Masuk“ไปได้ยินใครเขาพูดอะไร เหตุใดจึงพูดเช่นนี้ออกมาได้”
“ก็เถ้าแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมที่หัวมุมถนนบอกว่าข้าน่าสงสารไม่มีอาจารย์รับเป็นศิษย์เพราะเกิดในตระกูลไร้การศึกษา เขายังเคยบอกเอาว่าหากข้าว่าง ๆ ไปนั่งเรียนกับอาลั่วหลานชายของเขาก็ได้ เผื่ออาจารย์จะเมตตารับข้าเป็นศิษย์”
สตรีผู้มั่งคั่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็ข่มอารมณ์เอาไว้อย่างสุดกำลัง
บังอาจ! กล้าดีอย่างไรมาพูดต่อหน้าบุตรชายของนางแบบนี้ ต่อให้บุตรของนางจะไม่สนใจแต่ใช่ว่านางจะไม่สน!
เจ้าเถ้าแก่เซียว... ประเดี๋ยวเถิดเราจะได้เห็นดีกัน!
ความเดือดดาลนำพาให้เหยียนหรานเข้ามาเหยียบโรงเตี๊ยมที่หัวมุมถนน สภาพก็ดูเป็นโรงเตี๊ยมธรรมดา ๆ ผู้คนเข้าออกไม่ได้มากมายอาจเพราะมีโรงเตี๊ยมอีกแห่งที่อยู่ห่างไปเพียงสองถนน แต่กระนั้นเจ้าเถ้าแก่เซียวกล้าดีอย่างไรมาดูถูกบุตรชายของนางแบบนั้น
อาจเพราะหลานชายของเถ้าแก่เซียวหรืออาลั่วเป็นบุตรของขุนนางเล็ก ๆ ในเมืองหลวง เช่นนั้นก็นับว่าโชคดีที่เถ้าแก่ลั่วได้บุตรเขยเป็นถึงขุนนาง แต่เหยียนหรานก็ยังไม่เห็นว่าเถ้าแก่เซียวมีสิทธิ์มาดูถูกบุตรชายของตนอยู่ดี
“เฮ้อ” เหยียนหรานถอนหายใจ นางเข้าไปนั่งยังโต๊ะว่างพลางถอนหายใจอย่างปลงตกทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นกับบุตรชาย แต่ในในก็ก่นด่าเจ้าของโรงเตี๊ยมที่ดูจะไม่ใส่ใจลูกค้าเลยทั้ง ๆ ที่นางเข้ามาที่นี่ได้สักพักแต่ไม่มีใครสักคนเสนอหน้ามาต้อนรับ
ดีจริง ๆ ช่างเป็นโรงเตี๊ยมที่ดีจริง ๆ
“น-นายหญิงรับอะไรดีขอรับ”
เหยียนหรานเงยหน้ามองบุรุษที่เข้ามาหานางอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่กระนั้นนางก็ยังฉีกยิ้มอย่างฉันมิตรเพราะทราบดีว่าเรื่องบาดหมางในใจของนางมิอาจเอาไปลงที่คนไม่รู้เรื่องรู้ราวได้ “เอาสุรามาให้ข้าสักกาก็แล้วกัน”
“ข-ขอรับ”
คล้อยหลังบุรุษน้อย เหยียนหรานก็ได้ยินเสียงเอ็ดตะโรก่อนที่ร่างท้วม ๆ ของเถ้าแก่เซียวจะหิ้วกาสุรามาให้นางด้วยรอยยิ้มคล้ายกับจะประจบประแจง
“นี่ ๆ สุราชั้นเลิศ”
“รบกวนเถ้าแก่เซียวแล้ว หากเถ้าแก่เซียวไม่ถือสามาร่วมดื่มกับข้าดีหรือไม่”
“ด-ได้ ๆ ” ชายชราร่างท้วมลอบปาดเหงื่อเพราะทราบดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะถ้ามันปกติสตรีนางนี้ไม่มีทางมาถึงที่โรงเตี๊ยมได้อย่างแน่นอน พลางชวนให้นึกถึงเรื่องในอดีตว่าไปทำอะไรให้นางไม่พอใจหรือไม่แต่นึกเท่าใดก็นึกไม่ออก
“ข้าได้ข่าวมาว่าอาลั่วได้เรียนกับอาจารย์ผู้เก่งกาจหรือ”
“อ่า ใช่ ๆ ลูกเขยข้าหามาให้ เขาว่าเก่งกาจจริง ๆ หากเจ้าต้องการให้สอนอาเฟิงข้าจะ..”
