LOGINเรื่องในวันนั้นจบลงด้วยซือเยว่วิ่งหน้าตาตื่นมาห้ามทัพพร้อมบอกกับเหยียนหรานว่าเจ้าปีศาจน้อยร้องไห้จนหน้าดำหน้าแดง เรื่องระหว่างนางและเจ้าลูกเต่าต้าเหลียนจึงจบลง นางไม่ได้พูดสิ่งใดตอบกลับประโยคที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของจางต้าเหลียนแม้ว่าในใจจะก่นด่าเจ้าลูกเต่านั่นไม่หยุดหย่อน แต่ต่อให้อยากทำเพียงใดเหยียนหรานก็ต้องวิ่งกลับไปหาบุตรชายที่เป็นดั่งชีวิตของนางก่อนอยู่ดี
เจ้าปีศาจน้อยที่ร้องไห้นับครั้งได้บัดนี้กลับร้องไห้จ้าจนหัวใจนางเจ็บแปลบ มือป้อม ๆ ชูขึ้นแสดงเจตจำนงว่าต้องการให้นางโอบกอดเอาไว้ และนางก็ยอมทำตามโดยไม่นึกขัดสิ่งใด นางกอดร่างป้อมของบุตรชายเอาไว้ ลูบแผ่นหลังเล็กที่สะอื้นไห้ ก่อนที่เจ้าปีศาจน้อยเหยียนเฟิงจะผละออกจากอกและจ้องหน้านางอย่างคาดคั้นหาความ แต่น่าแปลกที่ใบหน้าแบบนี้นางได้เห็นมันมาจากเจ้าลูกเต่าต้าเหลียนแล้วก่อนหน้า
ช่างเหมือนกันจริง ๆ
“จะถามว่าบุรุษผู้นั้นคือใครใช่หรือไม่” เหยียนเฟิงที่สะอื้นจนเอ่ยอะไรออกมาเป็นประโยคไม่ได้พยักหน้ารับ เหยียนหรานเองก็เข้าใจได้ว่าทำไมเหยียนเฟิงจึงสงสัย อยู่ด้วยกันมาสองคนมีหรือที่นางจะไม่รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นอย่างไร แต่กระนั้นความจริงก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจอยู่ดี
“อาเตี่ย... นั่นคืออาเตี่ยของเจ้า”
เหยียนหรานเลือกที่จะพูดความจริงออกไป ต่อให้ดูเป็นเรื่องซับซ้อนและเข้าใจยากก็ตาม แต่นางก็ไม่อยากปิดบังอะไรกับบุตรชายที่กำลังเติบโตอีกแล้ว เพราะนางรู้แล้วว่าคำโกหกนั้นสร้างความเจ็บปวดเพียงใด และนางจะไม่ส่งต่อมันให้กับบุตรชายที่นางรักเป็นอันขาด
“อา... ฮึก... อาเตี่ยตาย... ฮึก ตายไปแล้ว” เด็กน้อยพูดคำพูดที่ครั้งหนึ่งมารดาเคยบอกแก่ตนออกมา เหยียนหรานลูบศีรษะทุยเบา ๆ คล้ายปลอบประโลมบุตรชายและแทนคำขอโทษทั้งหมด
โดยที่นางก็ทราบดีว่ามันทดแทนกันไม่ได้เลย ความเจ็บปวดในจิตใจจะหายไปเพีบงเพราะคำพูดปลอบประโลมไม่กี่คำหรือ...
ไม่มีทางเสียหรอก...
