ท่ามกลางความว่างเปล่าภายในห้อง จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มใสแต่ราบเรียบดังขึ้นในโสตประสาทของหญิงสาว เป็นเสียงของระบบช่วยเหลือที่ผูกจิตอยู่กับนางตลอดหลายปีที่ผ่านมา
[โฮสต์ดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดจนเกือบเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว แสดงชัดเจนว่าตัดสินใจเด็ดขาดที่จะตัดใจและจากไปจากสกุลหลินอย่างแน่นอน แต่ทำไมยามที่อยู่ต่อหน้าเขา โฮสต์ยังคงยอมให้เขาสวมกอด ยอมปรนนิบัติแต่งตัวให้อย่างอ่อนโยน หรือแม้แต่เอ่ยวาจาอ่อนข้อให้เช่นนั้นอีก หรือว่าโฮสต์จะเปลี่ยนใจในภายหลัง]
เสียงของระบบเอ่ยขึ้นด้วยความเคลือบแคลงใจ
ไป๋ซูหนิงแค่นยิ้มเย็นชาในลำคอ นางก้าวเดินไปหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างใจเย็น ดวงตากลมเจ้าเล่ห์เกินกว่าที่ใครจะคาดเดา
“ข้าผ่านการอ่านนิยายมานับไม่ถ้วนแล้ว เจ้าคิดว่าการจากไปแบบไหนกันเล่า ที่จะทำให้คนข้างหลังเจ็บปวดและทรมานมากที่สุด” ไป๋ซูหนิงตอบกลับระบบในห้วงความคิดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
ระบบชะงักไปครู่หนึ่งราวกับกำลังประมวลผล
[แบบไหนกันล่ะ]
ไป๋ซูหนิงแย้มยิ้มเย้ยหยัน
“ไม่ใช่การหนีไปทั้งที่ยังโกรธเกรี้ยว หรือการทิ้งคำด่าทอไว้ให้พวกเขาจำหรอก การจะทำให้คนเห็นแก่ตัวพวกนั้นทรมานจนแทบกระอักเลือด คือการทำดีกับพวกเขาให้ถึงที่สุด ให้พวกเขาตายใจ คิดว่าข้าคือภรรยาที่อ่อนแอ ยอมจำนน รังแกง่าย และสามารถควบคุมหรือบงการได้ดั่งใจนึก” หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด
“ข้ากำลังทำให้พวกเขาย่ามใจ ให้พวกเขามั่นใจว่า ไม่ว่าพวกเขาจะทำร้ายจิตใจข้าสักแค่ไหน ข้าก็ไม่มีวันหนีไปไหนพ้น และเมื่อใดที่ทุกอย่างกลับตาลปัตร เมื่อถึงวันที่ความจริงเปิดเผย แล้วพวกเขาพบว่าข้าไม่ได้อ่อนแอและโง่เขลาอย่างที่เคยคิด ตอนนั้นแหละ คือวันที่พวกเขาจะคลั่งจนสติแตก และจมดิ่งสู่ความพินาศ”
ไป๋ซูหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มงดงามแต่งแต้มด้วยความสะใจ
[อื้อหือ...] ระบบส่งเสียงอุทานในหัวของนางอย่างตกตะลึง ก่อนจะกล่าวเสียงอ่อย
[โฮสต์ ช่างใจร้ายและเจ้าเล่ห์เสียจริง]
ไป๋ซูหนิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววประชดประชันกลับไปในทันที
“ข้าเนี่ยนะใจร้าย ระบบ... เจ้าต่างหากล่ะที่ใจร้ายที่สุด ส่งข้าทะลุมิติมาทำภารกิจบ้าๆ บอๆ ในยุคสมัยที่บุรุษสามารถตบแต่งอนุภรรยาได้อย่างอิสรเสรีเช่นนี้ ให้มาทนร่วมหอลงโรงกับคนมักมากและเห็นแก่ตัว”
หญิงสาวถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเหนื่อยหน่ายในโชคชะตาที่ระบบมอบให้ ภารกิจบีบบังคับให้ต้องตามหาบุรุษผู้มีรักเดียวใจเดียว ในโลกที่ชายเป็นใหญ่เช่นนี้ หากนางไม่เข้มแข็งพอและใช้วิธีการมัดใจบุรุษ รวมไปถึงการใช้ทักษะทางธุรกิจทำให้สกุลหลินเติบโต นางคงต้องตรอมใจตายอยู่ในจวนตระกูลหลินแห่งนี้อย่างน่าสมเพชไปนานแล้ว
ระบบนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งราวกับจนด้วยถ้อยคำจะเถียง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามหน้าที่
[เข้าใจแล้ว เช่นนั้น ขออวยพรให้แผนการของโฮสต์ในอีกสามวันข้างหน้า ดำเนินไปอย่างราบรื่นและงดงามก็แล้วกัน]
ไป๋ซูหนิงไม่ได้ตอบอะไรกลับไปอีก นางเพียงแค่หลับตาลงช้าๆ ซึมซับความเงียบงันที่อัดแน่นอยู่ในอก
‘อีกแค่สามวันเท่านั้น... ละครฉากใหญ่ที่ข้าสร้างขึ้นมา จะเปิดฉากให้พวกมันได้รู้ซึ้งถึงความหายนะที่แท้จริง’ นางคิดในใจอย่างแน่วแน่
ทว่าความสงบสุขนั้นกลับอยู่ได้ไม่นานนัก เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงช่วงสาย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่ด้านนอก ก่อนที่ประตูห้องของไป๋ซูหนิงจะถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้มารยาท
สาวใช้คนสนิทของจางลี่อิงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึงและแววตาหยิ่งผยอง นางส่งเสียงเชิดใส่ทันที
“ฮูหยินน้อย รีบตามข้าไปที่ห้องโถงบรรพชนเดี๋ยวนี้ ท่านฮูหยินรออยู่”
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย แสร้งทำเป็นตื่นตระหนกและหวาดกลัว นางถูกสาวใช้สองคนตรงเข้ามาประกบซ้ายขวาแล้วออกแรงฉุดกระชากบังคับให้เดินตามออกไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ได้ปฏิเสธแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงห้องโถงบรรพชน หลินฮูหยินผู้เป็นแม่สามีตวัดสายตามองมาที่ไป๋ซูหนิงด้วยความชิงชัง ข้างกายมีหลิวจื่อหยายืนก้มหน้าทำทีน่าสงสารอยู่ไม่ห่าง
“ไป๋ซูหนิง เจ้ามันมารยาพันเล่ห์นัก ทั้งที่ข้าบอกเจ้าแล้วว่าวันนี้ให้เปิดคลังเตรียมสินสอดที่จะให้จื่อหยาให้พร้อม แต่กลับมาแสร้งป่วย แกล้งสำออยเพื่อเรียกร้องความสนใจ คิดว่าข้าดูไม่ออกหรือไงว่าเจ้ากำลังเล่นละครตบตา”
ไป๋ซูหนิงแสร้งทำเป็นตัวสั่นเทา ดวงตากลมโตคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตา ใบหน้าซีดเซียวแสดงความตื่นกลัวอย่างน่าสงสาร นางทรุดตัวลงคุกเข่าลงกับพื้นห้องโถงที่เย็นเยียบ เอ่ยปากอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ท่านแม่ ข้าเปล่านะเจ้าคะ ข้าป่วยจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะ...”
