LOGIN๓
หลานหลินอ๋องเป็นแม่ทัพ เป็นราชนิกุล เป็นบุคคลสำคัญแห่งแคว้นเยี่ยน นี่คือเรื่องจริงที่เหยียนหรานเพิ่งจะรับรู้ แต่ถึงกระนั้นเจ้าบุรุษตรงหน้านางก็ยังเป็นเจ้าลูกเต่าต้าเหลียนอยู่วันยังค่ำ ความจริงข้อนี้ต่างหากที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ต่อให้จางต้าเหลียนเป็นเง็กเซียนนางก็ไม่สนใจ
“จะกลับไปดี ๆ หรือจะให้ข้าเอาแจกันมาฟาดให้เลือดอาบ”
หลานหลินอ๋องมองสตรีที่ขู่เขาอย่างไม่ยอมความ หลังจากโต้เถียงกันไปมาเขาก็ไหว้วานให้ท่านเจ้าเมืองพาคนของเขาไปพักเพราะไม่อยากให้เรื่อง ‘ครอบครัว’ ของตนเองตกเป็นเป้าสายตา แค่สิ่งที่เป็นอยู่ตรงหน้าก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะที่ควรเสียเท่าใดนัก หลังจากนั้นเขาก็ลงหลักปักฐานในภัตตาคารแห่งนี้ เจ้าหนูน้อยที่ทำร้ายเขาไปเมื่อครู่ยังมองเขาไม่วางตาจนผู้เป็นมารดาสั่งให้คนพากลับไปพัก บัดนี้สถานการณ์จึงตึงเครียดเพราะมีแค่เขาและเหยียนหรานเท่านั้น
อ้อ... เป็นเหยียนหรานที่ถือแจกันใบเขื่องไว้ในมือ
ช่างดุร้ายจริง ๆ น่ากลัวจนตัวสั่นทีเดียว...
“จะไม่ให้ข้าได้อธิบายอะไรหน่อยหรือ”
“ไม่ ข้าไม่อยากได้ยินคำอธิบายจากบุรุษเช่นเจ้า”
“เจ้าไปได้ยินอะไรมา ข้ากลับไปที่ฉุ่ยเฉียงก็ไม่พบเจ้าแล้ว จะให้ข้าทำอย่างไร” หลานหลินอ๋องพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบแต่กระนั้นหากเขาเป็นน้ำเย็นแล้ว เหยียนหรานก็ไม่ใช่สตรีที่จะใช้น้ำเย็นเข้าลูบได้ผล
“เฮอะ! ข้าอยู่ที่นั่นปีกว่าหากเจ้ามาตามหาอย่างไรก็ต้องพบ”
ความผิดวิ่งแล่นเข้าตอกหน้าหลานหลินอ๋องอีกครั้ง จริงอย่างที่นางกล่าว เขามัวเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ปีกว่า กว่าจะกลับไปหานางที่ฉุ่ยเฉียงทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว
“ออกไป! มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น!” สตรีที่ถือแจกันขู่อีกครั้ง ใบหน้างามเวลานี้กลับบึ้งตึงด้วยความโกรธแค้น แต่มีหรือที่หลานหลินอ๋องจะยอมง่าย ๆ
“ไม่กลับ!”
ไม่มีทาง!
“ต่อให้ไล่ข้ากลับยังไงข้าก็ไม่กลับ อย่าลืมเสียว่าที่ข้ามาที่นี่เพื่ออะไร ต่อให้เจ้าอยากจะไล่แต่ใช่ว่าจะไล่ได้ตามใจนึก”
หลานหลินอ๋องกำลังขู่... และทุกอย่างเป็นแบบนี้ก็เพราะเหยียนหรานบีบบังคับเขาทั้งสิ้น!