แต่ถึงอย่างไรเหยียนหรานสวมกอดเหยียนเฟิงเอาไว้ เพราะในตอนนี้สิ่งที่นางทำได้ดีที่สุดคือโอบกอดเด็กน้อยคนนี้เอาไว้ ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด “อาเหนียงขอโทษ ขอโทษ”
หลังจากนั้นเหยียนหรานก็ได้ยินเสียงร้องไห้ระลอกใหม่ดังขึ้นอีกหนจนนางต้องปลอบอยู่พักใหญ่ และในท้ายที่สุดเด็กน้อยก็ผล็อยหลับไปในอ้อมอกของนาง
วันนี้เป็นวันที่หนักหนาสำหรับเหยียนเฟิงจริง ๆ
เรื่องมากมายทำให้เหยียนหรานได้ฉุกคิด และสิ่งที่นางเลือกหลังจากพบเจอเรื่องวุ่นวายนานัปการคือการหลีกหนีไปให้ไกลจากจางต้าเหลียนหรือหลานหลินอ๋อง ดังนั้นวันรุ่งขึ้นนางจึงไปหาท่านเจ้าเมืองมีสีหน้าวิตกไม่ต่างกัน
“ข้าคงทำตามที่ท่านร้องขอไม่ได้แล้ว มันมากเกินไปจริง ๆ ”
“นายหญิงค่อย ๆ คิดก่อนเถิด เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างท่านและหลานหลินอ๋องข้าเป็นคนนอกก็จะไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง แต่เรื่องที่ท่านรับปากก่อนหน้านี้นั่นทางการล้วนรับรู้ ท่านทราบดีว่าต่อให้ข้าหรือท่านก็ไม่มีสิทธิ์ไปคัดค้านอะไรได้ ความจริงมีเรื่องที่ข้าสงสัยแต่ไม่ได้พูดให้ท่านได้รู้เพราะเกรงว่าจะเป็นข้าที่คิดมากไป แต่พอเรื่องมันชักจะวุ่นวายข้าเลยอยากจะบอกให้ท่านได้รู้เอาไว้เพื่อไตร่ตรองว่าจะทำอย่างไรต่อไป”
เฉียวฟงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนเหยียนหรานไม่แม้แต่จะเอ่ยขัดเสียด้วยซ้ำ
“ในตอนนี้กิจการของท่านรุ่งเรืองก็จริง แต่ความรุ่งเรืองก็อาจนำภัยมาได้เช่นกัน”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ข้าเสนอตนในการรับรองท่านแม่ทัพและพรรคพวกในครั้งนี้แต่ทางการกลับปฏิเสธ มิหนำซ้ำยังเจาะจงมายังท่านโดยที่ข้าไม่ได้บอกอะไรไปแม้แต่น้อย ข้าเป็นคนโง่เขลาก็คิดได้อย่างตื้นเขินว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
“จะบอกอะไรก็รีบบอก จะลีลาแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน”
“ข้าไม่รู้ว่าทางการต้องการสิ่งใด แต่หากหลานหลินอ๋องอยู่ข้างท่านย่อมไม่มีสิ่งใดต้องกังวลเลย เขาจะเป็นเกราะคุ้มภัยให้ท่านและบุตรของท่านได้”
“คนอย่างข้าต้องให้เจ้าลูกเต่าต้าเหลียนดูแลหรือ! ผ่านมากี่ปีข้าก็อยู่มาได้โดยที่ไม่ต้องมีใครดูแล”
“แต่ตอนนี้กับตอนนั้นมันต่างกัน... นายหญิงท่านทราบหรือไม่ว่ามีข่าวลือเรื่องหลานหลินอ๋องเคยไปเมืองฉุ่ยเฉียงอย่างลับ ๆ อยู่ได้ครึ่งปีก็กลับไปยังเมืองหลวงพอหลังจากนั้นฉุ่ยเฉียงทั้งเมืองกลายเป็นเมืองของทหาร กองทัพของแคว้นเยี่ยนไปตั้งป้อมปราการที่นั่น ชาวบ้านโอดครวญยกใหญ่ว่าทำมาหากินลำบากเพราะถูกจับตาอยู่ตลอดเวลา ครั้งนี้ข้าเองจึงได้กังวลว่าการมาของหลานหลินอ๋องจะมีเรื่องแฝงเร้นเอาไว้”
เหยียนหรานใคร่ครวญจากสิ่งที่นางได้รับรู้ แม้ว่าเฉียวฟงจะกล่าวว่าสิ่งที่ได้ยินมานั้นเป็นคราวลือ แต่นางที่ย้ายมาจากฉุ่ยเฉียงย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองผู้นี้กล่าวมานั้นเป็นเรื่องจริง
ปีนั่นนางได้พบกับจางต้าเหลียน...
ใจแรกเหยียนหรานอยากจะมาตัดขาดน้ำใจที่นางเคยหยิบยื่นให้ แต่เมื่อได้ยินในสิ่งที่เฉียวฟงกล่าวเตือนนางกลับต้องทบทวนใหม่ และจริงอย่างที่ท่านเจ้าเมืองผู้นี้กล่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ดูไม่ชอบมาพากลแม้แต่น้อย...
