LOGINหลังจากวันนั้นเหยียนเฟิงก็เดินไปยังจวนท่านเจ้าเมืองในทุก ๆ วันเพื่อร่ำเรียนดั่งที่มารดาต้องการ พอเรียนเสร็จก็เดินกลับมาขายของที่ร้านต่อคล้ายว่าไม่ได้เหนื่อยล้าแต่อย่างใด จนผู้เป็นมารดาปลาบปลื้มใจยิ่งเมื่อบุตรชายพึมพำท่องตำราขณะเฝ้าร้าน น้ำตาของนางแทบไหลริน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เลยว่าเจ้าปีศาจน้อยไปต่อรองกับท่านเจ้าเมืองเอาไว้ว่าหากวันใดไม่มีขนมมาให้วันนั้นเขาจะไม่ตั้งใจเรียน และหากอาเหนียงถามเขาจะตอบกลับไปว่าท่านเจ้าเมืองไม่ตั้งใจสอน แล้วเมื่อโดนขู่บังคับเช่นนี้เฉียวฟงจะทำอะไรได้นอกจากจะหาของมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษน้อยก่อนจะสอนทุกครั้งไป
เฉียวฟงช่างเป็นบุรุษที่น่าสงสารจริง ๆ
แต่นั่งเศร้าสลดได้ไม่เท่าใด เฉียวฟงก็ต้องปั้นหน้าออกไปต้อนรับแขกผู้มาเยือนซึ่งก็คือท่านแม่ทัพที่ถูกส่งมาประจำการที่นี่ แต่ด้วยเมืองเปี้ยนเหลียงไม่เคยแม้แต่มีเหตุจลาจลการต้องรับคนใหญ่คนโตจึงไม่เคยมีมาก่อน จะหาที่พักก็ใช่ว่าจะหากันง่าย ๆ คราแรกเฉียวฟงเสนอจวนตัวเองให้เป็นที่พักแก่ท่านแม่ทัพ ส่วนทหารผู้น้อยทั้งหลายเขายินดีเหมาโรงเตี๊ยมทั้งเมืองสามเดือนเพื่อรอสร้างที่พักใหม่ แต่ทว่าทางการกลับปฏิเสธ แล้วกล่าวว่า ‘หลานหลินอ๋อง’ ผู้มีตำแหน่งแม่ทัพต้องการใกล้ชิดกับชาวบ้านมากกว่าการเข้าไปอย่างผู้มากอำนาจ ดังนั้นการพักแรมกับชาวบ้านในพื้นที่อาจเป็นเรื่องสมควรกว่า
ถึงแม้เฉียวฟงไม่ได้ฉลาดเช่นขุนนางที่ยืนต่อหน้าพระพักตร์ของหวงตี้ แต่เขาก็ไม่ได้โง่เขลาถึงขั้นมองไม่ออกว่าหลานหลินอ๋องมีแผนการบางอย่างอยู่...
เขาเคยได้ยินว่าหลานหลินอ๋องเคยทำเช่นนี้คราวที่อยู่เมืองฉุ่ยเฉียง แล้วหลังจากนั้นเมืองเขากลับเมืองหลวงเมืองได้ไม่นานที่นั่นก็กลายเป็นที่มั่นตั้งกองทัพของแคว้นเยี่ยนไปโดยปริยาย และเขาเชื่อว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การมาของหลานหลินอ๋องย่อมเป็นเรื่องที่ตั้งใจและเตรียมการมาเป็นอย่างดี แต่เมืองเปี้ยนเหลียงในอนาคตต่อจากนี้จะดีหรือร้ายเขาก็สุดรู้ ใจเขาไม่อยากให้เมืองนี้กลายเป็นที่ตั้งของค่ายทหารเพราะชาวบ้านจะหวาดกลัวจนไม่กล้าจะทำอะไรเหมือนที่เกิดขึ้นกับเมืองฉุ่ยเฉียง แต่หากเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เบื้องบนต้องการเขาจะทำอะไรได้กันเล่า
ก็คงแต่ได้ก้มหน้ายอมรับต่อไป...