“ข้าคงไม่รบกวนท่านถึงเพียงนั้น ข้าแค่ข้องใจว่าท่านมีสิทธิ์อะไรมาต่อว่าบุตรชายข้าว่าเกิดในตระกูลไร้การศึกษาจนเขาไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียน”
เถ้าแก่เซียวเริ่มทราบชะตากรรมของตนเอง เรื่องราวในวันนั้นฉายชัดเสียยิ่งกว่าความฝัน เขาจำภาพเด็กชายตัวอวบอ้วนเข้ามาสั่งน้ำแกงกินในร้านได้ดี ในวันนั้นเขาคะนองปากเพราะเห็นว่าเป็นเพียงเด็กไม่ประสีประสาพูดไปไม่นานก็ลืม อีกอย่างอาเฟิงไม่เคยสนใจเรื่องใดนอกจากของกิน วันนั้นเขาพูดคุยโวก็เพียงอยากป่าวประกาศให้คนในร้านได้รู้ว่าหลานชายของเขาดีเลิศปานใด แต่หากรู้ว่าเรื่องนี้จะไปถึงหูเหยียนหรานเขาจะไม่มีทางปริปากพูดออกไปเป็นอันขาด
“ตัวท่านดีเลิศมาจากไหน เกิดในตระกูลบัณฑิตก็ไม่ใช่ หลานท่านก็แค่โชคดีที่เกิดมามีบิดาเป็นขุนนนางเท่านั้น เช่นนี้แล้วท่านกล้าดียังไง”
ปึ๊ก!
เหยียนหรานกระแทกจอกสุราลงบนโต๊ะ จนเจ้าของโรงเตี๊ยมถึงขั้นสะดุ้งไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามาสบตากับสตรีบอบบางเสียด้วยซ้ำ
ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย
เถ้าแก่เซียวด่าทอตัวเองในใจไม่หยุดหย่อน เห็นทีหนทางข้างหน้าคงมืดมึดแล้วกระมัง
“ในเมื่อวาสนาดีถึงเพียงนี้แล้ว เช่นนี้ก็คงคืนเงินที่ยืมข้าไปได้แล้วกระมัง บุตรเขยของท่านคงช่วยเหลือท่านในเรื่องนี้ได้ เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ข้าต้องขอเงินที่เถ้าแก่ยืมไปทั้งหมดคืน”
“ใจเย็นก่อนเถิดนายหญิง ข้า... ข้าผิดเอง ข้าขอโทษด้วย ข้าพูดไปไม่ยั้งคิด ข้าขอ...”
“ข้าไม่เคยทำอะไรให้ท่านเลยเถ้าแก่ ยิ่งเหยียนเฟิงยิ่งแล้วใหญ่ วัน ๆ เขาคิดแต่เรื่องกิน วิ่งเล่นไปทั่วถนน ท่านอาจคิดว่าเขาไม่เคยคิดใส่ใจเรื่องที่ท่านพูด แต่ท่านไม่รู้เลยว่าท่านทำให้ลูกชายข้าเข้าใจว่าเขาต่ำต้อยทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย แล้วข้าที่เป็นมารดาจะทนดูได้อย่างไร” เหยียนหรานเอ่ยเสียงแข็ง “ในเมื่อท่านพูดมันออกมาได้ ท่านก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดมาเหมือนเกิน” กล่าวจบเหยียนหรานก็หยิบเงินออกมาวางไว้บนโต๊ะเป็นค่าสุราและเดินออกไป
ช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่เถ้าแก่เซียวดันเป็นหนี้ก้อนโตกับนางเพราะมัวเอาไปสร้างภาพว่าเป็นตระกูลมั่งคั่งของเปี้ยนเหลียงเพื่อให้ครอบครัวของบุตรเขยยอมรับ และช่วยไม่ได้ที่เงินก้อนนั้นล้วนเอามาจากนาง ที่ผ่านมานางไม่เคยนึกทวงถามเพราะเห็นว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของเมืองนี้ ส่วนนางเพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่กี่ปี แต่ในเมื่อช่วยเหลือถึงเพียงนี้แล้วยังไม่สำนึกนางก็คงไม่ต้องไว้หน้าใด ๆ อีกต่อไปแล้ว
ต่อให้นางมีนิสัยกระโชกโฮกฮากแต่ก็ใช่ว่านางจะใช้แต่ปากไม่ใช่ความคิด และเรื่องบางเรื่องก็ไม่ต้องด่าทอให้เสียแรงเปล่า คนอย่างเหยียนหรานมีหรือจะอับจนหนทาง...