“นี่... นี่เจ้ากล้าขู่ข้าหรือเจ้าลูกเต่าต้าเหลียน!” กล่าวจบสตรีที่ถือแจกันใบเขื่องก็ตั้งท่าวิ่งเข้าใส่อดีตสามีที่ดูจะตกใจในคราแรกจนต้องวิ่งหนี แต่เมื่อตั้งสติได้หลานหลินอ๋องก็ชะงักเท้าจับมือเล็ก ๆ ที่ถือแจกันเอาไว้ ประจันหน้ากับสตรีที่เต็มไปด้วยความโกรธเคือง
“ถ้าเจ้าไม่อยากจะฟังข้าก็จะไม่พูดให้รำคาญใจ แต่วันใดอยากฟังเรื่องทั้งหมดข้าจะเล่าให้เจ้าฟังอยากไม่ปิดบัง แต่เจ้าจะไล่ข้าอย่างไร ข้าก็ไม่มีทางไปไหนเป็นอันขาด” หลานหลินอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หมดเวลาแล้วเหยียนหราน หมดเวลาใช้ชีวิตดั่งใจปรารถนาแล้ว”
เหยียนหรานมองใบหน้าของบุรุษที่ข่มขู่นางอย่างโจ่งแจ้ง ใจนึกอยากจะฟาดแจกันใส่ศีรษะของเจ้าลูกเต่าต้าเหลียนให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพราะถูกพันธนาการเอาไว้จึงไม่อาจทำได้ดั่งใจ พลางแค่นหัวเราะให้กับประโยคของเจ้าลูกเต่าต้าเหลียนที่กล่าวว่านางใช้ชีวิตดั่งใจปรารถนา ให้ตายเถอะความลำบากที่นางพบเจอมาตลอดหลายปีคือสิ่งที่นางไม่เคยปรารถนาทั้งสิ้น! บุรุษที่โกหกนางตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอมีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาว่านางได้ใช้ชีวิตตามปรารถนา!
มารดาเถอะ! ครั้งหนึ่งนางเคยรักบุรุษเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน เห็นทีว่านางไม่ตาบอดก็คงโง่เขลา
ใช่เพราะนางโง่เขลาจนเชื่อคำหลอกลวงของจางต้าเหลียนแบบนี้
“อย่าคิดว่าเป็นอ๋องแล้วจะสั่งให้ข้าทำอะไรก็ได้” เหยียนหรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ นางไม่ได้พูดจาด้วยโทสะเพียงอย่างเดียวเช่นก่อนหน้า
“เจ้าเอ่ยราวกับว่าข้าหนีเจ้าจนต้องเดือดร้อนให้เจ้าตามหาทั้ง ๆ ที่ข้าไม่เคยแม้แต่จะคิดหนีเจ้าด้วยซ้ำ ถ้าหากข้าคิดหนีจริง ๆ ต่อให้เจ้าเป็นเง็กเซียนก็คงหาไม่พบกระมัง”
“คิดจะทำอะไร”
“สตรีไร้การศึกษาเช่นข้าจะไปทำอะไรได้กัน” เหยียนหรานเหยียดยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่หลานหลินอ๋องไม่ชอบใจเลย เพราะสิ่งที่นางพูด และสิ่งที่นางแสดงออกมามันคล้ายกับว่าเมื่อวันพรุ่งนี้มาถึงนางจะหายไปเหมือนที่เคยเป็นมา
หลานหลินอ๋องนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งคล้ายว่าความกลัวเข้ากัดกินเขาจนเริ่มไร้ความรู้สึก กว่าจะดึงตัวเองให้หลุดออกจากภวังค์ความคิดได้สตรีที่เขาพันธนาการเอาไว้ก็ยิ้มเย้ยหยันราวกับผู้ชนะเสียแล้ว นางคงคิดว่าเรื่องทุกอย่างคงจบเหมือนในอดีต สุดท้ายก็เป็นเขาที่ยอมแพ้แล้วเดินจากไปทิ้งให้นางอยู่กับบุตรชายตามลำพังเหมือนที่ผ่านมา
“เอาเลย”
แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนในอดีตเด็ดขาด