“แล้วข้าต้องทนอยู่แบบนี้หรือ”
นางที่โง่เขลาเบาปัญญาเอ่ยถามอย่างจนตรอก บัดนี้นางคงดูน่าเวทนาคล้ายกับคนตาบอดที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่เห็นทาง หากเป็นแต่ก่อนคนอย่างเหยียนหรานคงไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แต่บัดนี้บุตรชายของนางรู้ความแล้ว หากต้องไปลำบากหรือดิ้นรนเหมือนแต่ก่อนคงไม่ได้
นางไม่อยากให้เด็กน้อยผู้นั้นเจอกับเรื่องเลวร้ายในชีวิตเลยแม้แต่น้อย
“ข้าจะกล่าวอยากคนเห็นแก่ตัวที่สุด... หากเป็นข้า ข้าจะใช้ประโยชน์จากหลานหลินอ๋องให้มากที่สุดกระมัง ถึงตอนนี้จะไม่รู้ว่ามีประโยชน์แค่ไหนก็เถอะ”
เหยียนหรานเงยสบหน้าบุรุษที่ครั้งหนึ่งนางเคยตำหนิในใจว่าขี้ขลาดตาขาว แต่บัดนี้กลับเป็นผู้ชี้ทางให้แก่นาง และก็อดยอมรับไม่ได้ว่าทางที่เฉียวฟงกล่าวมานั้นนางเห็นด้วย
เฉียวฟงกล่าวว่าให้นางหาประโยชน์จากจางต้าเหลียน เช่นนั้นนางจะตักตวงจากบุรุษผู้นั้นให้สาสม บีบบุรุษผู้นั้นให้แหลกคามือ และผลักไสอย่างไร้เยื่อใยเช่นที่เคยทำไว้กลับนาง
ถึงเวลาตักตวงแล้วเหยียนหราน...
ถึงเวลาที่เจ้าจะเอาคืนบุรุษผู้นั้นแล้ว...
ส่วนหลานหลินอ๋องก็มองบุตรชายที่จากไปพร้อมเงินหนึ่งร้อยตำลึง ตระหนักได้ว่าเหยียนหรานคงไม่อยากรับเงินเขาเสียเท่าใดนัก แต่ก็อยากกลั่นแกล้งเขาให้พอสนุกส่วนเงินนั่นก็ให้กับอาเฟิงเอาไว้ซื้อของกินกระมังเพราะบุตรชายของเขายิ้มแป้นเดินออกไปด้านนอกด้วยความเริงร่าเหลือประมาณหลังจากนั้นสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการกลั่นแกล้งก็เดินมาเก็บกาน้ำชาและของว่างที่เหลือแต่จานเปล่า การกระทำทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของหลานหลินอ๋องแต่กระนั้นหลานหลินอ๋องกลับขมวดคิ้วมองทุกการกระทำของภรรยา“ทำไมไม่จ้างคนมาช่วย... ทำงานตั้งมากมายคนเดียวไม่เหนื่อยหรือ”“ทำมาตั้งนานแล้ว จะมาเหนื่อยเอาอะไรตอนนี้”หลานหลินอ๋องนิ่งงันคล้ายกับคนเอาหินมาทุ่มใส่ศีรษะก็มิปาน เพราะทราบดีว่าตนนั้นคือหนึ่งในคนที่ทำให้เหยียนหรานต้องเหนื่อยอยู่แบบนี้ หลานหลินอ๋องลุกขึ้นและฉวยเอาทุกอย่างที่เหยียนหรานกำลังถือมาถือไว้เอง ในเมื่อย้อนเวลากลับไม่ได้ต่อจากนี้เขาก็ต้องทำให้ดีที่สุดก็เท่านั้น เรื่องในอดีตลบล้างไม่ได้ แต่เขาสร้างเรื่องราวต่อจากนี้ให้ดีกว่าเดิมได้“จะทำอะไร”“เอาไปล้าง”“ไม่ต้อง ข้าทำเอง”“เมื่อก่อนข้าก็ทำ เจ้าน่ะพักบ้างก็ได้ มั่งมีเงินทองกว่า
หลานหลินอ๋องหอบกาน้ำชามาด้านหลังบ้านพักของเหยียนหรานแต่กระนั้นบุรุษร่างสูงก็เกือบจะทำกาน้ำชาที่หวงสุดชีวิตหล่นแตกเมื่อสตรีเจ้าของบ้านยืนกอดอกตีหน้าดุมองเขาอย่างไม่วางตา“คือ... เอ่อ...”