ช่างเป็นวันที่น่าเหนื่อยหน่ายจริง ๆ ขาทั้งสองข้างเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยร้านรวง คนผ่านไปผ่านมาทักทายอย่างเป็นกันเอง แต่เหยียนหรานก็ไม่ได้หยุดคุยสนทนากับผู้ใดเพราะอยากจะกลับบ้านไปฟัดเจ้าปีศาจน้อยให้หายเหนื่อยเต็มที
ส่วนหลานหลินอ๋องก็มองบุตรชายที่จากไปพร้อมเงินหนึ่งร้อยตำลึง ตระหนักได้ว่าเหยียนหรานคงไม่อยากรับเงินเขาเสียเท่าใดนัก แต่ก็อยากกลั่นแกล้งเขาให้พอสนุกส่วนเงินนั่นก็ให้กับอาเฟิงเอาไว้ซื้อของกินกระมังเพราะบุตรชายของเขายิ้มแป้นเดินออกไปด้านนอกด้วยความเริงร่าเหลือประมาณหลังจากนั้นสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการกลั่นแกล้งก็เดินมาเก็บกาน้ำชาและของว่างที่เหลือแต่จานเปล่า การกระทำทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของหลานหลินอ๋องแต่กระนั้นหลานหลินอ๋องกลับขมวดคิ้วมองทุกการกระทำของภรรยา“ทำไมไม่จ้างคนมาช่วย... ทำงานตั้งมากมายคนเดียวไม่เหนื่อยหรือ”“ทำมาตั้งนานแล้ว จะมาเหนื่อยเอาอะไรตอนนี้”หลานหลินอ๋องนิ่งงันคล้ายกับคนเอาหินมาทุ่มใส่ศีรษะก็มิปาน เพราะทราบดีว่าตนนั้นคือหนึ่งในคนที่ทำให้เหยียนหรานต้องเหนื่อยอยู่แบบนี้ หลานหลินอ๋องลุกขึ้นและฉวยเอาทุกอย่างที่เหยียนหรานกำลังถือมาถือไว้เอง ในเมื่อย้อนเวลากลับไม่ได้ต่อจากนี้เขาก็ต้องทำให้ดีที่สุดก็เท่านั้น เรื่องในอดีตลบล้างไม่ได้ แต่เขาสร้างเรื่องราวต่อจากนี้ให้ดีกว่าเดิมได้“จะทำอะไร”“เอาไปล้าง”“ไม่ต้อง ข้าทำเอง”“เมื่อก่อนข้าก็ทำ เจ้าน่ะพักบ้างก็ได้ มั่งมีเงินทองกว่า
หลานหลินอ๋องหอบกาน้ำชามาด้านหลังบ้านพักของเหยียนหรานแต่กระนั้นบุรุษร่างสูงก็เกือบจะทำกาน้ำชาที่หวงสุดชีวิตหล่นแตกเมื่อสตรีเจ้าของบ้านยืนกอดอกตีหน้าดุมองเขาอย่างไม่วางตา“คือ... เอ่อ...”“หลบอะไรมา”“เปล่า คือ... จะเอากาน้ำชามาคืน” เมื่อหลบไม่ได้หนีไม่พ้น ผู้ร้ายก็จำยอมส่งคืนของรักของหวงกลับคืนสู่เจ้าของที่ดูจะไม่แปลกใจแต่อย่างใด เพียงรับกาน้ำชาเอาไว้และส่งกาใหม่มาให้เท่านั้น“มีแขกไม่ใช่หรือ น้ำชายังไม่หมดกาจะส่งแขกได้อย่างไร”หลานหลินอ๋องเบิกตากว้าง เหยียนหรานไม่ได้ใจกว้างเขาทราบดี ฉะนั้นบัดนี้นางคงคิดสิ่งใดอยู่เป็นแน่... แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามหรือใคร่ครวญให้ถ้วนถี่กาน้ำชาร้อน ๆ ก็ถูกยัดใส่มือของหลานหลินอ๋องที่เอาแต่ครุ่นคิด ร่างสูงสะดุ้งจนเกือบจะทำกาน้ำชาตกพื้นแต่เสียงเล็ก ๆ ก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง“หากเจ้าทำกาข้าแตกก็อย่าหวังมาเหยียบที่นี่อีก! ”หลานหลินอ๋องพลันตั้งสติได้โดยพลัน ร่างสูงที่ลนลานเมื่อครู่บัดนี้ตัวตรงเฉกเช่นทหารที่กำลังถูกแม่ทัพตรวจแถวอยู่ก็มิปาน ก่อนจะเดินออกไปเชื้อเชิญให้แขกที่ไล่ส่งเมื่อครู่นี้ให้ดื่มชาให้หมดกา...“อะไรของเจ้าต้าเหลียน เจ้าทำงานหนักไปกระมังจึงได้เลอะเ