นั่งรออยู่ได้ครู่หนึ่งเฉียวฟงก็เห็นขบวนรถม้าที่มุ่งหน้ามายังประตูเมือง ใบหน้าที่เศร้าหมองปรับเปลี่ยนเป็นฉายยิ้มไว้บนใบหน้า เขาตั้งท่าจะทำการต้อนรับแต่กระนั้นบุรุษที่ติดตามหลานหลินอ๋องกลับทำให้เขาขมวดคิ้ว
“หลานหลินอ๋องแวะไปเมืองฉุ่ยเฉียง จะตามมาทีหลัง”
เฉียวฟงแม้จะสงสัยแต่จะตั้งคำถามไปก็เท่านั้น สุดท้ายเขาก็ยังคงประดับยิ้มคล้ายกับคนเขลาต่อไป “เช่นนั้นเชิญพี่ชายทั้งหลายเข้าไปในเมืองเถิด ข้าเตรียมอาหารมากมายไว้รอพวกท่านแล้ว”
เฉียวฟงพากลุ่มทหารที่ดูไม่เหมือนทหารแม้แต่คนเดียวมายังในเมือง ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถาม บัดนี้เขาคล้ายกับคนที่กำลังโดนหลอกอยู่ก็มิปาน แต่จะทำอะไรได้เล่า! ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจการเป็นผู้น้อยมันด้อยค่าถึงเพียงนี้ อนิจจาชีวิตเฉียวฟงช่างเต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวายเสียเหลือเกิน
“อยากไปเจอหวงตี้ไหม พระองค์ยังไม่ตื่นจากบรรทมอันยาวนาน แต่นั่นก็ดีแล้ว”“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้ต้องการมาเข้าเฝ้าหวงตี้อยู่แล้ว แค่ต้องการมาเข้าเฝ้าหวงโฮ่วและพระโอรสน้อยเท่านั้น”“เด็ดขาดจริง ๆ ... เอาเถอะ ข้าขอบใจชายาของท่านด้วยที่ฝากของมากมายมาให้ข้าและเลี่ยงรุ่ย ต่อจากนี้ขอให้เป็นหน้าที่ข้าจัดการต่อ ส่วนท่านและชายาก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอ”“พ่ะย่ะค่ะ”หลานหลินอ๋องทราบดีว่าต่อจากนี้ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะสอดมือเข้าไปยุ่งได้อีกแล้ว ความจริงเขาเองก็เตรียมตัวมาเพื่อการนี้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นเขาไม่สั่งให้คนในวังอ๋องกลับบ้านเกิดและไปลงหลักปักฐานที่เปี้ยนเหลียงแบบนั้นแน่ ราชสำนักและหวงตี้ก็เหมือนกับพระอาทิตย์ อยู่ไกลก็หนาว อยู่ใกล้ก็ร้อนรุ่มดั่งไฟ การรักษาระยะห่างเอาไว้นับว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด อีกอย่างเขาอยากมีชีวิตที่สงบสุขเหมือนคนอื่น ๆ เสียที...หลานหลินอ๋องอยู่จัดการเรื่องในเมืองหลวงอีกราว ๆ สามวันแล้วจึงเดินทางกลับเปี้ยนเหลียง สรุปสุดท้ายหวงโฮ่วก็ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนหวงตี้ แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยแต่เสียงส่วนน้อยมีหรือจะเอาคานอำนาจเสียงส่วนมากที่ยังพ่วงมาด้วยตำแหน่งให
หลังจากเรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไปราว ๆ สองเดือนหลานหลินอ๋องก็ได้รับข่าวใหญ่เกี่ยวกับหวงตี้ที่ล้มป่วยกะทันหันขณะหารือกับขุนนางในท้องพระโรง จนบัดนี้ก็ยังไม่ฟื้นคืนสติ ราชสำนักต้องหยุดชะงักราชกิจทุกอย่างต้องถูกเลื่อนออกไป แต่ทว่าก็มีคนจำนวนหนึ่งคิดเห็นว่าหากภายในสิบวันนี้หากพระองค์ยังไม่ฟื้นขึ้นมาควรให้หวงโฮ่วขึ้นสำเร็จราชการแทน แต่ทว่าก็ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งจากขุนนางทั้งหลาย จนหลานหลินอ๋องหนึ่งในขุนนางถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงเพื่อไปหารือร่วมกันส่วนเรื่องก่อนหน้านี้ที่ทำให้หลานหลินอ๋องมีข้อครหามากมายนั้นอันตรธานหายไปในพริบตา ผู้คนมากมายแสร้งปิดหู ปิดตา