“อยากหนีก็หนีไปเลย ต่อให้ไปสุดหล้าฟ้าเขียวข้าก็จะตามหาเจ้าให้พบอยู่ดี”
เพราะครั้งนี้คนอย่างหลานหลินอ๋องจะไม่ปล่อยนางไปง่าย ๆ แน่
ส่วนหลานหลินอ๋องก็มองบุตรชายที่จากไปพร้อมเงินหนึ่งร้อยตำลึง ตระหนักได้ว่าเหยียนหรานคงไม่อยากรับเงินเขาเสียเท่าใดนัก แต่ก็อยากกลั่นแกล้งเขาให้พอสนุกส่วนเงินนั่นก็ให้กับอาเฟิงเอาไว้ซื้อของกินกระมังเพราะบุตรชายของเขายิ้มแป้นเดินออกไปด้านนอกด้วยความเริงร่าเหลือประมาณหลังจากนั้นสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการกลั่นแกล้งก็เดินมาเก็บกาน้ำชาและของว่างที่เหลือแต่จานเปล่า การกระทำทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของหลานหลินอ๋องแต่กระนั้นหลานหลินอ๋องกลับขมวดคิ้วมองทุกการกระทำของภรรยา“ทำไมไม่จ้างคนมาช่วย... ทำงานตั้งมากมายคนเดียวไม่เหนื่อยหรือ”“ทำมาตั้งนานแล้ว จะมาเหนื่อยเอาอะไรตอนนี้”หลานหลินอ๋องนิ่งงันคล้ายกับคนเอาหินมาทุ่มใส่ศีรษะก็มิปาน เพราะทราบดีว่าตนนั้นคือหนึ่งในคนที่ทำให้เหยียนหรานต้องเหนื่อยอยู่แบบนี้ หลานหลินอ๋องลุกขึ้นและฉวยเอาทุกอย่างที่เหยียนหรานกำลังถือมาถือไว้เอง ในเมื่อย้อนเวลากลับไม่ได้ต่อจากนี้เขาก็ต้องทำให้ดีที่สุดก็เท่านั้น เรื่องในอดีตลบล้างไม่ได้ แต่เขาสร้างเรื่องราวต่อจากนี้ให้ดีกว่าเดิมได้“จะทำอะไร”“เอาไปล้าง”“ไม่ต้อง ข้าทำเอง”“เมื่อก่อนข้าก็ทำ เจ้าน่ะพักบ้างก็ได้ มั่งมีเงินทองกว่า
หลานหลินอ๋องหอบกาน้ำชามาด้านหลังบ้านพักของเหยียนหรานแต่กระนั้นบุรุษร่างสูงก็เกือบจะทำกาน้ำชาที่หวงสุดชีวิตหล่นแตกเมื่อสตรีเจ้าของบ้านยืนกอดอกตีหน้าดุมองเขาอย่างไม่วางตา“คือ... เอ่อ...”“หลบอะไรมา”“เปล่า คือ... จะเอากาน้ำชามาคืน” เมื่อหลบไม่ได้หนีไม่พ้น ผู้ร้ายก็จำยอมส่งคืนของรักของหวงกลับคืนสู่เจ้าของที่ดูจะไม่แปลกใจแต่อย่างใด เพียงรับกาน้ำชาเอาไว้และส่งกาใหม่มาให้เท่านั้น“มีแขกไม่ใช่หรือ น้ำชายังไม่หมดกาจะส่งแขกได้อย่างไร”หลานหลินอ๋องเบิกตากว้าง เหยียนหรานไม่ได้ใจกว้างเขาทราบดี ฉะนั้นบัดนี้นางคงคิดสิ่งใดอยู่เป็นแน่... แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามหรือใคร่ครวญให้ถ้วนถี่กาน้ำชาร้อน ๆ ก็ถูกยัดใส่มือของหลานหลินอ๋องที่เอาแต่ครุ่นคิด ร่างสูงสะดุ้งจนเกือบจะทำกาน้ำชาตกพื้นแต่เสียงเล็ก ๆ ก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง“หากเจ้าทำกาข้าแตกก็อย่าหวังมาเหยียบที่นี่อีก! ”หลานหลินอ๋องพลันตั้งสติได้โดยพลัน ร่างสูงที่ลนลานเมื่อครู่บัดนี้ตัวตรงเฉกเช่นทหารที่กำลังถูกแม่ทัพตรวจแถวอยู่ก็มิปาน ก่อนจะเดินออกไปเชื้อเชิญให้แขกที่ไล่ส่งเมื่อครู่นี้ให้ดื่มชาให้หมดกา...“อะไรของเจ้าต้าเหลียน เจ้าทำงานหนักไปกระมังจึงได้เลอะเ