“หุบปากซะ!” หลินฮูหยินตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด ไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น
“คนเห็นแก่ตัวเช่นเจ้า ไม่สมควรได้รับการให้อภัย คิดจะใช้วิธีสกปรกมาขัดขวางงานมงคลของตระกูลหลินงั้นหรือ ฝันไปเถอะ! คุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่นี่ซะ แล้วภายในพรุ่งนี้ นำสินสอดเตรียมให้พร้อม ข้าจะยกเป็นสินเดิมให้แก่นาง”
กล่าวจบ จางลี่อิงก็โบกมือสั่งการเสียงดัง “พวกเจ้าจัดการขังไว้ อย่าให้ใครหน้าไหนปล่อยตัวนางออกมาเด็ดขาด”
บ่าวรับใช้ลากตัวไป๋ซูหนิงเข้าไปในห้อง นางจึงแสร้งทำเป็นดิ้นรนขัดขืนเล็กน้อย ก่อนจะยอมปล่อยให้พวกเขาผลักไสเข้าไปขังไว้ในห้องโถงบรรพชนด้านในสุด ประตูไม้บานใหญ่ถูกปิดกระแทกอย่างแรง ตามด้วยเสียงโซ่เหล็กหนาที่ถูกนำมาคล้องปิดจนแน่นหนาจากด้านนอก
เสียงฝีเท้าและเสียงต่อว่าด่าทอค่อยๆ ห่างออกไป จนกระทั่งทั่วทั้งห้องโถงบรรพชนกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
ภายในห้องที่มืดสลัวและมีกลิ่นธูปคละคลุ้ง ไป๋ซูหนิงที่เมื่อครู่ยังนั่งคุกเข่าด้วยท่าทางน่าเวทนา ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ใบหน้าที่เคยซีดเซียวและเปื้อนคราบน้ำตาแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัวหรือความเสียใจใดๆ ทั้งสิ้น
นางกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงบรรพชนที่มีป้ายวิญญาณบรรพบุรุษตั้งเรียงราย ก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะหมู่บูชาที่มีเครื่องเซ่นไหว้ ผลไม้สดและขนมมงคลวางเรียงรายอยู่เพียบ
มือเรียวหยิบผลสาลี่ลูกโตขึ้นมาจากถาดเซ่นไหว้ ใช้แขนเสื้อเช็ดเบาๆ แล้วกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะเดินสำรวจรอบห้องแล้วพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มเยาะ
“มีที่ไหน แม่สามีให้สินเดิมกับสะใภ้... แถมจะแต่งเข้าในอีกไม่กี่วันเจ้าสาวก็ยังเสนอหน้ามาบ้านฝ่ายชายไม่หยุด”
นางเดินไปหยิบขนมเซ่นไหว้ขึ้นมา พร้อมทั้งจิบสุราเซ่นไหว้ที่วางอยู่ในห้องนั้น
“วันนี้ข้ากำลังขี้เกียจไม่อยากออกไปสะสางบัญชีหรือขายข้าวหาเงินให้พวกเจ้าพอดี ได้มานอนกินขนมเล่นในนี้ ก็นับว่าไม่เลว”
**********************
ยามสายของวันใหม่ ทั่วท้องถนนสายหลักของเมืองหลวง บรรยากาศมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับร้านขายธัญพืชตระกูลโจวที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างไม่ขาดสายวันนี้ สวี่เยว่หรานเดินทางมาตรวจความเรียบร้อยและดูแลกิจการที่ร้านธัญพืชตามกิจวัตรปกติเพียงลำพัง เพราะในช่วงนี้สามีกำลังวุ่นวายกับภัตตาคารที่กำลังจะเปิดใหม่หญิงสาวนั่งสะสางบัญชีอยู่บริเวณห้องรับรองชั้นสองด้วยท่าทีสุขุม ทว่าในขณะที่นางกำลังพลิกดูสมุดบัญชีอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ของสาวใช้ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูก่อนที่ฟู่หลิงจะเดินเข้ามาประสานมือรายงาน“เรียนฮูหยินน้อย ด้านล่างมีแขกผู้สูงศักดิ์มาขอเข้าพบเจ้าค่ะ เป็นคุณหนูเสิ่นเจ้าค่ะ”คำรายงานของสาวใช้ทำให้สวี่เยว่หรานชะงักมือที่กำลังถือพู่กันเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตคู่สวยฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง คิดว่าคุณหนูสายตรงจวนกั๋วกงคงตั้งใจมาเอาคืนตนแน่“คุณหนูเสิ่นซูหนานหรือ”“เป็นคุณหนูเสิ่นแห่งจวนแม่ทัพ คุณหนูเสิ่นซินหลิงเจ้าค่ะ”หญิงสาวขมวดคิ้ว คุณหนูเสิ่นตระกูลแม่ทัพใหญ่ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ เหตุใดถึงเจาะจงมาขอพบนางที่ร้านธัญ