ราวกับไม่เคยได้ยินเรื่องอ๋องที่เคยคิดกบฏจนหวงตี้กริ้ว ไม่เคยเห็นอ๋องผู้นี้ฆ่าคนของหวงตี้เป็นผักปลา อีกทั้งยังคงให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพดังเดิมและไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งกับกำลังทหารที่เปี้ยนเหลียงแม้แต่คนเดียว ผิดกับแม่ทัพใหญ่ที่ดูจะสิ้นวาสนาถูกขังในคุกหลวงและถูกพิพากษาให้ต้องโทษตาย และนี่ล้วนเป็นผลจากความเชื่องของอีกฝ่ายทั้งสิ้น หาได้เกิดจากผู้อื่นไม่...เรื่องของหวงตี้บางเรื่องยังถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรมเช่นเคย ตระกูลกัวชอบใจในสิ่งที่ห
ภาพของสามแม่ลูกชุลมุนอยู่ด้วยกันนับว่าเป็นเรื่องที่ชินตาของหลานหลินอ๋องอยู่ไม่น้อย เจ้าเด็กพวกนี้สร้างเรื่องน่าปวดหัวให้อาเหนียงได้ตลอด และอาเหนียงต่อให้บ่นเพียงใดแต่ก็ยอมตามใจอยู่ตลอดเช่นกัน จนคนเป็นบิดาอดไม่ได้ที่จะเอ็นดู“อาเหนียงสะอาดหรือยัง” เหยียนเฟิงเอ่ยพลางชูถ้วยใบโตที่นั่งขัดอยู่นานสองนานให้มารดาได้พินิจแต่ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้เด็กน้อยต้องมุ่ยหน้า“ยัง ขัดอีกรอบ”“ถ้าสะอาดอาเหนียงจะให้กินเกี๊ยวเนื้อ” พอเอาอาหารขึ้นมาล่อเด็กน้อยก็ตาเป็นประกายขัดถูถ้วยจานเสียยิ่งกว่าทองคำล้ำค่า เหยียนหรานหัวเราะเบา ๆ ให้กับความเห็นแก่กินของบุตรชาย ก่อนจะเหลือบไปมองอาหยวนที่ขัดถ้วยชามอย่างเงียบ ๆ “แล้วอาหยวนอยากกินอะไร”“อะไรก็ได้ขอรับ”“ไม่ได้สิ อะไรก็ได้แบบนี้อาเหนียงทำให้ไม่ถูกนะ อาหยวนต้องบอก” อาเฟิงรีบบอกน้องของตัวเองโดยพลัน เรื่องกินนั้นเรื่องใหญ่จะตอบส่ง ๆ ไม่ได้เด็ดขาด และเมื่อได้ยินต้าเกอพูดเตือนจางหยวนจึงครุ่นคิดเป็นการใหญ่ “อาหยวนชอบกินผัก แต่ไม่ชอบผัดผักมันเลี่ยนลิ้น”“ลองกินผักกาดเนื้อตุ๋นไก่ไหม ผักทำได้ตั้งหลายอย่างประเดี๋ยวอาเหนียงจะลองทำให้อาหยวนกินหลาย ๆ อย่าง จะได้รู้ว่าช
หลังจากทุกอย่างจบสิ้นหลานหลินอ๋องสั่งให้ทหารจัดการเก็บกวาดเมืองเปี้ยนเหลียง ใช้ทรัพย์ส่วนตัวบำรุงบ้านเรือนที่เสียหาย หากใครได้รับบาดเจ็บก็ออกค่ารักษาให้ฟรี หากมีคนล้มตายก็จะชดใช้ให้ตามสมควร เมื่อจบสิ้นเรื่องราวเลวร้ายหลานหลินอ๋องก็เลี้ยงอาหารชาวบ้านทุกคนอีกสามวันสามคืน ทราบดีว่าไม่อาจทดแทนความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ การกระทำของชนชั้นขุนนางนั้นส่งผลกระทบต่อชาวบ้านมากมาย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเขาปล่อยให้ทุกอย่างพังอยู่อย่างนั้นแล้วให้ชาวบ้านดิ้นรนกันเอาเองมีเรื่องมากมายที่ต้องรายงานให้ทางเมืองหลวงได้ทราบ พร้อมทั้งการประกาศว่าท่านแม่ทัพหลินถูกคุมขังอยู่ในคุกของหลานหลินอ๋อง เพราะพฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อแคว้น เรื่องทุกอย่างจะถูกเขียนขึ้นผ่านรายงานสองฉบับ ฉบับที่หนึ่งจะถูกส่งเข้าราชสำนัก และอีกฉบับหนึ่งจะถูกส่งไปที่จวนตระกูลกัวฉบับที่ถูกส่งไปเข้าที่ราชสำนักมีแค่ความเคลือบแคลงใจในหวงตี้ มิอาจระบุถึงความผิดได้อย่างชัดเจน แต่ทว่าฉบับที่ถูกส่งให้ตระกูลกัวนั้นคือเรื่องที่เกิดขึ้นโดยละเอียดและให้ตระกูลกัวได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่เขาเป็นผู้ตัดสินใจ...“ยาพิษจากจิ๋นหนาน...