“เล่ามาให้ละเอียดเดี๋ยวนี้เลยท่านอ๋อง ท่านมาที่นี่ได้ไม่กี่เดือนมีลูกโตขนาดนี้เชียวหรือ”หลานหลินอ๋องมองบุรุษช่างสงสัยอย่างปลงตกก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างให้หนึ่งในสหายที่ควบตำแหน่งกุนซือในกองทัพของตนได้รับรู้ และเมื่อได้รับฟังทุกอย่างสายตาของหวงเหวินก็แปรเปลี่ยนไป นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นตลอดเวลากลายเป็นเคียดแค้นขึ้นมาเสียดื้อ ๆ“เจ้าเพียงพอนเหลืองนั่นกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!” หวงเหวินเอ่ยด้วยความเกรี้ยวกราด บุรุษบนบัลลังก์มังกรผู้นั้นในสายตาของเขาก็เป็นได้แค่เพียงพอนเหลืองลักของกินตาบ้านเรือนไร้ประโยชน์สิ้นดี“ที่เรียกมาก็จะไหว้วานให้นำชื่อเหยียนหรานกับเหยียนเฟิงเข้าสาแหรกตระกูลให้ เพราะข้าคงไม่ได้เข้าไปเมืองหลวงอีกนาน”“ได้ ข้าจะจัดการให้... ว่าแต่จะเอาชื่อนางเข้าสาแหรกตระกูลนางรับรู้แล้วหรือ” เรื่องที่จางต้าเหลียนไหว้วานไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง แต่เรื่องที่หวงเหวินตั้งข้อสงสัยคือสตรีที่กำลังถูกนำชื่อเข้าสาแหรกตระกูลจาง แม้ยามสิ้นลมหายใจต้องฝังเคียงคู่กับจางต้าเหลียนในสุสานประตำตระกูลนั้นทราบหรือยัง“หากไม่มีชื่อนางแล้วจะเขียนชื่ออาเฟิงลงไปได้อย่างไร ลูกข้าไม่ได้ลอยน้ำ
เช้าตรู่ของวันใหม่หลานหลินอ๋องก็มานั่งดื่มชากินซาลาเปากับบุตรชายคล้ายกับกิจวัตร ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วหลานหลินอ๋องต้องใจมาหามารดาของบุตรชายเสียมากกว่า แต่ก็ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายจนพานทำให้นางรำคาญเข้าจึงเอาบุตรมาบังหน้า สั่งซาลาเปาจากร้านข้าง ๆ แล้วมานั่งดื่มชาที่เหยียนหรานหวงนักหวงนาแบบนี้“อาเฟิง ทำไมอาเหนียงถึงหวงน้ำชากานี้นัก”“ราคาสูงขอรับ... ชาชั้นดีจากต่างเมืองเชียว อาเหนียงเอาไว้ดื่มเองไม่เคยให้ใครดื่มเลย นี่เฟิงเฟิงต้องแอบเอามาให้อาเตี่ยเลยนะ”หลานหลินอ๋องคลึงจอกน้ำชาที่เพิ่งจะได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรกก็ยอมรับว่ารสชาติดีเสียยิ่งกว่าชาในวังของตนเสียอีก ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเหยียนหรานถึงได้หวงเป็นนักหลานหลินอ๋องวางจอกน้ำชาหันไปสนใจซาลาเปาลูกกลม หวนนึกถึงเหยียนหรานตอนทำซาลาเปาขาย และเขาเองก็กลายเป็นลูกมือของนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ซาลาเปานี่เหมือนที่อาเหนียงเคยทำเลย”“เป็นสูตรของอาเหนียง อาเหนียงให้ท่านอาซือเยว่เป็นคนขายโดยไม่เอากำไรเลย เพราะท่านอาซือเยว่ช่วยเหลืออาเหนียงมาตั้งแต่เฟิงเฟิงอยู่ในท้องอาเหนียง”หลานหลินอ๋องฟังในสิ่งที่เหยียนเฟิงกล่าวออกมาอย่างตั้งใจ ก่อนจะกร