ยามราตรีมาเยือน ภายในห้องนอนส่วนตัว โจวอวิ๋นเฟิงและสวี่เยว่หรานยังคงนอนเคียงคู่กันอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ ใต้ผ้าห่มนวมเนื้อนุ่ม ทั้งสองยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลิ้มหลับไป ทว่ากลับนอนแลกเปลี่ยนบทสนทนา พูดคุยถึงความคืบหน้าต่างๆ ในช่วงนี้ด้วยรอยยิ้มและความรู้สึกผ่อนคลาย“พ่อครัวทั้งสอง เฉินไห่และหลิวหยวน พวกเขาแสดงฝีมือออกมาได้น่าพอใจมาก รสชาติอาหารคงที่และได้มาตรฐานแล้ว ส่วนเรื่องขนมหวานก็มีท่านแม่คอยช่วยรับผิดชอบและทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม รสชาติอร่อยจนข้ายังต้องทึ่ง ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและพร้อมสำหรับการเปิดร้านแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ” สวี่เยว่หรานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่นุ่มนวล นางนอนหนุนอยู่บนแขนแกร่งของสามี พลางใช้นิ้วเรียวไล้เล่นเบาๆ บนอกเสื้อของเขาโจวอวิ๋นเฟิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคมฉายความอ่อนโยนยามก้มมองใบหน้างดงามของภรรยาในยามค่ำคืน ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้ รั้งร่างบางให้แนบชิดกับอกแกร่งมากยิ่งขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง“นั่นสินะ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วจนบางครั้งข้าก็รู้สึกเหมือนเป็นความฝัน”
ภายในห้องครัวของเรือนรอง เต็มไปด้วยกลิ่นหอมชวนลิ้มลองของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสสูตรพิเศษสวี่เยว่หรานยืนกำกับดูแลความเรียบร้อยอยู่ใกล้ๆ โดยมีพ่อครัวฝีมือดีสองคนคือ เฉินไห่และหลิวหยวน กำลังตั้งอกตั้งใจปรุงอาหารตามสูตรที่นางถ่ายทอดให้ ทั้งสองคนตักเครื่องปรุงรสจากไหดินเผามาผสมคลุกเคล้ากับวัตถุดิบต่างๆ ด้วยความชำนาญที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออาหารชุดแรกเสร็จสิ้นลงและถูกตักใส่จาน สวี่เยว่หรานได้ลองชิมรสชาติเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย พวกเขาสามารถควบคุมระดับไฟและสัดส่วนเครื่องปรุงได้อย่างแม่นยำ รสชาติอาหารมีความกลมกล่อมและคงที่ไม่มีผิดเพี้ยนจากต้นตำรับเลยแม้แต่น้อย“ฝีมือของพวกเจ้าพัฒนาขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก รสชาติอาหารคงที่และอร่อยกลมกล่อมดีมาก แบบนี้ค่อยวางใจได้หน่อย” ฮูหยินน้อยสกุลโจวเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มพึงพอใจเมื่อมั่นใจว่าอาหารคาวไร้ที่ติแล้ว งานสำคัญลำดับต่อไปก็คือการจัดการเรื่องของหวาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าเข้าร้านภัตตาคารรสเลิศล้ำเนื่องจากขั้นตอนการทำขนมหวานมีความประณีต ละเอียดอ่อน และใช้เวลาค่อนข้างมาก สวี่เยว่หรานจึงวางแผน