“หลบอะไรมา”“เปล่า คือ... จะเอากาน้ำชามาคืน” เมื่อหลบไม่ได้หนีไม่พ้น ผู้ร้ายก็จำยอมส่งคืนของรักของหวงกลับคืนสู่เจ้าของที่ดูจะไม่แปลกใจแต่อย่างใด เพียงรับกาน้ำชาเอาไว้และส่งกาใหม่มาให้เท่านั้น“มีแขกไม่ใช่หรือ น้ำชายังไม่หมดกาจะส่งแขกได้อย่างไร”หลานหลินอ๋องเบิกตากว้าง เหยียนหรานไม่ได้ใจกว้างเขาทราบดี ฉะนั้นบัดนี้นางคงคิดสิ่งใดอยู่เป็นแน่... แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามหรือใคร่ครวญให้ถ้วนถี่กาน้ำชาร้อน ๆ ก็ถูกยัดใส่มือของหลานหลินอ๋องที่เอาแต่ครุ่นคิด ร่างสูงสะดุ้งจนเกือบจะทำกาน้ำชาตกพื้นแต่เสียงเล็ก ๆ ก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง“หากเจ้าทำกาข้าแตกก็อย่าหวังมาเหยียบที่นี่อีก! ”หลานหลินอ๋องพลันตั้งสติได้โดยพลัน ร่างสูงที่ลนลานเมื่อครู่บัดนี้ตัวตรงเฉกเช่นทหารที่กำลังถูกแม่ทัพตรวจแถวอยู่ก็มิปาน ก่อนจะเดินออกไปเชื้อเชิญให้แขกที่ไล่ส่งเมื่อครู่นี้ให้ดื่มชาให้หมดกา...“อะไรของเจ้าต้าเหลียน เจ้าทำงานหนักไปกระมังจึงได้เลอะเ
“เล่ามาให้ละเอียดเดี๋ยวนี้เลยท่านอ๋อง ท่านมาที่นี่ได้ไม่กี่เดือนมีลูกโตขนาดนี้เชียวหรือ”หลานหลินอ๋องมองบุรุษช่างสงสัยอย่างปลงตกก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างให้หนึ่งในสหายที่ควบตำแหน่งกุนซือในกองทัพของตนได้รับรู้ และเมื่อได้รับฟังทุกอย่างสายตาของหวงเหวินก็แปรเปลี่ยนไป นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นตลอดเวลากลายเป็นเคียดแค้นขึ้นมาเสียดื้อ ๆ“เจ้าเพียงพอนเหลืองนั่นกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!” หวงเหวินเอ่ยด้วยความเกรี้ยวกราด บุรุษบนบัลลังก์มังกรผู้นั้นในสายตาของเขาก็เป็นได้แค่เพียงพอนเหลืองลักของกินตาบ้านเรือนไร้ประโยชน์สิ้นดี“ที่เรียกมาก็จะไหว้วานให้นำชื่อเหยียนหรานกับเหยียนเฟิงเข้าสาแหรกตระกูลให้ เพราะข้าคงไม่ได้เข้าไปเมืองหลวงอีกนาน”“ได้ ข้าจะจัดการให้... ว่าแต่จะเอาชื่อนางเข้าสาแหรกตระกูลนางรับรู้แล้วหรือ” เรื่องที่จางต้าเหลียนไหว้วานไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง แต่เรื่องที่หวงเหวินตั้งข้อสงสัยคือสตรีที่กำลังถูกนำชื่อเข้าสาแหรกตระกูลจาง แม้ยามสิ้นลมหายใจต้องฝังเคียงคู่กับจางต้าเหลียนในสุสานประตำตระกูลนั้นทราบหรือยัง“หากไม่มีชื่อนางแล้วจะเขียนชื่ออาเฟิงลงไปได้อย่างไร ลูกข้าไม่ได้ลอยน้ำ
เช้าตรู่ของวันใหม่หลานหลินอ๋องก็มานั่งดื่มชากินซาลาเปากับบุตรชายคล้ายกับกิจวัตร ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วหลานหลินอ๋องต้องใจมาหามารดาของบุตรชายเสียมากกว่า แต่ก็ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายจนพานทำให้นางรำคาญเข้าจึงเอาบุตรมาบังหน้า สั่งซาลาเปาจากร้านข้าง ๆ แล้วมานั่งดื่มชาที่เหยียนหรานหวงนักหวงนาแบบนี้“อาเฟิง ทำไมอาเหนียงถึงหวงน้ำชากานี้นัก”“ราคาสูงขอรับ... ชาชั้นดีจากต่างเมืองเชียว อาเหนียงเอาไว้ดื่มเองไม่เคยให้ใครดื่มเลย นี่เฟิงเฟิงต้องแอบเอามาให้อาเตี่ยเลยนะ”หลานหลินอ๋องคลึงจอกน้ำชาที่เพิ่งจะได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรกก็ยอมรับว่ารสชาติดีเสียยิ่งกว่าชาในวังของตนเสียอีก ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเหยียนหรานถึงได้หวงเป็นนักหลานหลินอ๋องวางจอกน้ำชาหันไปสนใจซาลาเปาลูกกลม