“หรานเอ๋อร์... เชื่อข้าเถิดว่าวันหนึ่งมันส่งผลดีต่ออาเฟิง วันหนึ่งที่ไม่มีเราแล้ว”“ตระกูลของท่านยิ่งใหญ่ปานนั้นจะดึงอาเฟิงเข้าไปทำไม เจ้าก็เห็นว่าอาเฟิงไม่ได้สนใจสิ่งใดเลย เขาไม่เคยละโมบ เขาไม่เคยคิดร้าย เขาไม่เคยคิดเรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำนอกจากเรื่องกินไปวัน ๆ เขามีความสุขกับชีวิตแบบนี้ และต่อไปในวันข้างหน้าข้าไม่อยู่แล้วเขายังมีร้านค้าอีกมากมายที่ข้าสร้างเอาไว้ให้เขา หากไม่ขี้เกียจย่อมไม่อดอยาก... เขามีความสุขดีอยู่แล้วต้าเหลียน”หลานหลินอ๋องเข้าใจความกังวลของผู้เป็นมารดาดี เขาเองก็กังวลไม่ต่างกันแต่ไม่ว่าอย่างไรนี่คือหลักประกันสุดท้ายที่เขาจะมอบให้กับอาเฟิงได้“หากเขาเป็นบุตรของหลานหลินอ๋องจะไม่มีใครกล้าทำร้ายเขา ต่อให้เป็นหวงตี้ก็จะไม่กล้าแตะต้องเขา... การเป็นอ๋องอาจไม่ใช่ความสุขของอาเฟิง แต่นี่เป็นหลักประกันเดียวที่ข้าจะมอบให้กับอาเฟิงได้ อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้าได้เบาใจว่าเขาจะได้มีชีวิตเพื่อใช้ชีวิตดั่งที่ตนต้องการได้อย่างยืนยาว อยู่กันไปแบบนี้ย่อมไม่ปลอดภัย ชีวิตของอาเฟิงไม่ใช่ความลับแล้วเหมือนที่ข้าได้เล่าให้เจ้าได้ฟัง”
“นายหญิงใหญ่จะขายของทั้งหมดนี่หรือ” เกาอี้ชิงที่จับจ้องการค้าขายครั้งใหญ่นี้ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตลอดทางที่ผ่านมาแทบไม่มีใครกล้าซื้อของมากมายเช่นนางมาก่อน อีกทั้งยังกำชับว่าหากพวกเขาได้ข้าวของเหล่านี้มาอีกนางก็จะรับซื้อทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้ ช่างเป็นการค้าที่ง่ายดายเสียจนเขาฉงนใจ“ใช่ ของใช้เบ็ดเตล็ดพวกนี้เมืองเปี้ยนเหลียงยังไม่มีร้านค้าใดกล้าขายเพราะลงทุนเยอะ ส่วนข้าก็เดินทางไปติดต่อลำบาก แต่นับว่าโชคดีที่ได้พบพวกท่านเสียก่อน ข้าจึงไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสดี ๆ เช่นนี้เอาไว้”เกาอี้ชิงพยักหน้ารับรู้ นับว่านายหญิงใหญ่แห่งเปี้ยนเหลียงนั้นกล้าได้กล้าเสียอยู่พอตัว มิหนำซ้ำนางยังมีถุงเงินใบใหญ่ไว้จับจ่ายใช้สอยคล่องมือจนน่าอิจฉา“แต่ของทั้งหมดนี่คงต้องขนไปไว้ที่บ้านพักข้าก่อน เพราะข้ายังไม่ได้เตรียมร้านสำหรับของพวกนี้ การค้าครั้งนี้นับว่าฉุกละหุกเหลือเกิน”“ไม่เป็นไรเลยนายหญิง วันพรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางต่อ แต่ข้าจะให้อี้ชิงอยู่ที่นี่ช่วยท่านก่อน อี้ชิงเคยเปิดร้านพวกนี้ที่บ้านเกิดก่อนจะร่วมขบวนมากับข้าให้เขาช่วยเหลือ







![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [ตัวประกอบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)