“เสียงดังหน่า... จางต้าเหลียน” สตรีที่สลบไสลตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่นางได้ยินคือเสียงเอะอะโวยวายของหลานหลินอ๋อง ซึ่งนางก็ทราบดีว่าจากสาเหตุใด เหยียนหรานพยายามจะลุกขึ้นนั่งและหลานหลินอ๋องเองก็เข้ามาช่วยเหลือ ผู้คนที่รายล้อมจึงค่อย ๆ ล่าถอยปล่อยให้สองสามีภรรยาได้สนทนากันตามประสา“ข้าจะลงโทษทหารทุกนายที่ดูแลเจ้าไม่ได้”“ใจเย็นบ้างจะได้ไหม พวกเขาพยายามกันเต็มที่แล้ว เนื้อตัวมีแต่แผลไม่เห็นหรืออย่างไร” เหยียนหรานกล่าวเตือนอีกฝ่าย นางทราบดีเวลานั้นล้วนชุลมุนเพียงใด เอาชีวิตรอดมาได้ก็นับว่าดีเท่าใดแล้ว“หน้าที่ก็คือหน้าที่ เมื่อบกพร่องย่อมต้องลงโทษ” หลานหลินอ๋องยังคงยืนยัน “พวกมันจะมาพาตัวอาหยวนไปหรือ”“ทั้งคู่เลย... เทหมดหน้าตักแล้วกระมัง พญามังกรโง่เขลาผู้นั้นน่ะ”“ข้าจะกระชากมันลงมาจากบัลลังก์”เหยียนหรานไม่เอ่ยสิ่งใด นางพิงศีรษะไว้ที่ไหล่กว้างของหลานหลินอ๋อง ช่วงหลายวันมานี้ช่างหนักหนาเหลือเกิน ส่วนหลานหลินอ๋องก็โอบไหล่บางและจับมือข้างหนึ่งของเหยียนหรานเอาไว้ หลานหลินอ๋องมองมือเล็ก ๆ ของเหยียนหรานที่ต่อสู้ดิ้นรนในการเอาชีวิตรอด สุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นเขาอีกกระมังที่เป็นความลำบากในชีวิตของนาง
แต่จะเป็นอย่างไรก็ช่างบัดนี้เขาต้องจัดการทุกอย่างให้จบ อย่างน้อย ๆ ตอนนี้เขาก็ทราบแล้วว่าทหารพวกนั้นชำนาญการสู้รบในที่สูงเพียงใด ฉะนั้นหากตกหลุมพรางอาจเป็นพวกตนที่ต้องพ่ายแพ้หลานหลินอ๋องกลับไปที่ค่ายทหารเขาเจอเฉียวฟงนั่งกุมขมับ มองแผนที่ของเปี้ยนเหลียงอย่างจนปัญญา “เฉียวฟงเปี้ยนเหลียงมีแม่น้ำไหลผ่านหรือไม่”“มีขอรับ มีทะเลอยู่ทางฝั่งตะวันออกด้วยขอรับ ทางนั้นมีท่าเรือนายหญิงไว้ใช้ติดต่อค้าขายกับพวกพ่อค้าตะวันออก”“นำทหารส่วนหนึ่งไปหาที่มั่นท่าเรือนั่น และล่อพวกระยำนั่นไปที่ท่าเรือให้ได้”หลานหลินอ๋องเกือบลืมเสียสนิทว่าภรรยาของตนมั่งคั่งเพียงใด นางสร้างท่าเรือเอาไว้ให้ค้าขายได้คล่องมากขึ้นหลังจากมีร้านค้าฟาไฉ แต่ทว่าหลังจากนี้เขาอาจจะต้องควักเงินชดใช้ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้“ท่านจะทำสิ่งใดหรือ”“คงต้องเอาน้ำสาดเรียกสติกันเสียหน่อย”เฉียวฟงกระจ่างในทันที เขาบอกจุดที่น่าจะเป็นจุดได้เปรียบและจุดเสียเปรียบให้หลานหลินอ๋องได้รับรู้หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำการล่อศัตรูให้มายังจุดที่กำหนดเอาไว้ การต่อสู้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนหนักขึ้น ๆ แต่เพราะความไม่เคยชินในทำเลที่เป็นแหล่งน้ำ ความเสียเป