หลังจากที่บิดากล่าวถึงการแต่งงาน ความรู้สึกร้อนรุ่มและกระวนกระวายใจก็เกาะกุมจิตใจของโจวอี้หยางอย่างไม่อาจหลบเลี่ยงได้ในอดีต แม้เขาจะไม่ได้ใส่ใจหรือมีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งอะไรกับเสิ่นซูหนาน คู่หมั้นหมายตามธรรมเนียมของตน ทว่านับตั้งแต่เขาได้ล่วงรู้ธาตุแท้อันน่ารังเกียจของหญิงสาวรวมถึงการได้พบพานสตรีสกุลเสิ่นอีกนาง หัวใจของซื่อจื่อหนุ่มก็เริ่มเอนเอียงและเกิดความรู้สึกพึงพอใจในคุณหนูเสิ่นสายรองอย่างเงียบๆเขากลายเป็นบุรุษผู้ตกอยู่ในห้วงความอึดอัด เพราะหากปล่อยให้เรื่องดำเนินไปตามความต้องการของบิดาที่หวังดีอยากเร่งรัดวันแต่งงาน เขาจะต้องตบแต่งกับสตรีร้ายกาจผู้นั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วยังสูญเสียสตรีที่ตนเองกำลังพึงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทนรับได้อีกต่อไปแล้วด้วยความร้อนรุ่มใจที่เกรงว่าบิดาจะส่งแม่สื่อไปทาบทามและกำหนดฤกษ์มงคลโดยเร็ว แม้น้องสะใภ้รับปากจะช่วยเหลือก็เกรงว่าอาจไม่ทันการณ์ โจวอี้หยางจึงอยากปรึกษากับมารดาเพื่อหาทางออกในขณะที่บิดากำลังต้อนรับสหายขุนนางและเดินหมากกันในสวน โจวซื่อจื่อก็ใช้โอกาสนั้นไปหามารดาที่นั่งจิบชาผ่อนคลายอยู่ภายในห้องโถ
สวี่เยว่หรานใช้เวลาตลอดช่วงเช้าอยู่ภายในห้องครัวของเรือนรอง เพื่อลงมือถ่ายทอดวิธีทำอาหารและเคล็ดลับความอร่อยให้กับพ่อครัวฝีมือดีสองคนที่นางคัดเลือกไว้สำหรับเตรียมเปิดภัตตาคารใหม่กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสสูตรพิเศษลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณครัว หญิงสาวเดินไปเปิดไหดินเผาใบใหญ่ที่ปิดผนึกไว้อย่างดี ภายในบรรจุเครื่องปรุงรสสูตรลับเฉพาะที่นางผสมขึ้นเองด้วยวัตถุดิบชั้นดีและกรรมวิธีอันพิถีพิถัน นางตักเครื่องปรุงนั้นใส่ลงในกระทะตามสัดส่วนที่พอเหมาะ ก่อนจะผัดคลุกเคล้ากับวัตถุดิบต่างๆ จนเกิดเป็นกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอพ่อครัวทั้งสองยืนดูขั้นตอนการทำอย่างตั้งใจและจดจำทุกรายละเอียด เมื่ออาหารเสร็จสิ้นและถูกตักใส่จาน ทั้งสองคนก็ได้รับอนุญาตให้ทดลองชิมฝีมือของตนเองที่ทำตามคำแนะนำของฮูหยินน้อยทันทีที่อาหารรสเลิศสัมผัสปลายลิ้น พ่อครัวทั้งสองถึงกับเบิกตากว้างด้วยความทึ่งและชื่นชม รสชาติที่กลมกล่อม มีมิติ แปลกใหม่ และอร่อยล้ำไม่ซ้ำใครเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อนในเมืองหลวงเลยแม้แต่ร้านเดียว“อร่อยมาก อร่อยเหลือเกินขอรับฮูหยิน รสชาติกลมกล่อมและหอมเค
อาคารไม้ขนาดใหญ่สองชั้นตั้งอยู่บนทำเลทองย่านการค้าฝั่งตะวันออกของเมืองหลวง ในยามนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อเตรียมเปิดตัวเป็นภัตตาคารแห่งใหม่ที่ผู้คนต่างจับตามองโจวอวิ๋นเฟิง ลู่เฉียน และจางซาน อดีตคุณชายเสเพลทั้งสามที่เคยขึ้นชื่อเรื่องความไม่เอาไหน พวกเขากำลังร่วมหุ้นลงทุนในกิจการภัตตาคารแห่งนี้ ทั้งสามต่างพากันเดินสำรวจตรวจสอบความเรียบร้อยภายในร้านอย่างละเอียด ตั้งแต่ห้องโถงรับรองแขกชั้นล่าง ห้องครัวเตรียมอาหารที่กว้างขวาง ไปจนถึงห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสองที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันคึกคักของท้องถนนด้านนอกได้อย่างชัดเจนคุณชายทั้งสามเดินตรวจดูโครงสร้างหลักของอาคาร พลางสลับกันออกความเห็นและปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง“โครงสร้างเดิมของอาคารหลังนี้ถือว่าแข็งแรงและคำนวณคานรับน้ำหนักเอาไว้ได้ดีมากจริงๆ พวกเราแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลักอะไรเลย แค่เก็บงานรายละเอียด ขัดผิวไม้ใหม่ ตกแต่งภายในเพิ่มอีกสักนิดหน่อย เสริมโคมไฟและฉากกั้นไม้แกะสลักเข้าไปอีกนิด ภัตตาคารของเราก็จะดูหรูหรา โอ่อ่า และลงตัวสมบูรณ์แบบแล้วล่ะ” ลู่เฉียนเอ่ยขึ้น พลางใช้ม