หวนนึกถึงเหยียนหรานตอนทำซาลาเปาขาย และเขาเองก็กลายเป็นลูกมือของนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ซาลาเปานี่เหมือนที่อาเหนียงเคยทำเลย”“เป็นสูตรของอาเหนียง อาเหนียงให้ท่านอาซือเยว่เป็นคนขายโดยไม่เอากำไรเลย เพราะท่านอาซือเยว่ช่วยเหลืออาเหนียงมาตั้งแต่เฟิงเฟิงอยู่ในท้องอาเหนียง”หลานหลินอ๋องฟังในสิ่งที่เหยียนเฟิงกล่าวออกมาอย่างตั้งใจ ก่อนจะกร
“หรานเอ๋อร์... เชื่อข้าเถิดว่าวันหนึ่งมันส่งผลดีต่ออาเฟิง วันหนึ่งที่ไม่มีเราแล้ว”“ตระกูลของท่านยิ่งใหญ่ปานนั้นจะดึงอาเฟิงเข้าไปทำไม เจ้าก็เห็นว่าอาเฟิงไม่ได้สนใจสิ่งใดเลย เขาไม่เคยละโมบ เขาไม่เคยคิดร้าย เขาไม่เคยคิดเรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำนอกจากเรื่องกินไปวัน ๆ เขามีความสุขกับชีวิตแบบนี้ และต่อไปในวันข้างหน้าข้าไม่อยู่แล้วเขายังมีร้านค้าอีกมากมายที่ข้าสร้างเอาไว้ให้เขา หากไม่ขี้เกียจย่อมไม่อดอยาก... เขามีความสุขดีอยู่แล้วต้าเหลียน”หลานหลินอ๋องเข้าใจความกังวลของผู้เป็นมารดาดี เขาเองก็กังวลไม่ต่างกันแต่ไม่ว่าอย่างไรนี่คือหลักประกันสุดท้ายที่เขาจะมอบให้กับอาเฟิงได้“หากเขาเป็นบุตรของหลานหลินอ๋องจะไม่มีใครกล้าทำร้ายเขา ต่อให้เป็นหวงตี้ก็จะไม่กล้าแตะต้องเขา... การเป็นอ๋องอาจไม่ใช่ความสุขของอาเฟิง แต่นี่เป็นหลักประกันเดียวที่ข้าจะมอบให้กับอาเฟิงได้ อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้าได้เบาใจว่าเขาจะได้มีชีวิตเพื่อใช้ชีวิตดั่งที่ตนต้องการได้อย่างยืนยาว อยู่กันไปแบบนี้ย่อมไม่ปลอดภัย ชีวิตของอาเฟิงไม่ใช่ความลับแล้วเหมือนที่ข้าได้เล่าให้เจ้าได้ฟัง”
“นายหญิงใหญ่จะขายของทั้งหมดนี่หรือ” เกาอี้ชิงที่จับจ้องการค้าขายครั้งใหญ่นี้ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตลอดทางที่ผ่านมาแทบไม่มีใครกล้าซื้อของมากมายเช่นนางมาก่อน อีกทั้งยังกำชับว่าหากพวกเขาได้ข้าวของเหล่านี้มาอีกนางก็จะรับซื้อทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้ ช่างเป็นการค้าที่ง่ายดายเสียจนเขาฉงนใจ“ใช่ ของใช้เบ็ดเตล็ดพวกนี้เมืองเปี้ยนเหลียงยังไม่มีร้านค้าใดกล้าขายเพราะลงทุนเยอะ ส่วนข้าก็เดินทางไปติดต่อลำบาก แต่นับว่าโชคดีที่ได้พบพวกท่านเสียก่อน ข้าจึงไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสดี ๆ เช่นนี้เอาไว้”เกาอี้ชิงพยักหน้ารับรู้ นับว่านายหญิงใหญ่แห่งเปี้ยนเหลียงนั้นกล้าได้กล้าเสียอยู่พอตัว มิหนำซ้ำนางยังมีถุงเงินใบใหญ่ไว้จับจ่ายใช้สอยคล่องมือจนน่าอิจฉา“แต่ของทั้งหมดนี่คงต้องขนไปไว้ที่บ้านพักข้าก่อน เพราะข้ายังไม่ได้เตรียมร้านสำหรับของพวกนี้ การค้าครั้งนี้นับว่าฉุกละหุกเหลือเกิน”“ไม่เป็นไรเลยนายหญิง วันพรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางต่อ แต่ข้าจะให้อี้ชิงอยู่ที่นี่ช่วยท่านก่อน อี้ชิงเคยเปิดร้านพวกนี้ที่บ้านเกิดก่อนจะร่วมขบวนมากับข้าให้เขาช่วยเหลือ