“เล่ามาให้ละเอียดเดี๋ยวนี้เลยท่านอ๋อง ท่านมาที่นี่ได้ไม่กี่เดือนมีลูกโตขนาดนี้เชียวหรือ”หลานหลินอ๋องมองบุรุษช่างสงสัยอย่างปลงตกก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างให้หนึ่งในสหายที่ควบตำแหน่งกุนซือในกองทัพของตนได้รับรู้ และเมื่อได้รับฟังทุกอย่างสายตาของหวงเหวินก็แปรเปลี่ยนไป นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นตลอดเวลากลายเป็นเคียดแค้นขึ้นมาเสียดื้อ ๆ“เจ้าเพียงพอนเหลืองนั่นกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!” หวงเหวินเอ่ยด้วยความเกรี้ยวกราด บุรุษบนบัลลังก์มังกรผู้นั้นในสายตาของเขาก็เป็นได้แค่เพียงพอนเหลืองลักของกินตาบ้านเรือนไร้ประโยชน์สิ้นดี“ที่เรียกมาก็จะไหว้วานให้นำชื่อเหยียนหรานกับเหยียนเฟิงเข้าสาแหรกตระกูลให้ เพราะข้าคงไม่ได้เข้าไปเมืองหลวงอีกนาน”“ได้ ข้าจะจัดการให้... ว่าแต่จะเอาชื่อนางเข้าสาแหรกตระกูลนางรับรู้แล้วหรือ” เรื่องที่จางต้าเหลียนไหว้วานไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง แต่เรื่องที่หวงเหวินตั้งข้อสงสัยคือสตรีที่กำลังถูกนำชื่อเข้าสาแหรกตระกูลจาง แม้ยามสิ้นลมหายใจต้องฝังเคียงคู่กับจางต้าเหลียนในสุสานประตำตระกูลนั้นทราบหรือยัง“หากไม่มีชื่อนางแล้วจะเขียนชื่ออาเฟิงลงไปได้อย่างไร ลูกข้าไม่ได้ลอยน้ำ
เช้าตรู่ของวันใหม่หลานหลินอ๋องก็มานั่งดื่มชากินซาลาเปากับบุตรชายคล้ายกับกิจวัตร ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วหลานหลินอ๋องต้องใจมาหามารดาของบุตรชายเสียมากกว่า แต่ก็ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายจนพานทำให้นางรำคาญเข้าจึงเอาบุตรมาบังหน้า สั่งซาลาเปาจากร้านข้าง ๆ แล้วมานั่งดื่มชาที่เหยียนหรานหวงนักหวงนาแบบนี้“อาเฟิง ทำไมอาเหนียงถึงหวงน้ำชากานี้นัก”“ราคาสูงขอรับ... ชาชั้นดีจากต่างเมืองเชียว อาเหนียงเอาไว้ดื่มเองไม่เคยให้ใครดื่มเลย นี่เฟิงเฟิงต้องแอบเอามาให้อาเตี่ยเลยนะ”หลานหลินอ๋องคลึงจอกน้ำชาที่เพิ่งจะได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรกก็ยอมรับว่ารสชาติดีเสียยิ่งกว่าชาในวังของตนเสียอีก ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเหยียนหรานถึงได้หวงเป็นนักหลานหลินอ๋องวางจอกน้ำชาหันไปสนใจซาลาเปาลูกกลม หวนนึกถึงเหยียนหรานตอนทำซาลาเปาขาย และเขาเองก็กลายเป็นลูกมือของนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ซาลาเปานี่เหมือนที่อาเหนียงเคยทำเลย”“เป็นสูตรของอาเหนียง อาเหนียงให้ท่านอาซือเยว่เป็นคนขายโดยไม่เอากำไรเลย เพราะท่านอาซือเยว่ช่วยเหลืออาเหนียงมาตั้งแต่เฟิงเฟิงอยู่ในท้องอาเหนียง”หลานหลินอ๋องฟังในสิ่งที่เหยียนเฟิงกล่าวออกมาอย่างตั้งใจ ก่อนจะกร
“หรานเอ๋อร์... เชื่อข้าเถิดว่าวันหนึ่งมันส่งผลดีต่ออาเฟิง วันหนึ่งที่ไม่มีเราแล้ว”“ตระกูลของท่านยิ่งใหญ่ปานนั้นจะดึงอาเฟิงเข้าไปทำไม เจ้าก็เห็นว่าอาเฟิงไม่ได้สนใจสิ่งใดเลย เขาไม่เคยละโมบ เขาไม่เคยคิดร้าย เขาไม่เคยคิดเรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำนอกจากเรื่องกินไปวัน ๆ เขามีความสุขกับชีวิตแบบนี้ และต่อไปในวันข้างหน้าข้าไม่อยู่แล้วเขายังมีร้านค้าอีกมากมายที่ข้าสร้างเอาไว้ให้เขา หากไม่ขี้เกียจย่อมไม่อดอยาก... เขามีความสุขดีอยู่แล้วต้าเหลียน”หลานหลินอ๋องเข้าใจความกังวลของผู้เป็นมารดาดี เขาเองก็กังวลไม่ต่างกันแต่ไม่ว่าอย่างไรนี่คือหลักประกันสุดท้ายที่เขาจะมอบให้กับอาเฟิงได้“หากเขาเป็นบุตรของหลานหลินอ๋องจะไม่มีใครกล้าทำร้ายเขา ต่อให้เป็นหวงตี้ก็จะไม่กล้าแตะต้องเขา... การเป็นอ๋องอาจไม่ใช่ความสุขของอาเฟิง แต่นี่เป็นหลักประกันเดียวที่ข้าจะมอบให้กับอาเฟิงได้ อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้าได้เบาใจว่าเขาจะได้มีชีวิตเพื่อใช้ชีวิตดั่งที่ตนต้องการได้อย่างยืนยาว อยู่กันไปแบบนี้ย่อมไม่ปลอดภัย ชีวิตของอาเฟิงไม่ใช่ความลับแล้วเหมือนที่ข้าได้เล่าให้เจ้าได้ฟัง”
“นายหญิงใหญ่จะขายของทั้งหมดนี่หรือ” เกาอี้ชิงที่จับจ้องการค้าขายครั้งใหญ่นี้ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตลอดทางที่ผ่านมาแทบไม่มีใครกล้าซื้อของมากมายเช่นนางมาก่อน อีกทั้งยังกำชับว่าหากพวกเขาได้ข้าวของเหล่านี้มาอีกนางก็จะรับซื้อทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้ ช่างเป็นการค้าที่ง่ายดายเสียจนเขาฉงนใจ“ใช่ ของใช้เบ็ดเตล็ดพวกนี้เมืองเปี้ยนเหลียงยังไม่มีร้านค้าใดกล้าขายเพราะลงทุนเยอะ ส่วนข้าก็เดินทางไปติดต่อลำบาก แต่นับว่าโชคดีที่ได้พบพวกท่านเสียก่อน ข้าจึงไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสดี ๆ เช่นนี้เอาไว้”เกาอี้ชิงพยักหน้ารับรู้ นับว่านายหญิงใหญ่แห่งเปี้ยนเหลียงนั้นกล้าได้กล้าเสียอยู่พอตัว มิหนำซ้ำนางยังมีถุงเงินใบใหญ่ไว้จับจ่ายใช้สอยคล่องมือจนน่าอิจฉา“แต่ของทั้งหมดนี่คงต้องขนไปไว้ที่บ้านพักข้าก่อน เพราะข้ายังไม่ได้เตรียมร้านสำหรับของพวกนี้ การค้าครั้งนี้นับว่าฉุกละหุกเหลือเกิน”“ไม่เป็นไรเลยนายหญิง วันพรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางต่อ แต่ข้าจะให้อี้ชิงอยู่ที่นี่ช่วยท่านก่อน อี้ชิงเคยเปิดร้านพวกนี้ที่บ้านเกิดก่อนจะร่วมขบวนมากับข้าให้เขาช่วยเหลือ







